570504_พ่อครูที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง มนุษย์เกิดมาทำไม.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570504_พ่อครู ที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง มนุษย์เกิดมาทำไม ?
พ่อครู… วันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ.2557 ที่ป้อมมหากาฬ อาตมาขยันพูดอยู่ แต่ทำไมลูกๆหลานๆไม่ขยันฟัง แต่เรามีหน้าที่พูด ไม่ฟังก็พูดฟรี รับรองว่าไม่น้อยใจ พรุ่งนี้เป็นวันสำคัญ อาตมาว่า ใน 500 ปีจะมีครั้งหนึ่ง จะมีอะไรพิเศษ ก็คอยดูพรุ่งนี้กัน และจะมีสัปดาห์วิสาขบูชาที่จะมี ขอให้องค์กรทุกหน่วยงานของชาวอโศก ขอให้หยุดงาน Shutdown มาร่วมกันในครั้งนี้ แล้วก็วันที่ 6 – 12 จะเป็นงานสัปดาห์ วิสาชบูชาวิชิตชัย จะมีการ “ ปักหลักเปิดโลก ”
1 . ทำอย่างไรจะ พ้นความเป็นสัตว์ 2 . อธิบายความเป็น โลก นรก เทวดา ทั้ง 6 ภูมิ พรหม อีก 20 ชั้น
มีรายการทำวัตรเย็น โดยพ่อครู ทุกวัน มีรายการก่อนฉัน และภาคบ่าย มีบำเพ็ญคุณ บำเพ็ญธรรม เก็บเต็นท์ กางเต๊นท์ …
อาตมาเองมีเรื่องที่อยากจะพูดอยู่คือ เรื่องของมนุษย์ ...สรุปว่า มนุษย์เกิดมาทำไม?....มนุษย์เกิดมาทำไม? …เกิดมาเพื่อสะสมธรรมะ แต่เพราะมนุษย์โง่ จึงไม่รู้ว่าตนเกิดมาสะสมธรรมะ กลับไปสะสม อธรรม
ธรรมะ แปลว่า สิ่งทรงไว้ ขณะมีชีวิตก็ มีกาย เป็นองค์ประชุมที่มีร่าง และจิต ร่างนี้จึงเป็นร่างกาย คำนี้ คำว่าร่างกายนี้เป็นนามธรรม แต่ว่าคนไปเข้าใจคำว่ากาย เป็นรูปธรรม จึงไม่พาบรรลุธรรม คำว่า กาย นี้เป็นนามธรรม เป็น องค์ประชุม พอประชุมแล้ว มีร่าง รวมกันเข้า สังเคราะห์กัน ในทางชีววิทยา เป็น ร่างกาย ...คือ ดิน นำ้ ไฟ ลม และ ใจ คำว่า กาย นี้คือ ใจ คำว่า กาย นี้จะต้องมีดินน้ำไฟลม จึงเรียกว่า กาย ถ้าไม่มีดินน้ำไฟลม จะไม่เรียกว่าใจนี้ว่า กาย คนเกิดมามี ร่าง ประกอบด้วย มหาภูตรูป (ดินน้ำไฟลม) ปรุงแต่งรวมกันทางชีววิทยา เป็นแท่งก้อนรูปร่างคน คอหยักๆ สักแต่ว่าคน เกิดมาเป็นร่างกาย มีทั้ง ร่าง และ ใจ ใจนั
อ่านต่อ
้นมีร่าง ร่วมรับรู้ เรียกว่ามีร่างกาย แต่พอตายไปก็มีแต่ร่าง ไม่มีใจ พอ ไม่มีใจ ...กายก็ไม่มี เราเคยเข้าใจว่า กายนี่คือ ร่าง แต่เป็นความเข้าใจผิด เพราะคำว่า กายนี้ หมายถึงใจเป็นหลัก ขณะที่เรามีร่าง แต่ใจไม่ได้ทำงาน ไม่รับรู้สัมผัสนอก แต่ก็อาศัยร่างนี้อยู่ ใจนั้นก็ยังมีร่างไม่ได้ขาดจากกัน ใจก็มีกายได้ เฉพาะ ใจ นะ เรียกว่า นามกาย เป็นลักษณะของ ธาตุรู้ ในกายเรา แล้วประชุมกันเรียกว่า นามกาย กายอันนี้แหละยิ่งใหญ่ องค์ประชุมอันนี้เรียกว่าปรมัตถธรรม เรียกว่าทรงไว้อยู่ คนที่เกิดมา มีส ิ่ งที่ทรงไว้ครบร่างกาย แล้ว ทีนี้ตายลง ทิ้งร่างกาย เหลือแต่ธรรมะ ที่ทรงอยู่ ส ิ่ งที่ทรงอยู่คือ ธรรมะ ถ้ายังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน นิพพานมีสองอย่าง คือ นิพพานกิเลสตายสนิท เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน แต่การตายของกิเลส แต่ยังมีร่างกายอยู่ แต่พอตายอีกทีเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพาน คนเราเกิดมาเพื่อใช้ร่างกายสะสมธรรมะ แต่โง่สะสมอธรรมใส่จิต คำว่าอธรรม จะแปลว่าไม่มีธรรมก็ได้ ถ้าแปลว่าธรรมะคือ สิ่งทรงไว้เป็นความดีงาม อธรรมก็คือ ทรงไว้ซึ่งความไม่ดีงาม หรือไม่ทรงไว้ในสิ่งดีงาม เมื่อได้ร่างกายมาแล้วไม่สะสมธรรมะก็โง่ๆๆๆๆ แต่คนที่ตื่นแล้วในชาตินี้ ไม่โง่แล้ว ก็จะมาสะสมธรรมะ ให้แก่จิต ทำให้ กาย วาจา ใจไม่ทำชั่ว นี่คือคำถาม?
เมื่อทั้ง 3 อย่างนี้ ไม่ทำชั่วก็ตัดรอบแล้ว 1 . การไม่ทำบาปทั้งปวง (สัพพปาปัสสะ อกรณัง) 2 . บำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม (กุสลัสสูปสัมปทา) 3 . ความชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว (สจิตตปริโยทปนัง) (พ ระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 24 ) แล้วกรรมที่ทำไปแล้ว เอายางลบลบไม่ได้ เอาไฟเผา เอาอะไรมาล้างไม่ได้ ทำไปแล้ว เรามีสิทธิ์ทำปัจจุบันถึงอนาคตให้หยุดทำสิ่งชั่ว ต้องทำอย่างแข็งแรงมุ่งมั่นด้วย พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ทฤษฎี ที่จะกำจัดเหตุให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้....รู้แล้วก็ไม่ง่าย 1 . คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2 . ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3 . ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4 . สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) สงบจากสิ่งที่ชั่ว เหตุร้ายทำความไม่ดี แต่ไม่ได้สงบจากพลังงานสร้างสรร กุสลสูปสัมปทา พลังงานที่ไม่สันโดษในกุศล ไม่ได้หยุดนิ่ง ไม่ได้เงียบ แต่เรียกว่าสงบ สงบจากพลังชั่ว พลังเสื่อม ไม่เกิดสิ่งเจริญ สงบจากสิ่งนั้นเป็นเหตุ ไม่ใช่พาซื่อว่าสงบแล้วไม่ต้องทำอะไร ถ้าอย่างนั้นก้อนหินก็นิพพานสิ 5 . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) ไม่ใช่ของหยาบหรือกลาง แต่เป็นสิ่งละเอียดยิ่ง 6 . อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7 . นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) เป็นเชิงซ้อนของปณีตา ลึกละเอียดย ิ่ งกว่าปณีตา 8 . ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) ( พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ34 )
ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงสุดลึกซึ้ง แล้วทำอย่างไรจะได้?.... จะยังไม่พูดถึงได้อย่างไร ตอนนี้ แต่จะพูดใน งานสัปดาห์วิสาขบูชาวิชิตชัย จะพูดถึงสัตว์ทางจิตวิญญาณ เป็นสัตว์ทางนามธรรม แล้วจะระงับกำจัดสัตว์ได้อย่างไร? ความเป็นสัตว์พระพุทธเจ้าแจกไว้ 9 อย่าง ที่ถูกผูกไว้ หรือเป็นสังโยชน์ เมื่อเรากำจัดสัตว์ได้ จิตเราก็ทรงไว้ซึ่งธรรมไม่มีความเป็นสัตว์เหลืออยู่อีก
พรุ่งนี้วันที่ 5 จะมีเหตุการณ์เหลืองทั้งแผ่นดิน ต้องถ่ายทอดให้โลกเห็นเหลืองทั้งแผ่นดิน วันนี้จะไม่พูดว่าจะมีธรรมะบริสุทธิ์แท้ๆได้อย่างไร? แต่จะพูดว่า
ขณะปัจจุบันนี้ แม้พระพุทธเจ้าประกาศทฤษฎีพุทธไว้นานกว่า 2500 ปี หลายคนบอกว่าศาสนาพุทธเสื่อม ซึ่งเป็นคำพูดผิด ที่จริงนั้น คนเสื่อมต่างหาก ศาสนาเสื่อมเพราะคน แต่ ธรรมะไม่มีวันเสื่อม ศาสนาเสื่อมเพราะคน เพราะศาสนาเกิดจากคน ส่วนคนนั้นเสื่อมเพราะตนเองทำให้ตนเสื่อม ดีไม่ดีทำให้คนอื่น และศาสนาเสื่อมด้วย คนนี่ชั่วหลายอย่าง ส่วนธรรมะนั้นคือธรรม และอธรรมคืออธรรม สิ่งที่ทรงไว้ มันเป็นตัวของมันเอง ใครไปทำให้มันเสื่อมไม่ได้ ธรรมะมีอยู่ตลอดกาล คนสามารถทำให้มีธรรมะได้ เป็นสิ่งที่นิรันดรตลอดกาล สำหรับธรรมะ ไม่เกิดไม่ดับทรงอยู่ตลอดกาล คนไปทำให้ธรรมะเสื่อมก็ไม่ได้ แต่ คนต่างหากเสื่อมจากธรรมะ คนเกิดมาควรมีธรรมะ สังคมควรได้ธรรม จึงเป็นสุข ปกติคนสามัญทุกคนก็อยากมีธรรมะกันทั้งนั้น ยกเว้นคนจิตวิปริต ก็จะไม่เอาธรรมะ ถ้าคนสามัญปกติ ก็อยากจะมีจะได้ธรรมะกันทั้งนั้น ธรรมะของศาสนาพุทธมีทฤษฎีที่สมบูรณ์ยิ่ง ผู้ใดที่ศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วปฏิบัติอย่างสัมมาปฏิบัติ จนทำใจในใจให้ถ่องแท้ได้ ( โยนิโสมนสิการ ) ผู้โยนิโส นสิการ ได้ ก็จะได้ธรรมะ ตามธรรมสมควรแก่ธรรม( ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ) ก็ถามกันว่า สัมมาทิฏฐิ คืออะไร? จะเร ิ่ มปฏิบัติธรรมจากตรงไหน บอกได้เลยว่า ศาสนาพุทธปฏิบัติอยู่ทุกอิริยาบท ของตนเอง ปฏิบัติได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องไปหาสถานที่พิเศษเลย ทำความเข้าใจให้ชัดเจน ทำแล้วถ้าทำใจในใจเป็น ใจก็สะสมเหตุปัจจัยที่มีผล หยั่งลง ตั้งมั่น เรียกว่าสมาธิ หรือใจที่ตั้งมั่น เป็นจิตปราศจากกิเลสที่ทำให้ไม่ดี ชั่วหรือก่อทุกข์ สมาธิของพระพุทธเจ้าคือ ทำให้ทุกขณะที่มีกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมอยู่ จะเกิด สมาธิ คือ สั่งสมผลตั้งมั่น ส่วนการทำใจในใจให้กิเลสออกนั้น ทำให้กาย วาจา ใจ เพราะมีเหตุ ก็กำจัดเหตุ การ กำจัดกิเลส หรือเหตุไม่ดี เราเรียกว่าทำ ฌาน ฌานเป็นพลังพิเศษ เหมือนธาตุไฟกองใหญ่ พิเศษ มีฤทธิ์ทำลายกิเลสได้จริง มีประสิทธิภาพสำเร็จหากเป็นฌานที่ถูกต้อง เมื่อเผาทำลายกิเลสได้ ก็สั่งสมเป็นสมาธิ ทำได้ทุกลมหายใจเข้าออก ทุก อานาปานะ ขอให้มี สติ ระลึกรู้สึกตัวทุกเมื่อ สิ่งที่ควรรู้ทุกเมื่อ ใน ทวาร 6 ทำงานสัมผัสก็รู้ทัน มันจะปรุงแต่งก็รู้ทัน มีการสังเคราะห์สังขาร เราก็ทัน กิเลสมันไม่ใช่เรา เราโง่ที่ให้มันพาเราสุขทุกข์ พิจารณาเข้าใจ จนเรารู้ว่าไปสะสมไปทำไม เราเห็นว่ามันไม่ดี มันจะเห็นว่ามันคลายได้ ไม่มีบทบาท ไม่เที่ยงไม่มีตัวตน ไม่ถาวร เปลี่ยนแปลงได้ หมดไปได้ สูญไปได้ ไม่มีอาการนี้ได้ด้วย ทำบ่อยๆ จนมันไม่มี มันก็สงบ เมื่อไม่มีพลังงานชั่ว ก็จะมีแต่พลังงานดี สงบที่วิเศษ พระพุทธเจ้าตรัสว่า สิ่งที่แสดงถึง วิมุติ คือ พลัง .. พลัง นี้ สะอาดบริสุทธิ์ ประเสริฐ ไม่มีโทษภัยเลย ชีวิตคนควรทรงได้ในพลังงานนี้ 1 .มี อายุหะ คือ มี อิทธิบาท เป็นเครื่องแสดง 2 .มี วรรณะ คือ มี ศีล ผุดผ่อง เป็นเครื่องแสดง 3 .มี สุขะ คือ มี ฌาน 4 เป็นเครื่องแสดง 4 .มี โภคะ คือ มี พรหมวิหาร 4 เป็นเครื่องแสดง 5 .มี พละ คือ มี วิมุติ หลุดพ้น เป็นพลังแสดง ( พ ระไตรปิฎก เล่ม 11 ข้อ 50)
เป็นสภาพที่ควรสร้าง ควรเป็น แต่คนเราเกิดมาโง่ ที่ไปใช้ร่างกาย นี้เกิดการสะสมอธรรมในจิต แทนที่ควรได้ธรรมะ กลับไปสะสมอธรรม แล้วคนสะสมอธรรมนี่เสื่อมนะ คนที่เกิดมาไม่ได้สะสมธรรม เกิดมาชาติหนึ่งมีร่างกายเป็นมนุษย์ มี สุรภาโว สติมันโต อิทพรหมจริยวาโส แล้ว ไม่ได้สะสมธรรม ก็เรียกว่า โมฆบุรุษ แต่ก่อนนี้คุณเป็นคนเสื่อม แต่ตอนนี้ คุณตอบได้อย่างไม่กระมิดกระเมี้ยนเลยว่าเจริญขึ้น
คนเราหากไม่ได้รู้จักทฤษฎีในการจัดการกับกาย วาจา ใจ เราให้ดี ก็อยู่อย่างแสวงโลกธรรม แข่งขัน แก่งแย่ง ดีไม่ดีทุจริตไม่ละอาย ก็จะเจริญได้อย่างไร มีแต่เสื่อมกับเสื่อม แต่ก่อนอาตมาก็เป็นเช่นนั้น และพระพุทธเจ้าให้ หลักในการตรวจว่า เราเสื่อมหรือไม่? ต่อให้เป็น นายก รัฐมนตรี หรือเป็นใหญ่ขั้นไหนก็แล้วแต่ หรือเป็นศาสตราจารย์ อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้ตามหลัก 7 ข้อนี้ก็ถือว่าเป็นคนเสื่อม 1 . ขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุ (ภิกขุทัสสนัง หาเปติ) 2 . ละเลยการฟังธรรม (สัทธัมมัสสวนัง ปมัชชติ) 3 . ไม่ศึกษาในอธิศีล (อธิสีเล น สิกขติ) 4 . ไม่มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุ ทั้งที่เป็นเถระ ผู้ใหม่ และปานกลาง (บาลี?) 5 . เพ่งโทษฟังธรรม (ธัมมัง สุณาติรันธคเวสี) 6 . แสวงบุญนอกเขตศาสนานี้ (พหิทธา ทักขิเณยยัง คเวสติ) 7 . ทำสักการะก่อนในเขตบุญนอกศาสนานี้ (ตัตถะ จ ปุพพการัง กโรติ) ( พระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 27 )
7 ข้อนี้ ชี้วัดว่า ถ้าคุณไม่ครบ 7 ข้อนี้ คุณไม่มีศาสนาพุทธเลย ออกนอกเขตเทศบาลพุทธเลย
เร ิ่ มแต่ข้อ 1 ขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุ....ถามตัวเองว่าเกิดมาอายุปูนนี้แล้วได้เยี่ยมเยียนภิกษุหรือไม่ ...คุณอาจไป แต่ว่าไปตามสังคม ไม่ได้ตั้งจิตเยี่ยม เพราะคำว่าภิกษุคือ ผู้สืบทอดธรรมะของพระพุทธเจ้า คือผู้รู้ที่เราเคารพนับถือ เป็นตัวแทนศาสนาพุทธ ผู้สืบทอดพุทธรรม เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ข้อ 2 คือ ละเลยการฟังธรรม ก็เมื่อไม่พบภิกษุก็จะได้ฟังธรรมได้อย่างไร? ทุกวันนี้ก็มีเครื่องไอทีหลายอย่าง เปิดฟังได้ตลอด แต่ยุคก่อนไม่ได้มีเครื่องมือพวกนี้...เราจะได้ธรรมะก็ได้จากภิกษุ เป็นธัมกถึก เป็นผู้มีธรรมแท้ ต้องหาภิกษุเช่นนี้ ไม่ใช่ไปหาภิกษุขี้หลอก ต้องนับว่า ต้องไปเยี่ยมท่าน เพื่อได้ฟังธรรมจากท่าน แม้ไปพบท่านแล้ว ก็ละเลยการฟังธรรม คุณก็เสื่อมอีก คุณต้องการไปเอาสิ่งดีๆจากท่านแต่ก็ละเลยฟังธรรม นอกจากคุณจะเป็นปัจเจก หรือสยังอภิญญาเอง ก็ปฏิบัติเองได้ แต่ผู้เป็นปัจเจก เมื่อมีผู้มีภูมิธรรมเหนือกว่าตนก็จะต้องไปแสวงหา ไม่ละเลย ชาตินี้เกิดมาควรได้ธรรมะ ไม่ใช่ไปหลงโลกธรรม ชีวิตถูกโลกธรรมดึงไปหมด ไม่ว่าง เอาบุญไปฝากหน่อยนะ เป็นต้น ถ้ามันฝากกันได้ก็ให้ซื้อเองเลย แต่ที่จริงซื้อไม่ได้ ฝากไม่ได้ต้องทำเอง เพราะชีวิตเกิดมาไม่รู้ว่า ควรได้ธรรมะ แต่ไปเข้าใจว่า โลกธรรม สรรเสริญ เพชรนิลจินดาต่างหากที่ควรได้ คิดไปเช่นนั้นอีก ผู้มีธรรมต่างหากที่เราควรสักการะ เราไปเยี่ยมท่านเพื่อฟังธรรม เพื่อได้หลักปฏิบัติ ต้องแสวงหาภิกษุที่ธรรมะจริง ไม่ใช่ธรรมะปลอม ในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 คุณต้องหาให้เจอ หากชาตินี้คุณไม่เจอก็ไม่ได้บรรลุธรรม เพราะในสัมมาทิฏฐิข้อที่ 10 สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พ ระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 257 )
หากผู้ใดหาไม่เจอ และคิดว่าไม่มีอีก ก็สิ้นท่าเลย ภิกษุที่ควรเยี่ยมเยียน เป็นสัตบุรุษ ผู้ควรไปฟังธรรม ตามหลักหลายข้อ เช่นมงคล 38 ก็ต้องมีการพบสมณะ หากไม่ได้พบสมณะ ก็โมฆบุรุษแท้ๆเลย ไม่ได้ฟังธรรม ก็ไม่ได้ศึกษาอธิศีล เพื่อพบสัตบุรุษ ท่านก็จะให้วิธีปฏิบัติให้เจริญ แต่ถ้าไม่ได้ฟังเลย แม้แต่ศีลคืออย่างไร ปฏิบัติอย่างไรก็จะปฏิบัติได้อย่างไร
ได้ อานิสงส์ 10 ของศีล (กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ) ศีลที่เป็นกุศล ย่อมถึงอรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ 1 . อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2 . ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3 . ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4 . ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5 . สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6 . สมาธิ (จิตมั่นคง) 7 . ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8 . นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9 . วิราคะ (คลายกิเลส) 10 . วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208 )
ไม่เคยมีคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ไปนั่งหลับตาทำสมาธิ เมื่อไม่เยี่ยมเยียนภิกษุ ก็จะไม่ได้ศึกษาศีล อธิศีล ไม่รู้คุณค่า ก็ไม่ศรัทธา ไม่เลื่อมใสในภิกษุ ผู้เป็นเถระ ใหม่ ปานกลาง ถือว่าเสื่อมหนัก หนักเข้าก็ฟังธรรมเพ่งโทสเลย ยิ่งไปเรียนมาจบพุทธศาสตร์ หรือศึกษาเองเลย พระไตร ปิฎก ก็มี มีตำรามากมาย ยิ่งศึกษาก็ว่าเราก็รู้แล้ว ฟังภิกษุก็ว่า เทศน์ไม่เหมือนที่เรารู้เลย ก็ไม่แค่เสื่อมแล้ว ลงนรกชัดๆ ถ้าข้อ 1 ถึง 5 ก็ไม่ได้ทำแล้ว ข้อ 6 คุณก็แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธแหงๆเลย แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธคือ..บุญคือ ชำระกิเลส คุณก็ทำบุญนอกรีตพุทธ ได้ทำทานก็ได้รับการยกย่องเป็น มัคนายก ก็รวยได้มีคนทำทาน อาจารย์ก็หลงเงินทอง คุณเป็นประธานใหญ่คนเคารพนับถือ คุณก็ได้บุญแบบนั้นกับพระแบบนั้น พระแบบคนที่ยกย่องแต่คนร่ำรวย หลงไปด้วยกันทั้งสองคน ทั้งพระและทายก ต่างคนต่างไม่รู้ใครปอกลอกใคร ไม่รู้ว่าพระปอกลอกโยมหรือโยมปอกลอกพระ โยมไปทำบุญนึกว่าได้บุญ แต่ว่าที่จริงถูกปอกลอก (ที่พูดนี้ ตำหนินะ นิคคัณเห นิคหารหัง) ไม่ได้เจาะจงใคร พูดกว้างๆ ก็ ทำบุญแบบ หลงทาน ทำทานยังเป็น นัตถิ ทินนัง คือกิเลสเพ ิ่ ม แทบทุกวัดเลยสอนทานแล้วไม่มีผล ไม่พาลดกิเลส มีแต่จะแต่งบาลีให้ร่ำรวย ให้ตั้งจิตอีก ขอให้รวยๆ บุญใหญ่ ได้รวยมากๆ แล้วจะได้มาถวายท่านอาจารย์อีก แค่ไม่ตั้งจิตก็จะเพ ิ่ มกิเลสแล้ว แต่นี่ยิ่งตั้งจิตอีก มุ่งหมายขอให้ได้มามากกว่าเดิม ได้เร็วเท่าไหร่ มากเท่าไหร่ยิ่งดี ไม่ได้ตั้งจิตให้เอาออก ไม่ได้ล้างกาม ไม่ได้ล้างความใคร่อยาก ทุกวันนี้คนที่เขาว่าเป็นอรหันต์ ก็ยังสอนทานไม่ได้มีสัมมาทิฏฐิเลย คำว่า แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ นี้เขาเข้าใจคำว่าบุญไม่ได้ เข้าใจบุญ กับ ทาน ไม่ได้ เข้าใจว่า บุญคือสิ่งที่จะได้ ส่วนทานคือสิ่งที่จะให้ บุญ คือ ได้เอาออก ได้สละ ได้ลดกิเลส นี่คือ ได้บุญ แต่ที่จริงบุญไม่ใช่สิ่งที่จะได้ บุญคือ การสละออก จึงไปแสวงบุญคือ ให้เกิด การชำระจิต คนที่หลงคำสอนมิจฉาทิฏฐิ ก็จะแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ
ความเสื่อมของผู้แสวงหาอันผิดๆ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163 ) พระพุทธเจ้าตรัสสูตรนี้ ตั้งแต่ศาสนาพุทธไม่เสื่อม ท่านพยากรณ์ไว้แล้วกับ อัมพัฏฐมานพ ที่มีอาจารย์ชื่อ โปกขรสาติ ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ (ข้อนี้อาจารย์ยังมีศีล มีวินัย ไม่ขุดดิน ไม่ปลูกต้นไม้) แต่เสื่อมแล้ว เพราะอาจารย์ของพุทธไม่ได้อยู่ในป่า ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า (ข้อนี้ไม่มีวินัยแล้ว ถือเสียมเลย ขุดดินเลย ละเมิดศีล ไม่มีวินัยแล้ว ) ไปบำเรออาจารย์ในป่า สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ (สร้างโรงเรือนบำเรออาจารย์ในป่า ) ปฏิบัติมีเรือนไฟคือมีอัคคียัญ จุดธูปเทียนออกนอกรีต วินัย ไปหมดแล้ว เพื่อให้คนมาทำบุญทำทาน หากินกับคน ใช้เรือนไฟแบบศาสนาโบราณ ที่ใช้ไฟใช้น ้ำ เป็นยัญพิธี สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ ข้อนี้สร้างโรงเรือนโบสถ์วิหารใหญ่โต เพื่อเรียกคน อยู่ในทางสี่แพร่ง คือให้คนมาได้ง่าย ต้องการให้คนมาเป็นเหยื่อ นี่คือเสื่อมสุดยอดแล้ว ตอนนี้ไม่อยู่ในป่าแล้ว อยู่ในเมือง แต่ลึกๆพระอยู่ในเมือง ก็ยังคิดว่าปฏิบัติต้องออกป่า นี่ก็คิดผิดแล้ว แต่ก็อยู่ในเมือง แล้วก็ตบแต่งปรับปรุง มาลาคันธวิเลปน มัณฑนะ วิภูสนฐานา เป็นข้าศึกแก่กุศล ทำอย่างไม่เข้าใจศีลธรรมเลย
ที่พูดนี่อยากให้ท่านได้สติ ได้สำนึก ปรับปรุงเสีย ท่านจะได้ไม่มีบาปมีภัยเพ ิ่ มขึ้นเจตนาดีเช่นนั้น แต่คิดว่าเขาไม่เชื่อหรอก อาตมาเดานะ แต่ถ้าเดาผิดก็ขออภัยอย่างย ิ่ งเลย ที่อาตมาเดาผิด เป็นเชิงเหยียดหยาม สรุปแล้ว สังคมทุกวันนี้เสื่อมกว่าความเสื่อม 7 ประการแล้ว เอาไปตรวจสอบดู ตั้งแต่ข้อที่ 1 ไปเรื่อยๆ แต่ถ้ายังไม่ถึงข้อ 7 ก็ค่อยยังชั่ว พระพุทธเจ้าท่านสอนเราไว้หมด เตือนไว้ทุกแง่มุม หากเราไม่เอามาตรวจสอบให้ดี ที่อาตมาพูดนี้เขาก็เรียนกันนะ เข้าใจกัน แต่ไม่ได้เข้าถึงสัจจะพวกนี้เท่าไหร่ ไม่เอามาเตือนสำนึกแก่พุทธศาสนิกชนเลย ที่พูดนี่เอามาเตือนพุทธศาสนิกชน ว่าเราได้เสื่อมตามนัย 7 ข้อนี้หรือไม่? หรือยังเหลืออยู่บ้าง มันเสื่อมจริงหรือเปล่า? อาตมาต้องพูดว่า มันเสื่อมจริงแล้ว ...ทุกวันนี้ในเมืองไทย คนไปเยี่ยมภิกษุ ไปขอหวย สะเดาะเคราะห์ ไปทำทาน แต่ไปหลงว่าได้บุญ เพื่อรวย โลกธรรม แทนที่จะได้ลดกิเลส มีอยู่น้อยเหลือเกินที่จะแสวงหาความถูกต้อง จนไปเจอ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพราะการ พบสัตบุรุษ เป็น อาหารของวิชชา หรือ ตัณหาสูตร 1 . การไม่คบสัปบุรุษ เป็นอาหารของ การไม่ได้ฟังสัทธรรมที่ถูกต้อง 2 . การไม่ได้ฟังสัทธรรม เป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา (หรือศรัทธาผิดๆ) 3 . ความไม่มีศรัทธา (ศรัทธาไม่บริบูรณ์) เป็นอาหารของ การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย 4 . การกระทำในใจโดยไม่แยบคาย (หรือทำใจไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่มีสติสัมปชัญญะ 5 . ความไม่มีสติสัมปชัญญะ (หรือทำสติไม่เป็น) เป็นอาหารของ.. ความไม่สำรวมอินทรีย์ 6 . การไม่สำรวมอินทรีย์ เป็นอาหารของ.. ทุจริต 3 (กาย,วาจา,ใจ ทุจริต) 7 . ทุจริต 3 เป็นอาหารของ.. นิวรณ์ 5 8 . นิวรณ์ 5 เป็นอาหารของ.. อวิชชา 9 . อวิชชา เป็นอาหารของ ภวตัณหา (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 62 )
แม้คุณพบสัตบุรุ ษ แล้ว ก็ต้องฟังธรรมให้บริบูรณ์ อาหารสู่โพชฌงค์ 1 . การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ 2 . การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3 . ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4 . การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5 . สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6 . ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7 . สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8 . สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ 9 . โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พ ระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 61 )
สรุปว่าชีวิตคนควรได้สิ่งที่ควรได้คือ ธรรมะ ทุกวันนี้อาตมาเทศน์ได้สรรเสริญมากกว่านินทาพอสมควร แต่ก่อนนี้ ทางเถรสมาคม ปกาสนียกรรม อาตมาก็โดนหนัก คนก็ไม่เคารพยอมรับตามกระแสโลก เขาก็เชื่อมหาเถรสมาคม อาตมาก็ได้รับการลบหลู่มากกว่าสรรเสริญ อาตมาเข้าใจ ไม่มีปัญหา ก็พยายามทำงานมา จนทุกวันนี้ก็เปลี่ยนแปลง คลี่คลาย มีนินทาน้อยลงสรรเสริญเพ ิ่ มขึ้น อาตมาวัดเองตามภูมินะ เพราะเข้าใจ ยิ่งยาวนาน ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน มันยาวนานมา ก็ได้รับการพิสูจน์ว่าไม่ใช่คนที่มาทำลายทำเสียหาย พอนานไปก็ดูเหมือนถูก จนถึงเชื่อว่าถูก และถูกจริงๆแฮะ สุดท้ายถึงขั้นยอมรับว่าถูกจริงๆก็ใช้ได้ คนติเตียนมาอาตมาก็ตรวจสอบ โดยเฉพาะไตรปิฎก ที่มีอยู่ก็ยังใช้ได้เลย ทั้งไทยและบาลี คนแป ล ฉบับหลวง สมบูรณ์แบบที่สุดฉบับนี้เผยแพร่ พ.ศ. 2500 ที่แพร่หลาย ตอนหลังก็มีอีกหลายฉบับ ก็มีเพ ิ่ มเติม ล้วนแล้วแต่ผู้ที่แปลไตรปิฎก ท่านทุกคนยอมรับว่าตนไม่ใช่อรหันต์ จึงได้มาตามนั้น ท่านก็พยายามยืนยันตามพยัญชนะต้องขอบคุณยิ่ง อาตมาก็ได้อาศัย แต่มีบางคำความที่อาตมาเห็นว่าไม่ตรงตามภูมิอาตมา อาตมาตรวจสอบว่าถูกอย่างไรก็ยืนยันตามนั้น … จบ