วิโมกข์ 8 ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข11 มกราคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

วิโมกข์ 8 ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ในวิโมกข์ 8 ใน 3 ข้อต้น ไม่ใช่สมาบัติทั้งหมดไม่ใช่อนุปุพพวิหาร วิโมกข์ 8 เป็นการเจาะลงไปให้รู้ว่าการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า มีทั้งตัวเล็กตัวใหญ่อย่างไร มีการรู้รูปรู้นาม มันจะครบภายนอกทั้งโลกทั้งโลกและภายในอัตตาทั้งอัตตาเลย ข้อที่ 3 ทำให้เกิดจิต สุภันเตวอธิมุตโตโหติ ไม่ได้แปลว่าของงาม แต่แปลว่าของน่าได้น่ามีน่าเป็น สุภันเตวะ ก็หมายถึงสิ่งใดสิ่งนั้น สุภ อันตะ เอวะ เป็นที่สุด อันนั้น มันน่าได้เป็นที่สุดอันนั้นอันไหน ก็คือนิพพาน ปรินิพพาน ก็มาปฏิบัติให้จิตมันน้อมไป อธิมุตโต โหติ คือมีแท้จริง หรือเสร็จแล้ว ให้ไปสู่อันนี้ นี่ 3 ข้อ ของวิโมกข์ ข้อ 4 5 6 7 8 คือ อรูปฌาน 4 กับสัญญาเวทยิตนิโรธ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะและสัญญาเวทยิตนิโรธ อรูปฌาน 4 ของมิจฉาทิฏฐิ นั่งหลับตาเป็นอรูป ซึ่งมันผิดมันโมฆะไม่ได้เรื่อง ปั้นอรูปฌาน 4 ของ มิจฉาทิฏฐินั่งหลับตาปฏิบัติคือ กาย 3คือ นิรมาณกาย ต่างคนต่างหลับตาแล้วมีภพของตัวเองกันทุกคนใช่ไหม ต่างคนต่างปั้น สิ่งที่เกิดในจิตคุณก็สัญญากำหนดหมายเอาเอง รวมแล้ว อยู่ในมิจฉาทิฏฐิ 62 ทั้งหมดที่พระพุทธเจ้ารวบรวมไว้ สร้างวิมานเป็นรูปอย่างนั้นอย่างนี้อาศัยขันธ์ อดีต อนาคต 18 กับ 44 ก็เกิดเป็นนิรมาณกาย ในอนาคต 44 คือนิรมาณกาย อดีต 18 เคยเกิดมาบ้าง แต่ไม่ใช่ตัวบรรลุ แต่อนาคตมี 44 ซึ่งพระพุทธเจ้าประมวลไว้แล้ว คิดฝันปั้นไป สรุปเข้าไปหานิรมาณกาย 3 นิรมาณกาย กายคือรูปนาม ก็เอามาสังขารปรุงแต่งเป็นวิมาน เนรมิตขึ้นมาเองเป็นนิรมาณกาย ซึ่งหมายถึงจิต นิร คือไม่มี มาณ คือจิต กายที่คุณทำในจิต ทำจิตของคุณขึ้นมา ซึ่งมันเป็นของไม่มีจริงๆ นิระไม่มี มาณคือจิต จิตของคุณสร้างขึ้นมาเป็น อุปาทานจิต สร

อ่านต่อ

้างเอง เป็นสังขารรูป แล้วนิรมาณกายนี่แหละคุณก็มีพวก พวกตาบอดหูหนวกพากันไปดูหนังใบ้ ไปพิจารณาเองว่าคนตาบอดหูหนวก ไปดูหนังใบ้มันโมฆะทั้งคู่ทั้งคนตาบอดและหูหนวก หนังใบ้ หนังไม่มีเสียงคนตาบอดก็มองไม่เห็น คนหูหนวกเสียงก็ไม่มีอีก 2 คนนี้ไปดูชวนกันไปดูหนัง หนังใบ้ด้วย คนตาบอดมองไม่เห็นภาพ คนหูหนวกเห็นภาพแต่ไม่ได้ยินเสียง แล้วมันจะได้เรื่องอย่างไรมันก็เดาไปต่างๆนานา มันไม่ใช่ภาษาใบ้นะแต่มันก็รู้ลีลาอาจจะรู้บ้าง คนตาดีแต่หูหนวกอาจเห็น แต่คนตาบอดซึ่งเป็นคนที่หมดท่า เช่น คนตาบอดมาแต่กำเนิด ปิดประตูที่จะให้มาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าไม่มีทางไม่มีทางรู้ปัจจุบันธรรม ไม่มีทางรู้รอบในยุคนี้เลย มีแต่สัญญาที่เดา ซึ่งโลกในยุคนี้ไม่ใช่โลกในยุคก่อนเราเอาไม่ได้ต้องเป็นของจริงสัมผัสจึงมีตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสจริง เพราะฉะนั้นความจริงจึงต้องมีปัจจุบันธรรมมีสิ่งสัมผัสภายนอก ถ้าไม่มีสิ่งสัมผัสภายนอกไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจสัมผัสในปัจจุบันพระพุทธเจ้าไม่ถือว่าเป็นของจริง ปฏิบัติโดยไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจไม่นับว่าเป็นของจริง รายละเอียดต่างๆพวกนี้ อาตมาอธิบายยืนยันว่า อาตมาเป็นโพธิสัตว์เป็นผู้รู้ธรรมะพระพุทธเจ้า แล้วเป็นผู้ที่มาสืบทอดโลกุตระธรรมของพระพุทธเจ้าด้วย ขยายความมากมายในเรื่องโลกุตรธรรมมันต่างจากโลกียธรรมอย่างไร โลกียะเก่งอย่างไรก็เป็นแค่เทวนิยม วนเวียนอยู่ในลาภยศสรรเสริญสุข และสอนแค่ความดีความชั่วเท่านั้น ส่วนโลกุตรธรรมนั้นดีชั่วก็สอน แล้วสอนให้ไม่ปฏิบัติชั่ว ทำแต่ดี แต่สอนให้ ละสุขละทุกข์ ล้างสุขทุกข์ให้ไปนิพพานเขาไม่สอนกันหรอก มีแต่สอนกันให้ไปแต่มีความสุข ถ้าเขาชัดเจนเขาจะรู้ว่าหมดทุกข์หมดสุขมีภาษาคือ อทุกขมสุข เขาก็ยังเผิน ยิ่งปรมังสุขังก็แปลว่าความสุขอย่างยิ่ง แต่ แท้จริงมันเหนือกว่าความสุข สุขมันเป็นมายาของทุกข์ เป็นตัวนักเล่นกล หน้ามือหลังมือสลับกันไปมาเพิ่งกลับมา คุณก็ยึดถือหลังมือหน้ามือสลับกันไม่ทันคนหลอกที่เป็นนักเล่นกลเร็วไว แม้ขยายความเป็นสิริมหามายาขยายความ นักเล่นกลพวกนี้ก็ไม่มีใครมาขยายความหรอก แล้วทำไมใช้คำ มายา เป็นสัจจะฉีกหน้ามายาเป็นสิริมหามายา ขยายความอจินไตยว่าทำไมแม่ของพระพุทธเจ้าจึงได้ชื่อว่าสิริมหามายา เหมือนมายา แต่ดีเยี่ยมทั้งเก่ง สิริ มหา ยอดของมายา ถ้าคนไม่รู้ก็ว่ามายา แต่เป็นผู้ให้กำเนิดความจริงที่เป็นสิทธัตถะ ผู้ให้กำเนิดความจริงที่ยิ่งใหญ่ เป็นประโยชน์ที่สำเร็จ อัตถะ คือ เนื้อแท้ สิทธะ คือความจริง เพราะฉะนั้นผู้ให้กำเนิดความจริงเนื้อแท้อันประเสริฐสุดนี้ ยุคนี้ก็คือสิริมหามายา เข้าใจยาก ผู้ไม่รู้จริงจะบอกว่าเป็นมายาคนหลอกคน นักมายาที่หลอกคนไปหมดนั้น _สู่แดนธรรมว่า...ทำไมต้องเป็น 2 อย่างไม่เป็นอย่างเดียว พ่อครูว่า…ทุกอย่างที่เกิดมาเป็นมนุษย์จะต้องมี 2 มี “กาย”กับ “จิต” คุณขาดไม่ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าคำเดียวก็มีอธิบายได้ ในขณะที่คุณเป็นชีวะชีวิตอยู่ คุณสามารถทำใจในใจ มนสิกโรติ หรือมนสิการ ต้องทำใจในใจให้เป็น แต่คุณก็ยังมีสองอยู่นั่นแหละ จะมีสิ่งที่คุณอาศัยจะมีอีกอันนึงที่คุณต้องร่วมกับคนอื่น เรียกว่า “สมมติสัจจะ “กับ “ปรมัตถสัจจะ” หรือ “สมมติฐาน” กับ “ปรมัตถธรรม” “สัจจะ” คือ ความจริง “ธรรมะ” คือสิ่งที่ทรงอยู่มีอยู่ สัจจะกับธรรมะต่างกันตรงที่ว่า อันหนึ่งเป็นความจริงคือสัจจะ ถ้าธรรมะก็คือธรรมะนี่แหละเป็นความจริง แต่เป็นความจริงที่เกิดสภาพทรงอยู่ทรงไว้ไม่ได้สูญไป ถ้าตายแล้วไม่มีธรรมะธรรมะไม่ทรงอยู่ คือไม่มีแล้ว หากจะเรียกว่าสุญญตาธรรม จะมี 2 อย่างคือ 0 กับสิ่งที่ยังอยู่ แต่ผู้ที่ปรินิพพานไปแล้วไม่มีร่าง ไม่มีกายไม่มีจิต สูญ ไม่มีธรรมะ อธรรม ไม่มีแล้ว เลิก เพราะชีวะหรือจิตนิยามหรืออัตภาพอัตตาของผู้นี้ ถูกแยกชิ้นส่วนแปรรูปไปเป็น ดินน้ำไฟเป็นอุตุธาตุไปหมดแล้ว เป็นอุตุนิยาม พระอรหันต์จึงทำจิตของตนให้เป็นอุตุธาตุตั้งแต่เป็นๆ ตายไป..กายสเภทาปรัมมรณา แยกกายเสร็จจิตก็แยกด้วย หมดอัตภาพ ไม่รวมมาติดกันอีก เหมือนพวงมะม่วง ที่ถูกตัดหล่นลงมาแตกกระจายย่อมไม่ต่อกันติดอีกเป็นธรรมดา ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตร ท่านเองมีชีวิตอยู่ก็เหมือนคนเห็นพวงมะม่วง ตายแล้วเหมือนพวงมะม่วงตัดพวงมะม่วงหล่นแตกลงมาถูกพื้น แตกกระจายรวมกันไม่ติดฉันใด ก็ไม่มีพวงมะม่วงนั้นอีก มีแต่มะม่วงแตก วิโมกข์ 8 ข้ออากาสาฯวิญญานัญจา คืออรูปฌาน 4 ที่ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ ส่วนอรูปฌาน 4 ของสัตตาวาส 9 เป็นอรูปฌานที่มิจฉาทิฏฐิ และอรูปฌาน 4 ของอนุปุพพวิหาร 9 คือ อรูปฌาน 4 ของพระพุทธเจ้า แต่ทำไมวิญญาณฐิติก็มี อรูปฌาน 3 ตัว ไม่มีเนวสัญญาฯกับสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะวิญญาณฐิติเป็นตัวบอก ปฏิบัติในขณะที่มีวิญญาณตั้งอยู่ มีตากระทบรูป หูกระทบเสียง ไม่ใช่แบบสัมภเวสี เหมือนภิกษุ สาติบอกไว้ เหมือนพวกนั่งหลับตาทั้งหลาย มีแต่นิรมาณกายปั้นจิตไป ล่องลอย ไม่มีที่ตั้งที่เกิด ยืนยันได้ว่าจริง ตากระทบรูปอยู่ หูได้ยินเสียงอยู่ จมูกได้กลิ่นอยู่ ลิ้นกระทบรสอยู่ โผฐัพพะสัมผัสกายภายนอกมีครบอยู่ เป็นสภาวะสัมผัสทำให้คุณปฏิบัติ ไปถึงจิตสังขาร และปฏิบัติการที่จิตสังขารไม่ใช่ไปจัดการที่กายสังขาร วจีสังขาร กายสังขาร วจีสังขาร เพียงภายนอกเป็นโลกียะธรรม ให้รู้ว่าดีหรือชั่วคืออะไรก็ปฏิบัติให้ตรงกับสมมติสัจจะของโลก เขาหมู่นี้ถือว่ากินเนื้อสัตว์ไม่ดี หมู่นี้ถือว่าไม่กินเนื้อสัตว์ดี ก็ทำตามเขา กาย วจี ก็พูดตามสมมุติที่เขาถือว่าดีอะไรไม่ดีคุณก็อยู่กับหมู่ตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม เป็นธรรมชาติอยู่ด้วยกันอนุโลมปฏิโลมไปแล้วค่อยๆพัฒนาขึ้นสู่ที่สูง อย่างนั้นเป็นสมมติสัจจะก็คืออนุโลมปฏิโลม สภาวะสัจจะคือสิ่งที่จริงแล้วแท้ๆไม่เปลี่ยนแปลง สุดท้ายจริงๆก็คือสัจจะมีหนึ่งเดียว นอกนั้นขึ้นอยู่กับองค์ประกอบจึงต้องใช้สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 เป็นเครื่องพิจารณาประกอบตัดสิน

640110_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ร้อยมาลัยพระอภิธรรมตามแบบพ่อครู

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน