570508_พ่อครูเทศน์ในงานสัปดาห์วิสาขบูชาวิชิตชัย ปักหลักเปิดโลก ตอนที่ ๓.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570508_ พ่อครูเทศน์ ในงานสัปดาห์วิสาขบูชาวิชิตชัย ปักหลักเปิดโลก ตอนที่ ๓ พ่อครู … วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2557 ที่ สะพานผ่านฟ้า
ของเราอยู่กันอย่าง บวร คือ บ้าน วัด โรงเรียน บ้าน คือ บ้านเมือง กลุ่มชุมชน อยู่กันเป็นหมู่บ้าน รวมเป็นตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ ก็มีคนรวมกัน คำว่าประเทศ ก็คือ คำว่า บ้าน วัด คือ การเมือง แหล่งที่เป็นตัวอย่างของมนุษย์เจริญ เรียกว่าอาริยบุคคล อย่างสมัยพระพุทธเจ้า วัดก็คือที่อยู่ของสงฆ์ อยู่อย่างสาธารณโภคี เป็นการบริหารโดยไม่บริหาร ปกครองโดยไม่ปกครอง เพราะทุกคนเข้าใจหน้าที่สิทธิ์ เข้าใจการเจริญอย่างอาริยบุคคล อย่างอโศก แม้ไม่ดีเด่นอย่างที่พูดเลยหมด แต่ก็มีสาธารณโภคี เจริญ สงบเรียบร้อย สรุปว่า การเมือง ก็คือ มวลมนุษย์ที่มีคุณธรรม ไม่ว่าประชาชน หรือผู้บริหาร ทำเข้าใจหน้าที่รับผิดชอบ มันส่อประสานกันอยู่ เป็นรัฐศาสตร์ เป็นการบริหารปกครอง ถ้าเราจะแก้ปัญหาการเมือง โดยการเมืองน้ำเน่า ที่เลวร้ายอย่างระบบการเมืองปัจจุบัน นั้นแก้ไม่สำเร็จหรอก เป็นสมบัติผลัดกันชมตลอดกาลนาน เคราะห์ดีหน่อยก็ดีขึ้นมา เคราะห์ร้ายหน่อยก็แย่อย่างยิ่ง สรุปแล้ว แก้ปัญหาการเมือง ต้องแก้ด้วยธรรมะ วัด มีหน้าที่สร้างคนให้มีคุณธรรม มีธรรมะ เมื่อคนเกิดมีธรรมะก็จบ ได้ดีมาก็จบได้ดี ได้น้อยก็จบได้เท่าที่ได้ ต้องแก้การเมืองด้วยน ้ำ สะอาด ล้างความเปรอะเลอะเทอะ ด้วยธรรมะ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่วิเศษ พรุ่งนี้ก็มาช่วยกันต่อ ทำให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นๆ จิตวิญญาณจะพัฒนาขึ้น จิตวิญญาณของผู้จะปฏิวัติ จะต้องกล้าหาญ มีภูมิปัญญา จะทำดียิ่งขึ้นหาทางทำดียิ่งขึ้น สงบเรียบร้อยไม่รุนแรง มีประสิทธิภาพ มีน้ำหนัก ประชาชนก็เจริญขึ้นด้วย ไม่เลวลง รู้จักจะทำอย่างไร เช่น ออกมาสงบให้มากๆ ร่วมมือกันหมด ข
อ่านต่อ
้าราชการก็ดี ทุกคนออกมารู้หน้าที่ ถ้าออกมาร่วมกันตั้งแต่พรุ่งนี้ ก็จบเลย ประเทศไทยจะเกิดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเลย จะได้หรือไม่ก็แล้วแต่สำนึก ร คือ โรงเรียน คือการศึกษา การศึกษาปัจจุบันล้มเหลวมาก การศึกษามีหน้าที่สร้างคนให้ความรู้ อย่างการศึกษาของอโศก มีปรัชญา ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา อย่างชาญวิชา เราก็ให้เรียนรู้เท่ากับโลกเขา แต่ว่าเรามีเวลาให้น้อยกว่า เรื่องศีล และชาญวิชา ซึ่งเป็นเรื่องยาก เด็กของเราที่มาเข้ามัธยม 30 คน จบ ม. 6 สัก 10 คน ก็ดีแล้ว แต่เด็กก็ไม่เสียสุขภาพ เป็นโรคประสาทแต่อย่างใด เด็กเราจบไปก็แข็งแรง สุขภาพดี ไปเรียนต่อ จบปริญญาตรี โท เอก ก็มีเยอะ สังคมเราอยู่กันอย่างกลมกลืน เป็นหนึ่งเดียว เป็นหมู่บ้าน สังคมอาริยะ มีคุณสมบัติคุณธรรม มีกิจกรรมกิจการเจริญ เป็นสังคมแบบนี้เป็น ป ระชาธิปไตย ยิ่งใหญ่ เป็น ประชาธิปไตย สองขา คือ ประชาธิปไตย ที่คำนึงทั้งวัตถุ และคำนึงจิตวิญญาณเป็นใหญ่ ไม่ใช่ ประชาธิปไตย ขาเดียว แบบที่เขาบอกกัน แม้ที่สุดคุณยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ ยืนยันจะตายคา ประชาธิปไตย อาตมามองว่าเป็น ประชาธิปไตย แนวโน้มเป็น ประชาธิปไตย ขาเดียว เพราะเขาไม่เข้าใจทางออกของ ประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เขาก็ตัดอำนาจศาล ก็เท่ากับตัดอำนาจหลักเกณฑ์สังคมประเทศ ประเทศ ประชาธิปไตย ขาเดียว เขาก็จะมีแต่ประชาชน ไม่มีกษัติรย์ เป็นประชาชนองค์รวมที่ต้องใช้การบังคับ เช่น คนต้องอยู่ใต้กฎหมายอย่างเข้มเลย เขาไม่ได้พัฒนาด้านวิญญาณ ประเทศ จะเป็นประเทศได้ต้องมี 1 .แผ่นดิน ที่เป็นวัตถุธรรม 2 .ต้องมีคนไปยึดครอง จึงเกิดการครอบครอง เป็นแผ่นดินที่มีประชาชนเป็นเจ้าของ บริหารไป จะอย่างไรต้องมีคน คนคือวิญญาณของประเทศ ฉันเดียวกับคำว่า กาย คำว่า กายนี้มีแต่ร่าง ไม่ใช่กาย ต้องมีทั้ง ร่างและจิต เช่นเดียวกับแผ่นดินที่ไม่มีคนไปยึดครองก็ไม่เป็นประเทศ เช่น บนเกาะใดเกาะหนึ่ง ที่ไม่มีคนค้นเจอ ก็เป็นประเทศไม่ได้ คนต้องไปประกาศว่า ฉันเป็นเจ้าของแผ่นดินนะ ประเทศต้องมีสองขา คือวัตถุธรรมคือแผ่นดิน กับมนุษย์ นี่คือรากเหง้าของมนุษยชาติ บ้านเมือง กายนี่จะต้องมีสองอย่าง หรือแม้แต่เหลืออย่างเดียวก็ต้องมีแต่นาม ก็เป็นกาย คำว่า กายนี้คือองค์รวมหรือองค์ประชุม ซึ่ง กายนี้ไม่ขาดธาตุรู้ กายต้องมีธาตุรู้ ร่วมด้วย สัตว์ที่มีร่างเป็นเดรัจฉานเลย เช่น สัตว์น ้ำ สัตว์บก ที่มีร่างแบบนั้น สัตว์เหล่านั้นเป็น จิตนิยาม สูงกว่า พีชนิยาม ความเป็นสัตว์แรกเร ิ่ ม เป็นอวิชชาจนมาพัฒนาเป็นอาริยะมากขึ้นๆ มายุคนี้แล้วควรพัฒนาเป็นอาริยะเพิ่มขึ้น อาริยะ นี้ ต้องมีใจเป็นอาริยธรรม พระพุทธเจ้าตรัสรู้อาริยธรรม ที่เป็นโลกุตระ เอามาทำให้เกิดโลกุตรจิตจริงๆ กิเลสลดลงๆ จนหมด รู้โลกียะสามัญ จนปฏิบัติได้อยู่เหนือโลกีย์ เหนือกาม เหนืออัตตาได้ เป็นอนาคามี อรหันต์ อย่างอนาคามี มีกาย ที่เหลือความเป็นสัตว์ภายในอยู่นิดเดียว ส่วน กามภพ ก็ยังสัมพันธ์กับโลก เรียกว่า กามาวจร ก็ไม่ได้หนีโลก หรือหลับหูหลับตา แต่ อนาคามี มีนิโรธระดับกามภพแล้ว ซึ่งภพมีสามอย่าง กามภพ รูปภพ อรูปภพ พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติ ฌาน สมาธิ แบบลืมตา จนมีนิโรธลืมตา ไม่ต้องไปนั่งหลับตาเข้าออกสมาธิ นิโรธ แต่อย่างใด แต่ทุกวันนี้สอนกันเพี้ยนไปแล้ว กายกลิ ท่านแปลในพจนานุกรมว่า กายโทษ หรือสิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกาย สิ่งชั่วช้า คืออกุศลจิต ที่ประชุมกันอยู่ มวลแสดงออกถึง กามและพยาบาท เป็นนามธรรม ซึ่งอยู่ในร่างนี้ องค์ประชุมนี้ละเอียดแม้เป็น กายลหุตา คือองค์ประชุมที่บางเบาละเอียดมาก คนไม่มีปัญญาสัมผัสในจิต ภาวะของลหุตา คุณต้องเรียนรู้โดยญาณ ที่เป็นกายลหุตา หรือกายมุทุตา กายกัมมัญญตา คือพลังงานทางจิตวิญญาณ ไม่ได้หมายถึงดินน้ำไฟลม แต่เป็นนามกาย ในจิต จะต้องศึกษาตั้งแต่หยาบไปจะถึงกลาง และละเอียด คุณจะรู้สัตว์ได้ ต้องกำหนดความเป็นกายของสัตว์ และสัตว์นี้ กายนี้ ถ้าเข้าใจว่าแค่รูปร่างภายนอก ก็ไม่ได้ศึกษาถึงปรมัตถ์ อย่างนี้ เพราะสัตว์ที่จะให้ศึกษานี้คือ สัตตาโอปปาติกา แต่ไม่ท ิ้ งร่างกายนะ เพราะถ้าเอาแต่หลับตานั้น อาสวะบางอย่างก็อาจดับได้ ก็เป็นได้แค่กายสักขี ในทักขิเนยยบุคคล 7 คุณไปปฏิบัติ สายสัทธานุสารี จะได้แค่ กายสักขี ไม่สมบูรณ์ สักขี คือเห็นอยู่โทนโท่ สัมผัสด้วยตาด้วย แต่อาสวะบางอย่างดับได้ แต่ถ้าไม่ได้สัมผัสด้วยวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ก็ไม่สามารถเป็นอรหันต์ได้ ต้องกายที่มี พหิทา รูปา นิปัสสติ ตามรู้ถึงภายในแม้เป็นอรูป พระพุทธเจ้าให้ศึกษาเป็นลำดับ ตั้งแต่อบายภูมิ ในกามภพ แล้วดับกามภพ แล้วก็ทำรูปภพ อรูปภพต่อ เราทำมาแต่หยาบ ก็จะมีตัวอย่าง มีวิธีลดละ ตั้งแต่ โสดาฯ สกิทาฯ ก็มาเรียนรู้อย่างมีฝีมือ ลดละได้สิ้นเกลี้ยงหมดจน สายปัญญา เร ิ่ มสัมมาทิฏฐิตั้งแต่ ธัมมานุสารี จะบรรลุตั้งแต่ ปัญญาวิมุติ ก็เป็นอรหันต์ แต่ว่าสายศรัทธานั้น ก็แม้ได้กายสักขีก็ไม่เป็นอรหันต์ ต้องได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงบรรลุอรหันต์ สายปัญญานั้น พระพุทธเจ้าสอนปฏิบัติแบบลืมตา วิธีปฏิบัติจะมีฐานปฏิบัติ แล้วเรียนรู้สัตว์ เช่น สัตว์เปรต สัตว์นรก เดรัจฉาน อสุรกาย คุณต้องเรียนรู้ ใน ปฏิจจสมุปบาท 1 . เพราะ อวิชชา เป็นปัจจัยโง่ๆ จึงก่อสังขารโง่ๆ 2 . เพราะมี สังขาร จึงมี วิญญาณ 6 3 . มี วิญญาณ 6 จึงมี นามรูป(เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ) 4 . มี นามรูป 5 จึงมี อายตนะ 6 หรือ ฉฬายตนะ 5 . มี อายตนะ 6 จึงมี ผัสสะ 6 6 . มี ผัสสะ 6 จึงมี เวทนา 6 7 . มี เวทนา 6 จึงมี ตัณหา 6 8 . มี ตัณหา 6 จึงมี อุปาทาน 4 9 . มี อุปาทาน จึงมี ภพ (กามภพ, รูปภพ, อรูปภพ) 10 . มี ภพ จึงมี ชาติ 5 (กิเลสเกิดบทบาทในมโนกรรม) 11 . มี ชาติ จึงมี ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ และ อุปายาสะ
ถ้าดับชาติได้ ก็ไม่มี ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะฯ ใน ชรา คืออะไร? ..ท่านตรัสว่า หมายถึงความหนังเหี่ยว ฟันหลุด ความแก่ห ง่ อมของอินทรีย์ ส่วนตาย คือความทำลายอันตรธาน ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งเป็นซากศพ แต่เวลาปฏิบัตินี้ ไม่ได้หมายถึงแค่ร่าง แต่หมายถึง กาย ที่เป็นความเกิด ตั้งอยู่ ชราของจิต ชาติ พระพุทธเจ้าอธิบาย ให้รู้ว่า การจะปฏิบัติให้รู้กาย ต้องปฏิบัติ 6 ทวาร จึงปฏิบัติ กายในกาย เวทนาในเวทนาได้ครบใน สติปัฏฐาน 4 แม้ในพระไตรปิฎก เล่ม 16 นี่แหละ ก็บอกว่า ให้เรียนรู้ ทางทวารทั้ง 6 ไม่ใช่ปฏิบัติแต่นั่งหลับตา จึงรู้เห็นการเกิด ที่เรียกว่าโอปปาติกโยนิ ที่อยู่ใน โยนิ 4 1 . ชลาพุชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในครรภ์) 2 . อัณฑชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดในไข่ -ทิชาชาติ) 3 . สังเสทชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดจากการแบ่งตัว) 4 . โอปปาติกโยนิ (เกิดใหม่ทางจิตวิญญาณเปลี่ยนภพทันที เกิดนิโรธ ไม่มีอะไรมาคั่น เกิดแทนสิ่งดับโดยไม่มีซาก) ( พระไตรปิฎก เล่ม 11 ข้อ 263 ) การปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าสอนนั้น ไม่ได้ให้ไปนั่งหลับตาดับดิ่ง เป็น อสัญญี สัตว์ที่ไม่รับรู้อะไรเลย ไม่ได้ศึกษาอะไรเลย หรือแม้อยู่ในภพ ก็ได้ศึกษาในภพบ้าง แต่ถ้าดับสัญญานั้นไม่ใช่ทางเลย การปฏิบัติต้องปฏิบัติตาม วิญญาณฐิติ 7 1 . สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า 2 . สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น 3 . สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) 4 . สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) 5 . สัตว์บางพวก ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ เช่น เทพจำพวก “อสัญญีสัตว์” (อุทกดาบสทำนิโรธสมาบัติดับจนไม่รับรู้อะไร) 6 . สัตว์บางพวก เข้าถึง..อากาสานัญจายตนะ (พ้นรูปสัญญา) 7 . สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น..วิญญาณัญจายตนะ (พ้นเสพความว่าง) 8 . สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น..อากิญจัญญายตนะ (ดับดิ่งไม่มีอะไร) 9 . สัตว์บางพวก.เข้าถึงชั้น..เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ดับๆ รู้ๆ) (ววัตถุสัญญา พระไตรปิฎก เล่ม 23 ข ้อ 228 และ 11 / 353)
ปฏิบัติแบบพุทธ แบบลืมตาตื่น บรรลุขณะลืมตาตื่น จักขุมาปรินิพพุโพติ คือมี จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ไม่เหมือนทำแบบนิโรธมืด ดับดิ่ง เป็นอสัญญีสัตว์ ในวิญญาณฐีติไม่มี อสัญญีสัตว์ คือ อากิญจัญฯ กับเนวสัญญาฯสัตว์ เพราะอันนั้นมันดับดิ่ง การทำ ฌาน คือทำให้ จิตไม่มีนิวรณ์ ว่างไม่มีนิวรณ์ 5 ถ้าแบบหลับตาก็ไปนั่งสมาธิ สามารถทำให้จิตไม่มีนิวรณ์ได้ เหมือนกับแบบสมาธิลืมตา คือสัญญาอย่างเดียวกัน แต่ว่าแบบลืมตากับหลับตาทำนั้นองค์รวมหรือกายต่างกัน เพราะว่า แบบลืมตาก็ลืมตามองสิ่งที่เคยชอบ แต่ว่าตอนนี้มีฌานแล้ว ก็ไ่ม่มีนิวรณ์ ไม่ชอบไม่ชัง แต่ว่าลืมตาผัสสะนะ ไม่เหมือนนั่งหลับตา ดับไม่ได้มีสัมผัสกับวัตถุเลย แม้ไม่มีนิวรณ์ 5 เหมือนกัน แต่องค์ประชุมหรือ กายต่างกัน สัตว์ที่ 1 . สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า พวก วินิปาตะ คือตกต่ำจนไม่มีต่ำกว่านี้อีกแล้ว อย่างที่เขาแย่งชิงอำนาจกันอยู่ในปัจจุบัน มนุษย์ คือ ผู้มีใจสูง ปฏิบัติธรรมได้ เทพ มีสามอย่าง คือ สมมุติเทพ อุปัติเทพ วิสุทธิเทพ …
พรหม มี 20 ชั้น ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ ชั้นที่ 4 ปริตรตาภาภูมิ ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ ชั้นที่ 7 ปริตตสุภาภูมิ ชั้นที่ 8 อัปปมาณสุภาภูมิ เป็นสายปฏิบัติผิดๆ ที่เป็นสายสว่าง ไปสร้างภพสว่างโล่งแจ้ง ชั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ แปลว่า ความดำมืด หากปฏิบัติผิด จะเป็นสายมืด ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ สายที่ไม่เข้าใจเลย จะหมายถึงมีผลไพบูลย์ เป็นอัปปมาณสุภาภูมิสมบูรณ์ ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ สายนี้เป็น สุภกิณหาภูมิแบบสมบูรณ์นั่นเอง
ต่อไปเป็น สุทธาวาส 5 ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ สุทธาวาส คือถิ่นที่บริสุทธิ์ ระดับวิสุทธิเทพ สะอาด ไ่ม่ใช่ไปแช่อยู่เช่นนั้น แต่ถ้านั่งหลับตาดับ คุณจะไปติดอยู่นี่ ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ คือท่านผู้ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ใคร ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ท่านผู้งดงามน่าทัสสนา หลงสุข งามจริง สวยจริง วิเศษจริง ก็ไปติดเข้าไป พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า สุทธาวาส 5 พระพุทธเจ้าไม่ติดเลย ศึกษาสัมมาทิฏฐิตั้งแต่ธัมมานุสารีย์จะไม่ติดในสุทธาวาส 5 นี้ ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ ไม่เป็นน้องใคร ก็ยิ่งใหญ่มาก สายสัทธานุสารีย์ จะติดในอุปกิเลสพวกนี้มาก ส่วนสายปัญญาจะเข้าใจไม่ติดยึด
ต่อไปเป็นอรูปพรหมอีก 4 ชั้นที่ 17 อากาสานัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 18 วิญญาณัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 19 อากิญจัญญายตนภูมิ ชั้นที่ 20 เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ
ของพุทธต้องเป็นวิญญาณฐิติ ต้องหลุดพ้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ จึงจะล่วงสู่ สัญญาเวทยิตนิโรธ ต้องพ้น ความรู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ ในเนวสัญญาฯ ดับสิ้นอวิชชา เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นข้อที่ 8 ของ วิโมกข์ 8 1 . ผู้มีรูป(รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) จิตจะต้องรู้จัก รูป (รูปคือ สิ่งที่ถูกรู้) 2 . ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ( 10 / 66 ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) (พ ่อครู แปลว่า มีสัญญาใส่ใจในอรูป คือรู้ทั้งรูปภายนอก ไปจนถึงรูปภายใน ต้องเห็นทุกเวลา แม้ขั้นอรูปก็ต้องใส่ใจกำหนด) 3 . ผู้ที่น้อมใจเห็นว่าเป็นของงาม (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ, หรือ อธิโมกโข โหติ (พ ่อครู แปลว่า เป็นโชคอันดีงามที่ผู้นั้นโน้มไปเจริญ สู่การบรรลุหลุดพ้นได้ยิ่งขึ้น) 4 . ผู้ล่วงพ้นรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะ(ละ)ไม่ใส่ใจถึง นานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุอากาสานัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า... อากาศหาที่สุดมิได้ (สัพพโส รูปสัญญานัง สมติกกัมมะ ปฏิฆสัญญานัง อัตถังคมา นานัตตสัญญานัง อมนสิการา อนันโต อากาโสติ อากาสานัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) 5 . ผู้ที่ล่วงพ้นอากาสานัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุ วิญญาณัญจายตนะ ด้วยมนสิการว่า วิญญาณ หาที่สุดมิได้ (สัพพโส อากาสานัญจายตนัง สมติกกัมมะ อนันตัง วิญญาณันติ วิญญาณัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) 6 . ผู้ที่ล่วงวิญญาณัญจายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุอากิญจัญญายตนะ ด้วยมนสิการว่า ไม่มีอะไร (สัพพโส วิญญาณัญจายตนัง สมติกกัมมะ นัตถิ กิญจีติ อากิญจัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) 7 . ผู้ที่ล่วงพ้น อากิญจัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ (สัพพโส อากิญ-จัญญายตนัง สมติกกัมมะ เนวสัญญานาสัญญายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ ฯ) หรือจิตวิญญาณต้องพ้นสิ่งที่ไม่รู้ และไม่มีที่จะไม่รู้ 8 . ผู้ที่บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะล่วงเนวสัญญา-นาสัญญายตนะ โดยประการทั้งปวง (สัพพโส เนวสัญญานาสัญญายตนัง สมติกกัมมะ สัญญาเวทยิตัง นิโรธัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) หรือพ้นอวิชชาสังโยชน์ อันผู้เข้าถึงแล้ว พึงทบทวนตรวจสอบอย่างอนุโลมบ้าง อย่างปฏิโลมบ้าง ทั้งอนุโลมและปฏิโลมบ้าง หรือบางขณะก็อยู่ในอารมณ์บางขณะ ก็ไม่อยู่ในอารมณ์แห่ง วิโมกข์ 8 อยู่บ้าง-ไม่อยู่บ้างตามคราวที่ต้องการ ตามที่ปรารถนาและตามกำหนดที่ประสงค์ จึงบรรลุเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะสิ้นไป เพราะทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน นี้เรียกว่า อุภโตภาควิมุติ (มหานิทานสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 66 )
พ้น อวิชชา ทั้ง 8 1 .ไม่รู้ใน..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) 2 .ไม่รู้ใน..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) 3 .ไม่รู้ใน..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) 4 .ไม่รู้ใน..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคองค์ 8 ) 5 .ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง 6 .ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง 7 . ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) 8 . ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่งการเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท ( พระไตรปิฎก เล่ม 34 ข ้อ 691 )
ได้ทำจนเป็นตถตา ซึ่งอาตมาแบ่งเป็น ตถตา 3 1 . ตถตา แบบ ยถากรรม มันเป็นเช่นนั้นเอง โดยยถากรรม เป็นสมถะลืมตา 2 . ตถตา ที่เป็นมรรค คือได้เจอกิเลสที่เป็นความจริง เป็นการฝึกลดละกิเลส 3 . ตถตา ที่เป็นผลสมบูรณ์
พรหม มี 20 ชั้น ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ ชั้นที่ 4 ปริตรตาภาภูมิ ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ ชั้นที่ 7 ปริตตสุภาภูมิ ชั้นที่ 8 อัปปมาณสุภาภูมิ ชั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ ชั้นที่ 17 อากาสานัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 18 วิญญาณัญจายตนภูมิ ชั้นที่ 19 อากิญจัญญายตนภูมิ ชั้นที่ 20 เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ
สรุปว่า ความเป็นสัตว์ อันนี้เป็นจุดหมายสำคัญของศาสนาพุทธ หากไม่รู้ความเป็นสัตว์คุณจะพ้นสังโยชน์ หรือสังโยคไม่ได้ แปลเป็นไทยว่า ผูกสัตว์ไว้ ไม่มีใครผูกไว้ แต่เราโง่ผูกเอาไว้เอง สวรรค์ 6 ชั้น ที่จริงเป็น สวรรค์ทางกาม 1 . จาตุมหาราชิกา (สวรรค์ที่มหาราชใหญ่ 4 ทิศ ปกครอง) 2 . ดาวดึงส์ (ที่อยู่แห่งเทพที่ยังเสพอารมณ์เพิ่ม เกินๆ) 3 . ยามา (แดนใจของผู้เปลื้องทุกข์ได้, ได้นาน) 4 . ดุสิต (แดนใจของผู้อิ่มสงบเฉยได้แล้ว เพราะเสวยอิ่ม) 5 .นิมมานรตี (ภูมิจิตของผู้มีใจยินดีในการเนรมิต ความปรารถนา สำเร็จได้ด้วยความสามารถตน) 6 .ปรนิมมิตวสวัตตี (ภูมิที่อยู่แห่งเทพที่มีอำนาจ ในการเนรมิตอื่นๆ มีผู้อื่นสนองอำนาจให้ได้อย่างเร็วไว หากจิตพ้นขั้นนี้ได้แล้วย่อมเป็นพรหม) ( พระไตรปิฎก เล่ม 4 ข้อ 17 ) ในโลกียะ เทวดาทั้ง 6 เป็นเรื่องของกามทั้งนั้น แต่ในโลกุตระ เทวดาทั้ง 6 ก็เป็นลักษณะของโลกุตระได้ เช่น ดุสิต คือแดนที่พระโพธิสัตว์จะอยู่ตรงนี้ แม้ก่อนมาเกิดเป็นพ ระพุทธเจ้า ก็ต้องจุติจากดุสิต มาพักที่ดุสิต เป็นเจ้าใหญ่คือ สันตุสิตเทพ คือภพที่ใจพอ ถ้าเป็นโลกียะคือ เสพสำเร็จแล้วก็พอ พักยก ส่วนดาวดึงส์ คือเทวดาที่เสพ อาการที่ 33 นิมามานรตี คือผู้มีความสามารถสูง สร้างได้เอง ปรนิมมิตวสวัตตี ก็คือ ผู้ที่มีผู้อื่นคอยช่วยสร้างให้ มีอำนาจให้คนช่วยได้ …จบ