สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทำทานอย่างสัมมาทิฏฐิจึงจะได้อานิสงส์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ทำทานอย่างสัมมาทิฏฐิจึงจะได้อานิสงส์ _ขอบคุณบุญนิยมกับธ.สัปปุริสทานจากพ่อครูฯตามธ.ตถาคตฯสัตตบุรุษครั้นให้ทานบ่กระทบตนและบ่กระทบผู้อื่น!ย่อมเป็นผู้มั่งคั่งมีโภคทรัพย์มากและ..ย่อมเป็นผู้มีโภคทรัพย์บ่มีภยันตรายมาแต่ที่ไหนๆคือจากไฟ,จากน้ำ,จากพระราชา,จากโจร,จากคนมิเป็นที่รัก,ฤาจากทายาทในที่ๆทานนั้นให้ผลฯ กราบอนุโมทนาธ.ทานตามพุทธวจนฯสัปปุริสทาน 5 พ่อครูว่า…ผู้ให้ทานโดยไม่ต้องการอะไรตอบแทน ก็เป็นผู้มีบารมี อาจเป็นผู้มีสมบัติเป็นสิ่งที่เป็นบารมี สั่งสมไปโดยไม่มีตัวตน อย่างอาตมายกตัวอย่างตัวเองเป็นคนจนไม่สะสม ทำงานมาเกือบห้าสิบปีแล้ว ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัวเอง แต่ก็มีมาเรื่อยๆ โดยวิธีพากันจนไม่สะสมกอบโกยกักตุน มีหลักคือ 1. อย่าเป็นหนี้ 2. ขยันหมั่นเพียร 3. ทำให้เหลือให้เกิน 4. สะพัดออก แจกจ่าย มีคงคลังเก็บอย่างไม่มีหนี้ไม่ลำบากไม่ติดขัด หมุนเป็น cyclic order อาตมาพาทำได้สำเร็จ เป็นเรื่องที่ทำได้ยากในโลก สาธารณโภคีแบบคนจน ที่ต้องเกื้อกูลคนรวย แปลกมากเลย เพราะเป็นคนจนที่ไม่ได้เบียดเบียนคนรวยเลย
เอาทานสูตรมาขยายความ ทานสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 23 ข้อ 49 [49] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัคคราใกล้จัมปานครครั้งนั้นแล อุบาสกชาวเมืองจัมปามากด้วยกัน เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค พวกกระผมได้ฟังมานานแล้ว ขอได้โปรดเถิด พวกกระผมพึงได้ฟังธรรมีกถาของพระผู้มีพระภาค ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลายถ้าอย่างนั้นท่านทั้งหลายพึงมาในวันอุโบสถ ท่านทั้งหลายพึงได้ฟังธรรมกถาในสำนักพระผู้มีพระภาคแ
อ่านต่อ
น่นอน อุบาสกชาวเมืองจัมปารับคำท่านพระสารีบุตรแล้วลุกจากที่นั่ง อภิวาทกระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ต่อมา ถึงวันอุโบสถ อุบาสกชาวเมืองจัมปาพากันเข้าไปหาพระสารีบุตรถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรพร้อมด้วยอุบาสกชาวเมืองจัมปา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมีหรือหนอแลและทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มากพึงมีหรือพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมี และทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มากพึงมี ฯ สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มากอะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน(สาเปกโข) มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้วเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่คิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แล้วให้ทาน แต่ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า บิดามารดาปู่ย่าตายายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี เขาให้ทานคือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่าตา ยายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากิน สมณะและพราหมณ์เหล่านี้ ไม่หุงหากิน เราหุงหากินได้จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหาไม่สมควร เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่ แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าเราหุงหากินได้สมณะและพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อนคือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษี และภคุฤาษี บูชามหายัญ ฉะนั้น เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี ฯลฯและภคุฤาษี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพัน ในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า การให้ทานเป็นการดี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยายเคยให้เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ จะไม่ให้ทานแก่ผู้ที่หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษีและภคุฤาษี ผู้บูชามหายัญ ฉะนั้น และไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อมใสจะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทานเช่นนั้นแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร นี้แลเหตุปัจจัยเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก และเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก จบสูตรที่ 9 พ่อครูว่า...ชั้นที่ 6 เป็นเทวดาที่สบายหนักแต่โง่หนักด้วย อย่างธรรมกายหรือธัมมชโยทำ อาตมาว่าเขาไม่แกล้งทำ แต่เขาอวิชชา แล้วพาทำกันมากมาย คนทำแบบเขาก็ทำได้อย่างละเอียดลึกซึ้งคนก็เลยหลงได้มาก ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว มี 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ
อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส)
พรหมที่เป็นพรหมโลกีย์ก็จะวนเวียนมาอีก อาคามี แต่พรหมโลกุตระจึงไม่วนเวียน พรหมโลกีย์มีอีก 20 ขั้นไว้โอกาสหน้าค่อยอธิบาย เป็นความหลงโลกีย์ แต่จริงๆ พรหมของพระพุทธเจ้าคือไม่เหลือภพชาติเทวดาก็ไม่มี พรหมก็ไม่มี เป็นผู้สิ้นสุดสะอาดบริสุทธิ์ สิ้นกรรมสิ้นฤทธิ์สิ้นยศไม่ต้องกลับมา... เป็นอนาคามี อย่างอาตมานี้มีผลมากอานิสงส์มากแต่ก็ไม่มากมายนัก ก็เลยต้องลากขันธ์ให้อยู่ต่อไปจะได้เพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ ทานสูตรนี้ บอกทั้งเทวดาและพรหม ทั้งโลกุตระและโลกียะไว้ในนี้
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 1 เลย ทินนัง ทานที่ให้เสร็จแล้วมีผลให้เสร็จแล้วคุณรู้หรือไม่ว่า ทานนั้นไม่มีผลไม่มีประโยชน์อะไร คือการทำใจในใจไม่เป็น คนในศาสนาพุทธทุกวันนี้ทำใจในใจ หรือมนสิกโรติไม่เป็น มนสิการเป็นคำนาม มนสิกโรติเป็นคำกิริยา แต่ทุกวันนี้ทำใจในใจไม่เป็น (อโยนิโสมนสิการ) คนที่ทำใจในใจเป็นจริง คือคนที่ฟังธรรมจากสัตบุรุษให้บริบูรณ์ จึงได้ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์
1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา การปฏิบัติธรรมต้องมีการสัมผัสครบทวารทั้ง 6 บริบูรณ์ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา บริบูรณ์อยู่ในภพเท่านั้น ไม่บริบูรณ์ด้วยอินทรีย์ 6 ในผู้ที่นั่งหลับตาสมาธิ อาจจะมีอาสวะบางอย่างดับได้ แต่แน่นอนคนนี้ถอนอนุสัยไม่ได้ ได้แต่อาสวะบางอย่าง เก่งที่สุดได้แค่กายสักขี ไม่นับเป็นอรหันต์ ฤาษีทั้งหลายทำได้สูงสุดแค่กายสักขี ต้องมาเป็นอุภโตภาควิมุติจึงสมบูรณ์แบบ ถ้าเป็นสายปัญญา ก็จะสำเร็จเป็นอรหันต์ดับอาสวะสิ้นได้ เป็นปัญญาวิมุติ 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61) และก็กลับกันอีก
ในตัณหาสูตร ... 1. การไม่คบสัตบุรุษ เป็นอาหารของ.. การไม่ได้ฟังสัทธรรมที่ถูกต้อง 2. การไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหารของ.. ความไม่มีศรัทธา (หรือศรัทธาผิดๆ) 3. ความไม่มีศรัทธา (ศรัทธาไม่บริบูรณ์) เป็นอาหารของ.. การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย (กระทำใจไม่เป็น) 4. การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (หรือทำใจไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ 5. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ (หรือทำสติไม่เป็น). .เป็นอาหารของ.. ความไม่สำรวมอินทรีย์ 6. การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของ.. ทุจริต 3 (กาย,วาจา,ใจ ทุจริต) 7. ทุจริต 3 เป็นอาหารของ.. นิวรณ์ 5 8. นิวรณ์ 5 เป็นอาหารของ.. อวิชชา 9. อวิชชา เป็นอาหารของ ภวตัณหา (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 62)
ต้องคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์จึงจะได้ฟังอย่างมากอย่างละเอียดอย่างบ่อยๆ จึงบริบูรณ์ในการฟังธรรม ก็จะได้บริบูรณ์ในความเชื่อศรัทธา ก็จะทำใจในใจได้ถึงที่เกิด อยู่ที่หทยรูปเลย รู้จักอาการชีวิตินทรีย์ ชีวิตของกิเลส ฆ่ากิเลสได้ รู้อาหารรูป ในรูป 28 ทำใจในใจไม่แยบคาย คุณก็ไม่สามารถเจริญต่อได้ ต้องทำใจให้แยบคายบริบูรณ์ จึงมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ จึงมีสติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ มีโพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ ไม่ใช่แค่ภาษาท่องนะ หรือจะท่องก็ได้แล้วปฏิบัติให้มีสภาวะจริงให้ถูกต้อง ผู้เดินตามอวิชชาสูตรถูกต้องเพราะได้พบ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) มีสยังอภิญญาคือผู้มีความรู้ข้ามชาติมา แล้วเอามาประกาศขยายแจ้มแจ้งได้ เอามาประกาศ ปเวเทนตีติ แล้วพาทำให้บรรลุ สัจฉิกัตวา(จบบรรลุมีสัจจะ) ผู้ใดเชื่ออาตมาก็ไม่คลางแคลงก็ปฏิบัติไปได้ แต่ผู้คลางแคลงก็เชิญให้มาพิสูจน์ได้ เอหิปัสสิโก แม้เกิดมาร่วมยุคด้วยก็ไม่เห็นเหมือนกามนิต คุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืนก็ไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า จนรุ่งเช้าก็สวัสดีท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจะไปตามหาพระพุทธเจ้าต่อไป แล้วจะไปเที่ยวที่ไหนอีก (คุณสู่แดนธรรม...บุคคลเช่นนี้มีอยู่แต่ไม่เชื่อว่าพ่อครูเป็นสมณะพราหมณ์ เขาก็จะไม่สัมมาทิฏฐิ) ก็บอกตรงๆแต่เขาก็ไม่เชื่อ เขาก็ไปหาอาจารย์ที่ไม่ใช่อาตมา ก็ได้มิจฉาทิฐิขัดแย้งกับอาตมาอยู่ แต่ถ้าเชื่อว่าอาตมาเป็นสมณะพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อัตถิ โลเก แล้วเขาก็จะมาพิสูจน์ปฏิบัติตาม อาตมาก็จะบรรยายตั้งแต่ สัมมาทิฏฐิข้อที่ 1-9 เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา) 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) ทานที่ให้แล้วจะมีผลหรือไม่มีผล หรือทานแล้วมีโทษ ติดยึด กิเลสหนามากขึ้น อย่างนั้นจะมีประโยชน์อะไร เป็นนัตถิทินนัง อาตมาก็อธิบาย อัตถิทินนังมีผลลดกิเลสได้ มีบารมีได้รองรับอาศัยเป็นกุศล ส่วนประโยชน์คือได้ตัดกิเลสมีอานิสงส์ ผู้สัมมาทิฏฐิข้อที่ 1 อย่างพวกเราชาวอโศกจึงได้ละลด ยิ่งทานแล้วยิ่งมีทั้งศีลหรือมีทั้งพรต มีทั้งภาควิธีปฏิบัติ หรือจะมียัญพิธีหรือมีปฏิปทาหรือวิธีการปฏิบัติ 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) ศีลมัย 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) ภาวนามัย เดิมบุญกิริยาวัตถุของศาสนาพุทธมีแค่ข้อ 1 2 3 แต่อรรถกถาจารย์มาเติมไปอีกเยอะ เป็นโลกียะ ของพระพุทธเจ้ามีแค่ 3 อย่าง แต่พวกอรรถกถาเติมไปให้เป็น 10 ข้อ สังเวยคือการเอาไปบูชาพระเจ้า หรือเอามาให้ทานอาตมา อาตมาก็เป็นผู้สอนให้เอาไปปฏิบัติได้ เอามาสังเวยอาตมา เสร็จแล้วอาตมาก็พาให้ปฏิบัติ หุตัง(หิ แปลว่า ความจริง) แปลว่า จิตเกิดผลจริง คือคุณมาหาอาจารย์แล้วอาจารย์สอนให้ได้ผลจริง ในทานศีลภาวนา เกิดบรรลุสำเร็จผลสามข้อ
610207_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัจจะของการทานและบุญอันลึกซึ้ง