661008 สดจากปัจฉา ฉบับปักษ์แรก ตุลาคม 2566 _ Asoke Animal Right Watch_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สดจากปัจฉา ฉบับปักษ์แรก ตุลาคม 2566 🍀 พ่อครูประกาศสิทธิสัตวชีพ-Animal Rights Watch.🐣
ช่วงก่อนเทศกาลกินเจ มีข่าวเด็กชายอายุ 14 เกิดเห็นภาพหลอน ใช้อาวุธปืนกราดยิงที่ห้างสยามพารากอน ประชาชนเสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บอีก 5 คน และตามมาด้วยข่าวกลุ่มฮามาสในดินแดนปาเลสไตน์ ยิงขีปนาวุธ จากกาซา ประมาณ 5,000 ลูก ถล่มเข้าไปในประเทศอิสราเอล (7 ต.ค.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 250 ราย ตามมาด้วยการอิสราเอลประกาศสงครามส่งเครื่องบินรบไปถล่มกลับ
จากเหตุเลวร้ายที่เกิดในสังคมโลกล้วนแล้วมีเหตุมาจากไฟโทสะที่ก่อความอำมหิตโหดร้ายรุนแรง การขาดความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์รวมถึงสัตว์ทั้งหลายด้วย เพื่อเป็นการบรรเทาไฟสงครามในโลกนี้ พ่อครูได้เทศนาถึงเรื่องมิจฉาวณิชชาข้อสัตถวณิชชา ไว้เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2566 ส่วนหนึ่งว่า...
...การที่คนสัตว์หรือ “ชีวิต” ต้องตายลงเพราะอาวุธฆ่าที่ คนผู้คิดสร้างขึ้นมานี้เอง คนคิดและสร้างขึ้นจึงมีบาปหนักหนาสาหัสร้ายสุดติดตัวไปอย่างยิ่งสำหรับผู้สร้างอาวุธฆ่าคนฆ่าสัตว์ มันเป็น “มิจฉาวณิชชา” ที่ร้ายแรงเลวสุด ข้อที่ 1 ใน 5 ประเภท งานสร้างอาวุธขึ้นมาใช้ทำให้คนตาย ให้เป็นคนอำมหิตโหดเหี้ยม ยึดติดอาวุธมาฆ่ากัน มีกรรมวิบากอาฆาตกันไม่จบสิ้น
นี้คือ“งานลามก”จกกะเปรต ที่คนคนใดทำอยู่ ก็คือ“มิจฉาวณิชชา” หรือ“อาชีพที่เป็นบาปตลอดชีวิต” ข้อแรก ที่เป็นบาปอกุศลต่ำสุดใน 5 ข้อ เท่าเทียมกัน 5 อย่าง แต่สร้างอาวุธ สัตถวณิชชา เป็นข้อที่ 1 นำขบวน ก็มีนัยสำคัญว่า ถึงแม้จะเท่าเทียมกันแต่มันก็นำขบวนนะ หัวหน้าเลวร้ายที่สุดนำขบวน
เพราะฉะนั้น“งานลามก” จกกะเปรตที่เลวทรามต่ำช้าที่สุด ที่คนใดทำอยู่คือ “อาชีพที่เป็นบาปตลอดชีวิต” มิจฉาวณิชชาประกอบด้วย 5 อย่างคือ 1. การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา)
อ่านต่อ
2. การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) 3. การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) 4. การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) 5. การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา)
ข้อต่อมา ได้แก่งานซื้อขายสัตว์เป็น หรือสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง สัตว์แต่ละตัวมันเป็น “เจ้าของชีวิต” เท่าเทียมกันกับ “คน” ฟังให้ดีนะตรงนี้
ชีวิตที่เป็นสัตว์ จะเป็นสัตว์เซลล์เดียวก็ตาม หรือ ล้านๆ เซลล์ มันก็คือชีวิต มันก็คือเจ้าของชีวิตมันมีสิทธิในความเป็นเจ้าของชีวิตไหม ...มี เท่าเทียมกันกับคนเช่นกัน นี่นักสิทธิมนุษยชนฟังโพธิรักษ์ เพราะฉะนั้นชีวิตเจ้าของชีวิต เท่าเทียมกันกับสัตว์ทุกตัว
เช่นกัน มันไม่ใช่“ทาส” มันมี“สิทธิ์” ในชีวิตของมัน มีอิสระในชีวิตของมัน คนถือ“สิทธิ์” อะไรไปจับเอาสัตว์ที่มี“ชีวิต” อยู่นั้นมาเป็นของตน แล้วขาย“ชีวิตสัตว์” นั้นเป็น“สินค้า” ให้คนนำไปฆ่า ไปซื้อไปขาย หรือไปเป็นเจ้าของ ไปใช้แรงงาน ไปทรมาน ไปใช้ให้มันไข่มากินมาขาย ให้มันขี้มากินมาขาย เช่น ขี้ไก่ไง ดีไม่ดีกินขี้ไก่หรือเปล่าไม่รู้ ให้มันออกลูกมาเพื่อตน ใช้มันเลี้ยงชีวิตตนต่อไป ตามที่โลกพาทำ พาเป็นกัน หรือริดรอนอิสระของมัน ใครทำก็ตาม เป็นการเอาตนไปสร้างวิบากพัวพันกับสัตว์นั้นแท้ๆ ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่ง ควรจะปลดปล่อยตัวเองจากสัตว์ทุกตัว ไม่ควรอย่างยิ่ง
ล้วนเป็น“กรรม” ที่มี“วิบาก” อัน“บาป” อยู่ทั้งสิ้น ซึ่งความเป็น“บาป” เกี่ยวกับ “สัตว์” นี้ พระพุทธเจ้าตรัส “บาป 5 ขั้น” ตรัสไว้ชัดเจนมากใน “ชีวกสูตร” (พระไตรปิฎก เล่ม 13 ข้อ 60)
เริ่มตั้งแต่ “จิต” ที่มี “ทิศมุ่ง(สัญจิจจะ)” ไปสู่ “ความเกี่ยวเกาะ”กับสัตว์ใดๆ คือ เริ่ม “กล่าวชื่อสัตว์” ตามข้อ 1 ของ “บาป 5 ขั้น” นั้น ก็บาปแล้วเป็นอันมาก แค่จิตมี สัญจิจจะหรือมีอุทฺทิสฺส อุทฺทิสฺสะจริงๆ แล้ว มีนัยยะหยาบแรงมากกว่า สัญจิจจะ ที่มีความเริ่มต้นตั้งแต่สัญญา อุทฺทิสฺสมีจิตมุ่ง หรือท่านแปลว่า เจาะจงใจมุ่งไปมีเป้านำ
เพราะฉะนั้นคนที่เริ่มมีจิต มีเจตนามีจิตมุ่งไปสู่สัตว์ตัวใดตัวหนึ่ง สัตว์ธรรมชาติมันก็อยู่ของมันไป คุณก็อยู่กับพืชพันธุ์ธัญญาหารคุณก็อยู่ได้แล้ว คุณจะต้องไปเกี่ยวอะไรกับสัตว์ของมัน จะเกี่ยวก็คือรู้ว่าเป็นสัตว์ร่วมโลก เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ตามที่คุณท่องก็ได้แล้วสิ คุณก็ปลง แต่นี่ไม่ มันมีจิต อารภนฺติหรือโวโรเปตุงหรือโวโรเปติ มันมีนัยยะ เริ่มแฝงร้ายอยู่ในนั้น เริ่มแฝงร้ายนิดหนึ่งก็จิตไม่ดี จิตจะไปเกี่ยวข้องกับความอิสรเสรีภาพของสัตว์
แค่กล่าวชื่อ บาปแล้วเป็นอันมากข้อที่ 1 ฟังให้ละเอียดๆ เกือบจะถึงงานเจแล้ว
พิจารณาคำตรัสให้ดีๆ ว่า “บาปทั้ง 5” นั้น มันไม่ได้ “บาป” กันตรงที่ “ฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคต หรือสาวกตถาคต” หรือเจาะจงให้แก่คนๆ ใดเท่านั้น มันไม่ได้อยู่ที่ “การเจาะจงบุคคล” แต่มัน “บาป” ตรงที่เริ่มไปเกี่ยวข้องกับชีวิตของ “สัตว์” หรือชัดๆ ก็คือ ไปสร้าง “วิบาก” กับสัตว์แค่กล่าวชื่อ “สัตว์” ก็เริ่ม “บาป”ตั้งแต่ข้อที่ 1 แล้ว ..ชัดมั้ย?
สัตว์ทุกตัว ล้วนมีกรรมมีวิบากเป็นของตน หรือเป็น“เจ้าของตนเอง” เช่นเดียวกันกับคนทุกคน เราไม่ไปเอา“คน” มาเป็นทาส หรือไม่เอา “คน” มาเป็นสินค้า ไม่เอา“คน”มาเป็นสมบัติของเรา หรือไม่กินเนื้อคนฉันใด เราก็ควรจะทำกับสัตว์ทุกตัว ดุจเดียวกัน เพราะสัตว์ก็มี“สิทธิ์” ในชีวิตของมันเท่ากันกับคน ที่ถือ“สิทธิ์” ในชีวิตของคนเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เขาอาจจะบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่เราเป็นไปได้ เป็นเรื่องที่ไม่ใช่สุดวิสัย แต่เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ดีด้วย นี่คือเราจะเข้าใจเรื่องสิทธิ เพราะฉะนั้น พวกองค์กรสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch มาฟังโพธิรักษ์พูดบ้าง แค่สิทธิมนุษยชาติยังหยาบ จะตาย นี่คือสิทธิสัตว์ทั้งปวง อย่าไปละเมิดสิทธิของสัตว์มันเลย มันบาป
จะกระดิกหูไหมนี่..ชาวเทวนิยม จะกระดิกหูมั้ย..ว่ามันบาป เขาจะรู้ไหมว่าบาปคืออะไร มันเป็นกรรมเป็นวิบาก เป็นสิ่งจริงของมนุษยชาติที่อยู่ในวัฏสงสาร เทวนิยมเขาไม่ได้เรียนรู้ก็น่าสงสารอยู่แต่ก็ พุทธนี่แหละควรจะฟังเข้าใจดีๆ ชาวพุทธก็ยังล่อเนื้อสัตว์ปากเปรอะกันอยู่เลยเต็ม
นี้คือ “สิทธิสัตว์ทั้งปวง” อย่าไป “สิทธิ” ของสัตว์มันเลย มัน “บาป” ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส “บาป” จริง
...................................................... 🍄 นี่เป็นการประกาศ “สิทธิสัตวชีพ-Animal Rights Watch” ครั้งสำคัญของพ่อครูในยุคนี้ ในเทศกาลถือศีลกินเจปีนี้ ลูกอโศกทั้งหลายควรร่วมแรงร่วมใจกันรณรงค์ ทำให้บุญญาวุธหมายเลข 1 เจริญรุ่งเรือง จนส่งผลให้เกิดสันติสุข แก่มวลมนุษยชาติต่อไป.
...กองงานปัจฉา 10 ตุลาคม 2566