570305_พ่อครูที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง ราชสีห์จริงกับราชสีห์กงเต็ก เป็นเช่นไร .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570305_พ่อครู ที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง ราชสีห์จริงกับราชสีห์กงเต็ก เป็นเช่นไร?
พ่อครูว่า … วันนี้ วันที่ 5 มีนาคม 2557 ที่ป้อมมหากาฬ อาตมา เล่านิทาน 1 เรื่อง....เรื่อง ราชสีห์กงเต็ก.... พวกที่คิดจะแบ่งแยกดินแดนนั้น เขาคิดจะแยกจริงๆ ถ้ามีการปฏิวัติ รัฐประหาร โดยคณะที่มีกำลังทางอาวุธ และนักรบนักใช้อาวุธ จนคนกลัวและยอมให้คณะรัฐประหารยึดอำนาจสำเร็จ รัฐบาลที่ไม่ยอมเสียอำนาจ เป็นฝ่ายที่ประกาศว่า จะแยกประเทศ ก็จะไปยึดส่วนหนึ่งของประเทศไทย โดยกำหนดแบ่งแยกขอบเขตพื้นที่ เท่าที่ทำได้ ก็เป็นกบฏแยกแผ่นดิน โดยการอ้างว่า ตนเป็น " อำนาจแท้ " ในแผ่นดิน เพราะเป็นเจ้าของอำนาจที่ได้มาก จากการเลือกตั้ง เป็นเจ้าของ อธิปไตย อยู่ แล้วจะประกาศ เป็น " รัฐบาลพลัดถิ่น " อย่างมีเหตุผลเพียงพอ หากแม้นเหตุปัจจั ย เป็นเช่นนั้นจริง ก็จะเกิด " รัฐบาลพลัดถิ่น " ที่มีอาณาจักรของตนเองเท่าที่ยึดได้ โดยไม่ยอมขึ้นกับอำนาจ " แผ่นดินใหญ่ " และเหมือนไต้หวัน ที่แยกออกมาได้ ไม่เหมือนฮ่องกง เพราะความยินยอม และองค์ประกอบต่างกัน แต่เหตุปัจจัย ที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว คือ " การยึดอำนาจด้วยคณะรัฐประหาร " ยังไม่มี ยังไม่เกิด เกิดเพียง " ความถูกต้อง " ชอบธรรม คือ พลังอำนาจของมวลมหาประชาชน ที่จะยึดอำนาจคืนจากรัฐบาล มีกำลังเกิดปรากฏการณ์ แผ่รังสีแห่งราชสีห์อย่างสง่างามยิ่งนัก จนอึ่งอ่างที่หยิ่งผยอง หลงตนว่า เป็นเจ้าป่า เจ้าแห่งอำนาจ ทั้งๆ ที่ตัวเอง เป็นแค่เจ้าป่าเก๊ เพราะได้รับเลือกตั้งมาอย่างทุจริต อกุศลนานาสารพัดวิธี ได้ " ราชสีห์กงเต๊ก " ที่แค่ 49 วัน ก็มีรูปร่างเป็น " อึ่งอ่างพองลม " ขึ้นมา ให้คนงมงายที่ตามืดตาบอด หลงว่า เป็น " ราชสีห์แท้ " จึงยึดมั่นถือมั่น ว่า ตนเป็นเจ้าป่า อยู่นั่นแหละ … " ฉันเ
อ่านต่อ
ป็นนายกฯ จากการเลือกตั้ง " … " ฉันเป็นประชาธิปไตย " … “ฉันเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย” … " ฉันจะตายคาสนามรบประชาธิปไตย " ยิ่งประชาชนเจ้าของประเทศไทย ได้แสดงตัวแห่งความเป็น " พระยาราชสีห์ตัวจริง " คือ มวลมหาประชาชนคนไทย ที่ได้ออกมาคำรามหลายเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย. 56 , 9 ธ.ค. 56 , 22 ธ.ค. 56 , และ 13 ม.ค. 57 เป็นต้น จนกระทั่ง ออกมาแสดงตัวตนแห่งเจ้าของอำนาจอธิปไตยของจริง ต่อโลกชัดเจน แสดงรังสีแห่งความเป็นพระยาราชสีห์อย่างสง่างาม สงบ สุภาพ ไม่มีอาวุธ ไม่เบ่งจนขี้แตก เหมือน " ราชหีห์กงเต็ก " หรืออึ่งอ่างพองลมเลย แม้ว่า จริงๆ นั้นประชาชนมีอาวุธ, ทหารมีอาวุธ, แต่ด้วยความเป็นพระยาราชสีห์ เจ้าป่าตัวจริง ที่มีเขี้ยวเล็บ จึงไม่จำเป็นต้องใช้ " อาวุธ " โชว์ อาวุธ หรือแค่แง้มเอาอาวุธออกมา แต่อย่างใด แม้แค่พูดว่า ตนมีอาวุธจจะใช้อาวุธ ก็ไม่เคยพูด ไม่เคยขู่ ด้วยเสียงพระยาราชสีห์เจ้าป่าตัวจริงเลย แต่ราชสีห์กงเต ็ กถูกรังสี ราศีของกัมมันตรังสี แห่งพระยาราชสีห์ตัวจริง เข้าอย่างแรง อย่างมีธรรมฤทธิ์ " ราชสีห์กงเต็ก " ก็เลยร้อ ง เอ๋งๆ สำรอกออกมาเสียงหลง ว่า … ฉันมีปืน 10 ล้านกระบอกนะ!... ฉันจะแยกแผ่นดินนะ! เป็นต้น ว่าแล้ว … " อึ่งอ่าง " พองลม ก็เบ่งลม พองตัวขึ้นๆๆๆ ด้วยรูปลักษณ์ ที่ยิ่งอัปลักษณ์ของอึ่งอ่างพองลม ด้วยการเรียกมวลชนของตนออกมาชุมนุม ให้เห็นรูปร่างของ " ราชีห์กงเต ็ ก " เพื่อแข่งรูปร่างของ " พระยาราชสีห์ตัวจริง " ที่ได้แสดง " ตัวตน " มาแล้วในวันต่างๆ ตั้งแต่ 24 พ.ย. 56 เป็นต้น ตั้งหลายครั้งหลายครา ซึ่งรูปลักษณ์ก็ย ิ่ งอัปลักษณ์ นั้นก็คือ มีกองกำลังพลแต่งเครื่องแบบ ออกมาเดินสวนสนาม คุมพลโดย อดิศร เพียงเกศ บ้าง รวมคนเสื้อแดง แรลลี่ออกมา อันมี ธิดา ถาวรเศรษฐ เป็นประธานออกมาลั่นกองรบ บ้าง จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ซึ่งเป็นทั้ง รัฐมนตรี และห ัวหน้า พรรคใหญ่ ที่เป็นรัฐบาลแท้ๆ แสดงภาษาข่มขู่ เบ่งอำนาจอย่างกบฏบ้าง สารพัดที่จะเสริมขนหัว ขนหาง " ราชสีห์กงเต็ก " ระบายสีให้เตะตา พวกประชาชนคนตาบอดทั้งหลาย ให้หลงสีสันต่างๆ บ้าง เป็นต้น แต่แล้ว ก็ยังไม่ได้คะแนน ไม่เข้าตาประชาชนคนไทยได้สำเร็จอีก จนสุดสิ้น สุดแค้น แน่นอก ฟกช้ำ ต้องสำรอก ความลับออกมา ก่อนเวลาที่ควรจะเป็น นั่นก็คือ สำรากออกมาว่า จะแยกประเทศ จะแบ่งแยกแผ่นดิน จะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ซึ่งการแสดงออกทั้งวาจา ทั้งองค์ประกอบอื่นต ่ างๆ จนเข้าข่ายส่อแสดงได้ชัดเจนว่า มีทั้งเจตนามุ่งมั่น มีทั้งการซ่องสุม ประชุมกัน มีทั้งการวางแผนไว้จริง มีทั้งการเตรียมการพร้อมในการเป็นกบฏ และแล้วก็ได้เร ิ่ มต้นประกาศการกบฏ ออกมาแล้ว ...แสดงพลังมวลชนที่จะทำการตามแผนแล้วว่า นี่คือ คณะกบฏตัวจริง และได้ลงมือทำการกบฏแล้ว ด้วยขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 มาตามลำดับ แล้วประเทศไทย จะให้ " รัฐบาลเก๊ อึ่งอ่างพองลม ราชสีห์กงเต๊ก " นี้อยู่ในพื้นแผ่นดินแห่งไทยต่อไปอีกอยู่หรือ? ผู้มีหน้าที่ก็จัดการจับกบฏ เข้าคุก ตัวกบฏเองก็หมดอำนาจแล้ว ตามการกระทำที่ได้ทำความผิดสำเร็จแล้ว ซึ่งๆ หน้า เห็นกันชัดๆ บุคคล ผู้มีสิทธิ์ต่อต้านด้วยวิธีการที่สันติวิธี ได้รวมตัวกันเป็น มวลมหาประชาชน ออกมาประท้วงปราก ฏ แล้วจริง และกระทำได้อย่าง วิเศษ วิสุทธิ์ วิศิษฏ ์ ชนิดที่ ไม่เคยทำได้เยี่ยงนี้มาก่อนเลย คือ สงบ อหิงสา ไม่มีอาวุธ ตามบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ คณะบุคคล ที่เป็นมวลมหาประชาชนที่ได้ออกมาประท้วง ต่อต้านสำเร็จ ถูกต้องตาม บทบัญ ญั ติในร ัฐธรรมนูญ นี้ ทุกมาตรา ตามที่ร ัฐธรรมนูญ กำหนดไว้ จึงคือ ผู้ถืออำนาจในการปกครองประเทศ ในกาละนี้ เพราะได้ต่อต้านโดยสันติวิธี ทำหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่ง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไว้ได้ จากรัฐบาลที่ได้กระทำผิด โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในร ัฐธรรมนูญ นี้
ตอนนี้เหมือนแม่ของแผ่นดินสองฝ่าย รัฐบาลนี้เป็นแม่ปลอม ส่วนประชาชนเป็นแม่แท้ๆ ก็ต่อสู้แย่งชิงลูก คือแผ่นดิน พอทำไปก็เห็นว่าตนจะแพ้ แม่ปลอมก็จะตัดแบ่งลูกของตนออกเป็นสองส่วน แล้วจะมีแม่แท้ๆ ที่ไหนจะแบ่งลูกออกเป็นสองท่อน เป็นอุทธาหรณ์ชี้ให้เห็นว่า จะมีใครมาหั่นตัดลูกออกเป็นสองส่วน ลูกคือแผ่นดิน คนที่คิดจะหั่นแบ่งแผ่นดิน คนนั้นฆ่าลูก คนนั้นไม่ใช่แม่ตัวจริง ประชาชนก็ต้องช่วยกัน อย่าให้เขาแบ่งหั่นลูกเลย เอาแค่คำว่าเลือกตั้งกับไม่เอาเลือกตั้ง เขาก็มั่นใจว่า เอาเสาไฟฟ้า หรือเอาไม้จิ้มฟันลงก็ชนะเลือกตั้ง แต่ประชาชนก็มาเปิดเผยความผิด ไม่ชอบมาพากล ของค่ายกล คนก็ไม่เอาการเลือกตั้ง เป็นคำตอบที่ยืนยัน ความจริงชัดๆ เป็นรูปธรรม ตอนนี้เป็นประชาชนปฏิวัติที่สำเร็จแล้ว แต่เขาก็ว่าเป็นนามธรรม ทั้งที่มันเป็นแล้ว เมื่ออำนาจของรัฐบาลหมดลง คณะปฏิวัติคือคณะประชาชน ไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่ประชาชนที่ใช้อาวุธ แบบนั้นคนกลัวก็ยอม ซึ่งการได้มาซึ่งอำนาจรัฐ นั้้น อาตมาได้แยกออกเป็น 5 แบบ
ซึ่งการได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารประเทศนั้น อาตมาแบ่งได้ 5 แบบ 1 . อำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2 . อำนาจรัฐบาลที่ได้มาจากการเลือกตั้ง 3 . อำนาจคณะรัฐประหารที่ได้มาจากการเลือกตั้ง 4 . อำนาจประชาชนที่ปฏิวัติอย่างไม่สงบ มีอาวุธ รุนแรง 5 . อำนาจประชาชนที่ปฏิวัติอย่างสงบ ไม่มีอาวุธ ไม่รุนแรง
อำนาจที่จะวินิจฉัย กรณีใด ไปตามประเพณีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ประชาชนจึงต้องช่วยกันทำอย่างยุติธรรมที่สุด ดีงามที่สุดเสียก่อน แล้วจึงนำขึ้นกราบถวายบังคมทูล จะได้ไม่ระคายพระยุคลบาท เพราะอำนาจของประชาชน ทุกคนย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ตามบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มาตร า 69 และมาตราอื่นๆ อีกมาก ที่สนับสนุน สอดคล้อง สมคล้อย ที่ต้องวินิจฉัย แล้วตัดสินกันให้สัมบูรณ์ ดังนั้น ในปรากฏการณ์ของประเทศไทยที่กำลังเกิด และดำเนินอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ มีส ิ่ งที่ต้องวินิจฉัย ในกรณี " อำนาจประชาชนที่ปฏิวัติ อย่างสงบ ไม่มีอาวุธ ไม่รุนแรง " ตามธรรมเนียมที่ได้กระทำกันมา ว่า จะเป็น " อำนาจประชาชนปฏิวัติหรือรัฐประหาร โดยชอบธรรม " ซึ่ง คณะกปปส. ก็ได้กระทำแล้ว เป็นที่ปราก ฏ ตรงตาม การได้มาซึ่งอำนาจ ในการบริหารประเทศ ในแบบที่ 5 แล้วจึงปฏิบัติ ไปตามบทบัญญัติในร ัฐธรรมนูญ นี้ ตั้งแต่ มาตราที่ 1 , 2 , 3 และอื่นๆ อันสำคัญย ิ่ งคือ จากมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญฯ 2550 มีว่า ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตาม ประเพณีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งหมายความตาม มาตรา 3 ที่ทั้งแปลคำว่า " ประชาธิปไตย " ไว้ชัดเจนว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจ ซึ่งเป็น " อธิปไตย " ที่เป็นของประชาชนชาวไทย นั้น ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ และวรรค 2 ของมาตรา 3 ก็กำกับบัญญัติ ไว้ชัดเจนว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล รวมทั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม นั่นคือ 3 สถาบัน หรืออื่นๆ ตามระบุไว้นั้น คือ ผู้มีหน้าที่ทำงาน ตามหลักนิติ ให้เป็นธรรม มีหน้าที่ทำได้ตาม หลักนิติ หรือ กฎหมายกำหนดไว้ ถ้าไม่ทำก็ผิด ทำเกินก็ผิด ทำไม่เป็นธรรม ไม่ชอบธรรมนั่นเอง ก็ผิด สรุปชัดๆ คือ ผู้อาสาเข้าไปทำหน้าที่โดยรับจ้างมีรายได้ รับรายได้ตอบแทนบ้าง ไม่ได้รับบ้าง แต่คือผู้สมัครใจทำงานนี้ เพื่อผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตัวเอง เพื่อประชาชนแท้ๆ เรียกว่า งานการเมือง ถ้างานการเมือง ก็ต้องเพื่อผู้อื่น เพื่อประชาชน ไม่ใช่งานเพื่อตัวเอง หรือเพื่อครอบครัว เพื่อพรรคพวกแน่ๆ ยิ่ง ผู้ใดทำงานเพื่อผู้อื่น เพื่อประชาชน ด้วยใจจริง สมัครใจเอง ไม่รับค่าตอบแทนเลย นั่นแหละคือ นักการเมืองแท้ๆ ตรงๆ มาตรา 4 1 . ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 2. สิทธิ 3 . เสรีภาพ 4 . และความเสมอภาคของบุคคล 5 . ย่อมได้รับการคุ้มครอง เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ บังคับแก่กรณีใด ตามมาตรา 7 เช่น บทบัญญัติ ว่า ให้ " ประชาชนปฏิวัติ " ก็ดี ยึดอำนาจจากรัฐบาล ก็ดี หรือ การกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ตามบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 69 ส่วนวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ บุคคลจะใช้สิทธิ์ และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ นั่นต่างหากทำไม่ได้ มาตรา 68 บัญญัติไว้ว่า จะทำมิได้ แต่มาตรา 69 บัญญัติไว้ชัดว่า ทำได้ ถ้าทำโดย สันติวิธี ย่อมมีสิทธิ์ ทุกบุคคล ยิ่งเมื่อสิทธิ ของมวลมหาประชาชน ร่วมกันเป็นส่วนรวม นั่นแหละ คือพลังของอธิปไตย แท้ๆ ที่ชนชาวไทย จะต้องทำหน้าที่ ตามมาตรา 70 ที่ว่า บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 71 ยิ่งเป็นหน้าที่ของชนชาวไทยกันทีเดียว ที่จะต้องช่วยกันทำหน้าที่ คือ บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรา 63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ โดยสงบ ก็คือ วิธีการที่ไม่รุนแรง หรือสันติวิธี ตามบทบัญญัติ ที่มีในรัฐธรรมนูญนี้ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง (ของมาตรา 63 ) จะกระทำมิได้ แต่ก็มียกเว้น ในกรณีการชุมนุมสาธารณะ นั้น ทำได้ เพราะยกเว้น เป็นต้น ซึ่งก็มีข้อยกเว้นอื่นอีก เช่น เพื่อคุ้มครองความสะดวก ของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ ก็ทำได้ หรือ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม ก็ทำได้ หรือในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม ก็ทำได้ หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศในกฎอัยการศึก ก็ทำได้ ซึ่งมาตรา 62 นั้น บุคคลย่อมมีสิทธิ์ติดตามและร้องขอ ให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคล ซึ่งให้ข้อมูล โดยสุจริต แก่องค์กรตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ย่อมได้รับการคุ้มครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรา 58 บัญญัติไว้ ถึงสิทธิของบุคคลชัดๆ ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิ์ มีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผล หรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิ และเสรีภาพของตน และมาตรา 59 รัฐธรรมนูญให้สิทธิแก่บุคคล ย่อมีสิทธิเสนอเรื่องราวร้องทุกข์ และได้รับแจ้งผล การพิจารณาภายในเวลาอันรวดเร็ว อีกด้วย แถมมาตรา 60 - 61 - 62 ก็ยิ่งให้สิทธิ์แก่บุคคล อย่างบริบูรณ์ ที่จะฟ้ององค์กร ทุกองค์กรที่เป็นของรัฐตามนิตินัย ที่จะพิทักษ์รักษาสิทธิ์ ที่จะได้รับการคุ้มครอง ดังนั้น เมื่อไม่มีบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ บังคับแก่กรณีใด ตามมาตรา 7 ก็ให้ วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณี การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เช่น ไม่มีบทบัญญัติ ว่า ให้ประชาชนปฏิวัติ หรือ ยึดอำนาจรัฐ แต่ อำนาจประท้วง ต่อต้าน เปลี่ยนแปลง หรือปฏิรูป ให้มีคณะบริหาร และคณะสภาใหม่ นั้น มีในรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งประเพณี การปกครอง ขนบธรรมเนียม ที่เคยเกิดเคยทำมาแล้ว ก็เคยมีประเพณีการปฏิวัติด้วยอำนาจที่ต้องใช้ คำว่า อำนาจที่เป็น Force ของคณะทหาร เป็นต้น หรือเมืองไทยเคยมี คณะราษฏร ที่ฝรั่งเรียกว่า coup d' Etat หรือรัฐประหาร ก็เคยมี คณะผสมผสานกันก็เคยมากมายหลายครั้ง ที่ปฏิวัติยึดอำนาจ เปลี่ยนอำนาจ กันมาเป็นประเพณี ซึ่งได้ใช้ " สิทธิอันไม่ชอบธรรม " แท้ๆ ด้วย ที่จริงนั้น ละเมิดสิทธิอันชอบธรรม ไม่ใช่ได้สิทธิ ทั้งๆ ที่ การยึดอำนาจ เพื่อเปลี่ยนแปลง หรือปฏิรูป คณะบริหารและคณะรัฐสภาใหม่ ที่เคยยึดอำนาจ มาด้วยอำนาจ Force อันเป็นอำนาจรุนแรง บังคับข่มขี่ นั้น ผิดกฎหมาย ไม่มีสิทธิจะทำ แต่คณะที่ปฏิวัติด้วยอำนาจ บังคับข่มขี่ ซึ่งผิดกฎหมาย และไม่มีบทบัญญัติอนุญาตให้ยึดอำนาจ หรือขออำนาจจากคณะรัฐบาลเลย แต่ก็ทำกันได้และยอมรับกันมาแล้ว เป็นตัวอย่าง เป็นขนบประเพณีที่จำยอม เคยยอมกันมาแล้ว ใช้ " สิทธิ " อันไม่ชอบธรรม นั้นมาหลายครั้งได้ เป็นประเพณี ประเพณี แปลตาม พจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถานว่า สิ่งที่นิยมถือประพฤติปฏิบัติสืบๆ กันมาจนเป็นแบบแผน ขนบธรรมเนียม หรือ จารีตประเพณี ซึ่งไม่น่านิยม แต่ก็กลายเป็นนิยมไปแล้ว คือ มันเป็นการ " ประพฤติ " มันเป็นการกระทำที่รับรู้ทั่วกันแล้ว แน่นอน หรือยอมรับนับถือ ถึงขั้นชื่นชมยินดี ในบางครั้ง บางเรื่องไปแล้วด้วยเป็นแบบ เป็นอย่าง ขึ้นมาในโลกแล้ว นั่นเอง
ทีนี้ การประพฤติของมวลมหาประชาชน คราครั้งนี้ ใน พ.ศ. นี้ ประชาชนเอง ที่รวมตัวกันเป็นหมู่มวลมหาประชาชนออกมา " ยึดอำนาจ " ขอเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาล คณะรัฐสภาใหม่ บ้าง อย่างถูกกฎหมาย ไม่ผิดกฎหมาย เพราะมวลมหาประชาชน ขอยึดด้วย อำนาจอันชอบธรรม ด้วยอำนาจ Authority ซึ่งเป็น Sovereign power ซึ่งเป็น Supreme แล้ว เพราะเป็นสุดยอดแห่งรัฏฐาธิปัตย์ ตามมาตรา 2 และมาตรา 3 แท้ๆ ที่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มวลมหาประชาชน รวมตัวกันออกมาแสดงความประสงค์เปิดเผย ซื่อตรง ไม่มีอะไรซ่อนเร้น อะไรผิด อะไรถูก ก็แฉกันตรงๆ ขอเปลี่ยนแปลง ให้คณะเก่าออกไป จะปฏิรูปกันใหม่ โดยใช้สิทธิ อันมีอยู่แท้ของมวลประชาชน และไม่ผิดกฎหมาย เลยด้วย แสดงปริมาณ ก็มีมากมายทำลายสถิติ ที่เคยมีมาในประเทศด้วย แสดงเชิงคุณธรรม ก็มีคุณภาพที่สงบ สันติ ถูกธรรม ยืนยันฝ่ายผิด และยืนยันฝ่ายถูกชัดเจน ว่า ประชาชนมีส่วนถูก รัฐบาลมีส่วนผิดมากพอจริง สมบูรณ์ได้คะแนนป่านนี้แล้ว ทำไมจะไม่มีสิทธิ ? เสมอภาคเท่า คณะปฏิวัติ ด้วยอำนาจ บังคับข่มขี่ ด้วยอาวุธ ยุทธภัณฑ์ ที่อำนาจบาตรใหญ่ ที่ทำผิด ของคณะปฏิวัติ Force อันเป็นอำนาจรุนแรง coup d' Etat รัฐประหาร กดขี่บังคับนั้น ไม่ชอบธรรม เท่าอำนาจ ของมวลมหาประชาชนที่ทำกันในครั้งนี้ พลังอำนาจทั้งทางปริมาณ และคุณภาพ คุณธรรม ของมวลมหาประชาชน ในคราครั้งนี้ ดีกว่า ถูกต้องกว่า ตามสากลกว่า อำนาจกดขี่บังคับ ที่เคยทำกันมาก ซึ่งปฏิวัติด้วยอำนาจ Authority ที่ Supreme เป็นSovereign right power ทำไมไม่ให้ " สิทธิ " ทำไม " สิทธิ " แท้ๆ ของประชาชนที่มีเต็มๆ และแม้ในรัฐธรรมนูญก็ถูกต้อง ตามนิติธรรมด้วย จึงถูกห้าม ถูกต้านกั้น ไม่ให้ทำได้บ้าง เป็นความไม่เสมอภาค ใช่มั้ย? ไม่ได้รับความคุ้มครองอย่างย ิ่ ง กว่า คณะ Force คณะ coup d' Etat รัฐประหาร ที่ใช้อำนาจผิดๆ ดังที่เคยทำกันมา? ใช่มั้ย? ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ของมวลมหาประชาชน และความเสมอภาค ทำไม ไม่ได้รับการคุ้มครอง ตามมาตรา 4 ในเมื่อไม่มี " บทบัญญัติ " แห่งการปฏิวัติเหมือนกัน แต่อำนาจขอ ง คณะปฏิวัติที่ใช้อาวุธไม่สงบ ที่ผิดกฎหมาย กลับต้องจำยอมให้มี " สิทธิ " ทำได้มาแล้ว ไม่รู้กี่ครั้ง จนเป็นประเพณี ที่ไม่น่านิยม ก็มีบ้างในบางครั้ง ที่เป็นที่น่านิยม ของมวลประชาชน ส่วนอำนาจของคณะปฏิวัติที่ไม่ใช้อาวุธ สงบ ไม่ผิดกฎหมาย " มีสิทธิ " ทำได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 - 64 - 65 และมาตรา 70 สร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชน ตามมาตรา 65 ย่อมมีเสรีภาพทำได้ การกำจัดเสรีภาพจะกระทำมิได้ตาม มาตรา 64 แม้ มาตรา 66 - 67 ก็ย่อมมีความหมายสมคล้อย ที่สิทธิเสรีภาพ ของมวลมหาประชาชนที่รวมกันชุมนุม รักษาผลประโยชน์ของประเทศ แม้แต่ มาตรา 68 สิทธิ และเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ ก็เป็นวิธีการ ที่เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ โดยเฉพาะ มาตรา 69 บุคคลย่อมมีสิทธิ ต่อต้าน โดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเท ศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญนี้ นั่นคือ " การปฏิวัติโดยประชาชน " ซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นไป หรือมี " วิถีทาง " เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดย " วิธีการ " ซึ่งมิได้เป็นไปตาม " วิถีทาง " ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ บุคคลย่อม มีสิทธิต่อต้าน โดยสันติวิธี นี่คือ เป็นไปตาม “ รัฐธรรมนูญนี้ " ตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม บัญญัติไว้ใน มาตรา 69 ชัดๆ ยืนยันอยู่โต้งๆ โทนโท่ เห็นไหม? แถม มาตรา 70 - 71 เป็นหน้าที่ของชนชาวไทย อีกด้วย เห็นไหมว่า เป็นหน้าที่ของชนชาวไทย ตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญนี้ ประชาชนชาวไทย จึงออกมาทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ออกมาใช้สิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ บังคับแก่กรณีใด ก็หมายความว่า มิได้ เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติวิถีทาง ว่า ปฏิวัติ ยึดอำนาจ ต้องทำอย่างนี้ ต้องปฏิบัติตามทางนี้ ตามวิถีนี้ นั่นคือ บัญญัติ ไ่ม่มีชัดเจนในรัฐธรรมนูญนี้ ดังนั้นจึงเท่ากับ บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ไม่มี การบังคับในกรณีนี้ จึงไม่มี เมื่อไม่มี ก็ให้วินิจฉัยกรณีของ กปปส. ที่ประพฤติ กระทำอยู่นี้ ให้เป็นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข