160000 พิธีสวดพระอภิธรรม7คัมภีร์-พ่อท่าน-วัดกลาง(จ.สมุทรปราการ).txt
เนื้อหาในไฟล์
จากนี้ไปเป็นพิธีการสวดพระอภิธรรม 7 คัมภีร์ของชาวอโศกจึงได้ทำพิธีหน้าที่วัดกลางปากน้ำสมุทรปราการเมื่อปี 2516 พุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่ได้มาชุมนุมรวมกันอยู่ณที่นี้และได้มาฟังธรรมก็เป็นการดูและดีจริงๆดียิ่งกว่าไปนั่งฟังสิ่งที่ไม่เป็นธรรมแต่ว่าไปเป็นกามคุณบ้างไปเป็นเรื่องที่จะชวนยั่วเย้าให้โลกในลาภยศสรรเสริญบ้าง เพราะฉะนั้นการมานั่งฟังธรรมในขณะนี้จึงเป็นเรื่องดีจริงธรรมะที่จะได้ฟังต่อไปนี้เป็นถึงขั้นอภิธรรมซึ่งหมายความว่ายอดแห่งธรรมก็ยิ่งจะดีใหญ่เราสาวกของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้นำพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากล่าวสู่ท่านฟังก็จะพยายามให้ท่านผู้ฟังได้รับประโยชน์เนื่องจากได้มานั่งฟังพระอภิธรรมนี้ให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ โดยการจำนำพระธรรมนั้นมากล่าวขึ้นให้ฟังอย่างชัดถ้อยชัดคำพร้อมทั้งจะอธิบายขยายความให้คุณคุณได้รู้เรื่องรู้ความไปพร้อมๆกันและคุณจะนำเอาธรรมนี้ไปปฏิบัติแก่ตนได้ด้วยไม่ใช่ว่าฟังทำเฉยๆแล้วก็ไม่ได้อะไรไปเลยที่เสียเวลามาทดสอบสัมมาสัมพุทธัสสะนะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะ นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะพุทธังสะระณังคัจฉามิธัมมังสะระณังคัจฉามิทุติยัมปิพุทธังสะระณังคัจฉามิทุติยัมปิธัมมังสะระณังคัจฉามิทุติยัมปิสังฆังสะระณังคัจฉามิตะติยัมปิพุทธังสะระณังคัจฉามิตะติยัมปิธัมมังสะระณังคัจฉามิทุติยัมปิสังฆังสะระณังคัจฉามิ ลาธัมมาอะกุสะลาธัมมาอะยาคฑาธัมมาปัทมากุสลายัสมิงสมัยอยุธยาโหดสภาวะนังวาธัมมารามมะนังวายังยังวาปนาโน ธรรมะที่ได้กล่าวขึ้นนั้นเป็นภาษาบาลีเราฟังกันมามากและก็ไม่รู้เรื่องไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการฟังนั้นเลยเขาแปลเป็นไทยว่าดังนี้จะขอแปลเป็นสำนวนที่แปลตามภาษาบาลีเข้ามาโดยตรงซะก่อนทำอันเป็นกุศลก็มีธรรมอันเป็นอกุศลก็มีทำอันเป็นอภิญญาจิตก็มีธรรมเหล่าไห
อ่านต่อ
นเป็นกุศลในคราวใดกามาพจรกุศลจิตอันไปกับโสมนัสประกอบกับยานมีรูปเป็นอารมณ์หรือมีเสียงเป็น อารมณ์มีกลิ่นเป็นอารมณ์มีรถเป็นอารมณ์มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์เกิดขึ้นเพราะปรารภสิ่งใดๆในคราวนั้นก็มีผัสสะเกิดขึ้นมีอวิเขมปะหรือว่ามีรูปธรรมเหล่าอื่นเกิดขึ้นเพราะอาศัยกันและกันทำเหล่านี้เป็นกุศลนั่นเป็นภาษาไทยที่แปลออกมาจากบาลีจงจงตัวถ้าใครอยู่นอกวัดหรือไกลวัดฟังแล้วก็เอาหัวตีพื้นไม่รู้เรื่องก็ขอขยายความขึ้นเป็นชั้นที่ 2 ที่จะแปลเป็นไทยออกมาอีกนิดนึงสำหรับคนที่เข้าวัดมาแล้ว พอจะรู้เรื่องได้แล้วจะแปลให้ละเอียดขยายความเป็นคำภาษาคนคนธรรมดาว่าเขาหมายถึงอะไรและเราจะเอาไปปฏิบัติได้ในสำหรับบทแรกที่ว่าพระสังคิณีบทนี้บทที่ 1 อาทิตย์แปลดังนั้นก็หมายความว่าทำอันเป็นกุศลก็มีก็หมายความว่าในโลกนี้เราแบ่งทำออกเป็น 3 ชนิดหนึ่งเรียกว่าดี 2 เรียกว่าชั่ว 3 เรียกว่ากลางๆทีนี้ท่านเรียกว่าท่านจะอธิบายว่าทำเหล่าไหนมันเป็นของดีล่ะระดับตื้นๆที่สุดในโลกขณะใดที่คนพูดได้ไปเสพติดตามตามมาว่า ตามมาว่าจอกุศลจิตหมายความว่าขณะใดในคราวใดที่คนกำลังเสพกามอยู่แล้วก็มีใจยินดีรุ่งเรืองประกอบด้วยมีปัญญารู้อันนี้สำคัญคำว่ามีปัญญารู้อันนี้มีความสำคัญถ้าเราประกอบตามนั้นหรือว่าเสพกามนั้นและก็ยังดีใจชื่นชมเป็นสุขและมีปัญญารู้อยู่ว่าเราก็กำลังหลงอยู่กับการเสพกามอยู่จะมีรูปเกิดจากเห็นทางตาเกิดจากมีเสียงทางหูเกิดจากได้รับกลิ่นหอมชื่นใจทางจมูกเกิดรถพังปริ้นที่ได้รับอร่อยๆหรือว่าสัมผัสทาง หนังมังสาเกิดขึ้นในขณะนั้นอยู่ที่ใดที่ใดในคราวนั้นมีการกระทบอยู่แล้วใจก็รู้ชัดไม่ได้ปัดเป๋ไปที่ไหนไม่ได้ฟุ้งซ่านไปที่ไหนหรือว่าแม้จะมีแต่อารมณ์เล็กน้อยที่รู้สึกกว่านั้นเบาบางกว่านั้นที่เกิดขึ้นอยู่เพราะจิตมันได้ไปสัมผัสกามนั้นเสพกามนั้นอยู่ก็ตามมีความสุขอย่างนี้ในคนเบื้องต้นที่เรียกว่ากามกามภพมนุษย์ในกามภพอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นกุศลหรือเป็นความดีเหมือนกันแต่ว่าไม่ใช่นิพพานนะดีกว่าตกนรกหรือว่าดีกว่ามีทุกข์ได้เสพกามอยู่ก็ถือว่าดีล่ะแต่ ไม่ใช่ของสูงกว่านี้ของที่สูงกว่านี้ยังมีอีกอันนี้อธิบายสำหรับผู้ที่เคยเข้าวัดฟังธรรมมาบ้างแล้วฟังก็พอรู้เรื่องทีนี้ก็จะขออธิบายละเอียดขึ้นไปอีกนิดนึงเป็นคำคนคนธรรมดาเลยว่าสิ่งที่เรียกว่าดีว่าชั่วในโลกนี้นั้นสิ่งที่ดีเราเรียกว่าสุขสิ่งที่ชั่วเราเรียกว่าทุกข์สิ่งที่ไม่ดีไม่ชั่วจิตที่วางเป็นกลางๆอยู่ท่านเรียกว่าไม่มีสุขไม่มีทุกข์แต่ถ้าเผื่อว่าพูดได้อยู่เฉยๆไม่มีสุขไม่มีทุกข์โดยไม่รู้ว่าเราอยู่ ไม่มีปัญญาเข้าไปประกอบหรือไม่มีความรู้ตัวว่าตัวเราเองในขณะนั้นเราทำจิตของเราให้ว่างวางเฉยๆแต่เป็นเพราะมันเฉยๆเพราะชาชินชาหรือเฉยๆเพราะเราด้านๆไปอย่างนั้นเฉยๆไม่ใช่เฉยๆเพราะเราจงใจกระทำให้แก่จิตใจของเราถ้าเฉยๆอย่างนั้นเรียกว่าเฉยยังมีโมหะหรือยังเป็นคนที่ยังไม่รู้เรื่องแต่ถ้าผู้ใดทำจิตให้เฉยๆได้ไม่เสพสุขไม่เสพทุกข์เฉยๆนั้นมีปัญญารู้ว่าเราทำจิตของเราให้วางเฉยเป็นกลางไม่หลงไปในอารมณ์สุขไม่หลงไปในอารมณ์ทุกข์อย่างนี้เรียกว่าทำจิตให้เป็นกุศลแท้มีปัญญาเข้าไปประกอบท่าน มีญาณสัมปยุตมีปัญญาเข้าไปรู้พร้อมอย่างนี้เป็นกุศลอันสูงสุดเรียกว่าสร้างอารมณ์นิพพานให้แก่ตนในธรรมะนี้ท่านบอกไว้ว่าแก่จิตดวงเดียวหรือจิตอันเดียวที่ว่ากามาวจรกุศลจิตคือจิตของคนเสพกามถ้าผู้ใดหลงให้ตานี่ไปเห็นของสวยของงามแล้วก็มีสุขโห่เสียงไม่ได้ฟังเสียงที่ไพเราะเพราะพริ้งเราชอบใจถูกใจเราก็วันศุกร์กลิ่นหอมมาทำจมูกลิ้นไปได้ลิ้มรสที่อร่อยๆลิ้นกายได้สัมผัสเสียดสีเย็นร้อนอ่อนแข็งอย่างไรก็ตามเสร็จแล้วเราก็นึกชอบใจชื่นใจอ่ะ รอยอย่างนั้นเราเรียกว่าสุขของคนในกามภพของคนในมนุษย์ธรรมดาธรรมดาเรียกว่าโลกียภพหรือในโลกธรรมดาเรียกว่าเป็นความดีชั้นต้นคือมีสุขพอไปแต่ถ้าเผื่อว่าใครรู้ว่าสุขนั้นก็เป็นของไม่ดีเป็นของไม่เที่ยงทุกข์ก็เป็นของไม่เที่ยงอะไรอะไรมันก็เป็นของไม่เที่ยงแล้วเราไม่ไปติดใจพยายามอย่าให้มีจิตเสพสุขอย่าให้มีจิตเจ็บทุกข์ทำจิตให้เป็นกลางๆอย่างที่ได้อธิบายมาแล้วเราเป็นผู้ได้ความสุขที่ยิ่งกว่าท่านเรียกว่านิพพานังปรมังสุขังเป็นความเป็น ได้ยิ่งกว่าสุขนิพพานังปรมังสุขังแปลว่ายิ่งกว่าสุขมันไม่มีสุขมันมีรสกลางๆมันมีรถเฉยๆมันมีรถเลิศลดยอดสูงกว่าสุขที่เสพกามถ้าสุขที่เกิดการก็เป็นดีเหมือนกันแต่ดีฉันคนธรรมดาแต่ถ้าเป็นสุขที่ไม่เสพกามท่านเรียกว่าวิมุติรถคือรถเฉยๆรถไม่ติดอะไรไม่เสพอะไรรถว่างๆอย่างนั้นฉันเรียกว่าเป็นพระอรหันต์หรือเป็นผู้ที่มีจิตเหนือแล้วเป็นยุคผู้ที่มีจิตสูงยิ่งกว่าเพราะมนุษย์แล้วจึงเรียกว่าเป็นผู้มีนิพพานถือเป็นผู้มีจิตที่ยิ่งกว่าสุขประมาณแปลว่ายิ่ง ยิ่งกว่าสุขถ้าเราจะเรียกว่าสุขอย่างยิ่งก็พอได้แต่มันไม่มีสุขนิภาจริงๆมันไม่มีสุขไม่มีทุกข์จึงเรียกว่ายิ่งกว่าสุขก็เป็นเพียงคำอนุโลมเรียกว่ามันสุขที่ดีกว่ากามแต่ถ้าจะให้จริงแล้วแท้ต้องกล่าวว่านิพพานนั้นยิ่งกว่าสุขเพราะมันไม่มีสุขเพราะเขาสุขมันยังเป็นโลกิยะหรือเป็นโรคๆใครพูดได้พึงกระทำผิดของตนเองให้ได้อย่างนี้ให้ได้ดังกล่าวนี้ผู้นั้นจะได้เป็นผู้ได้รับอานิสงส์สูงสูงสร้างจิตตัวเองเป็นจิตอรหัตผลหรือเป็นจิตที่มีอารมณ์นิพพานเรื่อยๆใจตนเองด้วยไปเพราะฉะนั้นก็ขอสรุปนิดนึง อย่าหลงในกามมากนักพยายามเรียนรู้ตามให้ได้แล้วก็พยายามทำจิตให้ว่างจัดการอย่าไปหลงกับกามนั้นอร่อยรูปสวยก็เป็นของน่าชื่นชมอย่าหลงนักเห็นแต่ว่ามันเป็นของลูกๆโหได้ยินเสียงไปรอบ 2 ปีก็อย่าไปหลงใหลใฝ่ฝันนักเรามันหนักเรามันจะลำบากถ้าไปติดรูปสวยเราก็ต้องเสียเงินไปซื้อไปปิดเสียงเพราะเราก็จะต้องเสียเงินไปจ่ายหาเงินไปให้มันติดอร่อยลิ้นอร่อยจมูกหรือว่าเนื้อหนังมังสาเราได้ไปสัมผัสเสียดสีกับอะไรถูกอกถึงใจเราก็จะต้องไปเป็นทาสของสิ่งนั้นอยู่ตลอดเวลาเพราะฉะนั้นถ้าใครมี ปลารำลึกได้อย่าปล่อยจิตปล่อยใจให้หลงไปกับกามหลงไปกับตาหูจมูกลิ้นกายของเรามากนักคนนั้นก็จะมีอานิสงส์สูงได้ประโยชน์แก่ตนอย่างสูงนี้คือธรรมนี้คืออภิธรรมที่เรียกว่ายอดแห่งธรรมถ้าผู้ใดปฏิบัติผู้นั้นจะได้ฟังเฉยๆไม่ได้อ้อนวอนขอเอาปราบปรามเอาเดินเวียนรอบเอาก็ไม่ได้ขอให้ปฏิบัติเอาจึงจะเป็นผู้ได้โดยแท้จริงฟังจากการทารูปปากทางโทเวทนาขันโตกหญ้าขันโตสังขาราขันโตวิญญาณขันธ์ตัวสำคัญตัว กินที่รูปังอะตีตะนะคะว่าโอฬารพรหมเอวาสันติเกวาสะเทกลับช่างอะยังพุทธะรูปังโทสังคะโหอะสังคะโหสังคหะสังกะสีตังอะสังคายนาสังคายนาสังคายนาสังกะสีตัง 3 ประโยคประโยคอันนั้นเป็นบทที่ 2 กับบทที่ 3 เป็นคัมภีร์ที่ 2 และคัมภีร์ที่ กระบี่ที่ 2 ที่ว่าพระวิภานั้นกล่าวด้วยขันธ์ทั้งหลายอันมีขันธ์ 5 ที่มีรูปขันธ์เวทนาขันธ์สัญญาขันธ์สังขารและขันธ์วิญญาณขันธ์ในขันธ์ 5 นั้นรูปขันได้แก่สิ่งใดรูปไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่เป็นอดีตอนาคตปัจจุบันเป็นภายในหรือภายนอกอย่าเผลอละเอียดเลวหรือประณีตอยู่ไกลหรืออยู่ใกล้ลูกรวมรูปนั้นเข้าด้วยกันแล้วเรียกว่ารูปขันนั่นเป็นคำแปลของบทที่ 2 ที่เรียกว่าพระคัมภีร์บทที่ 2 อาจจะพูดอย่างนี้ สำหรับผู้ที่ได้เรียนมาก็ต้องมานั่งคิดถ้าคนธรรมดาที่อยู่นอกวัดหน่อยก็ไม่รู้เรื่องเลยดังกล่าวแล้วและขอขยายความอีกนิดนึงว่าคนเราเนี่ยท่านแบ่งออกว่ามีสิ่งที่อยู่ข้างใน 2 สิ่งคือรูปกับจิตหรือกายกับจิตท่านแดงวาดรูปขันกับน้ำขันน้ำขันก็มีเวทนาขันธ์สัญญาขันธ์สังขารขันธ์วิญญาณขันธ์ส่วนทั้งหมดนี้ไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งจะเป็นอดีตอนาคตปัจจุบันไม่ว่าภายนอกภายในไม่อยากไม่ว่าละเอียดไม่ว่าอยู่ใกล้อยู่ไกลอย่างใดๆทั้งหมด พี่พูดอย่างนี้แล้วก็เดี๋ยวจะงงปะเดี๋ยวจะบอกต่อทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่กลายเป็นรูปได้ทั้งสิ้นรวมความแล้วว่างั้นอาทิตย์นี้ก็ขอแปลให้คนที่อยู่ในวัดสักนิดนึงฟังง่ายๆขึ้นว่าลูกฉันก็ดีเวทนาขันก็ดีสัญญาขันธ์ก็ดีสังขารขันธ์ก็ดีหรือวิญญาณขันธ์ก็ดีเหล่านี้มันล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เกิดดับเกิดดับเพราะฉะนั้นมันดับไปแล้วเป็นอดีตก็เรียกว่าลูกอนาคตที่ยังไม่เกิดเลยเอาไปคิดถึงมันแต่เดี๋ยวมันก็ดับมันก็เป็นรูปอีกปัจจุบันเดี๋ยวนี้เห็นอยู่เดียวนี้ ประเดี๋ยวมันก็ดับอีกเกิดแล้วมันก็ดับเกิดแล้วมันก็ดับไม่ว่าใหญ่ว่าเล็กไม่ว่าภายนอกภายในไม่ว่าอยู่ไกลอยู่ใกล้ไม่ว่าละเอียดไม่ว่าประณีตหรือไม่ว่าเลวหมายความว่าดีก็ช่างไม่ดีก็ช่างอะไรต่างๆนานาพวกนั้นแหละรวมกันแล้วทุกสิ่งทุกอย่างตกแล้วมาดับลงแล้วเราเรียกว่ารูปพระขันอ้าวนี่สำหรับแปลให้ผู้ที่อยู่ในวัดหรือว่าเรียนภาษาวัดมาบ้างแล้วฟังทีนี้ก็ขอแปลเป็นภาษาคนๆให้ฟังเพื่อที่จะได้เข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติได้ด้วยคือทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันมีอยู่เรียกว่ารูปกับนามที่ท่านแบ่งออกมีแต่รูปกับนามเท่านั้น เกิดเราเรียกว่านามดับเราเรียกว่ารูปสิ่งที่ถูกรู้เราเรียกว่ารูปจิตใจของเราหรือปัญญาของเราที่เข้าไปรับทราบรู้สิ่งนั้นเราเรียกมันว่านามเพราะฉะนั้นในคนนี้ถ้ายึดขันธ์ 5 หรือยึดจิตของเราเป็นใหญ่เห็นว่าจิตของเรานี่มันจะอยู่ตลอดกาลแล้วเราก็คิดว่าจิตของเราจะต้องรับรับทราบเอาอะไรมาไว้เป็นของของเราทั้งหมดหรือเป็นตัวเราเองด้วยกายก็ว่าของเราหรือลูกฝึกขันเนี่ยความคิดก็ว่าของเรา ความอร่อยที่เราได้เสพรถเสพรูปเสพสิ่งเสพเสียงอะไรก็ตามแต่ที่อธิบายมามึงบทที่ 1 นั้นก็ว่าเป็นของของเราหรือเป็นตัวเราถ้าใครหลงอย่างนี้แล้วก็จะมีแต่ความเกิดไม่มีความตายไม่มีความดับเพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดเห็นได้ว่ารูปที่เราอาศัยมันอยู่นี้กายของเราตั้งแต่หัวจดเท้านี้มันก็เป็นของที่ตั้งอยู่ได้เพราะมีของมีอะไรมีปัจจัยเลี้ยงมีสิ่งที่เข้าไปเลี้ยงมันไว้ประเดี๋ยวจะรู้ในบทต่อไปท่านจะกล่าวถึงปัจจัยเพราะฉะนั้นถ้าไม่มีอะไรเลี้ยงไว้มันก็จะเหี่ยวแห้งเข้าเสื่อมโทรมเข้าแล้วที่สุดก็ดับดังที่กล่าวแล้วทุกอย่างมีแต่ความดับเป็นที่สุดถ้าเราหลงรูปกายของเรามาก ประคบประหงมมันมากเราก็เหนื่อยมากยิ่งเราเป็นหลงจิตของเราแล้วก็เอาใจจิตของเราโอ๋จิตของเราจิตมันอยากได้อะไรไม่ให้ตาชื่นตามองแล้วสวยมองแล้วงามอยากได้อะไรไหมหูมันรับทราบไพเราะอยากได้อะไรมาให้จมูกมันดมมันหอมมันชื่นอกชื่นใจอยากได้อะไรมาให้ลิ้นมันกินอะไรอร่อยอยากให้กายไม่ได้เสียดสีกระทบถูกอกถึงใจในส่วนไหนก็ตามแต่ถ้ายึดมากอยากจะปรุงอย่างนั้นไม่แก่ตนอยู่ตลอดเวลามากเราก็เป็นทาสของสิ่งที่เรายึดนั่นเองคือเป็นธาตุของใจตนเองที่เป็นหลงหลงใจของเราเองว่าจะต้องสิ่งนั้นเป็นของดีแท้จริงมันไม่มีตัว แท้จริงมันไม่มีอะไรมันเกิดเพราะมีเหตุและปัจจัยปรุงกันอยู่ดำเนินบทบาทอยู่แล้วเราก็ไปยึดมาเป็นของของเราหรือแท้ที่สุดกายกับใจที่วาดรูปกับฉันกับนามว่าขันนี่แหละเรายึดมาเป็นตัวเราแล้วเราก็จะหลงตัวเราประคบประหงมตัวเรามากเกินไปจนไม่มีเวลาจะเสียสละทำงานให้แก่โลกมีแต่เวลาจะหารากมากองไว้เยอะๆเพื่อจะได้ไปซื้อของมาให้ตามันเสพให้หูมันเสพให้จมูกมันเสพให้ลิ้นมันเสพให้กลายเป็นเศษหรือเพื่อจะทำยศให้มันใหญ่ๆเพื่อที่จะได้เป็นผลพลอยได้จะได้ลาภมาเยอะแยะเมื่อมียศใหญ่ให้ฉันตื่นมันมากๆแล้วก็จะได้ลาภมาเยอะแยะ เราจะได้เอามาซื้อสิ่งที่ถูกตาที่ชอบในทางได้รับทั้งหูที่ชอบเป็นกลิ่นหอมที่ชอบเป็นรสอร่อยที่กายเราไปรับกระทบแล้วเราจะชื่นชมยินดีเราก็จะเป็นทาสสิ่งเหล่านั้นอยู่ตลอดกาลตลอดกาลมีแต่เกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดเกิดไม่มีตายเพราะฉะนั้นจึงไม่ถึงอรหันต์ได้ถ้าเราจะเป็นพระอรหันต์ได้นั้นเราจะต้องหมดเกิดหยุดเกิดอย่าไปคิดถึงความเกิดที่ลอยละล่องอยู่ฟากฟ้าตายแล้ววิญญาณออกไปเกิดที่ไหนอย่าไปคิดพระพุทธเจ้าไม่ให้คิดพระพุทธเจ้าให้คิดที่ตัวเรานี้ที่รูปนามขันธ์ 5 ของเรานี้มีใจและปล่อยของเหล่านี้ให้ได้ถ้าใจของเรามันยังเกิดอยากอย่างที่ว่านี้นั่นแหละเราไม่เป็นพระอรหันต์ถ้าใจของเราเลิกเกิดแล้ว ไม่รับรถไม่รับรู้ในสิ่งที่เรียกว่าสิ่งที่กระทบทางตาก็อร่อยและทั้งหูก็อร่อยทั้งจมูกก็อร่อยทั้งลิ้นก็อร่อยทั้งกายและจะปัดก็อร่อยมันดีชื่นใจอะไรอยู่ถ้าเราไม่มีรถอย่างนี้เราเรียกว่าเราพ้นสุขแต่ถ้าเรายังอร่อยอยู่ทุกประตูเราเรียกว่าเรายังมีสุขก็เป็นความดีชั้นแรกดังกล่าวแล้วตั้งแต่บทที่ 1 แต่ไม่ใช่ความดีสูงสุดถ้าความดีสูงสุดต้องปล่อยความอร่อยนั้นวางเป็นกลางไม่มีรสอร่อยเพราะรสอร่อยนั้นเป็นตัวเหตุแห่งทุกข์เป็นสมุทัยของทุกอย่างมันเมื่อใดทุกข์เมื่อนั้นถ้ามีสตางค์ไปซื้อหาหรือมีเครื่องที่จะไปจับจ่ายซื้อเอาของที่อยากนั้นมาให้แก่ รื้อเอาอะไรไปแลกมาให้แก่ตนได้สมใจเราก็ค่อยยังชั่วก็ยังจะมีสุขอยู่แต่ถ้าไม่มีแล้วก็จะทุกข์ 2 ซ้อนคือทุก 1 เกิดที่ใจอยากเสพไม่ได้เสพทุก 2 ไม่มีสิ่งที่จะไปแลกเปลี่ยนมาให้เสร็จอีกเลยก็ได้จะดิ้นพลาดอยู่เหมือนคนติดฝิ่นอยากเป็นก็ทุกข์เพราะแรงพอไม่ได้กินไม่เสพอีกดิ้นเลยแล้วก็ลงแดงนั่นแหละทุกข์หนักคนนั้นกำลังลงนรกนี่คือนรกเต็มๆเห็นให้ได้รู้ให้ได้คนติดตามหรือคนติดโลกจะเป็นอย่างนี้นี่เรียกว่าเราพิจารณารูปขันหรือรู้อันนี้ให้ได้แล้วเอาไปปฏิบัติให้ได้ดังที่ได้บอกมาแล้วแต่ต้นบทที่ 2 เรียกว่าพระธาตุคาถาท่านแบ่งธาตุในส่วนต่างๆเอาไว้ท่านแปล วันนี้แปลจากภาษาบาลีแปลว่าการสงเคราะห์ได้การสงเคราะห์ไม่ได้ทำที่สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธรรมที่สงเคราะห์ได้ทำที่สงเคราะห์ได้ด้วยธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้ทำที่สงเคราะห์ได้ด้วยธรรมที่สงเคราะห์ได้ทำที่สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้การประกอบได้การประกอบไม่ได้ทำที่ประกอบไม่ได้ด้วยธรรมที่ประกอบได้ทำที่ประกอบได้ด้วยธรรมที่ประกอบไม่ได้และทำที่ประกอบได้ด้วยธรรมที่ประกอบไม่ได้ทั้งๆที่ประกอบไม่ได้ด้วยธรรมที่ประกอบไม่ได้ถ้าคนที่ไม่เคยเข้าวัดไม่เคยกับภาษาทางธรรมะแล้วฟังดูก็จะเหมือนกันกับกินเหล้าอย่างแรงเข้าไป 3 ขวดไม่รู้เรื่อง ถ้างั้นก็ขอขายความนิดนึงเป็นลำดับที่ 2 ง่ายๆขึ้นมานิดนึงก่อนว่าท่านอธิบายว่าการสงเคราะห์ได้หรือการสงเคราะห์ไม่ได้นั่นหมายความว่าคำว่าสงเคราะห์คำนี้มันหมายความว่าการจัดให้เรียบร้อยหรือการช่วยให้ดีลงตัวเป็นที่สุดการช่วยให้ดีขึ้นให้ลงตัวเป็นที่สุดหรือประการจัดให้เรียบร้อยขึ้นอันนี้เรียกว่าสงเคราะห์เพราะฉะนั้นถ้าจะสงเคราะห์ก็หมายความว่าการทำให้ดีขึ้นได้บางอย่างบางอย่างการทำให้ดีขึ้นไม่ได้ก็ให้เรียนรู้อันนี้เราเรียกว่าทำเพราะฉะนั้นทำที่สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยความที่สงเคราะห์ได้ก็หมายความว่าสิ่งใดเรื่องใดถ้าเราจะจัดให้มันเรียบร้อยได้ให้มันเรียบร้อยไม่ได้ก่อนคือทำที่สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยธรรมที่สงเคราะห์ได้เพราะฉะนั้นเราจะทำสิ่งใด เรียบร้อยได้โดยเอาสิ่งหนึ่งที่มันจะช่วยกันให้มันดีขึ้นได้ให้มันเรียบร้อยได้ก็จงเอามาช่วยกันอย่างนี้เรียกว่าเอามาสงเคราะห์ได้สิ่งที่มันยังไม่ดีแล้วเอาอีกสิ่งหนึ่งมาช่วยให้มันดีหมายความว่าอย่างนั้นทำที่สงเคราะห์ได้ด้วยธรรมที่สงเคราะห์ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่จะช่วยกันได้สิ่งที่จะช่วยกันได้ด้วยสิ่งที่เอามาช่วยไม่ได้อันนี้ก็แปลกดีเรียกว่าทำที่สงเคราะห์ได้ด้วยทำที่สงเคราะห์ไม่ได้เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่เข้าใจก็จะฟังอยู่แค่นั้นทำที่จะสงเคราะห์ช่วยได้แต่เอาทำที่สงเคราะห์หรือว่าทำที่จะช่วยกันไม่ได้มาช่วยมันก็ไม่มีผลสำเร็จเพราะฉะนั้นเราต้องรู้ว่าจะไปทำทำข้าวมันก็เท่า ไปทำอะไรที่เปล่าประโยชน์เปล่าได้ไม่เกิดประโยชน์ก็จงเลี่ยงสิ่งนั้นเสียทำที่สงเคราะห์ได้ด้วยธรรมที่สงเคราะห์ได้อันนี้ก็ไม่มีปัญหาคือสิ่งที่จะช่วยกันได้เราก็เอาสิ่งที่จะช่วยได้นั้นมาช่วยกันทำที่สงเคราะห์ไม่ได้ด้วยคำที่สงเคราะห์ไม่ได้อันนี้เลิกกันเลยหมายความว่าสิ่งนี้ช่วยยังไงก็ไม่ได้แล้วไม่มีสิ่งที่จะช่วยได้ด้วยสิ่งใดที่ช่วยก็ไม่ได้แล้วก็ไม่มีสิ่งที่จะเข้าไปช่วยได้ด้วยก็หมายความว่าไอ้นี่เลิกกันเลยปล่อยไปอีกอันนึงที่เรียกว่าสัมประสิทธิ์หรือมีประโยชน์พอคือการประกอบได้กับการประกอบไม่ได้การประกอบนี่ก็หมายคำว่าประกอบร่วมกันประกอบร่วมกันได้กับประกอบร่วมกันไม่ได้ก็เหมือนกันในเมื่อกี้นี้สิ่งใดที่จะเอามาประกอบกันได้และมีสิ่งที่ กรอบกันได้เอามาช่วยประกอบได้ก็จงเอามันมาประกอบมันก็จะช่วยกันให้ดีขึ้นถ้าสิ่งใดที่จะประกอบได้แต่เราไม่มีสิ่งที่จะประกอบอันนั้นเอามาใส่เราก็อย่าไปเราก็ไม่ได้ผลหรอกและสิ่งใดที่ประกอบไม่ได้และเรายังจะดันเอาอะไรมาประกอบทั้งๆที่จะมีของประกอบได้ก็อย่าไปทำด้วยนี่แหละวนไปวนมาวนไปวนมาอยู่เหมือนกันแต่เมื่อกี้นี้สงเคราะห์หรือช่วยกันเนี่ยประกอบนี่หมายความว่าเอามาทำเลยทีเดียวช่วยก็หมายความว่ากว้างๆช่วยกันโดยอะไรต่างๆประกอบเนี่ยเอามาผสมเอามาทำเอามาให้มันสำเร็จผลขึ้นเลยทำประโยชน์ของให้มันเกิดผลขึ้นมาเลยเอามาร่วมกันเข้าไปเลยทำเข้าไปเลยนะอันนี้เป็นคำแปลธรรมดาสำหรับผู้เข้าวัดถ้าคนไม่เข้าวัดเลยฟังแล้วก็ยังงงอยู่ก็ขอขยายความอีกนิด ให้ละเอียดขึ้นว่าสิ่งที่ช่วยกันไม่ได้นั้นเช่นว่าคนใดยังมีจิตเป็นปุถุชนอยู่และผู้หนึ่งมีจิตนิพพานอย่างนี้เรียกว่าคนมีจิตปุถุชนนั้นเป็นจิตที่ช่วยไม่ได้คนที่มีจิตนิพพานอย่างไรก็เอาจิตนิพพานนั้นไปยัดเข้าสู่ใส่จิตของจิตนั้นไม่ได้เลยอย่างนี้เป็นต้นหรือว่าโลภมูลจิตคือคนที่มีจิตโลกๆก็ช่วยให้จิตสูงขึ้นได้เหมือนกันเราโลกเนี่ยมีจิตมีจิตโรคจิตช่วยให้ทำให้จิตสูงขึ้นได้เหมือนกันแต่จุดจุดสูงขึ้นจริงจะต้องตั้งจิตให้ถูกถ้าเราโลภในกามก็สูงขึ้นมานิดนึงจริงแต่ว่ายังอยู่ในโลกยังเป็นสังสารวัฏ จะสูงขึ้นมายิ่งกว่ากามไปหลงจิที่มันเป็นตัวตนจิตสงบก็ดีจิตที่มีวิชาความรู้ก็ตามก็ยังวนเวียนอยู่ในโลกยังเรียกว่ายังมีโลกิยะหรือยังเป็นสุขอยู่แต่ว่าจะเอาสิ่งที่มาช่วยได้ก็ต้องให้จิตนั้นเป็นโลภะมูลจิตก็ได้เราเรียกเราพักกันได้เราเรียกปัญหาก็ได้เรียกว่าปัญหามาช่วยตัณหาได้แต่ต้องตัณหาตั้งสัมมาทิฏฐิหรือตั้งจิตไปในทิศที่ถูกคือเราต้องรู้ว่านิพพานนั้นจะเลิกตามจะเลิกจิตที่เป็นพระพรหมด้วยคือจิตที่มีความใหญ่ความโตความมีศักดิ์มีอำนาจจิตที่จะเบ่งทับคนอื่นเขาหรือแม้แต่จิตสงบที่ตนเองนึกว่าตนเองสงบแล้วหรือจิตที่ตนเองมีวิชาอาคมมี ความรู้แล้วหลงจิตของเราแล้วเราก็จะเบ่งออกไปทับคนอื่นอย่างนั้นก็ไม่ดีต้องคิดให้ได้ว่าสิ่งอย่างนั้นจะไม่มีในตัวเราจิตเรามันคิดอย่างนั้นมันเป็นอย่างนั้นต้องเลิกให้ได้ตั้งจิตอย่างนี้ให้ดีเป็นสมาธิแล้วก็โลกในความที่จะล้างจะละจะเหนื่อยจะคลายกล้ามละนายคล้ายจิตที่จะเป็นหลงความใหญ่หลงความรู้หลงจิตสงบของเราให้ได้แล้วเราจะเป็นผู้สูงขึ้นจริงช่วยได้อย่างแท้จริงอย่างนี้เรียกว่าเข้าประกอบกันได้อย่างนี้เรียกว่าจิตที่จะเข้าประกอบกันได้ธรรมะท่านสอนเรื่องอย่างนี้ท่านสอนเรื่องจิตใจเป็น 10 รูปนิพพานเป็นใหญ่นี่เรียกว่าอภิธรรมหรือปรมัตถ์เพราะงั้นเรื่องของปรมัตถ์หรืออภิธรรมนี้สอนแต่เรื่องจิต ไปเสพสิ่งใดสิ่งใดแล้วก็ให้เลิกออกมาละออกมาเพราะงั้นก็ต้องรู้ด้วยว่าสิ่งใดที่จะมันจะช่วยกันได้เราจะไปเอาอะไรมาช่วยถ้าเราเอากาวมาช่วยจิตสิ่งนั้นก็ไม่สูงขึ้นจริงเอาแค่พรหมมาช่วยจิตก็ไม่สูงขึ้นจริงแต่มันก็พอช่วยกันได้ในโลกสงเคราะห์กันอยู่ในโลกเป็นความสุขในโลกเรียกว่าโลกียสุขเราที่เป็นกุศลก็จะหาสุขในโลกอยู่อย่างนี้แต่พระอภิธรรมนี้ท่านพูดถึงเรื่องนิพพานเพราะฉะนั้นถ้าใครสนใจในนิพพานก็ขับทำความเข้าใจให้ดีว่าท่านสอนให้ลาภและยศละสรรเสริญและล่าสุดที่เสพกามและเสพความสุขในจิตที่หลงตนว่ามีความรู้มีความเก่งมีอำนาจมีความใหญ่และ เสพติดที่สงบอันเป็นที่สุดเพราะจิตที่สงบที่สุดสูงสุดในโลกแต่ถึงแม้กระนั้นก็จะหลงเสพไม่ได้ใครวางจิตสงบเป็นชิ้นสุดท้ายสูงสุดจิตที่สูงสุดชิ้นสุดท้ายนี้ได้ผู้นั้นก็จะถึงนิพพานแล้วนี่ก็เป็นบทที่ 2 บทที่ 3 อธิบายควบคู่กันไปพระปัญญาธิคุณพระปัญญาปิโยอายตนะปัญญาปิโยทาโต๊ะปัญญาธิวัตจะปัญญาอ่อน ยอกิตติกิตติกีตาร์วัตตาสุขารามโภคะปัญญาติสามัญญาวิมุตติอัสสัมชัญวิมุตติสุขปะธัมโมกัปปะธัมโมปาฏิหาริย์ธัมโมอะปาฏิหาริย์ธัมโมเจตนาพัดโพธิ์อนุรักษ์ขนาพระโพธิสัตว์ชัยภูมิอะระหังอะระหังกายาปฏิปันโน บุคคโลอุปถัมภ์ปรมัตถะโยสัจธรรมทั่วตะโตโสโกปุระปะติสัตว์พิกัดพระปรมัตถะเอวังวัฏฏะเพอาชานิภิกขุรับปะติสัตว์พิกัดพระปรมัตถ์เทวดาโทโสโกบุคลิกมิจฉา อ่านนั่นบทที่ 4 เป็นคัมภีร์บทที่ 4 กับบทที่ 5 คัมภีร์บทที่ 4 นั้นท่านกล่าวถึงบุคคลบัญญัติต่างๆซึ่งบอกว่ามีบุบมีบัญญัติบัญญัติไม่มีอยู่ 6 แปลตามศัพท์ว่าอย่างนี้มันอยากมีอยู่ 6 คือบัญญัติขันธ์บัญญัติอายตนะบัญญัติธาตุบัญญัติสัจจะบัญญัติอินทรีย์บัญญัติบุคคลและท่านกล่าวถึงบุคคลเท่านั้นในบทนี้การบัญญัติบุคคลมีเท่าไหร่บุคคลพ้นสมัยหนึ่งผู้พ้นในเวลาไม่ใช่สมัยหนึ่งผู้มีธรรมกำเริบ 1 ผู้มีธรรมไม่กำเริบ 1 ผู้มีธรรมเสื่อม 1 ผู้มีธรรมไม่เสื่อม 1 ผู้ไม่ควรด้วยเจตนาหนึ่งผู้ไม่ควรด้วยการตามรักษา 1 ปุถุชน ผู้ครอบงำโคตร 1 ผู้งดเว้นด้วยความกลัว 1 ผู้งดเว้นด้วยความไม่กลัว 1 ผู้มาถึงความเป็นผู้ควร 1 ผู้มาถึงความเป็นผู้ไม่ควร 1 ผู้แน่นอน 1 ผู้ไม่แน่นอน 1 ผู้ปฏิบัติ 1 ผู้ตั้งใจอยู่ในผล 1 ผู้เป็นคนได้สภาวะอรหันต์หรืออรหังแล้ว 1 ผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์ 1 นี่เป็นท่านแจกบุคคลออกไปต่างๆนานาตามลำดับมาเรื่อยๆสูงขึ้นเรื่อยๆโดยกำหนดให้รู้ว่าบุคคลนั้นเอากันที่ไหนบุคคลพ้นสมัยหมายความว่าบุคคลที่เลยเวลาไปแล้วบุคคลที่รวยเวลา ให้ฉันตายแล้วอย่างนี้เรียกว่าไม่เรียกว่าบุคคลแต่คนยังเป็นอยู่เราเรียกว่าบุคคลไม่เอาง่ายๆบุคคลผู้พ้นในเวลาไม่ใช่สมัยผู้พ้นในเวลาไม่ใช่สมัยเช่นว่าเรากำหนดเอาไอ้สิ่งนี้มาเป็นบุคคลขึ้นในจิตและพ้นเวลานั้นไปเราก็ไม่เรียกว่าอยู่ในสมัยหรืออยู่ในกำหนดที่เราจะยึดเอามันอยู่นอกเวลาและคนสมัยแล้วพ้นยุคแล้วพ้นเวลาแล้วผลพ้นการที่จะมายึดถือแล้วอย่างนี้เป็นต้นผู้มีธรรมกำเริบก็หมายความว่าผู้มีจิตหวั่นไหวมีสิ่งที่ยังเรียกว่ายังสร้างและก็ยังเสื่อมอยู่ยังไม่แน่นอนมีเกิดมีดับกลางวันไว้กับความเกิดดับอยู่นี่เรียกว่าผู้มีธรรมะผู้ไม่มีธรรม เลิกก็คือพระอริยะที่ไม่มีธรรมอันที่เป็นส่วนหนึ่งเรียกว่าโลกส่วนหนึ่งเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งเรียกว่าบาปส่วนหนึ่งเรียกว่าบุญก็ได้เรียกว่าธรรมต่างๆกุศลหรืออกุศลเหล่านี้ไม่กำเริบแล้วบาปหรือบุญไม่กำเริบแล้วเป็นผู้ไม่หวั่นไหวแล้วนั่นบุคคลอีกประเภทหนึ่งผู้มีธรรมเสื่อมอันนี้เข้าใจง่ายผู้ใดไม่ได้ปฏิบัติธรรมหรือปฏิบัติธรรมอยู่ก็ดีแต่สิ่งนั้นไม่ดีขึ้นเลวลงจิตไม่สูงขึ้นอย่างนี้เรียกว่าผู้มีธรรมเสื่อมผู้มีธรรมไม่เสื่อมก็ตรงกันข้ามกันผู้ไม่ควรด้วยเจตนาผู้ไม่ควรได้เจตนาก็หมายความว่าผู้ที่มีเจตนาดีผู้ที่มีเจตนาดีและเป็นผู้ที่ เรารู้เราเข้าใจแล้วเราว่าคนนี้เราไม่ควรเราไม่ควรจะไปทำอะไรก็ตามแต่แล้วคนที่มีจิตอย่างนี้แหละเรียกว่าผู้มีเจตนามีเจตนาที่รู้ว่าไม่ควรพูดไม่ควรด้วยการตามรักษาหมายความว่าอย่างนี้ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องเลยพรุ่งนี้ไม่ควรด้วยการตามรักษาหรือว่าตามจะไปช่วยเหลืออนุรักษ์ธนาตามที่จะไปบูรณะก็ตามไปตกแต่งไว้ไปรักษาไว้ไปทำอะไรให้ดีขึ้นไว้ประคองไว้หรือยัง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive