660919_พลวัตรและปริวัฏฏ์ของฌานแบบพุทธ_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
🌿 พลวัตรและปริวัฏฏ์ของฌานแบบพุทธ 💦
🍄 มีญาติธรรมท่านหนึ่ง ได้เขียนเล่าสภาวธรรมที่เกิด ในขณะทั้งนั่งหลับตาและลืมตาทำการงานอยู่ จิตก็ไม่มีนิวรณ์ทั้ง 5 ได้
1. ขณะนั่งสมาธิหลับตา แล้วก็ยังรับรู้ลมหายใจ รับรู้เสียงที่กระทบหู รับรู้ร่างกายตนเองว่ามีความปวดเมื่อยหรือไม่อย่างไร และเมื่อรู้สึกเมื่อยอยากขยับขา แต่ก็วางใจมันไป สักพักอาการเมื่อยก็หายไปเอง ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง แล้วเมื่อเอาจิตไปคิดปรุงเรื่องธรรมะข้อนิวรณ์ทั้ง 5 อันประกอบด้วย กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา..พบว่าจิตตนเองไม่มีนิวรณ์ทั้ง 5 ข้อเลย
2. และเมื่อลองสังเกตุตัวเองตอนทำกิจกรรมต่างๆ เช่นตอนขับรถ ก็พบว่าขณะที่ขับรถ เราก็ถือพวงมาลัยรถ เหยียบคันเร่ง เหยียบเบรค ใส่เกียร์ ตามปกติ แล้วเราก็สังเกตุว่านิวรณ์ 5 เราก็ไม่มีเช่นกันในขณะลืมตาขับรถอยู่ รู้สึกว่าสังเกตุเช่นนี้จิตเราก็ตื่นรู้ดี มีปีติ มีสุข จิตเป็นหนึ่งอยู่ตลอดการทำงานนั้น
ทั้งสองแบบ มีทั้งหลับตาและลืมตาปฏิบัติจิต ก็ไม่มีนิวรณ์ 5 อย่างนี้ถือว่าเป็นการทำปฐมฌานแบบพุทธใช่หรือไม่ กราบนิมนต์พ่อครูช่วยให้สัมมาทิฏฐิด้วย...
🍀 พ่อครูว่า…ใช่ คุณทำเป็นทั้งสองแล้ว คุณก็ใช้ทั้งสองอย่าง จบ ทำให้ไม่มีนิวรณ์ทั้งสองขณะ ขณะหลับตากับขณะลืมตา ก็ไม่มีนิวรณ์ทั้งคู่ ได้อย่างเด็ดขาด คุณเป็นอรหันต์นะ ชักง่ายแล้วนะนี่
และที่เขียนมามันก็มีสภาพที่วิตก วิจาร อ่านสภาวธรรมของตนเองพบว่าไม่มีนิวรณ์ จริง การไม่มีนิวรณ์ เป็นปฐมฌานตามวิญญาณฐิติ 7 ข้อที่ 2(กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน) ถ้ามิจฉาทิฏฐิอยู่ก็ทำให้ไม่มีนิวรณ์ได้แต่เป็นการทำอย่างเพ่งอ่าน ในขณะหลับตาก็ตาม(ส่วนมากก็ทำอย่างหลับตา) หรือจะลืมตาก็เพ่งเข้ามาอ่านในจิตตนเองอีกนั่นแหละ ว่าขณะนี้ในจิตเ
อ่านต่อ
ราไม่มีนิวรณ์
ในขณะลืมตานั้นมันจะมีสภาวะสอง รู้ภายนอกรู้ภายใน แต่ขณะที่เรามาเพ่งภายในนั้น เราจะไม่รู้จักภายนอก อันนี้แหละคือยังไม่มีความสามารถที่จะทำฌานแบบพุทธ
ฌานแบบพุทธ จะมีภาวะสองที่รู้จัก ทั้งภายนอกภายใน พร้อมกัน อันนี้เป็นความวิเศษเยี่ยมยอดที่สุดที่เป็นอจินไตย เป็นสิ่งที่ยังเข้าใจได้มากว่าฌานพุทธนี่ มันมีประสิทธิภาพภายนอกภายในพร้อมกันมี และก็สามารถทำให้ภายนอกภายในไม่มีด้วยกันทั้งคู่ได้อีกได้ นี่คือประสิทธิภาพของฌานพุทธ
เพราะฉะนั้นที่ทำได้นี่คือทำได้แบบฌานฤาษี แบบ เดียรถีย์ ทำได้ หลับตาหรือลืมตาก็ทำได้ แต่ว่าการขับรถหรือทำงานมันก็เอาตัวรู้ไปควบคุมทำงาน ไม่ได้มาทำงานอ่าน กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม มันไม่ได้อ่านตรงนี้ มันก็ไปทำงานอื่น ซึ่งประสิทธิภาพจิตของคนมันเก่ง ทำได้เยอะแยะ ก็ค่อยๆศึกษาไป
ถ้าเราฝึกศีลไปแต่ละข้อๆมันจะเก็บรายละเอียดไปได้เยอะ แต่ทีนี้คนมันไม่ได้ฝึกไปทีละข้อๆ ศีลนี่คือการตีกรอบ การจัดกรอบ เอาแต่ทีละคู่ ทีละสองคู่ ทีละเรื่องสองเรื่อง สามเรื่อง สี่เรื่อง มันก็จะเก่งขึ้น มันก็จะมีประสิทธิภาพที่เป็น static สั่งสมความแน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่น เป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ไปตามลำดับๆ
มันจะมีปริวัฏฏ์ ของการเจริญขึ้นรอบแล้วรอบเล่าๆ ซึ่งซับซ้อนไม่ใช่ปริวัฏฏ์ด้านเดียวระนาบเดียวด้วย ไม่ใช่พลวัตรเท่านั้นจะเป็นปริวัฏฏ์ พลวัตรคือกำลัง ส่วนปริวัฏฏ์จะมีรอบๆ ปฏิวัติคือมีทั้งสภาพ Aciton Reaction ผลกระทบผลสะท้อน
พระพุทธเจ้าให้เร่ิมที่คนที่สัตว์ มันจะมีความดิ้นมีภาวะสอง ถ้าวัตถุหรือพีชะมันไม่มีภาวะสอง มันไม่ยาก มันควรข้ามได้ สัตว์แล้วค่อยมาวัตถุกับของ ละเอียดขึ้นมันเป็นตัวนิ่ง แต่มันเป็นตัวที่จะต้องพิจารณา เข้าไปลึกซึ้งกว่านั้นตรงที่ว่า มันมีโกง มันมีเล่ห์มันมีเลศมันมีเหลี่ยมทุจริตเยอะแยะเลย ในศีลข้อ 2
ศีลข้อ 1มันก็ซื่อเป็นแต่เพียงว่าหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวง จะไม่ไปทำร้ายอะไรกันแม้แต่สัตว์เซลล์เดียว อย่าให้ตกร่วง ปาณาติปาตะ อย่าไปทำให้ตกร่วงเลย
ฌานของพุทธต้องลืมตาปฏิบัติรู้ถึงเหตุปัจจัยมันมีหรือมันไม่มี มันตั้งมั่นตกผลึกสะสม ละเอียดละออ ไม่ใช่แค่สองสามระนาบตื้นๆ ................................... 19 กันยายน 2566