สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปัญญาอันเกิดจากองค์ 6 (อนาสวะ).docx
เนื้อหาในไฟล์
ปัญญาอันเกิดจากองค์ 6 (อนาสวะ) ทีนี้เรื่องของปัญญา ปัญญา อาตมาก็อธิบายแยกแยะไปว่า ความเฉลียวฉลาดที่เป็นความรู้ ฉลาด เป็นภาษาไทยที่เพี้ยนไปจากคำว่าฉฬายตนะ คืออายตนะ 6 คือสะพานที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ การผัสสะ แต่เมื่อทำงานเสร็จอายตนะก็หายไปเลย หากไม่เกิดผัสสะอายตนะไม่มี ผัสสะกับอายตนะแทบจะเป็นเหตุปัจจัยกันและกัน อายตนะไม่เกิดถ้าไม่มีผัสสะ ทำงานเสร็จ อายตนะก็หาย ผัสสะก็หาย ไม่ตั้งไม่มีอยู่ที่ใด แต่มีขณะในปัจจุบันที่กระทบสัมผัส แล้วก็หายไปเหมือนบุญ บุญทำหน้าที่ชำระกิเลสแล้วก็หายไปเหมือนกัน เป็นสิ่งที่เดาไม่ได้ เป็นสัจจะที่เป็นความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ รู้อันนี้ พระโพธิสัตว์ก็ต้องเรียนรู้อันนี้ อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์เป็นลูกของพระพุทธเจ้า เรียนมาถึงเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 จึงมีความรู้อันนี้ มั่นใจมาสาธยายให้พวกเราพิสูจน์ต่อ เอาไปปฏิบัติประพฤติให้เกิดอย่างนี้ต่อ ก็เอามายืนยันได้ด้วยกัน เมื่อพูดถึงปัญญาที่เป็นธาตุรู้ ที่ไม่ใช่ธาตุรู้ที่เป็นความเฉลียวฉลาดจากอายตนะ เกิดจากการปฏิบัติมีอายตนะ 6 ปัญญาจะเกิดต้องมีองค์ธรรมทั้ง 6 ปัญญาต้องเริ่มจากอัญญะ แล้วไปเป็นปัญญา ไว้ค่อยขยายความ องค์ธรรม 6 ของปัญญาต้องปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติได้ต้องมีการงานอาชีพ อ่านรูปนามจากอาชีพ อ่านจากกัมมันตะ คือกายวาจาใจ อ่านจากวจีกรรม จากมโนกรรม เลือกเฟ้นสิ่งที่เป็นอกุศลออกจากจิต ในทุกอาชีพ การพูด การทำ แม้แต่ในการนึกคิด สังกัปปะ ถ้ามันมีอาการของกาม พยาบาท (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า..พ่อครูพูดถึงเวทนาในการคิด พูด ทำ อาชีพ หากเราปฏิบัติธรรมก็จะอ่านเวทนาเราได้ดียิ่งขึ้น ในการปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 จะมีสิ่งที่กระทบกระแทกตลอดเวลา ต้องมีสติอ่านเวทนา ทำงานเวลาถูกขัดใจขัดแย้ง จะมีอารมณ์ท
อ่านต่อ
ี่ดูดและผลักอยู่ในตัว ญาณปัญญาเราหากมีรวดเร็ว ก็จะอ่านออกได้ขณะทำงานอยู่ จิตใจเราก็สามารถลดกิเลสได้ พ่อครูว่า...องค์ธรรม 6 ของปัญญา ปัญญาเป็นพลังงานที่เกิดจากความฉลาด ฉฬายตนะ ปฏิบัติแล้วจะเกิดสัมมาทิฏฐิ ซ้อน สัมมาทิฏฐิจะเกิดจากการปฏิบัติโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 จะเกิด มรรคทั้ง 7 ที่มีสัมมาวายามะกับสัมมาสติ ช่วยสัมมาทิฏฐิ ที่เหมือนท่านเปามีหวังเฉาหม่าฮั่น เป็นผู้ช่วย หรือจะเป็นพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะช่วยพระพุทธเจ้าอยู่ก็ได้ ช่วยเพื่อให้เกิดลูก พระสารีบุตรเป็นเหมือนแม่เลี้ยง พระโมคคัลลานะเหมือนแม่นม พระพุทธเจ้าเป็นพ่อ ช่วยกันสร้างลูก พระพุทธเจ้าทรงสอนพระมารดา ในการเข้าพรรษาสามเดือน ซึ่งเป็นบุคลาธิษฐาน จริงๆมารดาหรือแม่ที่จะพาให้เกิดลูกคือพระภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้าไม่ได้หนีไปไหน ท่านก็อยู่ในการจำพรรษาในพระวิหารเชตวัน สอนแม่ที่จะไปเกิดลูกทางจิตวิญญาณ โอปปาติกะ คือภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้าก็สอนแม่ทั้งหลาย คือมารดา ไม่ใช่แม่ที่อยู่บนสรวงสวรรค์อะไร ท่านไม่ได้ไปไหนท่านก็สอนอยู่ที่นี่ แต่มีการอธิบายซับซ้อนว่า ท่านไปสอนพระมารดา พระสารีบุตรก็อยู่ที่ตีนเขา ก็ได้ยินพระองค์ท่านสอนตลอดเวลา ก็เอามาสร้างลูกต่อ สารี แปลว่า สาระ แปลว่าแก่นเนื้อ ลูกที่มี DNA แท้คือ สารีปุตโต รับเอา DNA ที่เป็นเนื้อแท้ของพระพุทธเจ้ามาตลอดเวลา เป็นปุคคลาธิษฐานที่ซับซ้อน แต่ก็พออธิบายได้ เข้าใจมาตา ปิตา สัตตาโอปปาติกา คำว่าพ่อแม่ ก็ไม่ใช่พ่อแม่ทางวัตถุธรรม พวกคุณมีสภาวะรองรับก็เลยเข้าใจได้ เป็นเรื่องจริง พระพุทธเจ้ายืนยันก็มีหลักฐานในพระไตรปิฎก ถ้าไม่มีหลักฐานยืนยันก็จะยาก แต่ตอนนี้มีมันก็ยังดี คิดว่ามันจะเจริญไปได้ อาตมาไม่ได้โมเมนะ แต่มีพระสูตรยืนยันได้อย่างแท้จริงก็จะไปได้ การเกิดความเป็นแม่ความเป็นพ่อจึงเป็นนามธรรมจริงๆ พระพุทธเจ้าท่านสอนแม่ไม่ใช่แม่ของท่าน แต่แม่ให้เกิด โอปปาติกสัตว์ ไม่ใช่พระพุทธมารดา ซึ่งหากใช้คำว่าพุทธมารดาก็ไม่ใช่สิริมหามายา มายาคือของลวง ไม่ใช่ของจริง จะเป็นแม่ของพระพุทธเจ้าทั้งทีทำไมเป็นของลวง หรือลูกพระพุทธเจ้าทำไมชื่อห่วง ราหุล ก็มีชื่อดีๆมีอีกเยอะ ทำไมใช้ชื่อนี้ แต่ใช้คำว่าสิริมหามายาก็ใช้มายาอย่างใหญ่นะ ไม่ใช่มายาอย่างโลกๆนะ ก็มีความซับซ้อนแต่คำว่าสิริมหามายาก็ไม่ใช่แก่น เป็นเพียงสิ่งที่อาศัยไม่ใช่ตัวจริงถาวร เพราะฉะนั้น 7 วันก็ตายแล้วพระมารดา ทำไมต้องเลข 7 มันซับซ้อน แล้วเทวนิยมจะมาเข้าใจอย่างอเทวนิยมอย่างนี้ได้หรือ มันเป็นสัจจะที่ยิ่งใหญ่ อาตมาภูมิใจที่ได้เกิดมาในชาตินี้แล้วก็ยังไม่ขอตายเป็นปรินิพพาน ปริโยสาน ยังจะขอทำประโยชน์ต่อไปอีก อาตมายังไว้ใจไม่ได้ว่าจะไปถึงจนถึง 5,000 ปี ได้ไหม ก็ควรจะทำให้เผื่อพอ ก็ต้องกระเสือกกระสนอยู่ต่อ พอพูดอย่างนี้ก็อย่านึกว่าพ่อท่านจะไม่ตาย พูดไปแล้วมีความซับซ้อน ถ้าไปคิดอย่างนั้นโง่ ต้องทำดีให้เร็วและมาช่วยกัน ไม่ควรประมาท คนฉลาดก็จะรู้และไม่ประมาท ต้องมีมัคคังคะ ที่ปฏิบัติตามสัมมาทิฏฐิ มีโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ทำงาน แต่บวกลบคูณหารทำงานให้เกิดผล เป็นสัมมาทิฏฐิขึ้นได้เรื่อยๆตามองค์ธรรม องค์ธรรม สัมมาทิฏฐิที่เจริญขึ้น เจริญขึ้นเพราะทบทวนรับฟังตรวจสอบ จากอานิสงส์การฟังธรรม 5 ประการ 1. ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง (อัสสุตัง สุณาติ) 2. ย่อมเข้าใจชัดในสิ่งที่ได้ฟังแล้ว (สุตัง ปริโยทเปติ) 3. ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ (กังขัง วิหนติ) 4. ย่อมทำความเห็นให้ถูกตรง (ทิฏฐิง อุชุง กโรติ) . 5. จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส (จิตตมัสสะ ปสีทติ) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 202) สัมมาทิฏฐิจะเจริญด้วยการตรวจสอบ ทิฏฐิง อุชุง กโรติ อาตมาจึงได้ย้ำถ้ามีสภาวะก็จะเกิด จะเกิดสัมมาทิฏฐิ ที่ตรงยิ่งขึ้น ทิฏฐิตัวนี้ในองค์ธรรม 5 จิตก็จะผ่องใสเบิกบานร่าเริงยิ่งขึ้น ส่งผลเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ … จนเป็นปัญญาพละ จากผลของการปฏิบัติโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 โดยมีตัวธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์เป็นตัวสำคัญมาก แล้วเกิดสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐิง อุชุง กโรติ ตรวจสัมมาทิฏฐิก็จะไปเติมปัญญาให้เป็น ปัญญินทรีย์ … จนเป็นปัญญาพละ ปัญญา ปัญญินทรีย์ … จนเป็นปัญญาพละ เกิดจากการปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 โพชฌงค์7 โดยมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์เป็นตัวสำคัญ จะเกิดสัมมาทิฏฐิ จนส่งผลเป็น ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล ไม่ใช่ว่าปัญญาจะโผล่ขึ้นมาเอง อย่างนั้นเป็นสัญญาไม่ใช่ปัญญา ถ้าคุณคิดอะไรขึ้นมาได้เองอย่างนั้นเป็นของปลอมทั้งนั้น อยู่ในภพ อยู่ในความคิดเป็นตรรกะทั้งนั้น ไม่ใช่ของจริงสักอย่าง ของจริงเป็นสัญญาเก่า หรือเกิดจากปัจจุบันที่คุณทำได้ ของจริงนี้เป็นสิ่งสูงสุดยืนยันกับคนอื่นได้ด้วย เป็นปรมัตถ์และสมมุติสัจจะด้วย สรุปแล้วปัญญาจะเกิดจากให้มันลอยขึ้นมาเองนี่เองไม่ได้ ต้องมีองค์ 6 นี้ ที่พูดไปนี้ก็ได้ตรวจสอบไปด้วยถ้าเกิดสภาวะของปัญญาขึ้นจริงๆ ปัญญาจึงไม่ได้เกิดจากอยู่ดีๆเกิดเอง ไม่ใช่จินตนาการ แต่เกิดจากเหตุปัจจัยมีกระบวนการเกิด ปัญญาได้
คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ หรือโมกข์ มุติคือรู้ แต่เป็นความรู้ขั้นโลกุตรธรรมไม่ใช่โลกียธรรม ความรู้ในระดับปัญญานี้จึงเรียกพยัญชนะว่า ปัญญา ไม่ใช่เฉกาหรือเฉโก ที่เป็นความฉลาดอยู่ในกรอบของโลกีย์ แต่มันออกมาจากกรอบเป็นแบบใหม่ของใหม่ มีการเกิดอย่างมีที่ไปที่มา ไม่ใช่โมเม
600418_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปัญญาอันเกิดจากองค์ 6 (อนาสวะ)