เจโตปริยญาณ 16 ทำไมไม่จบที่ อนุตฺตรํจิตตํ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เจโตปริยญาณ 16 ทำไมไม่จบที่ อนุตฺตรํจิตตํ _สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ พ่อครูคะ ในเจโตปริยญาณ 16 เมื่อจิตพัฒนามาถึง “อนุตตรังจิตตัง” ลูกเข้าใจว่าจิตล้างกิเลสหมดแล้ว จิตก็น่าจะมีแต่ “สมาหิตังจิตตัง กับ วิมุตตังจิตตัง” แล้วทำไมจึงมี “อสมาหิตังจิตตัง กับ อวิมุตตังจิตตัง” ขึ้นมาอีกคะ สภาวะเป็นอย่างไรคะ พ่อครูว่า…อาตมาก็เคยอธิบายหลายทีแล้วนะเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าเป็นสุดยอดแห่งการตรวจสอบ อนุตฺตรํจิตตํ มีคู่ สอุตฺรํจิตตํ จิตที่ดี เจริญ พัฒนามาดีๆๆ แต่เราจะรู้ว่าจิตของเรายังมีดีกว่านี้อยู่ ดีกว่านี้ยังมีอีก โบราณอาจารย์ท่านก็แปล สอุตฺรํจิตตํ ท่านก็แปลว่าดีแล้ว อาตมายังเคยชม จิตที่ดีกว่านี้ยังมีอีก จนกระทั่งไปถึงดีที่สุด อนุตฺตรํจิตตํ อย่างที่คุณสว่างแสง ถามมา ถึง อนุตฺตรํจิตตํ ทำไมต้องมีอีก 2 คู่ ที่มีอีกนี่ก็เพราะว่า แม้เราจะรู้สึก แม้เรารู้สึกแม้ว่าเราจะเห็นจริงเชื่อมั่นแล้ว ว่าเรานี่หมดแล้ว เรายังมีชีวิต เรายังตรวจสอบได้ เรายังมีสัมผัสเป็นปัจจัย เรายังได้รับกระทบกระทุ้งกระแทกกระเทือน พระพุทธเจ้าเตือนไว้ถึงขนาดว่า ลาภสักการะ สรรเสริญ เป็นอันตรายอันแสบเผ็ด แม้พระขีณาสพ แม้แต่พระอรหันต์ คนก็สงสัยอีกว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว ทำไมลาภ ยศ สรรเสริญอะไรต่างๆ จึงเป็นอันตรายอันแสบเผ็ดต่อพระอรหันต์ ก็นัยยะคล้ายกัน คือ อย่าประมาท มันมีเหตุปัจจัยที่สามารถทำให้เกิด มันไม่เที่ยง จิตมันไม่ นิยตะ เที่ยง มันหวั่นไหวได้ เพราะฉะนั้นคำสอนของพระพุทธเจ้ามีตลอด อภิสังขาร 3 ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อภิสังขารมี 3 อย่างนี้ รวมสภาวะไว้หมด ปุญญาภิสังขาร คือ การสร้างพลังงานให้มันเกิดบุญนี้แหละฆ่ากิเลส ให้ฆ่ากิเลสให้จบให้หมด อาตมาขยายความไปละเอี
อ่านต่อ
ยดแล้วว่า “บุญ” นี่เป็นพลังงานกำจัดกิเลสอย่างเดียว มันไม่มีหน้าที่อื่นเลย แล้วมันก็ไม่สะสมอะไรอยู่ที่ไหน ซึ่งมันเป็น อจินไตย มันเป็นเรื่องไม่ใช่ดูเล่นๆ ได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีสภาวะจริงแล้วได้ผ่านการพิสูจน์ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ผ่านการศึกษาเรียนรู้พิสูจน์สภาวะเหล่านี้มาจริง จึงมาถึงยุคนี้แล้ว โอ้โห ศาสนาพุทธมันเสื่อมจริงๆโลกุตรธรรม เข้าใจ “บุญ” ไม่ได้ ไปเข้าใจ “บุญ” ว่าเป็นกุศลก็เลยซวย ศาสนาพุทธเลยไม่มีมรรคผลจริง ไม่มีพระอาริยะอรหันต์จริง ก็พูดไปหมดแล้วพูดด้วยความจริงใจ ไม่ได้ไปพูดดูถูกดูแคลน ไม่ได้ไปยกตนข่มท่าน พูดสภาวะจริงยืนยันอ้างอิง แม้แต่ที่สุดมีบุคคลมาพิสูจน์ตาม ยังมีของจริงยืนยันก็ยืนยันทุกอย่าง เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าก็ให้ตรวจเป็นวิมุตติญาณทัสสนะ นี่ก็เป็นอีกหมวดหนึ่ง หมวดสุดท้ายเป็นวิมุติแล้ว ทำไมต้องมีวิมุตติญาณทัสสนะ ต่างกันหรือ ต่าง คุณได้จบ วิมุติแล้วก็น่าจะจบแล้ว ก็ยังวิมุตติญาณทัสสนะอีก นั่นคือให้ตรวจสอบเสมอ ทุกอย่างไม่เที่ยง อนิจจัง แม้เราจะมีนิยตะ ซึ่งอาตมาก็ขยายความ เดี๋ยวอธิบายจะมีขยายความนิจจังกับนิยตะจะมีความต่างอย่างมีนัยสำคัญ ก็ค่อยๆ ฟัง แม้จะมีนิยตะแล้ว ก็ไม่ให้ประมาท พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า พระอรหันต์จริง ไม่เสื่อมไปจากคุณธรรม แต่เสื่อมต่อสุขวิหารธรรม ซึ่งแยกฐานจิตที่เป็นอรหันต์ไม่เสื่อมไม่เปลี่ยนแปลง นิยตะแน่ แต่ในปัจจุบันชาติปัจจุบันธรรม เหตุปัจจัยลาภสักการะสรรเสริญนี่แหละ คุณจะได้รับได้อะไร มันจะยุ่ง กับความเป็น สุขวิหาร ความเป็นอยู่ที่สงบ สุขะ คือ ว่าง สงบ มันจะไม่สงบ ลาภสักการะสรรเสริญ จะทำให้เราไม่สงบ แปลสุขะนี้ให้ดีๆเป็น ปรมังสุขัง มันจะไม่ปรมังสุขัง มันจะรบกวนวิหารธรรม ปัจจุบันวิหารได้อยู่สบาย มันจะไม่สบาย มันจะหนักหนาสาหัส ถ้าเผื่อว่าไปหลงมัวเมากับมัน ไปหลงว่า แหมเราจะได้หอบหามอะไรอีก คนเรามันก็จะเข้ามา พรั่งพรูเข้ามา ทับถมเข้ามา ก็จะลำบากแก่ตนเกินไป จะว่าเป็นเรื่องของการไม่มีกะใจก็ไม่ใช่ มีกะใจ แต่ก็ควรจะมีจำกัดมีขีดจำกัด ซึ่งเป็นความระมัดระวังของพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง อาตมายังหลงใน สักการะสรรเสริญหรือเปล่า สังขารมันยอบแยบแย่ขนาดนี้ ที่จริงอาตมานอนพัก 3 ชั่วโมงตอนบ่ายก่อนมาลุกมานี่อาตมา ไม่ได้ทำอะไรหรอก นอนมา แล้วก็ลุกมาบรรยาย อาตมาไม่ได้ประมาทนะ พยายามอยู่ ไม่ได้มาทำงานอย่าง สมบุกสมบัน ทำเป็นอวดดีไม่ ที่จริงไม่ได้ขี้เกียจ ขยันเกิน อาตมาก็ ไม่ได้ขยันเกิน ขี้เกียจก็ไม่มี ก็คิดว่าพอเหมาะพอดี พอเหมาะพอดีพอสม เพราะเราไม่ได้ขึ้นต่อลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอะไรนี่ เราทำงาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของโลกียะ ไม่ไปกังวลได้หรือไม่ได้ จะเสื่อม ไม่ได้กังวลเสื่อมหรือไม่เสื่อม ไม่กังวลไม่มี ไม่ได้ขึ้นกับโลกียธรรมเลย อาตมา ทำงานตามเหตุปัจจัยที่คิดว่าเหมาะสม แต่อย่างว่า แหละอาตมายอมรับเลยว่า พูดไปแล้วพวกคุณก็ฟังแล้วไม่ค่อยสนุก คืออาตมาฝืนขันธ์ ฝืนอายุขัย ก็พูดไปไม่รู้กี่ที นั่นมันเรื่องจริง มันเรื่องจริง อาตมาก็ต้องดูจริงๆ ว่า เอ๊.. มันจะไปขัดแย้งกันในตัวหรือเปล่า เช่น รูปขันธ์ของอาตมา อาตมาอายุ 90 รูปขันธ์มันไม่ได้ไปเหมือนคนอายุ 90 นะ อาตมาว่านะ นี่อาตมาหลงตนหรือเปล่า อาตมาว่าไม่ได้หลงตน อาตมาว่าอาตมาอายุ 90 ย่างมาแล้ว เนื้อหนังมังสาส่วนต่างๆ นานา มันก็ไม่ใช่นะ กระดูกกระเดี้ยวเอ็น เอ็น Elasticity ต่างๆนานา เอ๊..มันก็ จะเต้นจะดีดให้มันเกินวัยก็ทำได้อยู่ แต่มันจะน่าเกลียดเท่านั้นเอง มันไม่ได้เต้นอะไร ดี อันนี้อาตมาเห็นผลของธรรมะพระพุทธเจ้าที่เป็นการใช้ อิทธิบาท พยายามบูรณะ 8 อ. ทุกอย่าง 8 อ.พยายามจริงๆ เลย ไอ้ตัวขี้เกียจที่สุดก็คงจะเป็นออกกำลังกาย อาตมาว่าใน 8 อ. ตัวที่ขี้เกียจที่สุดก็คงจะเป็นตัวออกกำลังกาย นอกนั้นก็ไม่กระไรใน 8 อ. ก็ไม่ได้บกพร่อง อาตมาว่าอาตมาออกกำลังกายอยู่ก็ไม่ได้บกพร่องอะไร ก็พอเป็นไป 661004 จบกิจทำกาละพ่อครูประกาศ Animal Right Watch พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก