570507_พ่อครูเทศน์ในงานสัปดาห์วิสาขบูชาวิชิตชัย ปักหลักเปิดโลก ตอนที่ ๒ .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570507_พ่อครูเทศน์ในงานสัปดาห์วิสาขบูชาวิชิตชัย ปักหลักเปิดโลก ตอนที่ ๒ พ่อครู … วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2557 ที่ สะพานผ่านฟ้า อาตมาได้ปักหลักเปิดโลก และเป็นวันที่ 274 วันของกองทัพธรรม อีก 26 วันก็ 300 วันแล้ว สถิตินี้มันไม่มีใครจะทำลายได้ง่ายๆนะ ที่ทำได้อย่างนี้เพราะธรรมะ ไม่ใช่อย่างอื่นเลย อาตมาได้ขึ้นต้นไปแล้ว เกริ่นบอกถึงลักษ ณ ะของความเป็นสัตว์ ที่อยู่ในคน พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ว่าเป็นคนนี่ แล้วมีความเป็นสัตว์อยู่ในคน ผู้ที่ยังอวิชชาก็มีสัตว์อยู่ในตัว เราเรียกสัตว์นั้นว่า สัตตาโอปปาติกา อยู่ในพระไตร ปิฎก เล่ม 23 ข้อ 228 ขอแก้ข้อมูลเรื่องพระพุทธเจ้า หลังจากได้รับการพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าแล้ว 1 . ปัญญาธิกะ จากใช้เวลา 2 อสงไขย กับ แสน กัปป์ เป็น 4 อสงไขย กับ แสน กัปป์ 2 . สัทธาธิกะ จาก ใช้เวลา 2 อสงไขย กับ แสน กัปป์ เป็น 8 อสงไขย กับ แสน กัปป์ 3 . วิริยาธิกะ จาก ใช้เวลา 2 อสงไขย กับ แสน กัปป์ เป็น 16 อสงไขย กับ แสน กัปป์
ซึ่งปัจเจกพระพุทธเจ้าคือ ผู้ที่ตรัสรู้แล้ว แต่ไม่ได้สร้างศาสนาเท่านั้น พระปัจเจกพระพุทธเจ้า มีผู้ให้ความหมายว่า ได้เฉพาะตน สอนคนอื่นไม่ได้ อาตมาก็เห็นแย้ง อย่าว่าแต่ปัจเจกเลย ทุกวันนี้คนเลอะเทอะก็ยังสอนคนเลย แต่ที่จริงสอนได้ คำว่าได้เฉพาะตน นี้มีความหมายกว้างว่า ท่านไม่ได้สร้างศาสนา ไม่ได้ประกาศศาสนา เป็นเจ้าแห่งศาสนา ได้เฉพาะท่าน เรียกว่าปัจเจก การไม่ได้ประกาศศาสนามีสองนัย นัยหนึ่งคือ เป็นปัจเจก แต่ว่ามีวิบาก อนันตริยกรรม ร้ายแรงมาก อย่างพระเทวฑัต จึงไม่มีสิทธิ์ เป็นสัจจะ เหมือนกับผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นต้น มีสิ่งที่ตนไม่สามารถตรัสรู้ อีกอันหนึ่ง ท่านตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แต่ท่านไม่ประกาศศาสนาเอง ท่านปรินิพพ
อ่านต่อ
านไปเอง
ววัตถสัญญาสูตร [ 228 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตตาวาส 9 ชั้น 9 ชั้นเป็นไฉน ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย สัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เหมือน มนุษย์ เทวดา บางพวก และ วินิปาติกสัตว์ บางพวก นี้เป็น สัตตาวาสชั้นที่ 1 ฯ สัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เหมือนเทวดาผู้อยู่ในชั้น พรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน นี้เป็น สัตตาวาสชั้นที่ 2 ฯ สัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาต่างกัน เหมือนเทวดาชั้น อาภัสสระ นี้เป็น สัตตาวาสชั้นที่ 3 ฯ สัตว์พวกหนึ่งมีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เหมือนเทวดาชั้น สุภกิณหะ นี้เป็น สัตตาวาสชั้นที่ 4 ฯ สัตว์พวกหนึ่งไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา เหมือนเทวดาผู้เป็น อสัญญีสัตว์ นี้เป็น สัตตาวาสชั้นที่ 5 ฯ สัตว์พวกหนึ่งผู้เข้าถึงชั้น อากาสานัญจายตนะ โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่า อากาศหาที่สุด มิได้ เพราะ ล่วงรูปสัญญา โดยประการทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึง นานัตต สัญญา นี้เป็น สัตตาวาสชั้นที่ 6 ฯ สัตว์พวกหนึ่งผู้เข้าถึงชั้น วิญญาณัญจายตนะ โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่าวิญญาณหาที่สุด มิได้ เพราะ ล่วงอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็น สัตตาวาสชั้นที่ 7 ฯ สัตว์พวกหนึ่งผู้เข้าถึงชั้น อากิญจัญญายตนะ โดยคำนึงเป็นอารมณ์ว่าอะไรหน่อยหนึ่ง ไม่มี เพราะ ล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง นี้เป็น สัตตาวาสชั้นที่ 8 ฯ สัตว์พวกหนึ่งผู้เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะ ล่วงอากิญจัญญายตนะ โดย ประการทั้งปวง นี้เป็น สัตตาวาสชั้นที่ 9 ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตตาวาส 9 ชั้นนี้แล ฯ จบสูตรที่ 4
ซึ่งใน สัมมาทิฏฐิ ข้อที่ 10 สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พ ระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 257 ) ต้องขออภัยนะที่จะต้องบอกว่า อาตมาเป็นสยังอภิญญา ขออภัยที่ต้องอวดอุตริมนุสธรรมนะ เขาอาจหมั่นไส้ แต่อาตมาจำเป็นต้องประกอบคำอธิบาย เพื่อให้รู้ว่ายุคนี้ ศานาพุทธผ่านมา 2600 ปีแล้ว ศาสนาพุทธเสื่อมจนจะหาเชื้อไม่ได้แล้ว แม้ผู้ไม่เชื่อก็ตาม อาตมาก็ประกาศว่า ยังมีผู้ถึงขั้นสยังอภิญญาขึ้นมาได้ ผู้ที่จะต้องฟังธรรมจากผู้รู้ ซึ่งเป็นสัตบุรุษ โสดาบัน มีภูมิเท่าโสดาบัน ถ่ายทอดให้คนได้เท่าที่ตนเก่ง ก็คือโสดาบันนั่นแหละ ส่วนมีอยู่เหมือนกันว่า ผู้ที่สอนผู้อื่น เหมือนกับตัวเองไม่ค่อยบรรลุอะไร แต่ว่าไปสอนคนอื่นผู้อื่นสามารถบรรลุธรรมได้ อันนั้นเป็นเรื่องความซับซ้อนอจินไตย ผู้ที่ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า จากผู้ที่ได้บัญญัติภาษาที่ถูกต้อง ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ตนเองรู้แต่ภาษา แต่สอนคนได้ แต่พอดีลูกศิษย์คนนั้น เป็น ผู้ มีภูมิธรรมอยู่แล้ว ท่านมีภูมิเก่า ก็เลยบรรลุ แต่ว่าไปเข้าใจผิดว่า ผู้ไม่บรรลุไปสอนให้คนอื่นบรรลุก็ได้ แต่ถ้าจะสอนก็ต้องเอาคำสอนที่แท้ไปสอน และผู้ที่รับฟังก็ต้องมีบารมี เป็นเรื่องอจินไตย ที่ต้องอธิบาย สยังอภิญญา จึงเป็นคุณธรรม แม้ในเวลานี้ ชาตินี้ โพธิสัตว์ระดับสยังอภิญญาก็เจอได้ แต่คุณก็ยังไม่ศรัทธาไม่เชื่อ แต่อาตมาพูดนี่ไม่ได้บังคับให้คุณเชื่อนะ เพราะถ้าไม่เจอสมณะพราหมณ์ ที่สอนเราได้ ก็ไม่มีทางได้สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ เป็นประธานในการปฏิบัติมรรคองค์ 8 เป็นส่วนแห่งบุญ( ปุญญภาคิยา ) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์( อุปธิเวปักกา ) ทาน ที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) สังเวย (เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4 . ผลวิบาก ของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) 5 . โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) วนอยู่ในโลกีย์เดิมๆ 6 . โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ 7 . มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8 . บิดา มี (อัตถิ ปิตา) 9 . สัตว์ ที่ ผุดเกิด อุป บั ติ เอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) 10 . สมณพราหมณ์ ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ- ปฏิบัติชอบ ซึ่ง ประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พ ระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 257 ) คุณอยู่ในขั้นไหนของ โลกุตรภูมิ 9 (โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล อนาคามีมรรค อนาคามีผล อรหัตตมรรค อรหัตตผ ล นิพพาน)
รู้เหตุให้เกิดเป็นโสดาบัน สกิทาฯ … ก็เพราะว่ามี มาตา ปิตา ทำให้สัตว์ตายสัตว์เกิด เพราะอกุศล เหตุตายไป ตา ย แล้ว จิตเราก็อุบัติขึ้น เกิดขึ้น เป็นการตายอย่างผุดเกิด ไม่เหลือซากอะไร ไม่มีตัวตน พอจิตเราอันนี้ตายสนิทแล้ว อย่างนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง(ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) การตายการเกิดนี้ คือการตายทางจิตวิญญาณ นิพพานนี้คือ การตายการเกิดทางจิตวิญญาณ เป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ เรารู้ความเป็นแม่และพ่อทางจิตวิญญาณ เช่น พระพุทธเจ้าตรัสว่า เราเป็นแม่ พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เป็นแม่ พระสารีบุตรเป็นแม่เลี้ยง ส่วนพระโมคคัลลานะเป็นแม่นม มีอยู่ในพระไตรปิฎก เช่น ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ ปัญญาอันศีลชำระให้บริสุทธิ์ (โสณทัณฑสูตร ศีลอันปัญญาชำระให้บริสุทธิ์ พระไตรปิฎฏ เล่ม9 ข ้อ193 ) ศีลมีในบุคคลใด ปัญญาก็มีในบุคคลนั้น ปัญญามีในบุคคลใด ศีลก็มีในบุคคลนั้น ปัญญาเป็นของบุคคลผู้มีศีล และศีลก็เป็นของผู้มีปัญญานักปราชญ์ย่อมกล่าวศีลกับปัญญาว่าเป็นยอดในโลก เหมือนบุคคลล้างมือด้วยมือ หรือล้างเท้าด้วยเท้า ฉะนั้น การปฏิบัติที่ไม่มีหลักเลย เช่น ไปนั่งสมาธิหลับตา ก็ไม่เข้าใจว่า ศีลขัดเกลาอย่างไร โพชฌงค์ 7 สติปัฏฐาน ร่วมกันทำอย่างไรก็ไม่รู้ พวกไปนั่งหลับตาทำสมาธินั้นไม่ได้เรียนรู้ สัตว์กามภพ สัตว์อบาย อย่างไรเลย ไปเอาแต่เพ่งกสิณ แทนที่จะเพ่งพินิจ แต่กลับไปเพ่งจดจ่อ อธิบายฌานผิดๆมาหมดเลย ของพุทธต้องเพ่งรู้เหตุปัจจัย แล้วกำจัดเหตุแห่งทุกข์ ไปนั่งหลับตาก็ไม่ได้เรียนรู้สัตตาวาส 9 เช่น สัตตาวาสข้อที่ 1 1 . สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า แต่ฌานนั่งหลับตาเป็นอุปการะ คุณก็เอาแต่นิ่ง ทำจิตไม่ให้มีนิวรณ์ คุณได้จิตนิ่งแต่ไม่ได้รู้จักความเป็นสัตว์ ฌานชนิดนี้คุณสัญญษ กำหนดหมายไม่เป็น คุณได้ฌานเหมือนสัตตาวาส ข้อที่ 2 2 . สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น เครื่องหมายของฌาน คือจิตไม่มีนิวรณ์ 5 ขณะที่คุณทำจิตไม่ให้มีนิวรณ์ 5 ได้เมื่อใดเมื่อนั้นจิตเป็นฌาน แต่คุณก็ได้ฌานที่มีองค์ประชุมของจิต หรือ กาย นี่ไม่เหมือนของพุทธ เรียกว่า กายต่างกัน กายของพุทธนี่ลืมตา ไม่ใช่นิ่งแข็งแคบอยู่ในภพ ในภวังค์ ไม่สามารถลืมตามีผัสสะได้ เพราะนิวรณ์ 5 จะเข้ามา คุณอาจกดข่มได้ชำนาญ ฝึกเข้ามากๆ ลืมตามาก็ไม่มีกิเลสเข้า แต่นานไปจะเข้าเพราะคุณไม่เคยได้ฝึกรับผัสสะตั้งแต่หยาบ กลางละเอียด เพราะฉะนั้น คนที่นั่งสมาธิหลับตา แล้วนึกว่าตนเป็นอรหันต์ก็ยังติดรส ในกามคุณ 5 เพราะไม่ได้ฝึกฝนอย่างลดละกิเลสเมื่อมีผัสสะ เอาแต่ฝึกนั่งหลับตา แม้ฝึกบ้างก็ไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เพราะไม่เข้าใจคำว่า กาย ในสัตตาวาสข้อที่ 2 นี้ คุณปฏิบัติมีฌานแล้วนะ ในขณะปฏิบัติไม่มีวิญญาณฐิติ 6 มีแต่อายตนะในที่มีแต่มนายตนะ กับธรรมายตนะ ไม่ครบ กาย เพราะกายที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในบุคคล 7 หรือสัมมาทิฏฐิ นิโรธของพุทธต้อง มีสัมผัสเป็นปัจจัย มีวิญญาณ ในขณะปฏิบัติต้องปฏิบัติในขณะมีวิญญาณฐิติ 7 และต้องมี กายที่มีผัสสะ ครบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
แม้กายสักขี รู้จัก กาย แต่ก็ไม่ละเอียดพอ จะต้อง มีวิโมกข์ 8 1 . ผู้มีรูป(รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) จิตจะต้องรู้จักรูป (รูปคือ สิ่งที่ถูกรู้) 2 . ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก ( พระไตรปิฎก เล่ม10 ข้อ66 อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) (พ ่อครู แปลว่า มีสัญญาใส่ใจในอรูป คือรู้ทั้งรูปภายนอก ไปจนถึงรูปภายใน ต้องเห็นทุกเวลา แม้ขั้นอรูปก็ต้องใส่ใจกำหนด) ต้องรู้จักวิญญาณฐิติ 7 คือปฏิบัติขณะเกิดวิญญาณ คือต้องมีผัสสะ แล้วรู้เหตุแห่งการเกิดสุขทุกข์ แล้วจัดการปหาน 5 ทำให้ชำนาญ สั่งสม เป็นอดีต ที่เที่ยงแท้ ทุกปัจจุบันสั่งสมเป็นอนาคตที่แน่นอนว่า กิเลสเป็นสูญแน่ โสดาบันก็ลืมตาปฏิบัติ ได้ฌาน นิโรธ วิมุติ พอเป็นสกิทาฯก็ปฏิบัติลืมตาปฏิบัติ ในกามภพ เมื่อหมดกามภพก็เป็นอนาคามี แต่ก็ต้องลืมตาปฏิบัติต่อไปทุกเรื่องราว กำหนดรู้เวทนา 108 ในขณะผัสสะไม่ได้ดับผัสสะ ในขณะปฏิบัติจึงต้องใช้สัญญากำหนดรู้เวทนา ที่เป็นเจตสิก เมื่อปฏิบัติไม่ถูก ก็กำหนดรู้ไม่ถูก แยก กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ก็ยากมาก แม้คำว่ากายคำเดียวนี่ไม่รู้ แล้วจะปฏิบัติอะไรได้ล่ะ ทีนี้มาเข้าใจคำว่า กาย เสียบ้าง เร ิ่ มต้นตั้งแต่คำว่า สักกาย สักกะ คือของตน คุณก็อ่านองค์รวมของจิตที่ประชุมกันเป็นสัตว์ แต่คุณก็อ่านมันไม่ออกแล้วมันโตขึ้นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่เมื่อไหร่คุณจับได้ เมื่อมีผัสสะ คุณเกิดสัตว์ในจิต เช่น สัตว์นรก สัตว์เปรต คุณก็อ่านรู้ อ่านออก คุณรู้ว่า กูเป็นสัตว์ เปรต คุณรู้เข้าใจเห็น นั่นคือคุณพ้นสักกายทิฏฐิ คุณฟังไปจากอาตมา แล้วก็ไปปฏิบัติ ก็รู้ก็เห็นของตนเลย ขณะกำลังเกิดเลย มีผัสสะเป็นปัจจัย คุณไปนั่งหลับตาก็ไม่ได้กำหนดรู้ ไม่ได้เรียนรู้อย่างที่อาตมาพูด ไม่ได้รู้เลยว่ามันเป็นอย่างไร ได้แต่เพ่งกสิณ จ้องอยู่อย่างนั้น คุณสัญญาก็ไม่เป็น สัญญาก็คนละเรื่อง คุณอาจสัญญา และทำไม่ให้มีนิวรณ์ได้ แต่ไม่ได้ปฏิบัติล้างกิเลส คุณอาจระงับได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้วิปัสสนา ไม่ชัดเจนในฌานอย่างพุทธ คุณหลับตาจะไปรู้ กายสัมผัส กายผัสสะ ได้อย่างไร กายสังขารคุณก็ไม่รู้ กายสังขาร คือองค์ประชุมที่มีทั้งสัมผัสนอก และสัมผัสใน มีวัตถุสัมผัส แล้วก็สังขารจิตปรุงแต่ง จิตสังขาร ก็ปรุงแต่จิตไม่เกี่ยวกับภายนอก วจีสังขาร ไม่ใช่วจีกรรม แต่คือการปรุงแต่เป็นวจีในภายในจิต คนไทยก็เป็นภาษาไทย แต่ไม่ได้พูดออกมาเป็นวจีกรรม และไม่ใช่กายสังขารด้วย แต่มันปรุงในจิต อยู่ในสังกัปปะ 7 ซึ่งจัดอยู่ใน จิตสังขาร กาย ต้องเกี่ยวข้องกับข้างนอก ถ้าไม่มีกายเลย มีแต่จิต คุณไม่รู้เรื่องกับมัน ต้องมีองค์ประชุมตั้งแต่ภายนอกเรียกว่า รูปกาย ส่วน นามกายนั้นไม่เกี่ยวกับภายนอก เช่น คุณลืมตามองเห็น วัตถุ แต่เมื่อหลับตาก็มีสัญญา เห็นวัตถุนั้นได้ ตามสัญญาที่จำไว้ได้ แม้หลับตาก็นึกได้ เรียกว่า นามกาย หรือ กายในกาย เป็นองค์ประชุม ต้องเกี่ยวกับภายนอก ถ้าเป็นการระลึกถึงเสียง รส โผฏฐัพพะ แม้ระลึกเป็นตัวตนบุคคลเราเขา ก็นึกได้ ในภาษาธรรมะนึกขึ้นมาเอง เรียกว่า นิรมานกาย นริมาน แปลว่าสร้างขึ้นมา เขาเอาคำว่านิรมานกายไปอธิบายเสียงงเลย กายกัมมัญญตา คือ องค์ประชุมที่พาทำงานที่ควร กายปาคุญญตา คือจิตที่แคล่วคล่องชำนาญ ทำงานเร็วไว เป็นความคล่องแคล่วของ เวทนา สัญญา สังขาร สามอย่างทำงานอย่างคล่องแคล่ว กายกลิ คือสิ่งท่ชั่วช้าที่อยู่ในกาย ที่ประชุมกันภายใน เป็นกายที่เป็นโทษ อกุศลจิต กายคต คือส ิ่ งที่เป็นไปในกาย กายยังคะ องค์ประชุมของอวัยวะต่างๆของกาย กายถามมะ พลังของกาย กายทรถะ คือความกระวนกระวายของกาย หรือความกระวนกระวายของ กายทุกข์ กายทุจริต เป็นความประพฤติชั่วหยาบ กายทุถุลละ กายประพฤติชั่วหยาบ กายทวาร กายธาตุ คือ ธาตุที่เป็นส่วนประกอบของกาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับดินน้ำไฟลม เป็น กายปสาทด้วย กายปโยคะ คือองค์ประกอบของกาย กายปัสสัทธิ ความสงบรำงับของกาย ขณะกระทบผัสสะอยู่ กายเราก็สงบได้ ไม่ใช่นั่งนิ่ง กายภาวนา คืออบรมกาย กายมุทุตา คือ ความอ่อนไว แววไวของร่างกาย เป็นคุณธรรมสูงส่ง มุทุตา คือวิการรูปรูปที่ได้ปฏิบัติ จนทำให้แคล่วคล่องว่องไว มีเมตตา กรุณา มุฑิตา ในนั้นเลย กายมโนมย ข้อปฏิบัติให้เป็นผู้นิ่งด้วยกาย กายลหุตา เป็นวิการรูปข้อหนึ่ง เป็นความเบาแห่งนามธรรมคือเจตสิก 3 กายวิการ คือองค์ประชุมของนามธรรม ที่ไม่สมกระกอบของเจตสิก 3 (เวทนา สัญญา สังขาร) กายวิญญัติ กายวิญญาณ กายวูปกาส แปลว่า กายแยกออก ท่านไปแปลว่าการปลีกกายไปอยู่สงบ หรือที่จริงคือ ทำให้จิตมันแยก ปลีกออกมา ห่างจากสิ่งที่ทำให้ไม่สงบ คืออกุศล กายสมังคี ความพร้อมแห่งกาย กายสังวร คือสังวรกาย กายสังสัคคะ การสัมผัส จับต้อง เกี่ยวข้องทางกาย ที่ต้องการเป็นสุข แล้วเป็นสวรรค์เท็จ หรือจะปฏิบัติเป็นสวรรค์โลกุตระก็ต้องมีภูมิรู้ได้
กายเป็นเรื่องสำคัญ หากเข้าใจผิดแต่ต้นก็เจ๊ง วิธีปฏิบัติจะรู้ความเป็นสัตว์ ที่เป็นเวทนา สัญญา สังขาร ที่จะเรียนรู้ สัตว์ เทวดา มาร พรหม เมื่อคุณฟังแล้วไปปฏิบัติก็จะรู้ว่านี่คือ สัตว์ชนิดไหน เป็นผี หรือเป็น เทวดา สมมุติเทพ หรือเป็นเทวดา อุปัตติเทพ หรือ วิสุทธิเทพ เมื่อไม่รู้กาย ก็ปฏิบัติกำจัดสัตว์ 9 ชั้น (สัตตาวาส 9 ) นี้ไม่ได้ ก็ไม่มีทางเป็นอรหันต์ ส่วน ธรรมกาย นี่คือกายที่เป็นองค์ประชุมที่มีธรรมะ จิตที่ดีสูงสุดก็คือพระพุทธเจ้า ถ้าเรียกธรรมกาย ก็คือ พระพุทธเจ้า หรือ พรหมกาย เพราะฉะนั้นจึงอย่าบังอาจใช้คำว่าธรรมกายไปเรียกเล่น ถ้าผู้ใดไม่มีธรรมะสูงเป็นองค์ประชุมที่มีธรรมะสูงสุด แม้มีความไม่สะอาด มีอธรรมอยู่เท่าที่กิเลสเหลือ แม้อรหัตตมรรคก็ตาม อนาคามีก็มีอธรรมอยู่ ผู้มีธรรมะบริสุทธิ์ก็มีอรหันต์กับพระพุทธเจ้า เรียกว่าผู้มีธรรมกาย ฉะนั้นอย่าไปพูดเล่น ผู้เอาธรรมกายไปทำแล้วเป็นอบายมุขหลอกคนทำให้ธรรมะเพี้ยนเสื่อม ที่จริง ธรรมไม่เสื่อมแต่คนเสื่อม คนเอาความรู้ผิดไปทำทำให้ธรรมแปดเปื้อน ตนเองเสื่อมก่อนแล้วทำให้คนอื่นเสื่อมด้วย ผู้มีธรรมะคือผู้มีความไม่เสื่อม ผู้ใดยังมีความเสื่อมยังมีอธรรม มากหรือน้อยก็แล้วแต่ก็ไม่ใช้คำว่าธรรมกายได้
ธรรมคือ สิ่งที่คนเกิดมาต้องเอาให้ได้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมะ เรียกว่าธรรมสามี เป็นเจ้าของธรรมะ เรียกว่าธรรมกาย ไม่มีอธรรมเลย เท่าที่ความเป็นมนุษย์จะพึงมีได้ ถ้าอรหันต์ก็มีธรรมเต็มเฉพาะตน เป็นจิตสะอาดบริสุทธิ์เป็นพรหมกาย เป็นธรรมกาย อย่าทำเป็นเล่น เอาไปใช้ก็อย่าทำให้เสีย ขอร้องเลยอย่าเอามาลาคันธะ วิเลปนะ นัจจะคีตะ วาทิตะ แอ็คอาร์ท เช่น พระธุดงค์เต๊ะท่า ทำอวดอ้างทำโชว์เรียกคะแนน หาเสียงหาบริวาร ท่านธุดงค์ก็ปฏิบัติ อย่าไปทำมาลาคันธ วิเลปนา ธารณ มัณฑน วิภูสนฐานา ผิดศีลข้อที่ 8 เลยนะ เขาไม่รู้ว่า ตนเองสร้าง นิรมานกาย ศัพท์สมัยใหม่เรียกว่า มโน สร้างปรุงแต่งวิมาน ภายนอกก็เยิ้มไปด้วยกามคุณ 5 มากไปด้วย มหัปปิจฉะ หรูหราใหญ่โตอลังการ ธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความมักมากมักใหญ่ ก็ไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า ขออภัยที่ต้องตำหนิแรง เกรงใจจริงๆ แต่เป็นความจริงหลักวิชาที่ต้องพูด ขออภัย การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าต้องมีวิญญาณ ลืมตาปฏิบัติ มีวิญญาณฐีติ แต่ถ้าหลับตาทำเป็นสัตว์ในสัตตาวาส 9 รูปฌาน 4 คุณก็ดับได้แล้ว เป็นอสัญญีสัตว์แล้ว คุณก็ทำจิตให้สว่างโล่ง แจ้ง ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีท้องฟ้าเลยใสโล่งไปหมดเลย นี่คือสายธรรมกาย ที่ทำกัน สายธรรมกายนี้คือเรียนรู้อาภัสรา อย่างมิจฉา ไปติดอยู่ที่สว่างใส คุณก็ได้แต่ใสๆๆ โสดาก็ใส สกิทาก็ใสเพ ิ่ มขึ้น อนาคาก็ใส่ยิ่งขึ้น อรหันต์ก็ใสสุดเป็นต้น นี่คือ มิจฉาทิฏฐิ ส่วนสัตว์ลำดับที่ 4 มีกายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน เขาดับไปอย่างมิจฉาทิฏฐิ สุภกิณหา (สุภ คือสิ่งที่งาม โชค ส ิ่ งน่าพึงใจ) เขาก็ได้ความดำ เป็นภพอสัญญี เร ิ่ มต้นอสัญญี เป็นมิจฉาทั้งนั้น ไม่ได้ถูกเลย มิจฉาใน สัตตาวาส ทั้ง 9 1 . สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวก มนุษย์ เทพ บางเหล่า พวก วินิปาติกะ บางเหล่า 2 . สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวก พรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น 3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) 4 . สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) 5 . สัตว์บางพวก ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ เช่น เทพจำพวก อสัญญีสัตว์ (อุทกดาบสทำนิโรธสมาบัติ ดับจนไม่รับรู้อะไร) 6 . สัตว์บางพวก เข้าถึง.. อากาสานัญจายตนะ (พ้นรูปสัญญา) 7 . สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น.. วิญญาณัญจายตนะ (พ้นเสพความว่าง) 8 . สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น.. อากิญจัญญายตนะ (ดับดิ่งไม่มีอะไร) 9 . สัตว์บางพวกเข้าถึงชั้น.. เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ดับๆ รู้ๆ) (วัตถุสัญญา พ ระไตรปิฎก เล่ม 23 ข ้อ 228 และ 11 / 353) …จบ