สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัจจะแห่งบุญอันลึกซึ้ง.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัจจะแห่งบุญอันลึกซึ้ง สิ่งที่จะเกิดต้องเกิดจากกรรมเป็นอันทำ ข้อที่ 4. ของสัมมาทิฏฐิ ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) ซึ่งท่านไปแปลข้อนี้ว่าดีหรือชั่ว แต่กรรมนั้นลึกซึ้งกว่าดีชั่ว พระพุทธเจ้ามีกฎระเบียบตั้งแต่เล็กน้อย ทุ หรือไปจนหยาบ จนถึงทุจริต ล้วนเป็นกรรมแล้วมีผลวิบาก สรุปคือกรรมเป็นอันทำ ทำแล้วเป็นผลดีหรือชั่ว สุกตทุกกฏานัง ไม่ใช่ว่ามีแค่ดีกับชั่ว แต่มีบุญมีบาปด้วย ปฏิบัติแล้วเกิดบุญไหม เกิดก็ชำระบาปกิเลสชั่วได้จึงเป็นสุกฏ ดีสุขได้ สุกตทุกกฏานัง ถึงไม่ใช่แค่ดีชั่ว สุกตคือบุญ เมื่อบุญชำระกิเลสได้ด้วยกรรม คุณไปคิดเอาสะกดจิตเอาไม่ได้ ไม่ครบภายนอกภายใน กุศล อกุศล เป็นสมบัติ บุญกับบาปเป็นวิบัติ ไม่มีเกิดอีก หากหมดอกุศลก็มีเหลือกุศล แต่ถ้าบาปหมด บุญก็หมด เป็นปุญญปาปปริกขีโณ พระอรหันต์คือผู้หมดบุญ จะไปสั่งสมบุญไปไม่ได้ บุญมีหน้าที่ฆ่ากิเลสถ่ายเดียว อันนี้เป็นเรื่องผิดเพี้ยนสอนให้สั่งสมบุญ บุญมากบุญไม่มีที่สิ้นสุด เลอะไปเลยศาสนา การเข้าใจคำว่าบุญอย่างสัมมาทิฏฐิ จึงเป็นความสำคัญที่สุด ที่จะต้องชัดเจน อาตมาก็พูดย้ำอีก อย่าหาว่าคุยโตมากเลย ในยุคนี้ อาตมานี่แหละ เป็นสมณพราหมณ์ผู้มาเปิดเผยบุญที่ถูกต้อง โดยเฉพาะคำว่ากายนี้หนักมาก ยิ่งคำว่าบุญนี้หนักมากจะให้เข้าใจได้ครบ เมื่อเข้าใจบุญไม่ได้ ปฏิบัติธรรมทุกอย่างก็ไม่มีธรรมาวุธ ไม่มีบุญญาวุธ บุญก็กลายเป็นแค่สมบัติ แต่ไม่ใช่สมบัติ บุญต้องเป็นอาวุธฆ่ากิเลสอย่างเดียว ฆ่ากิเลสได้แล้วก็หมดหน้าที่ เพราะมันเป็นเครื่องทำลาย บุญเป็นเครื่องทำลาย อาตมาเปรียบเทียบ บุญเหมือนกับลูกระเบิดปรมาณูเอาไปทิ้งเสร็จ ระเบิดตูม ระเบิดมันก็หายไป จะไปเก็บเศษส่วนนั้นมาป
อ่านต่อ
ระกอบอีกก็ไม่ได้ ต้องสร้างขึ้นมาใหม่ จึงจะไปทิ้งเป็นระเบิดปรมาณูได้ ทำงานเสร็จจบหน้าที่ จะเก็บลูกระเบิดปรมาณูนี่มาใช้เป็นครั้งที่ 2 ก็ไม่ได้ เก็บเศษส่วนมาใช้ก็ไม่ได้ ชั้นเดียวกัน บุญไม่มีการค้างคา มีหน้าที่ทำลายเสร็จจบ 0 หมดหน้าที่ ไม่เหลือบุญ คนที่หมดบุญ คือพระอรหันต์ คำว่า สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) หากไปแปลว่าผู้ไม่ทำชั่วแล้วทำแต่ดี แปลไม่ถูก ที่จริงท่านไม่ทำทั้งดีและชั่ว ชั่วดีเป็นสมุติสัจจะ ส่วนบาปและบุญเป็นปรมัตถ์สัจจะ บุญมีหน้าที่กำจัดบาปอกุศลอย่างเดียว กำจัดเสร็จแล้ว พระอรหันต์ ในโอวาทปาติโมกข์ 3 ข้อ เป็นโลกุตระ ผู้ไม่ทำบาปทั้งปวงคือผู้หยุดแล้วบาปสนิท เป็นหลักประกันของพระอรหันต์ ไม่ทำบาปแล้ว หากจะมีชีวิตอยู่ต่อเป็นพระโพธิสัตว์ กรรมของพระอรหันต์ทุกกรรมจึงมีแต่กุศล ไม่มีบุญ กรรมของพระอรหันต์ตลอดกาลไม่มีบาปมีแต่กุศลไม่มีบุญด้วย ท่านทำกรรมกิริยาอย่างไรก็ไม่มีบาปอีกแล้วเกิดแต่กุศล และไม่เกิดบุญแล้ว พระอรหันต์ไม่เกิดบุญอีกแล้วไม่ทำบุญอีกแล้ว ท่านได้ทำจิตสะอาดขาวรอบผ่องแผ้วหมดแล้ว อกุศลหมดแล้วบุญเหมือนระเบิดปรมาณู กำจัดสิ่งที่จะกำจัดหมดสิ้นแล้ว ไม่เหลือ พระอรหันต์ เป็นผู้ที่มีปาติโมกข์ 3 ข้อนี้ ไม่มีบาป ไม่มีบุญ มีแต่กุศล ปุญญปาปปริกขีโณ หากแปลแบบโลกีย์ก็เลยยาก สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) เป็นหลักฐานรับรองพระอรหันต์ เขาไปแปลว่าไม่ทำชั่วทำแต่ดี ทำจิตสะอาดบริสุทธิ์ แต่ของอรหันต์ไม่มีดีไม่มีชั่ว ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีบุญไม่มีบาป ทำแต่กรรมว่างๆ กรรมของท่านไม่มีตัวตนแล้ว ในบัญญัติที่เหลือจะขยายคำว่าบุญอีก หนึ่ง สัพพาปัสสอกรณัง ต่อมาส่วนบุญ มีส่วนบุญ คำว่าส่วนบุญคือปุญญภาคิยาหรือปุญญภาค หมายความว่าบุญคือการชำระกิเลส ผู้ที่ปฏิบัติถูกต้องรู้จักกิเลส แล้วก็ทำให้กิเลสลดได้ กิเลสคุณมี 100 หน่วยหรือว่าคุณมี 10 หน่วย แล้วก็มีพลังงานที่เป็น ไฟฌาน ไฟโลกุตระ กำจัดกิเลส ราคะหรือโทสะ หรือกาม พยาบาท กำจัดได้ มันมี 10 กำจัดได้ 1 ก็นั่นแหละกิเลสคุณหายไป 1 ส่วนก็ได้ส่วนที่เสียไป เสียนั่นแหละคือได้ กิเลสหายไปกิเลสหมดไปนั่นแหละคือคุณได้ นี่แหละคือในหลวงตรัสว่าเราเสียคือเราได้ กิเลสมันก็หายไปมันก็ไม่มี ก็ได้ส่วนแห่งบุญ 1 เหลือ 9 ก็ทำอีก เป็นเสขบุคคล กำจัดอีก ส่วนแห่งบุญก็หมดไปอีก เหลือ 8 7 6 5 ส่วนที่ได้คือกิเลสหมดไปคือส่วนที่ได้ ไม่ใช่ได้อะไรมา แต่คือได้ส่วนที่เสียคือกิเลส เราได้ให้เงินทองคุณไปอย่างไม่สาเปกโข นั่นแหละคือคุณเสีย นั่นแหละคือคุณได้ ฟังแล้วก็น่าเห็นใจคน เพราะมันไม่มีภาษาจะพูดแล้ว เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน พูดแล้วกลับไปกลับมา แต่ผู้ที่มีสภาวะจริง การเสียหรือได้ คนที่มีสภาวะแล้วจะรู้ว่าเราเสียคือเราเสียกิเลสไป แต่เราได้ความเจริญแล้ว คุณก็จะไม่งงไม่สับสน แปลภาษามันชวนงง เพราะภาษาเป็นสมมติสัจจะ ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบของปรมัตถ์สัจจะ บอกว่าเราเสียคือเราได้ก็จะงง แต่ผู้ที่ชัดเจนในสภาวะก็จะไม่มีปัญหามีแต่ปัญญา พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มหาจัตตารีสกสูตร ผู้เป็นเสขบุคคลได้ส่วนบุญไปตามลำดับ ได้คือเสียกิเลสไป เขาก็ไม่งงหากมีปัญญา คือจะเกิดการชำระต้องเกิดจากการปฏิบัติ ไปนั่งคิดเอาไม่ได้ ปฏิบัติธรรมไม่มีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย รูปีรูปานิปัสสติ คนที่มีรูปก็ต้องเห็นรูปตาต้องเห็น หูได้ยิน ลิ้นรับรส ฯ ใจก็ต้องรับรู้ด้วย เป็นธรรมะสอง แต่คุณเอาแต่นั่งหลับตาไม่มีหวังจะเป็นอรหันต์ อาตมาก็พูดแข็งๆจริงจังมาอย่างนี้ตลอด คนที่ไม่ชอบบุคลิกอย่างนี้ก็จะไม่รับ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาจะมาดัดจริตมันไม่ทันใจ อาตมาจะมาทำนิ่มนวลอาตมาไม่ถนัด ขออภัย อาตมาไม่มีเจตนาทำร้าย รับรองว่าไม่พาทำเสีย พาทำเสียหรือพาหลงผิดมันเป็นวิบากย้อนได้ อาตมาไม่ทำ
ต่อมา คำว่า อภิสังขาร 3 คือ ปุญญาภิสังขาร อุปญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร อภิสังขารคือการปรุงการทำการสร้าง การ create ทำให้กิเลสมันหายไปได้ เมื่อจัดการกับกิเลสได้จึงเรียกว่า ปุญญาภิสังขาร คนไม่มีโลกุตระก็จะอธิบายผิด ปุญญาภิสังขารเขาก็แปลว่า การชำระกิเลส แต่อปุญญาภิสังขาร เขาแปลว่าสังขารเป็นบาป วนกลับไปมาเป็นธรรมะสอง แต่ที่จริงแล้วบุญเป็นธรรมะเดียวไม่เป็นธรรมะสอง มีหน้าที่วิบัติไม่เป็นสมบัติ แต่เขาก็วนแปล อปุญญาภิสังขารว่าคือบาปอีก แปลเช่นนี้คือผู้ไม่ใช่โลกุตรบุคคล เข้าใจบุญบาปไม่ได้ คนที่ฟังอาตมาเข้าใจ ก็อธิบายแบบนี้ได้ แต่ว่าใจจริงๆจะเป็นได้หรือไม่เท่านั้น คนวนคือคนโลกียะ คนหมดวนแล้วก็เป็นคนโลกุตระ อเนญชาภิสังขาร จึงเป็นการสั่งสมความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว พระอรหันต์ผ่านอปุญญาภิสังขารแล้ว จึงมีแต่สั่งสม ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา องค์คุณอุเบกขา 5 1. ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5) 2. ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) 3. มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) จิตปรับได้ แต่งได้ ทำให้เป็นได้เร็วไว เจริญเร็วไว ทั้งเจโตและปัญญา มุทุคือ เวทนา สัญญา สังขาร คล่องแคล่ว กายมุทุตา คือองค์ประชุมของรูปนามที่คล่องแคล่ว กายกัมมัญญตา คือเอามาทำกรรมการงานที่ไม่มีบาป บริสุทธิ์สะอาด ประเสริฐ 4. กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงาน ไร้อคติ) 5. ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) (ธาตุวิภังคสูตร พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 690)
ผู้ที่มีอุเบกขาเป็นฐานนิพพาน (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูอธิบายรายละเอียดของบุญ ต้องมีสัมผัสวิโมกข์ 8 พ่อครูว่า...เมื่อผู้ที่เกิดบุญจนเป็นอเนญชาภิสังขารได้ก็สั่งสมอเนญชา สั่งสมความว่างอย่างตั้งมั่น สั่งสมจิตที่ไม่มีกิเลสเพิ่มเติม ยิ่งตั้งมั่นมากขึ้น ตกผลึกมากขึ้นเรียกว่าสมาธิ สมาธิจึงไม่ใช่ไปสะกดจิตให้แข็งทื่อ ไม่ใช่ สมาธิของพระพุทธเจ้าเรียกว่าสัมมาสมาธิ จิตนี้ตั้งมั่นเป็นอเนญชาภิสังขาร สั่งสมจิตสะอาดบริสุทธิ์อย่างพุทธ ตั้งมั่น แข็งแรงไม่หวั่นไหว จึงเรียกว่า อเนญชาหรือสมาธิจิตที่ตั้งมั่น แต่ถ้าเจโตสมาธิสะกด จิตตั้งมั่นได้แข็งแรงเหมือนกัน เก่ง ไม่สะดุ้งสะเทือนอะไรได้ แต่ไม่ได้รู้ละเอียด ไม่ได้รู้โลกโลกีย์ โลกวิทู ไม่มีโลกุตรจิต จิตแบบนี้จึงช่วยคนไม่ได้มาก ไม่รู้จักโลกเข้าใจโลก ที่มีเยอะแยะ ก็ช่วยโลกไม่ได้มาก จึงไม่มีโลกานุกัมปา ได้แต่เป็นส่วนตัวช่วยได้เล็กๆน้อยๆ ไม่เป็นไปเพื่อพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) เป็นยอดนักประชาธิปไตยเป็นผู้ช่วยประชาชน เสียสละเพื่อประชาชน เพื่อมวลมนุษย์โลก ทำให้โลก ทำให้คนส่วนใหญ่ เป็นความสุข แต่เป็นความสุขแบบโลกุตระ ปรมังสุขัง เป็นวูปสโมสุข ไม่ใช่ความสุขแบบมีกิเลสที่เป็นโลกียะ สุขขัลลิกะ แต่นี่เป็นสุขพิเศษที่ยิ่งกว่าสุข เรียกว่าปรมังสุขัง เป็นวูปสโมสุข หรืออุปสโมสุข หรือนิรามิสสุข(สุขไม่มีอามิส) จึงเป็นผู้ที่รู้จักสุขแบบว่างนี่แหละดี สูญ สุ คือดี ข คือว่าง มันเป็นพยัญชนะที่พระพุทธเจ้านั่นแหละที่ถ่ายทอดมา เป็นภาษาที่ตายตัว อธิบายอย่างไรก็ไม่ออกนอกรีต สามารถขยายความไปได้ ถ้าไม่มีสภาวะแล้วออกนอกสัจจะเลย พระอรหันต์คือ ผู้ที่บุญทำงานสำเร็จ กำจัดบาปหมด เป็นปุญญปาปปริกขีโณ จากโอวาทปาติโมกข์ ก็มาส่วนแห่งบุญ ปุญญภาคิยา หรือ ปุญญปาปปริกขีโณ หรือ ปุญญาภิสังขาร ถ้าไม่มีความจริงแล้วอธิบายไม่ไหวหรอก มันไม่ใช่เรื่องตรรกะ ไม่ใช่เรื่องคะเนคำนวณ ท่องเอาได้ มันละเอียดซับซ้อน หากไม่รู้จริงไม่มีสภาวะอธิบายคนฟังสับสนแน่ ขนาดฟังอาตมาสับสนบ้าง แต่ถ้ามีสภาวะจะไม่สับสน ถ้ามีสภาวะมากขึ้นก็จะยิ่งไม่สับสนจะยิ่งเข้าใจ พยัญชนะที่เหลือมีหลักฐานอ้างอิงเป็นพระไตรปิฎกเล่มเดียวกัน เอามายืนยัน เอามาอ้างอิงขยายความ อาตมาก็จึงสามารถยืนอยู่บนพื้นที่พุทธศาสนานี้ได้ หากไม่มีหลักฐานอ้างอิง ป่านนี้เขาเอาเรื่องแย่แล้ว เขาก็จะบีบจนอาตมาทนไม่ได้ นี่เขาก็แรงแต่อาตมาหนังเหนียว และหนักด้วย แต่ไม่ใช่หน้าด้านนะ
610207_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัจจะของการทานและบุญอันลึกซึ้ง