พุทธมีความฉลาดที่ถึงนิพพานคือหมดอุปาทาน 4.docx
เนื้อหาในไฟล์
พุทธมีความฉลาดที่ถึงนิพพานคือหมดอุปาทาน 4 พ่อครูว่า... ความรู้ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้วมาสอนเป็นความรู้ระดับ เป็นความรู้ระดับคนฉลาด ฉลาดที่เป็นคนฉลาดจริงๆ ฉลาดที่จะต้องมีความครบในความฉลาด ความฉลาดครบคืออะไร ความฉลาดครบคือ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกายสัมผัสกระทบภายนอก มโนกับธัมมายตนะภายใน มีใจรับรู้เป็นคู่สุดท้าย เป็นประธานอยู่ในจิต ครบอย่างนั้นจึงจะเรียกว่าความจริง นอกนั้นมันไม่ใช่ความจริง ไม่มีสัมผัสไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วก็มีใจร่วมด้วย สัมผัสกันจริงเกิดอาการ เกิดเป็นสังขาร เกิดเป็นเวทนาก็แล้วแต่ สังขารก็คือการปรุงแต่งขั้นต้น เวทนาคือการปรุงแต่งอยู่ในจิต สังขารก็มีตั้งแต่สังขารกายสังขารภายนอก ส่วนเวทนาก็เป็นภายใน ความละเอียดละออของภายนอกกับภายในที่เรียกด้วยศัพท์ว่ากาย กาย กายะ กาโย คำนี้ต้องมีทั้งภายนอก มีทั้งภายในคู่กัน แยกกันไม่ได้เหมือนกระดาษ 1 แผ่น จะฉีกไม่ให้มันเหลือ ฉีกออกจากกันหรือแยกให้มันเป็น 2 แผ่น มันบางจนฉีกไม่ได้แล้ว แยกกันไม่ได้ กายเป็นอย่างนั้น เหมือนถ้าเข้าใจว่า กายนี้มีแต่ข้างนอกอย่างเดียว หรือยิ่งไปเข้าใจว่ากายคือข้างใน มันก็ยิ่งแย่ใหญ่เลย คนไทยชาวพุทธก็ไม่ค่อยหลงผิดกันว่ากายคือข้างในหรอก ข้างในก็เรียกว่าจิต ข้างนอกเรียกว่ากาย แล้วก็มิจฉาทิฏฐิหลงผิดไปจนกระทั่งว่า กายนี้คือข้างนอกที่ไม่เกี่ยวกับจิตเลย ตัดขาดไปเลย นี่แหละคือมิจฉาทิฏฐิที่เป็นความเสื่อมเด็ดขาด ถ้าใครเข้าใจผิดตรงนี้เรียกว่า ไม่พ้นสักกายทิฏฐิ สังโยชน์ข้อที่ 1 เบื้องต้นเลย กระดุมเม็ดแรก ที่คุณจะใส่เสื้อแล้วต้องกลัดกระดุมเม็ดแรก เม็ดแรกของคุณกล้ดผิดปั๊บก็ไปเลย จะผิดไปหมด แล้วกลัดผิดไปมันไม่กลัดผิดเรื่องเดียวนะ มันเหมือนปากกรวย พอกลัดผิดตรงนี้แล้วมัน
อ่านต่อ
เหมือนมี 2 อัน แล้วมันก็เดินทางผิด ไม่ค่อยตรง มันไม่เป็นหนึ่ง มันกลายเป็น 2 มันก็ไปเลย เป็นปากกรวยไปใหญ่เลยไป โอ้โห หาที่สุดมิได้เลย คนโง่จึงโง่หาที่สุดไม่ได้ น่ากลัวจริงๆ โง่ไม่เสร็จ ก็โง่นานโง่ติดต่อ โง่ยาวไปถึงนิรันดร โอ้โห.. น่ากลัวจริงๆ คนที่หมดโง่ในความหมายที่กำลังพูดนี้ในเรื่องของปรมัตถ์ เรื่องของจิตเจตสิกรูปนิพพาน คนหายโง่ หมดโง่แล้ว จึงจะพบนิพพาน นิพพานคืออะไร _สู่แดนธรรม... คือสิ่งที่ไม่เกิดแล้วครับ พ่อครูว่า... พระอรหันต์มีนิพพานหรือยัง _สู่แดนธรรม... มีครับ พ่อครูว่า... อ้าวพระอรหันต์ก็ยังเกิดได้ ความจริงเป็นสัจจะ คุณพูดอย่างไร _นักรบธรรม... หมดตัวหมดคนเลยครับ พ่อครูว่า... คุณมีตัวตนอยู่ไหมล่ะ _โยมว่า...0 พ่อครูว่า... คุณก็ยังมีตัวอยู่ไง _สม.กล้าข้ามฝันว่า... หมดกิเลสในอุปทานขันธ์ 5 พ่อครูว่า... คุณไปยึดขันธ์ 5 ว่าเป็นเรา รูปเวทนาสัญญาสังขาร แล้วคุณก็หมดอุปทาน คำว่าอุปทานนี้ในปฏิจจสมุปบาท สุด ผู้ที่รู้จักอุปาทาน ล้างอุปทานได้หมด อุปาทานมี 4 อย่างคือ ๑. กามุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในกามภพ บำเรอรูปรสฯ) . ๒. ทิฏฐุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในทิฏฐิ เช่น เห็นว่าผีมีตัวตน) ๓. สีลัพพตุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในศีลและวัตรปฏิบัติธรรม) ๔. อัตตวาทุปาทาน (ถือมั่นเข้าใจในอัตตาหรืออาตมันได้แค่ วาทะ แต่ไม่เคยรู้เห็นอัตตาตัวปรมาตมันจริงๆนั้นเลย) . . . (พตปฎ. เล่ม ๑๑ ข้อ ๒๖๒) พ่อครูว่า... กามุปาทาน กามคือภพข้างนอก กามาวจร กามภพ การเดินทางไปอยู่ของชีวิต โดยเฉพาะคน ไม่ต้องไปพูดถึงสัตว์หรือ อเวไนยสัตว์ มันก็เรียนรู้ไม่ได้แล้ว ต้องสัตว์ที่เรียนรู้ได้คือคนนี่แหละ คนในฐานะที่ต้องมาเรียนรู้ธรรมะโลกุตระ จะเรียนรู้ กาม หรือเรียนรู้กาย 1. กามคุณ 5 เกิดจากทางตาหูจมูกลิ้นกาย 5 นี่เป็นพื้นฐานเลยเบื้องต้น 2. ทิฏฐุปาทาน ทิฏฐะ ความเห็นความเข้าใจความรู้ เพราะฉะนั้น ทิฏฐะ หรือทิฏฐิ ความเห็นความรู้จึงเป็นตัวที่เริ่มต้นเหมือนกัน เริ่มต้นทางนาม กามคือ ร่วมกับรูปทางตาหูจมูกลิ้นกาย ทิฏฐุ หรือทิฏฐิ หรือทิฏฐะ คือความเห็นความเข้าใจ จิตที่เป็นนาม ไปร่วมกัน สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ร่วมกันขึ้นมา จึงจะเกิด กาย เกิดเป็นสภาพ 2 กาย แล้วอวิชชา ก็มีกายที่ไม่รู้ ที่อวิชชาก็จะเกิดกาม เพราะฉะนั้นเบื้องต้นที่สุดก็จะต้องเรียนรู้ตรงนี้เหมือนคุณจะกินทุเรียน คุณก็ต้องแกะเปลือกมันก่อน ต้องหาอะไรมาเฉาะเปลือกออกให้หมดก่อน คุณถึงได้กินทุเรียน หรือ บางอย่างหลายอันจะต้องเฉาะออกเป็น 3 ชั้น เอาเปลือกแล้วก็เอาเนื้อออกถึงจะได้กินเม็ดในแก่นมัน อย่างนี้เป็นต้น ถ้าคุณไม่เฉาะเปลือกออกอะไรต่ออะไรออก ไม่ผ่านไปถึงข้างใน เอาออกหรือคุณต้องกินเข้าไปก่อนหรือทำลายก่อน ทำลายอันนี้แล้วก็จะได้เนื้อใน ด้านในสุด มันถึงจะเป็นลำดับ อย่างสายนั่งหลับตา หมด มันไม่มีเบื้องต้น เพราะฉะนั้นเบื้องในที่จะไปเจอไปถูกต้อง ไปมีของจริง..ยกเลิกเลย เพราะในกาม ในกามาวจร ในพื้นภพ คนมีตาหูจมูกลิ้นกาย ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าจะต้องมีภายนอกเป็นพื้นฐานเลย ตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วล้างกิเลส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่ออกให้หมด อุปาทาน ข้อที่ 3 คือ 3. สีลัพพตุปาทาน เป็นอุปาทานยึดถือข้อปฏิบัติศีลพรต เพราะฉะนั้นคนที่ไปเข้าใจทิฏฐิผิด เข้าใจกามผิด เข้าใจกายผิด ศีลพรตที่ปฏิบัติก็จะผิดด้วย เพราะกำหนดผิดเลย กำหนดวิธีปฏิบัติอย่างไปนั่งหลับตาปฏิบัติ เป็นวิธีปฏิบัตินั่งหลับตาสะกดจิตข้างใน เข้าไปข้างในเลย ไม่เรียนรู้ข้างนอกก่อน อย่างสายหลับตาทั้งหลายแหล่ ไม่รู้เรื่อง กาม อย่างมหาบัว ไม่รู้เรื่องกาม ติดกาม ติด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) อย่างติดหมากพลู แล้วก็ไม่รู้ว่าการเสพติดอย่างนี้เป็นการยึดติดจริงๆ ซึ่งเป็นเปลือกนอก อาตมาเชื่อว่า มหาบัวนี่รู้นะ แต่มันติดจนกระทั่งต้องกลบเกลื่อน แล้วหลอกคนว่า ตัวเองไม่ใช่หรอก นี่เรื่องของธาตุขันธ์ กินไปก็เพราะธาตุขันธ์เท่านั้น ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าคนที่รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองพูดนี้ผิด หลอกคนอื่น คนๆนี้จะทำชั่วใดๆได้หมด ไม่มีละเว้น คนที่โกหกเขาทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองโกหก น่ากลัว ที่อาตมาพูดนี้เป็นตัวอย่างของบุคคลที่เป็นจริง ยกขึ้นมาพูดไม่ใช่ลอยลม และก็ไม่ได้ไปข่ม แต่สงสารมหาบัว สงสารที่หลงผิด ถ้าหลงผิดจริง มหาบัวนี้จะอยู่ในภพชาติ หมุนเวียนตกอยู่ในภพชาตินานมาก เพราะตายไปจะไปยึดติดว่าตัวเองจะไม่เกิดอีกแล้ว เหมือน อาฬารดาบส อุทกดาบส พระพุทธเจ้าก็อุทานว่าฉิบหายแล้วหนอ เพราะฉะนั้นมหาบัวนี้ก็คือคนที่พระพุทธเจ้าต้องอุทานว่าฉิบหายแล้วหนอ ไม่มีใครจะช่วยได้แม้แต่พระพุทธเจ้า คิดดูสิมันจะเป็นอย่างไร แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ช่วยไม่ได้ คิดดูแล้วจะเป็นยังไง อย่างมหาบัวหรือสายนั่งหลับตา แล้วก็ไปหลงติดยึดเลยว่านี่แหละคือภพที่ 7 ภพที่ 8 อรูปฌาน ที่ 7 ที่ 8 เหมือน อาฬารดาบส อุทกดาบส นี่แหละ ยึดตรงนี้ ที่ว่า ไม่เกิดอีกแล้วอย่างมหาบัวบอกว่าไม่เกิดอีกแล้ว แล้วก็ไปได้แค่นี้ เพราะเกิดจากการนั่งหลับตา ไม่มีทางอื่นที่จะได้ ล้างกิเลสไม่ได้ ก็ล้างกิเลสตาหูจมูกลิ้นกายอย่างหยาบๆยังไม่ได้ โดยไปแสดงตนว่า ตนเองพ้นกามคือ ไม่มีคู่ ไม่มีเมถุน ไม่มีคู่ผัวคู่เมีย ไม่ได้ไปแต่งงาน นั่นแหละคือไม่ได้เสพกามเพราะไม่ได้ไปแต่งงาน ไม่ได้ร่วมเพศ ผู้หญิงผู้ชายที่เป็นตัวตนแท้ๆถือว่าอันนั้น อาตมาขอใช้คำนี้ว่าหลอก หลอกตัวเองว่าพ้นกิเลส แล้วก็ไปอธิบายไม่ได้ในภพชาติ ในภวังค์ ในภายใน อธิบายไม่ได้ มีแต่ใช้คำว่า กิเลสกิเลส สู้มัน สู้มัน นั่งหลับตาสู้มัน นั่งภาวนา ๆๆ สู้มัน มโนปวิจาร 18 อธิบายไม่ได้ ยิ่ง เวทนา 108 ไม่ต้องพูดเลย ทั้งๆที่เรียนมาเป็นเปรียญ อธิบายไม่ได้ อธิบายอย่างอาตมาอธิบายไม่ได้ ซึ่งก็ไม่ได้อธิบายง่ายๆ แม้ผู้เรียนรู้มาพอรู้ความอย่างมหาบัว ที่อาตมาต้องหยิบยกมาพูด มาอธิบาย มาเป็นตัวอย่างก็เพราะว่า มันเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ ไม่ได้เกลียดชัง พูดอีก สงสารมหาบัว แล้วคนที่ไปหลงติดยึดแบบมหาบัวก็น่าสงสารเหมือนกันทุกคน บวชอยู่นี่เป็นลูกศิษย์ลูกหาทุกวันนี้มีเยอะจริงๆ แล้วเขาไม่ฟังนะที่อาตมาพูด เขาปิด เขาว่าพวกนี้นอกรีต นอกศาสนาพระพุทธเจ้า ต้องมหาบัวคือพระบุตร แล้วก็เดียรถีย์นั่นแหละคือพระเจ้าของเขา เดียรถีย์หมายถึงคนนอกพุทธ คนที่ไม่ใช่พุทธที่สัมมาทิฏฐิจริงๆ คือเดียรถีย์ ทุกวันนี้ศาสนาพุทธมันเสื่อมมากจริงๆ พุทธนั้นคือโลกุตรธรรมไม่ใช่โลกียธรรมเหมือนศาสดาเทวนิยมทั้งหลาย พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อาตมาก็เคยย้ำว่ามีองค์เดียวในแต่ละยุค ยุคกาลนี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้เลยว่าไม่มียุคกาลไหนที่พระพุทธเจ้าจะเกิดมาเป็นศาสดาซ้อนกัน 2 องค์ แม้แต่ในระยะเวลาอันใกล้เคียง อย่างเช่น ศาสนาพุทธเป็นกลียุค หมดกลียุคไป จนกว่าจะมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติอีก นานมาก พระพุทธเจ้าไม่เกิด ให้แต่โพธิสัตว์มาเกิด ก็นานแล้ว กว่าจะหมดกลียุค พระโพธิสัตว์จะเกิดมาต่อจากพระพุทธเจ้าที่ท่านไม่เกิดแล้ว เพราะคนในขนาดท่านนี้ ถ้าเกิดมาสอนไม่ได้ จะรับได้เฉพาะให้ พระโพธิสัตว์มาสอน ที่จริงพระพุทธเจ้าก็สอนได้แต่ท่านพอแล้ว ท่านก็เป็นพระโพธิสัตว์มาก่อนเหมือนกับพระโพธิสัตว์ เพราะฉะนั้นเมื่อมาถึงสุดท้ายแล้วพระพุทธเจ้า จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วเป็นชาติสุดท้ายของท่าน ท่านก็สอนแค่อรหันต์ ไม่ต่อพุทธภูมิ ให้พระโพธิสัตว์มาสอนพุทธภูมิและต่อพุทธภูมิกัน ตั้งแต่มหาโพธิสัตว์จะต้องมาเกิดมาต่อภพภูมิ อย่างนิยตะโพธิสัตว์อย่างอาตมาก็ต้องมาเกิดมาตอบภพภูมิสืบทอดต่อไป เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุนิยตโพธิสัตว์แล้ว ตอนนี้พัฒนาภูมิไปได้เอง นี้คือไม่ต้องพึ่งพระพุทธเจ้าแล้ว พัฒนาธรรมะไปสู่มหาโพธิสัตว์ พึ่งผู้พี่และผู้พี่ก็ไปเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ พอปัจเจกสัมมาสัมพุทธะแล้ว ผู้ที่ไม่เวียนมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ไม่มาประกาศตน ปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเอง นั่นก็คือผู้ที่สูงสุดในโพธิสัตว์ ที่เหนือกว่านั้นถือว่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคือไม่ใช่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะมาประกาศตนเองกับมนุษย์ ว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็ประกาศศาสนา ส่วนปัจเจกสัมมาสัมพุทธะที่ตรัสรู้มีสัมมาสัมโพธิญาณ เหมือนกันกับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แต่ท่านไม่ประกาศท่านก็ปรินิพพานของท่านไป ก็ไม่มีใครรู้ว่าพระโพธิสัตว์องค์นี้คือพระพุทธเจ้า แต่ท่านมีสัมมาสัมโพธิญาณเท่ากันกับพระพุทธเจ้า งงไหม ละเอียดดีไหม ไม่สับสนนะ ผู้จะแยกอย่างนี้ได้ก็คือต้องมีความรู้ในความจริงอันนี้ อาตมารู้ในความจริงอันนี้ เพราะอาตมาในฐานที่อาตมารู้แล้ว แต่อาตมาไม่ได้สับสน อาตมายังไม่ได้เป็นนะ แต่อาตมารู้แล้วมีตำราแล้วมีทางเดินแล้ว แต่อาตมายังเดินไม่ถึง อาตมาไม่ได้สับสนไม่ได้หลงตัวเองนะ อาตมาเคยบอกว่าอาตมาเกิดมาในชาตินี้ไม่มีครูบาอาจารย์ อาตมามีความรู้ของตัวเอง คนไม่รู้ ภูมิไม่รู้ ปัญญาไม่ถึง ก็บอกว่ามันอวดดี อวดตัวเองเป็นผู้รู้ รู้เอง บอกว่าชาตินี้ไม่มีครูบาอาจารย์ รู้เอง มันก็เป็นพระพุทธเจ้าสิ อาตมาไม่เคยไปหลงผิดว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าสักครั้งเลย คนไม่รู้ที่มาบอกว่าอาตมาพูดหมายอันนั้น อาตมาไม่ได้หมาย อาตมาก็คือพระโพธิสัตว์ ก็บอกตัวเองว่าระดับ 7 จะมีภูมิไปถึงระดับ 8 ซึ่งพวกคุณก็พอเข้าใจระดับ 8 ต่อไป ซึ่งอาตมาจะเป็นระดับ 8 จริงขึ้นไปแล้วแค่ไหนอย่างไร อาตมาไม่ต้องไปอวดพวกคุณก็ได้ ถ้าหากอาตมามีภูมินั้นจริงมันก็เป็นจริง แล้วอาตมาก็ไม่จำเป็นต้องไปอวดศักดาตัวเอง อวดแค่นี้ ที่ อาตมาบอกว่าอาตมาไม่ได้อวดอาตมาบอกความจริง นี่ก็เป็นภาษาซ้อน มันอวดความจริง โม้อยู่ว่าตัวเองเป็นนั่นเป็นนี่เป็นชั้นสูง สูงอย่างนั้นสูงอย่างนี้ ก็มาฟังอาตมาพูดสิว่าอาตมาพูดความสูงหรือเปล่า พวกคุณนี่ 660224 ชาวอโศก ทำแล้ว ทำอยู่ และกำลังทำโลกุตระต่อไป พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก