660923_ปฏิบัติตามจรณะ 15 สำคัญกว่าการอยู่วัดหรืออยู่บ้าน เป็นนักบวชหรือฆราวาส_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx

โฟลเดอร์บันทึกปัจฉา จาก ส.แสนดิน
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข27 ตุลาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

🍀 ปฏิบัติตามจรณะ 15 สำคัญกว่าการอยู่วัดหรืออยู่บ้าน เป็นนักบวชหรือฆราวาส 🌿

_มีผู้ถามในรายการเทศน์ของพ่อครู ค่ำวันที่ 21 ก.ย. 2566 ว่า...ผู้ที่อยู่ในชุมชน อยู่ใกล้ๆพ่อ แต่ทำตนเหมือนทัพพี ไม่รู้รสแกง กับคนที่อยู่ข้างนอก แต่ตั้งใจปฏิบัติ ถือศีลเคร่งครัด (ตาม แนวทางอโศก) พ่อว่าอันไหนจะดีกว่ากันคะ?

🍀 พ่อครูว่า…เอ๊..ใครหนอ? เปรียบเทียบคนที่อยู่ข้างในนี้แล้วทำตัวเหมือนทัพพีไม่รับรู้รสแกง เปรียบเทียบกับคนข้างนอก ที่เขารู้รสแกงตั้งใจปฏิบัติ อยู่ข้างนอก

คำว่า “เคร่ง” คำนี้หมายความว่า ปฏิบัติแบบอโศก ไม่ใช่เคร่งแบบเคร่งจารีตประเพณี แต่ถือศีลแล้วมี อปัณณกปฏิปทา 3 เกิดสัทธรรม 7 เกิดฌาน 4

ถามว่ายังไงดีกว่า? ก็อย่างแบบอโศกนั้นดีกว่า .................................................

🍄 คำถามนี้ พ่อครูตอบแบบกลางๆ คือจะอยู่ในหรือนอกวัดอโศกก็ตาม หากปฏิบัติแบบอโศก คือตั้งใจถือศีล ตามจรณะ 15 จนเกิดฌานเกิดวิมุติได้ จะอยู่ในวัดหรือนอกวัดก็คือได้ผลเป็นอาริยบุคคล จะเป็นนักบวชหรือเป็นฆราวาส ก็เป็นพระอรหันต์ได้เช่นกัน

แต่ถ้าปฏิบัติเอาจริงเอาจังสัมมาทิฏฐิแล้วอยู่นอกวัดหรือในวัด อย่างไหนจะมีโอกาสบรรลุธรรมได้มากกว่า ก็แน่นอนถ้าอยู่ในวัด ได้อยู่ใกล้พ่อครู ได้อยู่กับหมู่กลุ่มที่สัมมาทิฏฐิ ก็ย่อมมีโอกาสได้บรรลุธรรมมากกว่าอยู่ไกลพ่อครูอยู่นอกวัด

แต่ก็อีกนัยหนึ่งหากอยู่ในวัด ได้อยู่ใกล้พ่อครู แต่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมให้เกิดมรรคผล เป็นทัพพีที่ไม่รู้รสแกงอย่างที่ว่า ก็ถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างย่ิงเช่นกัน

การปฏิบัติธรรมให้บรรลุมรรคผลนั้น จึงไม่ได้จำกัดสถานที่ว่าจะอยู่ในวัดหรือนอกวัด ไม่จำกัดรูปแบบฐานะว่าจะเป็นนักบวชหรือเป็นฆราวาส ดังประวัติของ สันตติมหาอำมาตย์ ในสมัยพุทธกาล

อ่านต่อ

พระผู้มีพระภาคได้ทรงพยากรณ์ว่า สันตติมหาอำมาตย์จักบรรลุพระอรหัตในเวลาจบคาถาอันประกอบด้วยบท 4 แล้วนั่งบนอากาศ ชั่ว 7 ลำตาล จักปรินิพพาน

สันตติมหาอำมาตย์ ผู้ถูกความโศกอย่างแรงกล้าครอบงำจากการที่นางอันเป็นที่รักตายคิดว่า คนอื่น เว้นพระตถาคตเสีย จักไม่อาจทำให้ความโศกนี้ให้ดับได้ จึงเข้าเฝ้าพระศาสดา ขอให้ทรงเป็นที่พึ่งของตนเพราะพระศาสดาระงับความโศกของบุคคลได้

พระศาสดาได้ตรัสว่า น้ำตาที่ไหลออกของผู้ร้องไห้ มากกว่าน้ำของมหาสมุทรทั้ง 4 และได้ตรัสพระคาถา ต่อไปว่า

กิเลสเครื่องกังวลใด มีอยู่ในกาลก่อน เธอจงยังกิเลสเครื่องกังวลนั้นให้เหือดแห้งไป กิเลสเครื่องกังวล จงอย่ามีแก่เธอในภายหลัง ถ้าเธอจักไม่ยึดถือขันธ์ ในท่ามกลาง จักเป็นผู้สงบระงับเที่ยวไป

ในกาลจบพระคาถา สันตติมหาอำมาตย์ บรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาดูอายุสังขารของตน ทราบความเป็นไปไม่ได้แห่งอายุสังขาร จึงกราบทูลขอพระองค์จงทรงอนุญาตการปรินิพพาน

ต่อมาเหล่าภิกษุได้สนทนากันว่า สันตติมหาอำมาตย์บรรลุพระอรหัตในคราวที่ยังเป็นคฤหัสถ์อยู่ ควรเรียกว่า สมณะ หรือ พราหมณ์

เมื่อพระศาสดาทรงทราบความจึงตรัสว่า การเรียกสมณะ ก็ควร เรียกว่า พราหมณ์ ก็ควรเหมือนกัน และทรงตรัสพระคาถาต่อไปว่า

แม้ถ้าบุคคลประดับแล้ว พึงประพฤติสม่ำเสมอเป็นผู้สงบ ฝึกแล้ว เที่ยงธรรม มีปกติประพฤติประเสริฐ วางเสียซึ่งอาชญาในสัตว์ทุกจำพวก บุคคลนั้น เป็นพราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นภิกษุ

ในกาลจบเทศนา ชนเป็นอันมากบรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น

.................................................

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน