570506_พ่อครูเทศน์ในงานสัปดาห์วิสาขบูชาวิชิตชัย ปักหลักเปิดโลก ตอนที่ ๑ .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์463 KB
วันที่แก้ไข9 เมษายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

570506_พ่อครูเทศน์ ในงานสัปดาห์วิสาขบูชาวิชิตชัย ปักหลักเปิดโลก ตอนที่ ๑ พ่อครู … วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2557 ที่สะพานผ่านฟ้า การที่จะรู้จริง รู้แจ้ง ในเรื่องจิตวิญญาณ ที่จะเกิด ญาณ ปัญญา รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง รู้อย่างสัมผัสรู้ ว่าวิญญาณลักษณะดังกล่าวเป็นอาการของสัตว์ อบาย เดรัจฉาน อสุรกาย หรือ เราเรียกว่าอาการ สัตว์ที่แตกต่างกัน มีความหยาบกลางละเอียดอย่างไรก็แยกแยะได้ นรก คือ ความใคร่อยาก เป็นเบื้องต้น ต้นรากที่ทำให้เกิดความร้อนเร่า ที่ร้อนเร่า เพราะอยากใคร่แรง ดิ้นรนมากมาย ที่จะต้องแย่งชิง จนรุนแรง ฆ่าแกงกัน ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา มันรุนแรง คนเรา ก็เมียเขานะ แล้วไปชอบเมียเขาจนถึงต้องฆ่าผัวเขา เพื่อแย่งเอาเมียเขามา หรือจิตที่ไม่ได้รุนแรงร้อนเร่า มันทุกข์ทรมานมาก พอกิเลสมันเป็นลักษณะ เปรต หรือ ปิตติวิสัย สัตว์เปรตคือ ดิ้นรนใคร่อยาก เปรตก็เป็นลักษณะกว้างๆ ส่วน เดรัจฉาน ก็เป็นกิเลสลักษณะของมันไม่รู้เรื่อง อวิชชา หรือโง่ เป็นโมหะ โง่ ความหมายของเดรัจฉานคือ สัตว์ที่มีลำตัวขวาง ไม่ตั้งตรง ก็เลยว่ากันว่าเป็นสัตว์ขวาง หรือผู้มีลักษณะขวางทางนิพพาน ส่วน อติวินิปาต ก็คือกิเลสที่ไม่รู้จะจัดเข้าพวกไหนแล้ว เลอะเทอะ มันไม่รู้จะตกต่ำกว่านี้อีกแล้ว ความหมายของกิเลสต่างๆนี้ ก็คือความเป็นสัตว์โลก สัตว์ทางจิตวิญญาณ สัตว์อบาย คือ กิเลส เราไม่ควรไปวุ่นวายเรียนรู้กิเลสของคนอื่น แม้คุณจะมีญาณรู้ได้ ก็ไม่มีสิทธิ์ไปแส่ หรือคุณจะรู้แล้ว จะไปสอน บอกเขาได้ ก็ไม่ใช่หน้าที่หลัก หน้าที่เราคือ รู้ความเป็นสัตว์ ของตนเอง แม้คุณจะไม่มีกิเลสหยาบเท่าไหร่ ก็พยายามอ่าน ให้รู้เป็น วิปัสสนาญาณ คือ มัน เห็น (ปัสสติ) มัน สัมผัสรู้ ไม่ใช่เดา จะอ่านสัมผัสรู้เลย พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ได้ด้วยอาการเต็มๆ

อ่านต่อ

เรียกว่า อัตตา หรือตัวตน อัตตา เมื่อไม่มีเงื่อนไขกำกับก็ว่ากันลอยๆ แต่พุทธศาสนานั้นไม่ใช่หลักลอยเลอะเทอะ แต่เป็นสิ่งที่มีเป้าหมายรายละเอียดชัดเจน อัตตาหรือตัวตน มันหมายถึง ตัวตนของกิเลส ไม่มีรูปร่างสีสัน เมื่อมี ก็เรียกว่าเป็นสัตว์ หรือผี หรือมาร หรือเทวดา หรือพรหม มันไม่มีรูปร่าง แต่ก็สอนกันว่าเป็นรูปร่างตัวตน จะเห็นได้ต้องไปนั่งเข้าฌาน และพอฌานเก่ง ก็สามารถเกิดญาณ ปัญญาวิเศษ เห็นเทวดา ผี พรหม ได้ เห็นเป็นรูปร่าง เหมือนคนตัวเป็นๆ หรืองามกว่าตัวคนหากเป็นเทวดา หรือเป็นสัตว์นรกก็คือ อัปลักษณ์กว่าคน แล้วแต่อาจารย์จะว่ากันไป ถ้าผู้ใดว่า ตนมีตาทิพย์ มีฌาน สมาธิสูงเก่ง จนเกิดญาณวิเศษสามารถเห็นผี สัตว์นรก เทวดา พรหม แล้วเป็นเป็นรูปร่างเส้นแสง นี่ผิดแต่ต้นแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะ รู้นามรูป ก็รู้ได้ ด้วย 1 . อาการ ( สภาวะ ขณะนั้นของจิต-กุศล-อกุศล) 2 . ลิงคะ ( ความต่างกัน ของนัยยะต่างๆ ในสภาวะจิต) 3 . นิมิต ( เครื่องหมาย ชี้บอกสภาวะจิต) 4 . อุทเทส (การยก หัวข้ออธิบาย ขยายความหมาย) (พ ระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 ) แต่ในพระไตรปิฎกอาจใช้คำว่า อาการ เพศ นิมิต อุเทส คำว่า อาการ ก็เป็นสภาวะมีลีลา ความเคลื่อนไหว เป็นนามธรรม ของจิตวิญญาณ ส่วน ลิงคะ ที่แปลว่าเพศ คือ มีความแตกต่างของอาการ เช่น อิตถีภาวะ ต่างกับปุริสภาวะ มันมีลักษณะที่ต้องเรียนรู้ แล้วเราจะรู้ว่าต่างกันอย่างไร บอกความแตกต่าง เรียกว่าลิงคะ หรือเพศ มันต่างกันนะ เป็นของสองลักษณะที่มีนัยต่างกัน จะรู้แม้ใน อุปาทายรูป 24 ก็มี ภาวรูป 2 คือ อิตถี และ ปุริสภาวะ ก็ต้องมีญาณปัญญาแยกออก นี่คือ มีตาทิพย์ นี่คือ นามรูป หรือนามธรรม ที่ถูกรู้ รูป คือ ส ิ่ งที่ถูกรู้ โดยญาณของเรา เช่น คำว่า กาย เป็นองค์ประชุมที่รวมทั้งหมด ตั้งแต่ทวารทั้ง 5 ตากระทบรูป ก็รู้ หูกระทบเสียง ตากระทบรูป ต้องกระทบภายนอกที่เป็นภาวะของ ดิน น้ำ ไฟ ลม หรือเป็นสสารภายนอก เมื่อสัมผัสแล้ว เราก็เกิดรู้ โดยจิตวิญญาณ ถ้าถอดลูกกะตาไป มันก็ไม่รู้ด้วยตัวมันเอง มันเป็นเพียงอุปกรณ์ เครื่องเกี่ยวเนื่อง ให้จิตวิญญาณเกิดการรู้จากสิ่งที่เกี่ยวเนื่อง รูปรูป คือ สิ่งที่อยู่ภายนอก เลย เป็นของหยา บ ส่วนนามธรรม เป็นของละเอียดที่เราต้องกำหนดรู้ ถ้าเราไปกำหนดผิดไปเห็นเป็นรูป ที่มีสีสันรูปร่าง ตัวตน พอนั่งสมาธิเข้าไปก็เห็นว่ามีผี เทวดา เปรต อสุรกาย เป็นรูปร่างอย่างนี้ คุณก็เพ่งแต่รูปร่าง แต่มันไม่เกิดรับรู้สุขทุกข์อย่างไร เมื่อสอนกันผิดๆ ก็ไม่มีทางที่จะปฏิบัติได้ถูก ไปรู้แค่ตัวตนก็ไม่รู้ว่า มันสุข ทุกข์อย่างไร ผี เทวดา พรหม จะสุขทุกข์อย่างไร ก็ไม่รู้ เพราะเรียนมาผิด ก็กำหนดผิดๆ แค่เห็นก็ดีใจว่า ได้เห็น ก็แค่นั้น พระพุทธเจ้าสอนว่าให้มีสติปัฏฐาน ต้องสัมผัสรู้ เมื่อตากระทบรูป เข้าไปข้างใน องค์ประชุมรวมเป็น กายสังขาร เป็นรูปของผี เทวดา พรหม คุณต้องรู้ว่า ผีมีอาการอย่างไร ขั้นแรกต้องรู้เข้าไปภายใน เป็นรูป เช่น รูปในระดับหยาบ เรียกว่า กายในกาย ลืมตากระทบรูป หูได้ยินเสียงกระทบหู เป็นต้น อยู่หลัดๆ เป็นของจริง ปัจจุบันเลย เป็นองค์ประชุม หรือกาย เช่น ดอกไม้ ที่อยู่บนโต๊ะ ดอกเล็กๆ เป็นดอกกล้วยไม้ เมื่อสัมผัสแล้ว ก็ดูเหมือนของจริงนะ เมื่อคุณพบดอกไม้ก็ว่าสวยจริง ตามสเปคอุปาทานไว้ คุณจะไปถูกหลอกตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ล่ะว่ามันสวย คุณเห็นกายในกาย อยู่ภายใน เรียกว่าเป็นกายในกาย เข้าไปรู้ข้างในแล้ว ตากระทบภายนอก แล้วเชื่อมต่อให้รู้ข้างใน ถ้าคุณไม่มีความรู้สึก ไม่มีกำหนดหมายสัญญา แสงกระทบวัตถุ แล้วสะท้อนมาที่ตาเรา แต่คุณไม่มีสัญญากำหนดหมาย คุณก็ไม่รู้ ไม่เห็น แม้ตากระทบ ตาไม่บอดนะ แต่ไม่มีสัญญาเจตสิก ตัวสัญญาต้องกำหนดตาม แต่ถ้าสติ คุณกำหนดรู้ตัวทั่วพร้อม ใน สติสัมปชัญญะ ก็จะมีความรู้เลื่อนเข้าไป ตัวที่คุณเคยชอบ หากบางอารมณ์แปรปรวน ก็ไม่ชอบได้ แต่ถ้าสามัญ มีอุปาทานว่าชอบแบบนี้ ก็จะชอบ หรืออะไรสเปคไว้ว่าไม่ชอบ ก็จะไม่ชอบ โดยสามัญ ในความรับรู้นั้น จาก กายในกาย ก็มาต่อเป็น เวทนาในเวทนา ต่อไปอีก อารมณ์ ชอบ ไม่ชอบ นี่ ก็เป็น เวทนา แล้วก็พิจารณารายละเอียดในจิต แยกเวทนาอีก ซึ่งสังขารก็ไม่รู้ว่าสังขาร ทำให้เกิดเวทนา แต่เมื่อเราสามารถอ่านออกได้ว่า มันชอบไม่ชอบ หรือเฉยๆมันมีอยู่ 3 เวทนานี่แหละ ปุถุชนก็มีอยู่ 3 เวทนา แล้วมีกระทบทาง ทวาร 6 แต่ละทวาร ก็มีสุขทุกข์เฉยๆ นี่แหละ เวลาปฏิบัติ มีข้อที่แจกวิภังค์ ในปฏิจจสมุปบาท มี ชาติ ที่มี 5 อย่าง ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ แจกเป็นองค์รวม ซึ่ง เรียกว่า กาย คำว่ากายนี้ เขาเรียนกันมาผิดๆ จึงไม่ได้ธรรมะ เพราะไปเรียนมาผิดๆ ว่า กายคือ รูปร่างภายนอก ไม่ได้มีความรู้สึก ไม่มีจิตเลย อย่างนี้เข้าใจผิด เพราะกายที่คุณควรรู้ก็คือ สักกายะ ที่เป็นสังโยชน์ใน สังโยชน์ 10 ก่อน ในปฏิจจสมุปบาทท่านให้เรียนรู้วิญญาณ 6 อายตะ 6 และให้เรียนรู้ มโนปวิจาร 18 ที่มีฝั่ง เคหสิตเวทนา ถ้าคุณอ่านไม่ออก ใน มโนปวิจาร ก็จะไม่รู้ความจริงของ สัตว์ มาร ผี เทวดา พรหม คุณจะไม่รู้ เพราะคุณแยกเวทนาไม่ออก ถ้าแยกไม่ออก ก็ไม่เห็นสัตว์ สุขอย่าง สมมุติเทพ เรียกว่าเทวดาสมมุติรู้กันทั่วไป เหมือนกันทั้งนั้น คุณต้องอ่านอาการ ที่เป็นเวทนา ที่เป็นสัตว์นรก ให้ออก มันเป็นความทุกข์ เป็นเคหสิตเวทนา มันมีน้ำหนัก หรืออินทรีย์ แรงเบาอย่างไร มันชอบหรือโกรธ แรงหรือเบา เรียกว่า อินทรีย์ของเวทนา มี เวทนา 5 ที่เป็น 1 . สุขินทรีย์ 2 . ทุกขินทรีย์ (ภายนอก) 3 . โสมนัสสินทรีย์ 4 . โทมนัสสินทรีย์ 5 . อุเบกขินทรีย์ (ภายใน) เรียนรู้ว่าเมื่อสัมผัสก็ชอบ คุณก็มีชีวิตอยู่กับมัน แล้วหลงสุข แล้วมันก็คู่กับทุกข์ หากไม่ได้ล้างกิเลส ไปตลอดกาลนาน เมื่อสัมผัสทางทวารแล้ว ก็มีเวทนา คุณก็จับตัวสัตว์ให้ได้ สุขเท็จเรียกว่า สุขขัลลิกะ ไม่ใช่สุขจริง หากจับตัวสัตว์ได้ ก็ประหาร ฆ่ามัน คุณประหารด้วย ปหาน 5 1 . วิกขัมภนปหาน ( ละด้วยการข่มใจ -ใช้เจโตนำหน้า) ธรรมชาติมนุษย์ ก็จะรู้ใช้การกดข่มไว้ แสดงออกประเจิดประเจ้อไม่ได้ ต้องมีมารยาทสังคม กดข่มไว้บ้าง ก็เป็นธรรมดา มันทำกันเป็นทุกคน แต่การกดข่ม ก็ทำให้ไม่แสดงออกทางกาย วาจา มามีฤทธิ์อำนาจ มาเป็นองค์รวมทั้งหมด เป็น กายวิญญัติ ทั้งหมด ทั้งท่าทางที่เป็นท่าทางเต็มๆ รวมเป็นอาการสรีระบทบาท มีทั้งสุ้มเสียงสำเนียง ที่อาตมาแสดงนี่คือ กายวิญญัติ ถ้าคุณเกิดอาการกาม คุณจะแสดงอาการกาม หากคุณไม่กดข่ม ก็แสดงออกมาเต็มที่เลย คุณจะทำร้ายก็แสดงออกเต็มที่เลย ทั้งเตะถีบ ด่าทอ ก็แสดงออกมาเต็มๆ ก็รู้ได้ด้วยกายวิญญัติ การเคลื่อนไหวที่เป็นองค์รวม มีใจเป็นประธาน ถ้าไม่มีอาการทางกายเลย มีแต่สำเสียงเสียงเรียกว่า วจีวิญญัติ ในการกดข่มนั้น คุณก็มีปฏิภาณรู้ว่ากดข่ม ในลึกๆก็รู้ว่า มันเป็นโทษ แต่คุณไม่ได้คิดจะให้มันหายไป แต่ถ้าได้เรียนธรรมะมาก็รู้ว่า ควรทำให้หายไป ก็ได้แต่กดข่มไว้ แต่พระพุทธเจ้าสอนให้วิปัสสนาวิธี 2 . ตทังคปหาน ( ละได้เป็นครั้งคราว -ใช้ปัญญาอบรมจิต) 3 . สมุจเฉทปหาน ( ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) 4 . ปฏิปัสสัทธิปหาน ( ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา ) 5 . นิสสรณปหาน ( สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) (พ ระไตรปิฎก เล่ม 31 ข้อ 65 ) เมื่อคุณอ่านรู้ผีได้ ก็พิจารณา โทษภัยของผี มีวิธีพิจารณาว่า อนิจจัง ทุกขัง อัตตา มันไม่เที่ยง อนิจจัง มันจะเกิดอย่างนี้จนระงับไม่ได้ หรือมันจะหายไปจนสูญเลย คุณไม่เคยศึกษาเลย แต่พอศึกษาก็จะรู้ว่ามันไม่เที่ยง เกิดแรง เบา จัดจ้านอย่างไร ก็แสดงออกมาก็เป็นได้ มันไม่เป็นตลอดเวลา แสดงว่ามันอนิจจัง ไม่เที่ยง มันเกิดเมื่อคุณปรุงแต่งได้มาก ตามที่คุณมีต้นทุน คนไม่มีต้นทุน ก็ปรุงแต่งไม่ได้มาก หากไม่สะสม ก็ไม่มี แต่ถ้าสะสมมากก็ต้องควบคุม มีโอกาสแสดงออก ก็แสดงออกเต็มที่ ก็ได้บำเรอมันไป โทสะแสดงเต็มที่ถ้ามีโอกาส ควบคุมไม่ได้ ก็แสดงออก คนก็ต้องมาเรียนรู้ว่า มันไม่เที่ยง ที่จริงรู้ง่าย คุณไม่ได้มีราคะโทสะตลอดเวลา แสดงออกมากบ้างน้อยบ้าง หรือเจออันนี้ทีไรก็โทสะแรงทุกที บางทีแสดงออกมาก บางทีแสดงน้อย ไม่เที่ยง แต่ก็มักแสดงออกเสมอ แล้วก็บำเรอให้สมโลภ สมโกรธตลอดเวลา เป็น ทุกข์ เสียทั้งทุนรอน เวลา แรงงานทำให้เสียหายฉิบหาย อะไรไม่จำเป็นต้องมีต้องได้เลย เช่น คุณจะต้องได้เงินทอง ลาภ คุณต้องมีต้องได้ตะกละจะเอามามาก ได้มาก็สุข ไม่ได้ก็ทุกข์ จองเวรพยาบาทจะเอาๆๆ อย่างที่เราต้องมาต่อสู้อยู่ที่นี่แหละ ที่เขาหลอกกัน จะเอาเปรียบกัน แล้วหลอกให้คนมาเอาเปรียบกันได้มากๆ ให้แค่เศษเนื้อข้างเขียง แต่ตนเอามามากๆ ถ้าได้มาก็สุข แต่ทุกข์เขาไม่รู้ตัว แล้วเขาพาคนอื่นทุกข์ด้วย แม้แต่เรา แต่ทุกข์ของเรานี่เป็นกุศล เราทำไม่ได้เพื่อตัวเรา แต่เราทำเพื่อผู้อื่นด้วย แต่ถ้าไม่รู้จักพอ ไม่สันโดษเลย จะสร้างวิบากไปเรื่อยๆ จะต้องมาเป็นเวรภัย เป็นอจินไตยที่ต้องมาทำร้ายกัน มันมีอะไรที่นึกไม่ออกเยอะกว่าเยอะ สรุปแล้วต้องรู้ว่า เป็นเรื่องไม่ดี ก่อความไม่ดี ทุกข์เป็นความลำบาก แต่สุขเป็นความเท็จ สุขทุกข์คู่กัน เราต้องพยายามลดเหตุแห่งทุกข์ คือการหามาบำเรอ โลภ โกรธ หลง ของตนเอง มันมีวิธีกำจัด ตั้งแต่ตทังคปหาน ก็ได้ชั่วคราว แต่ถ้าทำวิปัสสนาวิธี จะมีวิปัสสนาญาณ 9 อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิด- ความเสื่อมไปของกิเลส ของชาติ เวทนา สุขทุกข์ต่างๆ

แล้วการไม่ได้สุขนี่มันจะไ่ม่เจริญหรือไม่ ? ไม่ต้องมีอันนี้ จะเป็นคนประเสริฐได้หรือไม่คุณก็ต้องลองทิ้งดู เช่นการที่เราจะไม่ต้องมีอบายมุขอย่างนี้ เช่นเราไม่ต้องไปเล่นพนัน เราไม่ต้องติดน้ำเมา ไม่ต้องรุนแรงฆ่า ถ้ายิ่งเจ๋งจริงๆ อาตมาพามาไม่กินเนื้อสัตว์ จะเห็นอะไรลึกๆกว่านี้อีก ถ้าเลิกได้มันก็ไม่ได้สุขอย่างนี้ แล้วไม่ได้สุขอย่างนี้มันจะตายไหม ถ้าได้ฆ่าสัตว์มันสุข ถ้าไม่ได้ฆ่าจะทุกข์ คุณก็ลองดูสิว่าไม่ฆ่าสัตว์ ตนจะตายไหม? คุณไม่ต้องไปขโมยของจะตายไหม? มันมีลูกคนรวยที่เป็นโรคกิเลส ต้องได้ขโมยจึงสุข ทั้งรู้ว่าไม่ดี แต่เสี่ยงภัยดี ถ้าขโมยได้เก่ง พวกนี้วิตถารนะ เดี๋ยวนี้เยอะมาก ถ้าเราไม่เอาของอื่นที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ต้องไปอยากได้ของที่ไม่ใช่ของเรา อ่านอาการอยากให้เป็น มันอยากตามเขา เขามีมากก็อยากได้ตามเขา ถ้าเราไม่อยากตามเขา เช่น เขามี 10 ล้าน เราไม่ต้องไปอยากมี 10 ล้าน เราจะเป็นคนประเสริฐได้ไหม เบื้องต้นไม่ต้องไปอยากได้ของที่ไม่ใช่ของเรา เช่น เก็บของได้ก็ไปคืนเขา คนซื่อสัตย์แค่ทำเช่นนี้สังคมก็เป็นสุข ไม่เอาของที่ไม่ใช่ของเราก็เป็นสุข ยิ่งฝึกจิตให้ไม่อยากเอา ก็ยิ่งเจริญ ถ้าจะมีก็ต้องสร้างเองผลิตเอง ของตนเอง ทำสร้างเอง ทำขึ้น ดีไม่ดีทำแล้วเราก็อาศัยสิ่งที่เราทำได้ มีเหลือก็แจกจ่า ย เผื่อคนอื่น สังคมเช่นนี้ ชาวอโศกทำ จึงเป็นสังคมสุข ไม่ต้องรวย ในหลวงเราตรัส ไม่ต้องไปรวย ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา สังคมเราจึงเป็น สังคมอาริยชน เราทำสังคมที่มีสุขที่ได้จากการสละออก เนกขัมมะ เป็นสุขที่ยังได้บำเรออยู่ติดยึดอยู่ ดังนั้นทำก็ไม่สุข ไม่ได้ทำ ก็ไม่ทุกข์ แต่ทำก็ทำเพื่อคนอื่น เราต้องรู้ว่าสุข ที่บำเรอกิเลสแบบโลกๆ แต่เรามาเรียนรู้ที่จะลดกิเลส เมื่อลดได้ก็เป็นสุข เป็นอุปกิเลส แต่ยังดีเป็นเนกขัมสติโสมนัสเวทนา ไม่เหมือนทางโลกที่ได้มาบำเรอตนได้ตามสเปค บำเรอกาม บำเรออัตตา เมื่อลดอาการผีได้ สัตว์นรก เดรัจฉานได้ ชัดเจนว่าเรารู้ตัวที่เราจะกำจัด ตาม ปหาน 5 ได้ ทำจนเป็นตถตาในขั้นสูงสุด แต่ ตถตา นั้นอาตมาแบ่งเป็น 3 อย่าง 1 .ตถตา แบบ ยถากรรม ได้แต่ท่องเอาปล่อยวาง อย่างที่ปล่อยเป็นยถากรรม แบบนี้คุณเบาว่างได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนา ไม่เกิดญาณปัญญา รู้จัก เวทนาในเวทนา จิตในจิต ไม่เกิดความฉลาดในการทำจิตใจเลย ไม่ได้ฝึกอบรมเลยไม่พัฒนาจิตเลย ไม่เกิดญาณปัญญาที่สูงขึ้นเลย แต่ถ้าได้ฝึกจะรู้ขั้นตอนเลยในการเกิดญาณ เป็นสมถะลืมตา หัดปล่อยวาง อย่ามายุ่ง ก็ช่วยได้ บรรเทาทุกข์ได้ ไม่ได้มีญาณปัญญาจริง ไม่ได้ศึกษาเวทนา 108

2 .ตถตา ที่เป็น มรรค เกิดจากการฝึกฝน รู้เองเห็นเอง ว่ากิเลสลดได้หายไปได้ ก็จะอ๋อ เป็นตัวปฏิบัติ 2.1 สัจจญาณ (หยั่ง รู้สัจจะ กำหนดรู้ให้ครบ ปริญเญยยันติ ) 2.2 กิจจญาณ (หยั่ง รู้กิจที่กำลังละล้างกิเลส ปหาตัพพันติ ) 2.3 กตญาณ (หยั่ง รู้การจบกิจแล้ว ให้แจ่มแจ้ง สัจฉิกาตัพพันติ ) (พ ระไตรปิฎก เล่ม 4 ข้อ 15 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) ปฏิบัติ อนุปัสสี 4 2.1 อนิจจานุปัสสี (ตาม เห็นความไม่เที่ยง ของกิเลสตัณหา) 2.2 วิราคานุปัสสี (ตาม เห็นความจางคลาย ของกิเลส) 2.3 นิโรธานุปัสสี (ตาม เห็นความดับ ของสัตว์กิเลสตัณหา) 2.4 ปฏินิสสัคคานุปัสสี ( เห็นการย้อนทวนกลับไปสลัดคืน นิสสัคคะก็คือไม่มีนรกสวรรค์ เพราะกำจัดผีและเทวดา) ( พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 288 )

ตถตา ที่ เป็นผล คือทำได้สมบูรณ์แล้ว

ในงานนี้อาตามาจะแจกแจง เทวดา 6 ภูมิ พรหมอีก 20 ภูมิ ถ้าผู้ใดศึกษาถูกต้อง ฆ่าความเป็นสัตว์ได้ ก็จะมีมรรคผลจริง ตอนนี้เราจะศึกษาการเปิดโลก อาตมาอธิบายเรื่องนี้มาหลายชาติแล้ว ยังอธิบายไม่จบหลักสูตรเลย แต่คนเรียนจบหลักสูตรได้มี เป็นอรหันต์ได้ ก็จับสูตรทฤษฎีของตนเองให้ได้ สรุป สัตว์นรก สัตว์สวรรค์ (เทวดา) หรือสัตว์ที่ลดกิเลส(พรหม) สัตว์พรหม คือ สัตว์ที่ลดกิเลสได้ สัตว์เทวดามี 2 สัตว์ 1 . สัตว์สุขขัลลิกะ (สมมุติเทพ) รู้กันได้ทั่วกันอาจสมมุติต่างกันบ้างแต่ก็รู้ได้ทั่วกันได้ 2 . สัตว์อุปัติเทพ คำว่า กาย นี่สำคัญ คือต้องรู้ต้องสัมผัส วิโมกข์ 8 ด้วยกาย ได้ จึงบรรลุ อย่างในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2

และในทักขิเนยยบุคคล 7 ก็มีแบ่งไว้ 749935 0 สายปัญญา นี่ มีปัญญาวิมุติ ก็เป็นอรหันต์แล้ว จะปฏิบัติวิโมกข์ 8 ได้โดยเร็ว ท่านละไว้ว่า ธัมมานุสารี สายนี้จะไม่ต้องกล่าวว่าจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เพราะมีสัมมาทิฏฐิแต่ต้นแล้ว ส่วน สายสัทธานุสารี นั้น ก็ต้องกล่าวว่า ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงจะครบอุภโตภาควิมุติ เป็นอรหันต์ได้ ต้องมีการสัมผัสทวาร 6 แล้วมีเวทนาเกิด ต้องจับผี จับเทวดาสมุตติได้ แล้ว จัดการเหตุแห่งสุขทุกข์ได้ ก็เป็นพรหม วิโมกข์ 8 ข้อที่ 8 นั้น หมายถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ นี่จึงเป็นฌานของพระพุทธเจ้า ขั้นอรูปฌานแล้ว ไม่เหมือนของลัทธิอื่น ซึ่งสมาธิ ฌาน นิโรธ ของพุทธก็ต่างกับลัทธิอื่น ของ พระพุทธเจ้าเข้าถึงนิโรธแบบลืมตา มีผัสสะ ส่วนแบบไม่ใช่พุทธ จะได้นิโรธแบบหลับตา เข้าในภพ กายของนิโรธนั้นไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นธรรมะที่บริบูรณ์ พรหมจรรย์สูงสุด ก็เป็นธรรมกายสุดท้าย หรือย ิ่ งเป็น ธรรมกายของพระพุทธเจ้า ก็ เป็นองค์ประชุมของธรรมะที่สูงสุด หรือเรียกว่า พรหมกาย ก็ได้ จะได้อธิบายธรรมกายที่สัมมาทิฏฐิ กับมิจฉาทิฏฐิ ที่ธรรมกายเขายึดถือกัน ก็สุดที่จะเลี่ยงในการอธิบายเรื่องธรรมกาย ที่เขามิจฉาทิฏฐิ ไม่ได้มีเจตนาไปว่าสำนักธรรมกายนะ สำนักธรรมกายนี่มีสองสำนักใหญ่ ท่านได้ทะเลาะกัน แล้วแยกเป็นสองคณะ สำนักหนึ่งอยู่ดำเนินสะดวก อีกสำนักหนึ่งอยู่ที่รังสิต ไม่ได้โกรธเคืองนะ แต่เห็นใจ ละเว้นไม่ได้ที่จะต้องตำหนิ เพราะว่ามันผิด โดยความเห็นของอาตมา ส่วนใครจะศรัทธาธรรมกายสองคณะนั้น ก็ขออภัย ให้ฟังอาตมาบ้าง ไม่อยากให้ชิงชังอาตมา รับฟังบ้าง อาตมาก็รับรู้สัมผัสธรรมกายอยู่ เป็นนานาสังวาส แล้ว พุทธด้วยกันแต่ต่างกันก็ต้องพูดความต่าง ก็ต้องพูดสิ่งถูกสิ่งผิด จะพูดว่าถูกทั้งสองอย่างไม่ได้ ก็ต้องแยกแยะ แต่ใครจะเห็นอย่างไร ก็เป็นสิทธิ์ ท่านจะเห็นว่าอาตมาผิดก็ได้ อย่างDDTV ก็ว่าอาตมาใหญ่เลย ท่านเข้าใจอาตมาผิด ท่านก็ว่าของท่านถูก อาตมาผิด ก็เป็นสิทธิ์ท่าน ส่วนอาตมาก็พาดพิงบ้าง บางทีก็แรงบ้าง แต่ก็ไม่ให้หยาบ แรงหนักบ้าง ใช้พยัญชนะหนักบ้าง ให้เข้าใจได้ เช่น อย่างนี้ชั่ว ก็ต้องว่าชั่ว อย่างนี้พาฉิบหายเลว ก็ต้องบอกพูดไป แต่ส่วนใหญ่จะพูด ก็ต้องขออภัยก่อน อาตมาไม่ได้มีอารมณ์มันเขี้ยวโกรธแล้ว แต่บางทีรีบๆ ก็อาจไม่ทันขออภัยแต่น้อยครั้ง ก็จะขออภัยหากจะใช้คำที่หนักที่ทางโลกถือกัน ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน