คนมาด้วยปัญญากับไซโคพาธหลอกมา ต่างกันอย่างไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์20 KB
วันที่แก้ไข6 ตุลาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

คนมาด้วยปัญญากับไซโคพาธหลอกมา ต่างกันอย่างไร คุณบ้านเล็กเมืองน้อยเขาเท้าความถึงว่า ความก้าวร้าว หยาบคาย ละเมิดสิทธิผู้อื่น ความโกหก เสแสร้ง หลงสีหิวแสง ego สูง ความไร้สำนึก ใจดำ ขาดความรับผิดชอบ ความไร้คุณธรรม แยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ได้ เหล่านี้เป็นอาการซ้ำซาก ของ โรคไซโคพาธ ( Psychopaths ) พ่อครูว่า... เรียกง่ายๆ ว่าโรคจิต ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และกำลังลุกลามในสังคมไทยปัจจุบัน ความสามานย์ต่อเนื่องไม่หยุดของระบบทุนนิยม ได้สุมวิกฤติทางเศรษฐกิจรอบแล้วรอบเล่า ปั่นการเมืองฉ้อฉล ให้ยิ่งยอกย้อน ป่วนรากฐานสังคมจนบอบช้ำ สะสมเกินขีดจำกัดของคนรุ่นก่อนๆ จะแบกรับไหว ...... ผลกระทบอันเลวร้ายจึงส่งต่อถึงลูกหลาน ทำให้เป็น “โรคไซโคพาธ” ในปัจจุบัน ความแตกแยกในครอบครัว การถูกเลี้ยงดูแบบละเลยเพิกเฉย การถูกทารุณกรรมในวัยเด็ก การศึกษาที่ขาดจิตวิญญาณ การที่ต้องเติบโตมาในสภาพสังคมที่โหดร้าย ฯลฯ... ล้วนเป็นสาเหตุของโรค เมื่อผลไม้พิษสุกงอมในสภาพสังคมที่แร้นแค้น...สิ้นหวัง ผู้คนยังถูกใช้เป็นเครื่องมืออเนกประสงค์ ที่สะดวกซื้อราคาถูก เหมาะเจาะกับการเข้ามาเก็บเกี่ยวผลผลิต ที่ได้หว่านเมล็ดพันธุ์พิษเอาไว้ (จากการส่งออกประชาธิปไตย) พ่อครูว่า...การส่งออกประชาธิปไตยตรงนี้คือประชาธิปไตยขาเดียวบ้าง ประชาธิปไตยเก๊ๆ บ้าง แต่ละประเทศต่างส่งออกให้คนนับถือความเป็นระบอบระบบปกครองบริหารที่เรียกมันว่าประชาธิปไตยของตนของตน ของประเทศตนเพื่อที่จะไปล่าบริวารประเทศอื่นๆ หรือไปแพร่ลัทธิ ไปแพร่ประชาธิปไตย เป็นสินค้าส่งออกของตัวเองกับประเทศอื่นๆ ต่างๆ เพื่อจะได้บริวารเพิ่มขึ้น มันเป็นวิธีการหาบริวารทั้งนั้น จะว่าไปแล้วพุทธของเรา ศาสนาพุทธของเราหรือชาวอโศก ของเราก็เป็นประชาธิปไตยแบบพระพุทธเจ้า อาตมาพาทำนี่ก็แพร

อ่านต่อ

่ไปที่จะเพื่อให้คนอื่นเขาได้เหมือนกัน ให้คนอื่นเขาเห็นเขารู้ แต่ว่าเราไม่ใช้ประเภทยัดเยียด ประเภทหว่านล้อม แต่เราใช้ประเภทที่ให้คนอื่นเขาเห็นความจริงเอง เข้าใจเอง อิสรเสรีภาพ มาสัมผัสแล้ว อ๋อ.. อันนี้น่าสนใจ น่าสนใจ เอออันนี้ใช่ๆ แล้วเขาจะมาโดยบริสุทธิ์เอง เราจะได้คนเหล่านั้นมาจากความจริงของเขา พาตัวเขามา ไม่ใช่เราไปดูดเอาเขามา ไม่ใช่เราไปหว่านล้อมเขามา หรือไปใช้อำนาจพิเศษมอมเมาครอบงำอะไร ไม่ใช่ เราไม่ต้องการ อาตมาไม่ต้องการคนที่ยังไม่มีปัญญาพอที่รู้ความจริงเข้ามา ถ้าคนที่ไม่มีปัญญาจริง ถูกหว่านล้อม ถูกล่อ ถูกซื้ออะไรมาก็แล้วแต่ ก็มา ป่วน อย่างนี้เรายากที่จะต่อภพภูมิให้อีก ขนาดที่ไม่หว่านล้อมยังไม่ง่ายใช่ไหม ให้เจริญด้วยสัจจะของมันนี่เป็นฐานต่อฐานต่อฐานขึ้นไปมันยังยากเลย ความซับซ้อนของสัจธรรมถึงขนาดนั้น โฆษณา อาตมาไม่ได้ไปแข่งดีแข่งเด่นไปแย่งประชาชน ไม่ ทุกคนมาเอง อิสรเสรีภาพด้วยภูมิปัญญาและต้องการให้คุณเห็นด้วยภูมิปัญญาจริงของแต่ละคน เข้ามา เพราะฉะนั้นพวกเราจึงเป็นคนที่จะมามีวรรณะ 9 พวกเรานี่เข้ามาจึงเป็นคนมีน้ำหนักพอเป็น The Classic เป็นคนมีคลาสสิค เป็นคนชั้น 1 เพราะถูกคัดเลือกมามีวรรณะ 9 เข้ามาก็ไม่ยาก เป็นอยู่ก็เลี้ยงไป สุภระ ง่าย แต่สอนการช่วยเหลือการพัฒนาต่อไปก็ สุโปสะ เจริญง่าย พัฒนาง่าย แล้วก็เข้าถึงความมักน้อยหรือกล้าจนได้ง่าย จนได้ง่าย ไม่ยาก เพราะว่ามันชัดเจน มันมีฐาน คนที่จะมาเห็นความจนดีกว่าความรวยนี่ มันหักเลยนะ มันหักมุมใช่ไหม มันทวนกระแสคนละเรื่องเลย ธรรมชาติธรรมดาคนก็ต้องให้ความสำคัญกับความรวย ต้องการความมักมาก แต่จะมามักน้อย มาเอาความจนนี่ กล้าที่จะมาเป็นคนจน มันเป็นจุดแบ่งหรือจุดหัก จุดหักเหที่ยิ่งใหญ่ เป็นจุดหักเหที่ยิ่งใหญ่ เสแสร้งมา คุณเสแสร้งไม่ได้นาน เสแสร้งเป็นอย่างนี้ได้บ้าง ไม่นานถ้าเชื้อแท้คุณไม่จริง มาประเดี๋ยวเดียวคุณก็ออกไป เพราะฉะนั้นเราได้เชื้อแท้มา พอมารู้จักน้อย รู้จักจน มันก็จะถึงขั้นพอ ใจพอสันโดษ สันตุฏฐิ มันพอ น้อยนี่มันพอ น้อยลงไปอีกได้ไหม น้อยลงไปอีกก็พอ แต่ก่อนนี้อาตมาเคยอธิบาย แต่ก่อนเคยใช้เดือนละหมื่น สมัยก่อนอธิบายยกตัวอย่าง ต่อมาเราลดลงมาเหลือสัก 8,000 เออได้พอแฮะ ลดลงมาอีกไอ้ที่มันไม่จำเป็น ที่มันฟุ้งเฟ้อกลสุรุ่ยสุร่ายก็ลดลงมาอีก 8,000 บาทก็พอ ลดลงมาเหลือ 5,000 เหลือ 5,000 บาทก็พอ หนักเข้าเหลือ 3,000 2,000 ก็พอ 1,000 บาทก็พอเออ 500 ก็พอ หนักเข้า 200 และ 0 บาทก็พอ อยู่กับหมู่กลุ่มได้ช่วยกันสร้างสรรที่มาเข้าใจใหญ่เลย อย่างนี้แล้วด้วย ทำไมอยู่ได้ ทำไมมีเหลือเฟือที่จะเผื่อแผ่เขา คนจนแท้ๆ และก็ไม่ไปเอาแบบก้าวหน้าอย่างมากเหมือนกับทางโลกเขาทำอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านตรัส ไม่เอาก้าวหน้าอย่างมาก อย่างโลกีย์เขาเป็นอย่างนั้น อย่างนั้นมันมีแต่ถอยหลัง แล้วถอยหลังมันมีแต่น่ากลัว พระเจ้าอยู่หัวท่านก็ เจโต ท่าน ก็ตรัสอย่างนั้นสั้นๆ คนก็ไม่เข้าใจอีกก็มาอธิบาย อธิบายแล้วเขาก็ถามอีก มันก็ไม่ง่ายจริงๆ เพราะฉะนั้นความเป็นจริงที่เป็นโลกุตรธรรมที่เรากำลังพยายามที่จะให้คนได้ ไม่ได้ยัดเยียด ไม่ได้หว่านล้อม เสนอสัจธรรม เสนอความจริงออกไป ให้คนสนใจให้คนสัมผัส เห็นจริงแล้วก็พอใจที่จะเอาตาม คิดดูซิ คนที่จบด็อกเตอร์ทางเศรษฐศาสตร์ คนที่จบด็อกเตอร์ทางบริหาร เยอะแยะ ข้าราชบริพารในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่มีกระเตื้องอะไรกันเท่าไหร่ นักเศรษฐศาสตร์ นักบริหารอะไรก็แล้วแต่ ยังรับลูกของในหลวง ร.9 คงเข้าใจนะคำว่า รับลูก รับลูกต่อยังไม่ค่อยได้กัน เราก็ไปบังคับกันไม่ได้ ่บอกแล้วอาตมาไม่หว่านล้อม ไม่ไปเที่ยวได้หาทางบังคับให้คนเข้าใจ หรือล่อให้คนเข้าใจ แต่จะให้เห็นจริงแล้วเกิดความเข้าใจ ให้เกิดปฏิภาณปัญญาว่า โอ้โห.. อย่างนี้เป็นสัจจะที่น่าสนใจนะ ให้เขาเกิดอาการอย่างนี้ ให้เขาเกิดสภาพอย่างนี้เอง แล้วเขาจะมาได้ โดยเฉพาะยิ่งเป็นผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่ มีฐานะทางสังคม ที่เป็นที่ยอมรับนับถือ อย่างอาตมาเกิดมาชาตินี้ มันไม่มีฐานะทางสังคมเลย ไม่มีใครจะเชื่อน้ำมนต์ เพราะว่าอาตมาไม่มีฐานะ ทางสังคมอะไรก็ไม่มี รูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย แล้วความรู้อะไรทางโลกก็ไม่มี ไม่มีอะไรรับรองมาเลย แม้แต่รางวัลกิตติมศักดิ์ ปริญญาตรีกิตติมศักดิ์ยังไม่ได้เลย อย่าไปพูดถึงปริญญาเอกเลย ไม่ได้นะ ปริญญาตรี อาตมายังไม่ได้ถึงปริญญาตรี ชาตินี้ไม่ได้เรียนจบปริญญาตรี เรียนจบแค่ปวส. ยังไม่ได้ ไม่ได้รับปริญญาตรีกิตติมศักดิ์ก็ยังไม่ได้ ไม่ต้องไปพูดถึงปริญญาเอก แต่อาตมาไม่ได้ไปกังวล ไม่ได้ไปน้อยใจ ไม่ได้ไปท้อ กลับยิ่งเห็นความจริงเลยว่า เราต้องทำงานหนักเนาะ ยิ่งเห็นความจริง คนเขายังไม่ค่อยเข้าใจ ยังไม่ค่อยรู้จักสัจจะที่เราพยายามเสนอนี่ เพราะฉะนั้นการส่งออกประชาธิปไตย ที่เป็นประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้าที่อาตมาพยายามจะขยายความว่าไม่ง่ายเลย ยังเขียนยังไม่จบ นี่เพิ่งจะจบ จบวันที่ 1 วันที่ 2 นี้แหละ หนังสือเรื่องเกิดมาชาตินี้ หนังสือเล่มนี้จะแจกในวันที่ 9 มิถุนายน 2567 แต่คงจะพิมพ์ออกมาก่อนให้พวกเราอ่านก่อน แต่แจกเป็นทางการ 9 มิถุนายน 2567 ก็นี่แหละหนังสือ เกิดมาชาตินี้เขียนจบไปแล้วเพิ่งจบไป แล้วค่อยไปทำหนา 200 กว่าหน้า ก็ไม่น้อยนะ ก็ไม่มากเท่าไหร่หรอก 200 กว่าหน้า คิดว่าอาตมาจะนำเอามาอ่านขยายความให้พวกเราฟังก่อน ล่อเป็นออเดิร์ฟหน่อย ให้น้ำลายไหล

_...การส่งออกประชาธิปไตย ด้วยกลยุทธ ปลุกปั่น-แบ่งแยก-ล้มล้าง-เปลี่ยนแปลง...ของชาติมหาอำนาจตะวันตก เจ้าลัทธิทุนนิยมสามานย์ ที่ยังคงล่าอาณานิคม กวาดต้อนบริวารอย่างแข็งขัน โดยปั่นการเลือกตั้งเปลี่ยนตัวผู้นำ ให้หุ่นเชิดตะวันตกได้เข้าสู่อำนาจ... เพื่อ ครอบครองโลก โดยไม่ปกครอง (ครอบงำ บงการ) พ่อครูว่า... เลือกตั้งเปลี่ยนตัวผู้นำก็อย่างที่ทักษิณเขาทำ ตอนนี้ก็เกิดเห็นแล้วว่ามันไม่จริงหรอก พวกเดียวกัน ประชาธิปไตยทักษิณกับประชาธิปไตยพิธา ชักแย่แล้วตอนนี้ เห็นไหม ประชาธิปไตยของทักษิณกับของพิธา ดูง่ายๆ เศรษฐากับพิธา ชักแย่ๆ กันแล้ว เขาก็อาศัยมวล อาศัยอิทธิพลของตะวันตก เขาซ้อนลึก บริหารโดยไม่บริหาร ปกครองโดยไม่ปกครอง เขาก็จะพยายามทำอย่างนั้น แต่แท้จริงแล้ว มันมีอะไรอยู่อันหนึ่งก็คือว่า ในเรื่องของทุนทุกวันนี้ เขาว่าเป็นทุนที่ครอบงำโลกอยู่ตอนนี้ เป็นทุนของพวกยิว ได้ยินกันไหม ดูออกกันไหม ซ้อนลึกอยู่ไม่ค่อยรู้ตัวกัน เป็นทุนอำนาจทุนของพวกยิว อย่างนี้เป็นต้น ไอ้นี่เราพูดถึงประชาธิปไตยลัทธิบริหาร ไอ้นั่นเรื่องทุน ซึ่งมันก็ไม่แยกกันเท่าไหร่มันก็อาศัยกัน ที่จะล่ามวลชนเหมือนกัน _ทุกวันนี้....เพียงส่งข่าวสารทาง social media ต่อตรงถึงลูกหลาน“ไซโคพาธ” ให้รับข้อมูลด้านเดียวกัน เชื่อแบบเดียวกันด้วย อัลกอริ..ทึ่ม ! แล้ว....เชื้อ“ไซโคพาธ” ก็จะทำงาน ...ใส่อารมณ์ ทั้งLike .. ทั้งShare ..เม้าท์ ..เม้นท์.. จนเกิด viral โดยไม่เช็คความถูกต้อง ข้อจริงเท็จของข้อมูล หรือแหล่งที่มา และพร้อม bully พาทัวร์ลง ผู้มีความเห็นต่าง..... บีบคั้นความคิดเห็นของสังคม ให้จำต้องอนุโลม ไปตามทิศทางที่ถูกกำหนด ในช่วงกลางยุค 90 นักจิตวิทยา Joseph Overton รองประธาน Michigan Mackinac Center ศูนย์นโยบายสาธารณะที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา อธิบายว่า .... คนเรามี “ขอบเขตของความเห็นที่รับได้” พ่อครูว่า... มันก็คือเหมือนกับคนเราโง่เท่าที่เราฉลาด เราฉลาดเท่าที่เราโง่นั่นแหละ เสมือนช่องหน้าต่างหรือ window ถ้าเลยขอบ window นี้แล้ว ก็จะยอมรับไม่ได้ แต่เมื่อได้ยินได้ฟัง “เรื่องเล่า” ที่ “สุดโต่ง” บ่อยๆ ถึงแม้ในช่วงแรกจะไม่เห็นด้วยเลยก็ตาม ...แต่ในที่สุดก็จะถือว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นเรื่องปกติไป และเริ่มมองว่าไม่ได้มีความ “สุดโต่ง” เหมือนที่รู้สึกแต่แรก ทฤษฎี “Overton window” (หน้าต่างของโอเวอร์ตัน) หรือ หน้าต่างแห่ง “วาทกรรม” จึงถูกพัฒนาเป็น “เทคนิคการเปลี่ยนทัศนคติของสังคม” ให้ยอมรับต่อประเด็นสุดโต่ง คาดไม่ถึง ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น “เรื่องต้องห้ามอย่างเด็ดขาด” โดยใช้ความแม่นยำของ digital คำนวณแบบจำลองในทุกๆ มิติ สามารถคาดการณ์พฤติกรรมของมวลชนได้ล่วงหน้า.... เพื่อจะได้ค่อยๆ เลื่อน กรอบหน้าต่างแห่งวาทกรรมออกไปอย่างช้าๆ ให้ครอบคลุม“เรื่องต้องห้าม”เหล่านั้น โดยที่จิตสำนึกของมนุษย์มิอาจสังเกตได้ ในขณะเดียวกัน ก็ค่อยๆ เหยาะสิ่งปรุงแต่งลงไปทีละนิด... นำเสนอ “narrative” (เรื่องเล่า) โดยการบิดเบือนข้อมูล .....ใช้ “วาทกรรม” ที่ส่งผลต่อจิตใจ และเพื่อให้เนียน ....ขั้นตอนนี้จะเปิดโอกาสให้มีการออกความเห็น ถกเถียงกัน กระตุ้นให้มีการวิพากษ์วิจารณ์และไม่เห็นด้วย ทั้งในสื่อกระแสหลัก และโลก social... ให้ผู้คนรู้สึกว่าตนมีอิสระทางความคิด ! ในขณะที่ ระบบจะคาดการณ์ล่วงหน้า และเพิ่มขีดจำกัดไปตลอด ตามที่กำหนดไว้ในแต่ละช่วง... ล่อลวงให้ สาธารณชน หลอกลวงตนเอง ให้คน หวาดกลัว กระทั่ง......ยอมละทิ้งความเชื่อเดิมของตน...จนเกิดความ คาดหวัง ต่อสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดว่า จะยอมรับเป็น “แนวคิด” ได้ ...เพราะยังดีกว่าความน่ากลัวในจินตนาการ ที่ถูกปลุกเร้า-ปรุงแต่ง...ให้ข้ออ้าง มาเป็นเหตุผลซะเอง เมื่อเวลาผ่านไป “แนวคิด” ที่ไม่เคยคิดจะยอมรับ ถูกส่งเสริมอย่างบ้าคลั่ง …สถิติถูกนำมาใช้ …เซเลบ/อินฟลู ทั้งหลาย พากันแสดงตัวให้เห็นว่าอยู่ในกระแส ....จน กระบวนการคิดถูกแทนที่ด้วยการเลียนแบบ !!!กระแสสังคมจึงเปลี่ยนจาก “รับไม่ได้เลย”.... กลายเป็น “...ก็....พอรับได้...”…… พ่อครูว่า... เรื่องเหล่านี้อาตมาว่าคล้ายๆ กัน กับที่เราเองต้องการให้เขามารับพวกเราได้ แต่เราไม่ได้ใช้วิธีการหลอกล่อ แต่ให้คุณเองเป็นผู้ที่รู้ เป็นผู้ที่เห็น เป็นผู้ที่เข้าใจ แล้วตัดสินใจที่จะเชื่อปัญญาตนเอง คุณตัดสินใจเชื่อปัญญาตนเอง อ๋อ.. เราเข้ามาของเราเองอิสระ ไม่มีอะไรล่อหลอก ไม่มีอะไรมาบังคับ ไม่มีอะไรหนุนหลังอะไรเลย _แม้ว่าจะยังไม่เห็นด้วยอยู่ แต่เท่ากับว่ามวลชนเลิกต่อ ต้านเรื่องนั้นๆ ไปแล้ว และยอมจำนนต่อสิ่งที่จะถูกนำเสนอ ในท้ายที่สุด.... พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นอย่าไปเที่ยวได้หยุดการต่อต้านอย่าง ง่ายๆ นะ กับสิ่งที่ควรจะต่อต้าน _ความเห็นชอบของสังคมจึงได้แปรเปลี่ยนเป็นไป ตามที่ต้องการอย่างแนบเนียน โดยมวลชนไม่รู้ตัวว่าถูกชี้นำด้วยเจตนา และบงการด้วยเล่ห์เพทุบาย อย่างเป็นระบบมีขั้นตอน ..ในทางการเมืองจะถึงขั้นทำโพล ขึ้นมารองรับ เพื่อออกเป็นกฎหมาย บังคับใช้ในที่สุด เล่ห์เพทุบายที่หล่อเลี้ยงความกลัว-ต่อเติมความหวัง(อันหลอกลวง) จึงถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกมิติทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะปลุกปั่นการเมืองในระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตย (ควบคุมการเลือกตั้ง บงการความเสรี) นักเลือกตั้ง...จึงเป็นเพียงพนักงานบริษัท ที่ถูกปั้นให้เป็นนักแสดงส่งเข้าประกวดเพื่อชิงตำแหน่งขวัญใจมวลชน“ไซโคพาธ” โดยใช้หน้าต่าง Overton เลื่อนกรอบไปมา ปลุกปั่นโลกโซเชียล บีบคั้นสังคมให้จำนนต่อความสามานย์ เพราะกลัวความชั่วช้า ..... ที่คิดว่าร้ายกว่า .... “ไซโคพาธ” + “Overton window” จึงคือ“อาวุธชีวภาพ” สำหรับทุนสามานย์ตะวันตก ใช้ยึดอำนาจเปลี่ยนตัวผู้นำ ควบรวมบริษัท ...เพื่อเป็น “เจ้าโลก” การปลุกปั่น ล้างสมอง จึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ! กระแสแห่แหนแดดดี๊พิธา ไปจนถึง...ปรากฏการณ์กายแก้ว ก็ใช้เทคนิคเดียวกัน ....ไม่ว่าจะ แก้ไข หรือ ยกเลิก ม.112... จะสลายขั้ว หรือ สลับข้าง voteนายกฯ ... จะกลับมา “แสร้งติดคุก” หรือกลับมา “เรืองอำนาจ” ...จะอ้างตนเป็นประชาธิปไตย หรือ ถูกใส่ร้ายเป็นเผด็จการ... สุดท้ายแล้วก็สัตว์ในคอก(คูหาเลือกตั้ง)เดียวกัน จะหน้าเก่า หน้าใหม่ ล้วนตอแหลการเมือง ...แหลไปแหลมา แย้มเจตนาจะเขียนรัฐธรรมนูญกันใหม่ทั้งฉบับ.... กรอบหน้าต่าง Overton เลื่อนไปมาอยู่ตลอด เพื่อเช็คอารมณ์มวลชน ตรวจสอบปฏิกิริยาสังคม ดังนั้นห้ามเผลอ ห้ามเหวอเด็ดขาด ...เพราะมี “เอกราชของชาติบ้านเมือง” เป็นเดิมพัน “สติ” เป็น “อธิปไตย” ….. “ปัญญา” เป็น “อุตระ” ...นะพี่น้องเอ๊ย.ย.ย... !!! พ่อครูว่า... สติเป็นอธิปไตยนี่ของพระพุทธเจ้าแท้ๆ ในมูลสูตรเลย ปัญญาเป็นอุตระนี่ของพระพุทธเจ้าชัดเจน มันก็เป็นการพัฒนานะ จะว่าไป มันเป็นพัฒนาการของสังคมมนุษยชาติ ที่พูดกันอธิบายและที่กำลังประพฤติกันอยู่ จะว่าต่อสู้กันก็ตาม มันก็เป็นเรื่องของพัฒนาการของมนุษยชาติ นี่พัฒนาการไป ใครรู้เท่าทันก็ได้ดี หรือมีปัญญาเหนือ มีความรู้ความเข้าใจที่เหนือกว่ามันก็ไม่มีปัญหา คนที่ไม่มีปัญญาเหนือ ถูกครอบงำก็เป็นบริวารตรง เป็นการหาบริวารกันได้เป็นธรรมดาธรรมชาติ จริงๆ แล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายมันเรื่องยาก แต่ยาก อาตมาก็ยังเห็นว่าพวกเราเป็นไปได้อยู่ ยากก็ยังเป็นไปได้ แม้น้อยแม้กลุ่มเล็ก แต่มีอิทธิพลนะ 1. สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยั่งยืน ตีไม่แตก 2. เราก็พยายามพัฒนาตัวเรา ไม่ได้ไปครอบงำคนอื่น แต่ให้คนอื่นเห็นพัฒนาการของเรา แต่ละคนสร้างคุณสมบัติ สร้างคุณธรรม สร้างสิ่งที่มันเจริญให้ได้ขึ้นมาๆ มันก็รวมเป็นรูปธรรมเป็นมวลใช่ไหม จนคนอื่นสามารถเห็นได้ ที่อาตมาใช้สำนวนว่า ทำจนคนตาบอดเห็นได้ ทำจนคนตาบอดเห็นได้ เราพยายามทำให้ไปถึงขนาดนั้นล่ะ เพราะมันเห็นยาก เห็นยากจริงๆ แต่มันต้องให้เห็น เพราะมันของดีจริงๆ มันไม่ใช่ของหลอก ผู้ที่ได้แล้วที่เราทำอยู่นี่ เราสร้างอิสรเสรีภาพนะ เราไม่ไปครอบงำ เราไม่ไปล่อลวง เราไม่ไปพยายามหาเสียง หรือว่าทำให้เขามาเห็นด้วยวิธีหว่านล้อมอะไรต่างๆ ให้เขาเกิดปัญญาญาณของเขาเองจริงๆ มาเห็นแล้วมาเอา มันจึงมีอิสรสรีภาพ คนเหล่านี้เข้ามาโดยอิสรเสรีภาพของเขานี่แหละ มันจึงเป็นปัญญาของเขานำเขาเข้ามา เพียงพอ จึงต่อไปมาร่วมทำ ต่อไปมันก็ง่าย มันก็สบาย มันไม่ยาก อิสระ สบาย ไม่เกิดเรื่องก็สงบ เพราะมานี่มันมาของแท้ มาก็มาร่วม มาผสมผสาน มาช่วยกันทำ มันก็เรียบร้อย มันไม่เกิดเรื่องราวอะไร มันก็สบาย อิสระ สบาย สงบก็ยิ่งอบอุ่น อบอุ่นคือ มีพลังงาน ถ้าเย็นมันก็เกาะตัวลงไป ถ้าอบอุ่นขึ้นมามันมีพลังงานร้อนขึ้นมา มันก็เกิดพัฒนาการ สงบ อบอุ่น อิ่มเอม ก็สร้างประโยชน์ ชื่นใจอิ่มเอมใจ สร้างสรรมีการก้าวหน้าพัฒนา ขึ้นไป อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส เกษมคือความสมบูรณ์แบบ เขมัง เป็นตัวสุดท้ายของมงคล 38 เขมัง ตัวปลายสุด เป็นตัวสุดท้ายเลย จุดสุดยอดของมงคล มงคลทั้งปวง มงคล 38 ตัวสุดท้ายของมงคลคือ เขมัง จบสุดเลย สูงสุด สุดยอด แล้วก็ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ เกษมใส มันมีแต่รุ่งเรืองเกษมใส ใสสว่าง รุ่งเรืองไป จบด้วยความหมายอันสำคัญ เป็นปลายเปิด คือ เพิ่มพูนการเสียสละ นี่คือ สุดยอดของมนุษย์ มนุษย์ที่มีแต่ความเสียสละไม่มีตัวตน มีสมรรถนะ มีความสามารถ มีจิตใจ มีน้ำใจที่จะเสียสละ ที่จะให้ ให้แก่ผู้อื่นได้สละให้แก่ผู้อื่นได้ ให้สิ่งที่ดีที่สุด ประเสริฐสุดของเราที่จะมีให้ ไม่หวงแหน อยากให้ได้เหมือนเรา หรือยิ่งกว่าเรายิ่งดี ถ้าคุณทำได้ ให้ไปแล้ว คุณเอาไปทำได้ดีกว่าเราอีกยิ่งประเสริฐ ไม่ได้ไปริษยาเลย ขอให้มันถูกต้องสัจธรรมก็แล้วกัน นี่คือสุดยอดแห่งสุดยอดจริงๆ สิ่งที่อาตมายิ่งพูด ยิ่งอธิบาย แล้วก็มีผู้เสริมผู้ที่เข้าใจ ไม่ใช่อาตมาโดดเดี่ยวพูดไปแล้วไม่มีใครรู้เรื่องด้วย รับลูกไม่ได้เลย พวกคุณพอเข้าใจไหม…(พวกเราตอบ…เข้าใจ)... ดี อาตมาไม่อยู่โดดเดี่ยว พูดไปไม่รู้เรื่องใครก็ไม่รู้ แต่ว่าดีครับนายๆๆ แต่ไม่รู้เรื่องอะไรหรอกไม่ใช่.. อาตมาไม่ต้องการนะ คนอย่างนั้นไม่ต้องการ แบบดีครับนาย ดีครับนาย แต่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แบบนั้นก็แย่ ไม้ร่มบอกว่า... จริงๆ แล้ว ประชาธิปไตยเรามาแปลผิดเอง คนไทยแปลผิดเอง เพราะว่า ประชาธิปไตยเขียนว่า Thief ทีฟ แปลว่าขโมยหรือโจร ของเราไม่มีประชาธิปไตยมีแต่ราชาธิปไตยกับธัมมาธิปไตยแบบพ่อกับแม่ พ่อครูว่า... ปนไปเรื่อย นั่นก็เป็นความเห็นของคุณ ถ้าเผื่อว่าจะอธิบายแปลคำใดๆ ไปสู่สาระ มันเป็นสาระที่ดีก็ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าแปลมันได้สาระที่มันดีจริง มันเข้าเรื่องเข้าราวก็ไม่มีปัญหา เหมือนกับที่พระท่านสอน นะโมตัสสะ แล้วก็บอกว่า ตัดสาๆ ภาษาอีสาน นะโมตัสสะก็ไป ตัดสา ก็ใช้ได้ จะแสลงไป แต่ว่า มันเข้าเรื่อง มันถูกตัวสาระที่แท้จริงเป็นประโยชน์ ก็ไม่ได้น่ารังเกียจอะไร มันก็ควรจะทำ เพราะฉะนั้นอาตมาก็ยังมีเรี่ยวมีแรง ยังพอเป็นไป ก็พยายามสงวนท่าทีอยู่นะ เอ๊ อาตมาพูดมานี่ไอหรือยัง (ไอแล้ว 1 ทียาวๆ ) แต่ตอนนี้มันยังไม่ไอก็พอเป็นไปได้ เอาเถอะจะหยุดตอนนี้ก็ได้หรือจะต่อไปถึง 20:00 น ก็ได้ ก็พูดไป พวกเรา อาตมาว่า คุณอ่านใจตัวเองของแต่ละคน ชีวิตเป็นของคุณเองใช่ไหม คุณมาอยู่ขณะนี้อายุมาก หนุ่มๆ สาวๆ อายุ 20-30 น้อย นี่พวกเรา ใครอายุ 20 บ้างยกมือ มีอยู่ 2-3 คนเอง คนเป็นร้อยหลายร้อย นอกนั้นโอ้โห แก่แล้วทั้งนั้นเลย เลย 30 ไปแล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องเอาให้ดีๆ นะ เลย 30 ไปแล้วนี่มันถึง 40 นี่ เขาถือว่าชักจะไม่ค่อยจะ ถ้า 40 นี่ถือว่ามันกึ่งหนึ่งของ 80 แล้วนะ ค่าเฉลี่ยคนประมาณ 80 ปีใช่ไหม ค่าเฉลี่ยอย่างสูง เลย 80 ปีไปนี้ก็น้อยแล้วอย่าไปพูดถึง 100 เลย เพราะฉะนั้น 40 ปีนี่ครึ่งหนึ่งของอายุขัยที่เราจะพัฒนาการ เพราะฉะนั้นอย่าประมาทพวกเรา พวกเราจะมีสิ่งพิเศษอยู่มัน ไม่เหมือนสามัญคนทั่วไปเขาอยู่ มันเป็นของพิเศษ มันมีลักษณะพิเศษ มันมีคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งมันจะว่าสูงก็สูงกว่าคนสามัญธรรมดาโลกๆ เพราะอะไร มันมีเหตุมีผลของมัน พวกเรานี่ไม่ได้เอาพลังงานไปฟุ่มเฟือย ไปวุ่นวาย ไปปนอยู่กับไอ้เรื่องโลกๆ โลกๆนี่มันเป็น โรคด้วยนะ ฟังเข้าใจไหม โลกๆนี่มันเป็นโรคด้วยนะ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ไปยุ่ง ไม่ได้ไปทำอย่างโลกๆ เขาเป็น ไอ้โรคๆ มันก็ไม่มี เพราะฉะนั้นมันจึงแข็งแรงกว่าปกติอยู่ นี่เป็นสัจจะอธิบายง่ายๆไม่ใช่เป็นเรื่องไม่มีเหตุไม่มีผล มันมีเหตุมีผลของมันแท้จริง เพราะฉะนั้นเราจึงสามารถที่จะ อาตมาถึงบอกว่าพวกเรา ชาวอโศกนี่ต่อไปในอนาคตจะเป็นคนที่มีอายุยืน เหมือนชาวหรรษา จะเป็นคนอายุยืนต่อไปในอนาคตแล้ว อยากจะเห็นคนอายุ 100 อายุยาวยืนให้มาดูที่ชาวอโศก เพราะฉะนั้นเด็กรุ่นหลังๆ ที่เกิดมาเขาจะอายุยาวกว่านี้ ถ้าเขาไม่ออกไปจากวงสายสิญจน์ของชาวอโศก เด็กๆ รุ่นหลัง ถ้าเขายังอยู่ในสายศีลของชาวอโศก เขาจะอายุยืน เขาจะรักษาเขาจะเป็นลูกหม้อ เขาจะเป็นตัวต่อเชื้อ ตัวที่เสริมสานขึ้นไปอย่างแท้จริง อาตมาว่านี้ อาตมาพูดนี้โมเมไหมที่อธิบายไป โมเมไหม มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะคนเราจะมีปฏิภาณปัญญารู้ค่า ว่าคุณค่าของอันนี้ว่าจริงหรือเปล่า ใช่ไหม จะรู้คุณค่าจริง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทำจริง ชาวหรรษานี่เขาเป็นโดยธรรมชาติ เขาไม่ได้มีความรู้ทางพระพุทธเจ้าตรงๆ เหมือนอย่างพวกเรา เขาเป็นโดยธรรมชาติของเขา มันก็เข้าล็อคเดียวกันกับที่พวกเรา พาเป็นไม่หลงโลก ไม่เอาโรคจากชาวโลกๆ มา เขาก็อายุยืนแค่นี้ ก็พิสูจน์ยืนยันสัจจะแล้ว เพราะฉะนั้นยิ่งพวกเราก็เข้าใจชัดเจน รู้ด้วยปัญญาอันยิ่งยาว เพราะฉะนั้นมันจะต้องอายุยาวยืนกว่าชาวหรรษาด้วย นอกจากพวกคุณนี่แต่ละคนมีวิบากมา เพราะฉะนั้นจะมีวิบากตัดรอนบ้าง ก็ไม่ต้องเสียใจหรอกแต่ละคน มีวิบากตัดรอนบ้างก็อาจจะไม่ถึง แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้ เราเติม เราได้เติมนะ ยังไงๆ คุณก็ได้เติม เราปิดประตูที่จะเอาเชื้อโรคจากทางโลกีย์เข้ามา เราเข้ามาอยู่ในนี้ เพื่อเติมเชื้อของโลกุตระ เติมเชื้อของ สัจธรรมขึ้นไปๆ คุณปิดจริงหรือเปล่า คุณไม่ไปรับจริงหรือเปล่า คุณไม่ไปรับทางโน้น แต่ก็มารับทางนี้ มันก็ต้องได้ทางนี้ มันเป็นเรื่องสัจจะ มันเป็นเรื่องจริง มันจะออกนอกความจริงไปได้ยังไง มันก็ต้องเป็นอย่างนี้ คนชาวโลกโลกีย์ไม่ได้รู้ง่ายๆ เลยอย่างพวกเรา แต่ก็ดี ถ้าเขารู้แล้วเขาเฮโลเข้ามาเยอะเลยพวกเรา คนเห่อ คนเห่อนี่แย่เลยนะ จะมาปล้นนะ เขาก็จะมาเอาโดยที่ว่ามันไม่ได้เรื่องเลยเขาจะมาเอาโดยที่เขาไม่ได้มีคุณธรรม เขาไม่ได้มีฐานรองรับอะไร จะมาปล้นเอาดื้อๆ มันพังเลยนะ พวกเราก็ตาย เพราะฉะนั้นสัจจะอันนี้มันไม่เป็นหรอก เพราะพวกเราไม่ได้ทำอย่างนั้น เราไม่ได้ล่อหลอก ไม่ได้หว่านล้อม คนเข้ามาต้องมีภูมิธรรมจริงเข้ามา มันจึงเป็นการคัดเลือก นี่มันเป็นสัจจะคัดเลือกโดยธรรม คนเข้ามาที่นี่ถึงเป็นคนที่จริง โดยคุณเองรับรองตัวคุณเอง ตัวคุณเองเป็นคนตัดสินและเลือกเอง เป็นตัวปัญญาพามา เป็นปัญญาแท้ๆ พามา ไม่ใช่ถูกครอบงำเหมือนอย่างที่พิธาเขาทำ ทักษิณเขาทำ อย่างทางตะวันตกอเมริกา ทำกันอยู่อย่างโลกๆ เขาทำ เราไม่ได้ทำอย่างนั้นเลย เราไม่ได้อยากได้คนอย่างที่พิธีกรรม วิธีอย่างโลกๆ เขาทำ แล้วเขาก็ได้คนเหล่านั้นไป เราไม่ได้อยากได้คนอย่างนั้น เพราะฉะนั้นวิธีที่คนจะมาหาเรา จึงคนละวิธีกันเลย ไม่ได้ขัดแย้งกัน ด้วยวิธีของเขาก็อย่างหนึ่ง วิธีของเราก็อย่างหนึ่ง ไม่ขัดแย้งกันด้วย ว่าจริงๆแล้ว พลเมืองคนละกลุ่ม พวกเรากับทางโน้นพลเมืองคนละกลุ่ม คนละฐานความคิด คนละฐานความเข้าใจ คนละฐานความเชื่อถือ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เวลาเหลืออีก 3 วินาทีพูดไปพูดมาก็จะถึง 20:00 น พูดปุ๊บจบก็ถึง 20:00 น แล้ว สำหรับวันนี้ก็ขอเพียงเท่านี้ก็แล้วกัน เจริญธรรมทุกคน 661002 คนมาด้วยปัญญากับไซโคพาธหลอกมา ต่างกันอย่างไร รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #43 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน