661024 สดจากปัจฉา ปักษ์หลังตุลาคม 2566 _ คนที่ไม่แคร์หมู่ คือคนที่โง่ที่สุดในโลก_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
🌿 สดจากปัจฉา ปักษ์หลังตุลาคม 2566 : คนที่ไม่แคร์หมู่ คือคนที่โง่ที่สุดในโลก 🍄
☀️ พ่อครูให้โอวาทปิดประชุมปวารณาย่อยหมู่สงฆ์ราชธานีอโศก 24 ตุลาคม 2566
🍀 สมณะเดินดิน... ปีนี้ปวารณาค่อนข้างจะยาวหน่อยครับ เป็นเหมือนกับเอกซเรย์กันว่า รายละเอียดในชีวิตของแต่ละท่านๆ ควรจะเก็บอะไรกันบ้าง ก็เลยคุยกันแบบไม่ได้กำหนดเวลาเท่าไหร่ ค่อยๆพูดคุยกัน แต่ก็รู้สึกว่าก็รับลูกกันได้ดีนะครับ คิดว่าคงได้ประโยชน์กันครับ มีพัฒนาการขึ้นคือมีวิเคราะห์วิจัยด้วย ไม่เป็นแบบถือทิฏฐิที่จะเอาชนะ หรือด้วยแรงโทสะ แต่ปวารณาด้วยความปรารถนาดีต่อกัน ก็ทำให้หมู่ได้รับกันได้มากขึ้น เป็นภราดรได้มากขึ้นครับ
☀️ พ่อครูว่า... นั่นแหละมันทำให้เราได้เจริญขึ้นรู้จักอัตตา อัตตามานะอติมานะต่างๆ รู้จักอัตตารู้จักไอ้กิเลสถือดีถือตัว ไอ้คำว่ามานะ อติมานะ อื้อหือ! มันเป็นตัวมานานุสัยเป็นอนุสัยสุดๆนะ ที่มันยากมากที่จะเข้าไปทะลุทะลวงมันได้ มันเป็นได้ทั้งอาสวะทั้งอนุสัย ในอาสวะก็มีเป็นมานะ มาเป็นอนุสัยก็เก็บละเอียดอีกนะ เป็นมานานุสัย
การถือดี นึกว่าตัวเองมีดี แล้วก็ยึดดี ไม่แคร์ใคร การไม่แคร์ใครนี่นะ โง่ไม่มีอะไรโง่เท่าแล้ว คนที่มีความคิดว่ากูไม่แคร์ใครเนี่ย เป็นคนที่โง่ได้ระดับ หมดทางเจริญ
คนต้องพึ่งผู้อื่น คือพึ่งอย่างน้อยก็พึ่งอาจารย์ ถ้าไม่งั้นคุณก็เป็นพระพุทธเจ้าเอง หรือเป็นปัจเจกพุทธเจ้า คุณเป็นแล้วหรือยัง? อย่างน้อยคุณก็ต้องเป็นนิยตโพธิสัตว์ มีเองมีภูมิธรรมได้สั่งสมบารมีมาไม่รู้กี่ล้านชาติได้เองแล้ว คุณก็ต้องมีเป็นของตัวเอง เองเป็นเองมีเองเมื่อคุณไม่มี คุณจะไปเอามาจากไหน ไปเอามาจากพระเจ้าของเทวนิยมหรือ มันไม่มีโลกุตระ ก็มีอยู่ในศาสนาพุทธเท่านั้น
เพราะงั้น ความตรัสรู้ของพุทธเจ้านี่สุดยอด ครบครันบริบูรณ์
อ่านต่อ
แต่อย่าอวดดี อย่าถือดีหลงตัว มันหลงตัวง่าย นึกว่าตัวเองมีดีแล้ว ปัดโธ่! เท่าหางอึ่ง ได้ไปยังไม่เท่าไหร่เลย ดีไม่ดีจำได้แต่บัญญัติ สภาวะยังไม่เข้าถึงเลย ยังไม่ถึงสภาวะที่จะสมบูรณ์แบบ เป็นอุภโตภาค เพราะงั้นมันก็จะไปไม่รอดเสียเวลา ดีไม่ดีไปตกนรกอีกไม่เข้าท่าอะไร วิบากแยะ เพราะงั้นอย่าไปคิด
1 อาจารย์ 2 หมู่กลุ่ม อาจารย์ก็ 1 มวลมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีเนี่ย ไม่ได้หาง่ายๆนะ ผู้ที่จะแตกออกจากหมู่ไปแล้วรอด คือช้างมาตังคะเท่านั้น อย่างผมนี่เป็นช้างมาตังคะ ผมแตกออกมาจากหมู่ใหญ่ แตกออกมาจากหมู่ใหญ่ มีสงฆ์ตามมา มีภิกษุตามมา 21 รูปกับเณร 2 เอง ก็ต้องมาพิสูจน์ตัวเองอันนั้นไม่ใช่อะไร เป็นวิบากของผมว่ากันไป
ทำไปก็จนผ่านมาถึงวันนี้แหละ เราก็อยู่รอดมาจนกระทั่ง 40 - 50 ปีแล้วก็เป็นอิสระ กลุ่มใหญ่ขนาดไหนจะมาถล่มทลายอีกไม่ได้แล้ว เพราะว่ามันจบกันด้วยทั้งพฤติกรรม จบด้วยทั้งบัญญัติคัมภีร์ภาษาตำราหมดแล้วนะ แย้งไม่ได้สักจุด แย้งไม่ได้สักด่าน ก็มีแต่เราจะเจริญไปข้างหน้า มีแต่พวกเราจะพัฒนาไปข้างหน้า
อย่าไปหลวมตัวว่า โอ้ยสบายแล้ว ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนช่วยรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด เสร็จแล้วก็ปล่อยตัวตามขี้หมา ลอยตามน้ำไป ถึงเวลาตายก็ตาย แต่ตัวเองไม่ได้เจริญ อะไรตัวเองไม่เจริญเท่านั้น แต่ตัวเองกลับเสื่อม ผู้ไม่เจริญก็คือผู้เสื่อม ต้องมีความเจริญจึงจะเรียกว่าไม่เสื่อม ยืนอยู่กับที่ก็คือเสื่อม เพราะคุณยืนอยู่กับที่ แต่ทุกอย่างมันไม่อยู่กับที่นะ มันหนีคุณไปหมด ตั้งแต่กาลเวลาวินาทีมันก็หนีคุณไป คุณอยู่กับที่คุณก็ตายเดี่ยว
เพราะทุกอย่างมันเป็นองค์รวมหมดเลยในจักรวาลในเอกภพมันรวมหมด มันไม่มีอะไรทิ้งไว้อีกเป็นหนึ่งไม่ สำนวนของพลเอกประยุทธ์ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โอ้คมมากนะสำนวนนี้ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หมายถึงจิตวิญญาณ โอ้โห! เรียกว่าเก็บหมด ช่วยเหลือทุกชีวิตทุกวิญญาณนะ ซึ่งมันยิ่งใหญ่ เป็นภาษาของโพธิสัตว์มันเป็นสำนวนเป็นภาษาที่ออกมาจากจิตวิญญาณของโพธิสัตว์นะ
สรุปแล้วนะ ธรรมะที่ผมเชื่อว่าผมเองผมรู้จากพระพุทธเจ้ามา แล้วก็นำมาสถาปนาลงไปในโลกยุคนี้ พวกคุณก็คงไม่เข้าใจผิด และก็คงจะพอเชื่อว่า ผมนำโลกุตรธรรมเข้ามาสถาปนาลงไป เพราะว่ามันเสื่อมสิ้นจนไม่มีเหลือไม่มีเชื้อมา ผมก็นำมาจนกระทั่งมันเป็นรูปเป็นธรรมเป็นรูปเป็นร่างเป็นอะไรขึ้นมาแล้ว เมืองไทยมันมีรากฐานอันนี้แล้ว มันก็จะงอกงามก็จะเจริญเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่เป็นตัวอย่างเท่านั้น แต่เป็นเจ้าของของเลย เพราะว่าเราเป็นตัวกำเนิดเป็นตัวรากเหง้าเป็นตัวต้นตระกูลมันก็จะขยายผลออกไปนะ
ขนาดชาวพุทธต่างประเทศที่ยังไม่มีโลกุตรธรรม ก็ยังไม่ง็อกแงกเท่าไหร่ ยังไม่ใช่ว่าประเทศไทยนี่มันเจริญธรรมแล้วนะ ยังนะ ยัง! ยังไม่มีอัญญธาตุ อัญญธาตุที่จะรู้จักโลกุตระ ต้องสะสมอัญธาตุ ตอนนี้จะได้สัก 10% มี 10 หน่วย 20 หน่วย ผมเคยอธิบายไว้ ถ้ามันสัก 50 - 60 - 70 มันจะค่อย เฮ้อ!ค่อยๆรู้อย่างอัญญาโกณทัญญะ คนมีอัญธาตุ 10 หน่วย 20 หน่วย ก็ยังไม่กระดิกอะไรเท่าไหร่หรอก ยิ่งคนยังไม่เพิ่มเลย ยังไม่เริ่มเลยมีอีกตั้งเท่าไหร่ เพราะงั้นอีกนาน
แต่ถึงนานอย่างไร ความเดือดร้อนวุ่นวายมันหาทางออก สุดท้ายมันจะรู้ตัวเองได้ว่า ไอ้อาวุธฆ่ากันมันไม่ใช่ทางออก ถ้าฆ่ากันแล้วมันก็ไม่ได้ชนะเด็ดขาดปัญญาแบบโลกุตระ แบบนี้มันก็ยังจะยากอยู่นั่นแหละ แต่มันจะรู้ในสุดท้ายใกล้กลียุคเข้ามาแล้วเนี่ย ถ้ามันยังไม่ตายคนเรายังไม่ถูกฆ่าตาย มันก็จะต้องเจริญทางจิตวิญญาณ เจริญทางปัญญาหานิพพาน แล้วมันก็จะค่อยๆรวมตัวกัน อัตราการก้าวหน้าของความเจริญของโลกุตระจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันเป็นความจำเป็นที่เขาจะต้องหาทางออกที่มันสุดยอด แต่มันบังคับให้รู้ไม่ได้ไง เพราะว่ามันรู้ยากเท่านั้นเอง แต่มันก็จะต้องมารู้ มันจะต้องมารู้ยิ่งขึ้นๆๆ คนเราดิ้นรนหาตัวที่เจริญแท้มันต้องดิ้นรนมานะ
เพราะงั้นพวกเรานี่เป็นต้นตอของสิ่งสำคัญ แต่อย่าหลงตัวเท่านั้นเอง อย่าเหลิง อย่าหลงตัว อย่าไปเบ่งไปข่ม เรามีเนื้อแท้แล้วก็สบายๆอ่อนน้อมถ่อมตน อย่าหลงตน อย่าหยิ่งผยองตนเอง นึกว่าตนเองแน่ไปเดี่ยว อย่างผม ถ้าไม่มีพวกคุณผมก็ไม่ทำเดี่ยว ไม่เอาอะไรผมก็ ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป ผมจะไปทำทำไม ผมคนเดียวทำอะไรได้ ถ้าไม่มีพวกคุณใช่มั้ย
เข้าใจจุดนี้ให้ได้ มันสำคัญนะ ถ้าไม่มีพวกคุณ ผมปรินิพพานเป็นปริโยสานไปแล้ว ผมไม่เอานะ ถ้าไม่มีหมู่ไม่มีมวลที่จะรับกันได้ให้เป็นพลังงานที่จะเป็นประโยชน์ในโลก แล้วจะทำอะไรได้ เพราะฉะนั้นอย่าหยิ่งผยอง ว่าตัวเองเก่งตัวเองรู้ ตัวเองช่วยตัวเองรอด อย่าเพิ่งผยองนะ
เพราะงั้นผู้ที่รู้จักสิ่งที่ดีที่สุดแล้วว่า โอ้โหตัวเองมันไม่มีอะไรหรอก ตัวเองไม่มีน้ำยาหรอก หมู่ทั้งนั้น ถ้ายังมีก็คือ ตัวเองยังมีตัวตนใช่มั้ย หากไม่มีตัวเองก็มีตัวตนที่จริง ตัวเราคือใคร?คือหมู่! เห็นมั้ย จำไว้
แล้วทีนี้มันสูงสุดซ้อนที่ลึกซึ้งก็คือว่า ผู้ที่รู้ตนเองอย่างดี แล้วก็ทำตนเองไม่มีตัวตน ตัวตนไม่มี ตัวเองไม่มี มีแต่หมู่ ผู้ทำอันนี้แล้วแหละ จะได้หมู่เป็นตัวตน หรือหมู่จะให้แก่ผู้ที่มีโลกุตรธรรมและหมู่เป็นโลกุตรธรรม ชาวโลกก็จะมีดวงตาจะมีภูมิปฏิภานปัญญารู้ว่า โอ้โห องค์นี้ไม่มีตัวตนจัง ไม่มีตัวตน ที่สุดแห่งที่สุดแห่งไม่มีตัวตน ก็จะรู้ใช่มั๊ย มันก็ยิ่งได้อันเดียวเป็นหนึ่งเดียวเลย สัจจะเป็นหนึ่งเดียวทั้งหมดเลยนะ
เพราะงั้นถ้าเรายังไม่สูงสุด ยังไม่บรรลุอรหัตผลหรืออรหันต์ที่แท้จริงอย่าเสียเวลา จะถูกเพื่อนเอาตีนลูบหน้ายังไงก็อยู่เหอะ หน้าเรามันจะใหญ่ขนาดไหนก็เชื่อตีนเพื่อนว่ามีประโยชน์ ขนาดโลกยังบอก ใต้ฝ่าธุลีละอองพระบาท ขนาดโลกีย์นะ ของเราเป็นโลกุตระมันจะไม่มีอะไรใช่มั้ย ขนาดโลกีย์ยังยกให้เลยใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม แล้วพวกเราเนี่ย โอ้โหมันไม่เหนือกว่านั้นน่ะใช่มั๊ย
ในสัจจธรรมทุกวันนี้ พวกเราจะยิ่งฟังยิ่งปฏิบัติยิ่งประพฤติ ริงๆแล้วพวกเรานี่เป็นโพธิสัตว์ แต่ว่ามันหลงโพธิสัตว์ นี่หลงตัวไปหลายยุคหลายกาล ช้าตรงที่ สายศรัทธานี่จะสะดุดช้าเสียเวลาไปๆกลับๆ สายศรัทธามันหลงตัวเองได้ ส่วนสายปัญญา จะมีปฏิภาณปัญญาครบ จะเสียเวลาน้อย แต่แน่นอนแหละมันก็เป็นไปตามสัจธรรม เพราะจริงๆแล้วสุดท้ายจริงๆ ตระกูลศรัทธากับตระกูลปัญญาเราไปบังคับไม่ได้ ไม่มี บังคับไม่ได้เลยศรัทธา
สายศรัทธาจริงๆอยากจะบรรลุธรรม โดยมาบรรลุธรรมเป็นปัญญาตัวเองเป็นตระกูลศรัทธานะ แต่อยากจะมาบรรลุธรรมเป็นปัญญาได้ แต่ต้องพากเพียร จะบรรลุธรรมโดยที่เรียกว่าศรัทธาไม่เต็ม และจะปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ ศรัทธาไม่บริบูรณ์ถ้วนก็ได้แต่มันยังไปตกคาในอยู่ที่ สุทธาวาส 9 นาน ไม่รู้จะเอาไปอะไรไปไปนับ เพราะลองคิดดูไอ้สิ่งที่ละเอียดที่สุดกับเวลา สภาวธรรมเท่าๆกับเวลามันละเอียดเท่าๆกันเนี่ย มันจะอยู่ไปอย่างงั้นไปกันด้วยกัน
เราแยกเป็นเวลากับวัตถุ Static กับ Dynamic ตัวตนกับตัวเคลื่อนกระแสกับแรงเคลื่อน 2 สภาพเนี่ย ถ้ามันเนียนจะเป็นลักษณะเดียวกันนี่นะ มันก็เมาเหมือนกันนะ เฮ้ยเอ็งน่ะ 2 อันนี้มันก็เมาเหมือนกันนะ เฮ้ยเอ็งเป็นข้าหรือข้าเป็นเอ็งวะ นึกออกมั้ย มันคล้ายกันมากเลยมันใกล้กันมากเลย เอ็งเป็นข้าหรือข้าเป็นเอ็ง ดีไม่ดีไปจับตัวเอ็งเป็นตัวเมา ไปจับตัวเมาเป็นตัวเอ็งอะไรอย่างนี้ รายละเอียดใช้ภาษาพูดได้ขนาดนี้ ใช้ภาษาอธิบายได้นี้ แล้วมันเป็นจริงด้วยไอ้ที่พูดนี่ ไม่ได้หมายความว่า พูดเพ้อเจ้อพูดเปรียบเทียบเฉยๆไม่ใช่ มันมีจริงด้วย เพราะฉะนั้นอย่าไปทำเลย เสียเวลา
สรุปแล้ว หมู่ดีมิตรดีสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ตามคำตรัสของพระพุทธเจ้า หมู่กลุ่มน่ะ เราไม่มี เราก็คือส่วนหนึ่งเศษธุลีของหมู่กลุ่มนะ หากอวดดีขึ้นมาเมื่อไหร่ปั๊บ นี่ไม่ใช่ธุลีแล้วนะตอนนี้ ชักหัวแข็งขึ้นมาแล้วนะ อีกหน่อยกระเด็นออกจากหมู่แล้วไปตายเดี่ยว วนเวียนอีกกี่กัปไม่รู้ จะคิดว่าตัวเองดีกว่าหมู่ นี่ลึกซึ้งมาก อันนี้ลึกซึ้งมากนะ
พระพุทธเจ้าตรัสถึงว่า ทั้งหมดทั้งสิ้นพรหมจรรย์คือหมู่ เรานี่แหละเป็นมิตรดีสหายดีของพวกเธอ เท่ากับท่านบอกว่า ท่านเองเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เท่านั้นเอง แต่ท่านไม่ตรัสว่า ท่านเองเป็นผู้เล็กเท่านั้นเอง ท่านตรัสกลางๆว่า ท่านเป็นเป็นมิตรดีสหายดีของทุกคน ทุกคนจะพึ่งท่านได้ แต่ท่านไม่ไม่ตรัสว่า ท่านเป็นธุลีละอองอะไร ท่านไม่ตรัสอย่างงี้มันมันผิดสัจจะ ท่านไม่ใช่ธุลีละออง ท่านเป็นหัว ท่านเป็นใหญ่ใช่มั้ย แค่นั้นก็ถ่อมตนเยอะ ท่านก็ถ่อมตนเราเป็นมิตรดีสหายดีของพวกเธอ ลดตัวลดตนลงมาทำเท่ากับทุกคน พระพุทธเจ้าลดตัวตนมาเท่ากับทุกๆคน นี่มันสุดยอดอย่างนี้
☀️ สรุปว่า “คนที่ไม่แคร์หมู่ คือคนที่โง่ที่สุดในโลก”
.... 🍀 กองงานปัจฉา 24 ตุลาคม 2566