สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ปัญญาอันเกิดจากธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปัญญาอันเกิดจากธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ พ่อครูว่า...ก็กลับเข้ามาสู่ที่อาตมาพยายามขยายความกัน..ถึงเรื่องปัญญา.. สมณะฟ้าไทว่า….ปัญญาพละเกิดจาก มรรคมีองค์ 8 ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ปัญญา เป็นธาตุรู้ที่ไม่ใช่แบบปุถุชน เริ่มตั้งแต่อัญญาหรืออัญญะ แล้วขยายจากอัญญาเป็นสัญญา เป็นปัญญา ที่มีความหมายทางโลกุตระ ความเฉลียวฉลาดที่เป็นปัญญาหรือเป็น อัญญา ที่เป็นความรู้อีกอันหนึ่งที่เป็นอื่นๆจากปุถุชน เป็นอีกอันอื่นต่างจากปุถุชนไป ความเฉลียวฉลาดชนิดนี้ เป็นความเฉลียวฉลาดอีกโลกหนึ่ง ที่เรียกว่าอุตริมนุสธรรมที่เหนือกว่าปุถุชนคนธรรมดา เกิดได้เพราะองค์ 6 การปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 โดยปฏิบัติมรรค 7 องค์ แล้วสั่งสมลงเป็นสัมมาสมาธิ มีโพชฌงค์ โดยเฉพาะมีตัวธัมมวิจัยเป็นตัวหลัก ถ้าแยกแยะวิจัยธรรมะตลอดเวลา ถ้าไม่มีตัวนี้แยกแยะอย่างละเอียดลออ จนละเอียดถึงที่สุดก็จะไม่ครบ ตัวธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์จึงเป็นตัวสำคัญ มีธัมมวิจัยเป็นตัวหลัก วิเคราะห์วิจัยไปเรื่อยๆลึกละเอียดไปตามลำดับ ปฏิบัติไปจะพัฒนาสัมมาทิฏฐิให้เจริญไปตามลำดับ เมื่อเต็มสัมมาทิฏฐิก็จะเจริญเป็นปัญญา มีความเจริญของปัญญาสูงขึ้นเรียกว่าปัญญินทรีย์ จนเต็มปัญญาผลหรือปัญญาพละ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล เกิดได้จากธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ และมัคคังคะ องค์แห่งมรรคทั้งหมด นี่คือกระบวนการของธรรมะ ที่มันทำการสังขารสังเคราะห์กันเป็นกระบวนการ ผู้ที่ศึกษาถูกต้องมีกระบวนทัศน์ที่สัมมาทิฏฐิอยู่แล้ว ก็มาปฏิบัติให้เกิดกระบวนการ Process ที่สังเคราะห์สังขาร ปรุงแต่ง บวกลบคูณหารกัน แล้วจะออกมาเป็นผลเรียกว่าภาวนา ภาวนา แปลว่า การเกิดผล เดี๋ยวนี้ ภาวนาเข้าใจผิดเพี้ยนไปเป็นการปฏิบัติ ภาวนาเป็นคำนามแปลว่าการเกิดผล ไม่ใช่การปฏิบัติ เอาผลไปเป็นเหตุ ยิ่งบอกว่าภาวนาคือสวดท่องบ่น ก
อ่านต่อ
็ไปกันใหญ่เลย คือความเพี้ยนไปจากสัจธรรมหลักเดิม ก็เลอะเทอะเสียหายกันไปหมด ก็จะต้องเข้าใจทั้งความหมายที่ แม่น ในแต่ละคำความด้วย และจะต้องปฏิบัติแล้วเกิดสภาวะให้ตรงกับพยัญชนะความหมายที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ถูกต้องไปตามลำดับ ผลก็จะเกิดจริงเป็นจริงอย่างที่เห็นที่เป็น และเป็นผลที่เป็นเรื่องเหนือคาดคิด เหนือปุถุชนที่จะทวนกระแสปุถุชนสามัญ เป็นเรื่องทวนกระแสที่ ปุถุชนเป็นเช่นนี้แต่อันนี้กลับกัน ปุถุชนต้องการไปรวย แต่อาริยะชนก็จะมุ่งมาจน ไม่ทำให้เกิดเศรษฐกิจขัดข้อง แม้จะจนจะมีน้อยไม่ต้องมีมาก หรือไม่ต้องอร่อย ไม่ต้องมีรสโลกีย์ ไม่ต้องสนุกสนานอย่างไร จะไปเสียเวลาทุนรอนแรงงาน แต่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ไม่ได้เหี่ยวเฉาเศร้าสร้อย เบิกบานร่าเริงดีอย่างแท้จริงเลย นี่คือคุณสมบัติที่มันทวนกระแสของชาวโลกียะอย่างมากเลย คนชนิดนี้จะเป็นคนที่ ไม่เปลืองไม่ผลาญทำลาย มีแต่อุดหนุนจุนเจือ อุดมสมบูรณ์อย่างยืนยัน เอาภาษาอัปปิจฉะ จึงมีน้อย เป็นผู้มักน้อย จนก็ไม่จนใจ ไม่จนสมบัติพัสถาน ไม่จนสิ่งอยู่สิ่งกินใช้ อุดมสมบูรณ์ เพราะขยันหมั่นเพียรมีสมรรถนะ เก่งด้วย จึงสามารถพึ่งพาตนเองรอด มีเหลือแล้วเอาออกแจกจ่ายเจือจาน คนจนแจกจ่ายเจือจานให้คนรวยขี้ตะกละ เขารวยกว่าพวกเราแต่ตะกละต้องมาเอาจากพวกเรา ดีไม่ดีมาแย่งชิงคนจนคนรวยด้วยกันด้วย เป็นเรื่องวิเศษเยี่ยมยอดจริงๆในเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ ที่พูดนี้เป็นความรู้วิชาการไม่ได้อวดตัวตนอะไร 600420_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปักหมุดสัมมาทิฏฐิ 10