สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ประเทศไทยมีดัชนีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก สี่ปีซ้อน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ประเทศไทยมีดัชนีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก สี่ปีซ้อน พ่อครูว่า...ก็มาสู่ที่ท่านฟ้าไทพูดเรื่องเศรษฐกิจเรื่องบ้านเมืองสังคมประเทศ อาตมาก็ไปพูดรับรองไปแล้วว่าเมืองไทยขณะนี้ เป็นเมืองที่ดีที่สุด เศรษฐกิจดีที่สุด การเมืองดีที่สุด สังคมดีที่สุด ทีนี้ก็มีสำนักผู้รู้ ดัชนีความทุกข์ยากประจำปีนี้ ของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่า ไทยยังคงรั้งอันดับ 1 ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน สำนักข่าวบลูมเบิร์กเผยแพร่รายงานดัชนีความทุกข์ยาก (Misery Index) ประจำปีนี้ ปรากฏว่า ประเทศไทยยังครองอันดับ 1 ประเทศที่มีดัชนีความทุกข์ยากต่ำที่สุดในโลกเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน และอันดับ 2 ยังคงเป็นสิงคโปร์ ส่วนประเทศที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยาก ไม่มีความสุขมากที่สุดในโลก ก็ยังคงเป็นเวเนซูเอลา และแอฟริกาใต้ ทั้งนี้ ดัชนีความทุกข์ยากของบลูมเบิร์ก ระบุว่า ปัญหาราคาสินค้าที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น กลายเป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจโลกในปีนี้ มากกว่าการว่างงาน
โดยดัชนีความทุกข์ยากประจำปีของบลูมเบิร์ก ซึ่งพิจารณาจากข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ และการว่างงานของประชากร 66 ประเทศ พบว่า นับเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันแล้วที่เวเนซูเอลา เป็นประเทศทุกข์ยากที่สุดในโลก โดยคะแนนอยู่ที่ 1872.0 จากปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 499.7 เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า ส่วนไทยยังครองแชมป์ประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก ได้คะแนน 2.5 และสิงคโปร์ที่ 2 ได้คะแนน 3.2 ตามมาด้วยที่ 3 เป็นญี่ปุ่นและสวิตเซอร์แลนด์ ได้คะแนน 3.6 ที่ 4 เป็นไต้หวัน ได้ 4.9 และที่ 6 เป็นอิสราเอล ได้ 5.5 คะแนน
พ่อครูว่า...นี่คือเราอยู่ในสังคมโลกGlobalization ก็ได้รับสื่อสาร 4 ปีผ่านมาแล้วประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่งป
อ่านต่อ
ระเทศที่มีความทุกข์ยากน้อยที่สุดในโลก ก็น่าสังเกต อันดับ 1 คือไทย อันดับ 2 สิงคโปร์ อันดับ 3 คือยุโรป ญี่ปุ่น สำนักบลูมเบิร์ก ว่าปัญหาสินค้าแพงเงินเฟ้อ มีมากกว่าปัญหาคนตกงาน อันดับ 2 คือประเทศแอฟริกาใต้มีดัชนีความทุกข์ยาก 33.1 อันดับ 3 ประเทศอาร์เจนติน่ามีดัชนีความทุกข์ยาก 27.1 อันดับ 4 คืออียิปต์ มีดัชนีความทุกข์ยาก 26.4 อันดับ 5 ได้แก่กรีชและตุรกี ซึ่งมีดัชนีเท่ากันอยู่ ทั้งนี้หากย้อนไปดูดัชนีความทุกข์ยากในปี 2560 ทำการสำรวจทั้งหมด 65 ประเทศทั่วโลก อันดับ1 ผลรวมดัชนีความทุกข์ยากของประเทศไทยอยู่ที่ 2.6% ส่วนอันดับ 2 ตามมาด้วยประเทศใกล้เคียงอย่าง สิงคโปร์ มีดัชนีความทุกข์ยากอยู่ที่ 3.1% ตามด้วยสวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศที่มีดัชนีความทุกข์ยากสูงที่สุดในโลกประจำปีนี้ ได้แก่ เวเนซุเอลา อันเนื่องมาจากปัญหาด้านการเมืองและเศรษฐกิจ โดยผลรวมดัชนีความทุกข์ยากของประเทศมากถึง 499.7% รองลงมาเป็น แอฟริกาใต้ อาร์เจนตินา กรีซ และตุรกี ปี 2559 โดยอ้างอิงจากภาวะเงินเฟ้อและอัตราการว่างงานของ 74 ประเทศทั่วโลก พบว่าไทยเป็นประเทศที่มีความทุกข์จากภาวะเศรษฐกิจน้อยที่สุด หรืออีกนัยคือ สยามเมืองยิ้มถือเป็นดินแดนที่ผู้คนมีความสุขที่สุดในโลก โดยมีคะแนนในดัชนีความทุกข์ยากแค่ 1.1% น้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับอีก 73 ประเทศ ประเทศอื่นๆ ที่มีความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจน้อยมากใกล้เคียงกับไทยได้แก่ 2 ประเทศเพื่อนบ้านร่วมทวีปเอเชีย โดยสิงคโปร์ตามมาติดๆ ในอันดับ 2 ได้คะแนน 1.40% ญี่ปุ่นได้อันดับสาม 2.70% ส่วนประเทศที่มีความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก คือ เวเนซุเอลา สืบเนื่องจากราคาน้ำมันตกต่ำ นำไปสู่ปัญหาสินค้าขาดแคลน รวมถึงสินค้าอาหารและเวชภัณฑ์ อัตราเงินเฟ้อของประเทศลาตินอเมริกาแห่งนี้ยังสูงถึง 181% เวเนซุเอลามีคะแนนความทุกข์สูงถึง 188.2% เป็นประเทศที่มีความทุกข์มากที่สุดในโลกอย่างไม่มีคู่แข่ง ตามด้วยบอสเนีย 48.29% และแอฟริกาใต้ 32.90% ในปี 2558 ดัชนีความทุกข์ยากต่ำที่สุด อันดับ 1. ไทยเนื่องจากมีอัตราการว่างงานที่ต่ำมาก ด้วยตัวเลข 0.56 เปอร์เซ็นต์เมื่อช่วงสิ้นปี 2014 การมีตัวเลขที่ต่ำขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับไทย เพราะที่ผ่านมาตัวเลขอัตราการว่างงานของไทยก็ต่ำมาโดยตลอด อัตราการว่างงานสูงที่สุดของไทยคือ 5.73 เปอร์เซ็นต์ เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2544 ตามมาด้วย สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ ไต้หวัน ตามลำดับ พ่อครูว่า...มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป สำหรับผู้ถึงที่สุดของศาสนาพุทธแล้ว ไม่สุขไม่ทุกข์และตลอดไป พวกเราชาวโลกุตระ ชาวอโศกนี่แหละเรียนรู้เรื่องทุกข์ได้ดีที่สุดตามวิชาการของพระพุทธเจ้า แล้วเราก็มาเรียนรู้เหตุแห่งทุกข์ให้ชัดด้วย มันอยู่ที่จิตไม่นอกไปจากจิต หรือในจิตก็คือเวทนา การศึกษาของพุทธ จับแม่น เรียนดูอาการของจิต ที่เรียกว่าเจตสิก แยกมาได้ เช่น เวทนา เป็นอาการแท้ตัวแท้เลย ต้องรู้อาการให้ชัดเจน แล้วตามหาเหตุที่มันทำให้เกิดทุกข์ เมื่อได้บำเรอทุกข์ก็สุข มันคืออันเดียวกัน แต่โลกียะมาบำเรออยากได้อยากมีอยากเป็น ก็ให้มันผันแปลงเป็นเทวดาที่เรียกว่าสุข ที่จริงแล้วมันไม่มีจริง ศาสนาพุทธชัดเจนเรื่องเวทนาแท้ เวทนาเท็จ ศาสนาพุทธให้เรียนรู้เหตุแห่งทุกข์ คือตัวที่ทำให้ชีวิตยุ่งยาก และมีอุบายเครื่องออก วิธีกำจัดตัวเหตุนี้ให้ไม่เกิดอีกเลยจนตลอดกาล นิจจังทุวังฯ จบอย่างเด็ดขาด นี่เป็นความรู้อันวิเศษของพระพุทธเจ้า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธมาตลอดกาล เดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจไม่เอาอ่าวไม่เอาเรื่อง ไม่เอาสิ่งสำคัญนี้ ชาวอโศกเห็นความสำคัญอันนี้ จึงมาเรียนรู้จนปฏิบัติได้ผล สำเร็จด้วย บอกความจริง ไม่ได้อวดโอ่ แต่คนไม่เชื่อว่าเราพูดความจริง เรายืนยันว่าในยุคนี้ทําได้ นี่คือสิ่งที่น่าภาคภูมิใจว่า ในโลกนี้ยังมีสิ่งสุดยอดที่เกิดขึ้นได้อยู่ แล้วเราก็พยายามเปิดเผยอธิบายสาธยายให้คนอื่นสนใจฟัง เรียนรู้ปฏิบัติประพฤติจนได้มรรคผลนี้ด้วย เราก็เผื่อแผ่ไปอย่างนี้แหละ เป็นธรรมทาน ทำอยู่ตลอดเวลาเลย คนเขาจะว่าเราอย่างไร เราก็ฟัง แต่เขาไม่รู้เจตนาของเราว่าเรามีเมตตากรุณา สิ่งที่ดีที่สุดคือให้คนพ้นทุกข์ เราก็แจกจ่ายอันนี้ไป
ตอบคำถามที่เขียนมาว่า _คนที่มีจิตคิดฆ่าตัวตาย เนื่องจากสามีหมดรักแล้ว จะพูดอย่างไรให้เขาคลายใจจากความคิดฆ่าตัวตาย เขาบอกว่าเขารู้หมดทุกอย่าง แต่ไม่สามารถวางใจได้ มืดบอดหมดทุกอย่าง พ่อครูว่า..พูดอย่างคนหมดหวัง ช่วยตัวเองไม่ได้เลย จมอยู่กับกิเลสที่รักสามี แต่สามีหมดรักแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจน มีรักเท่าไหร่ก็ทุกข์เท่านั้น มีรักร้อยทุกข์ร้อย มีรัก 90 ทุกข์ 90 ไม่มีรักเลยก็ไม่ทุกข์เลย (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไทว่า...เรื่องที่รู้แล้วแต่ตัดใจไม่ได้ เขาไปก็ดีแล้ว เราจะได้ตัดใจ พ่อครูว่า...ก็ตอบว่า ตัวนั้นปรากฏจริงให้คุณรู้ว่าเป็นความทุกข์ ความรักคือความทุกข์ ก็โยนความรักทิ้งไปเสียก็จบ พูดกันง่ายๆงี้แหละ หากโยนออกไม่เป็นมันก็เด้งกลับมา ก็จำนนว่าตัวเองไม่สามารถวางได้ ก็ต้องมาเรียนรู้ทำให้จริงให้เรียนรู้สัจธรรม ให้รู้ความหมายของสัจธรรมว่าไปยึดมั่นถือมั่นพวกนี้แล้วมันทุกข์ ก็มารู้สัจธรรมมาเรียนรู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ของอาการที่เราไปรักเขา มันไม่มีของจริง อนัตตามันไม่มีจริง มันเป็นของหลอก พระพุทธเจ้าเรียกว่าความโง่ หรืออวิชชา ไม่รู้ความจริง มันอยู่กับอวิชชาก็เลยเหมือนจริง ความจริงแล้วอย่างพระพุทธเจ้าตรัสรู้ เอาทฤษฎีนี้ไปปฏิบัติที่สุด มันก็ไปล้างสิ่งที่มันไม่จริง สิ่งที่มันไม่จริงก็คือความรักความทุกข์ให้หมดไปจากจิตได้เลย มันก็เลยมีความจริงที่ว่า ทุกข์นี่เราโง่จริงๆเลย เห็นความโง่ไหม สมณะฟ้าไทว่า...เรื่องความรักหมดแล้วครับ พ่อครูว่า...คนที่รู้จริง ปฏิบัติธรรมเอาออก เนกขัมมะ ตรวจสอบแล้วตรวจสอบดูว่าจิตใจเราไม่มีอาการนี้เกิดอีก เชื้อที่มันเป็นตัวกิเลสแท้ อาสวะอนุสัยหมดไป พิสูจน์ยืนยันจากอะไร ก็จากการกระทบสัมผัส ให้ไปนั่งหลับตาไม่รู้เรื่อง ว่าเราได้นิโรธแล้วไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้าต้องพิสูจน์ยืนยันทุกขณะจิต ทุกเวลากาลทุกสมัย สัมผัสเหตุแห่งทุกข์ ถ้าจะบอกเรื่องความรักของเพศ มันก็มีคู่กรณีได้ทั้งนั้น กระทบสัมผัส เพศก็คือเพศ ถ้าไม่วิตถาร เป็นกระเทย ก็เป็นเพศหญิงเพศชาย เราก็คบหาสัมผัสเกี่ยวข้องกับเพศหญิงเพศชายมีหนุ่มมีแก่ ก็มีอยู่เป็นของจริง ไม่ได้หนีไม่ได้หลบเลี่ยงไป อยู่กันอย่างโต้งๆ สัมผัสเราก็อ่านใจเรา อาการลีลาของวิญญัติ การเคลื่อนไหวของพลังงานจิต ที่มันเป็นลักษณะที่เรียกว่า รัก ชอบ ราคะ พวกนี้หรือกามพวกนี้ มันไม่มี ไม่มีอย่างหยาบ กลาง ละเอียด หมดไม่มี เรียนรู้อ่านความจริงในนามธรรม แต่มันอ่านได้ดูได้มีปัญญาหยั่งรู้ได้ ผู้ศึกษาที่สัมมาทิฏฐิ จึงได้ผลจริงก็ยืนยันได้จริง ธรรมะพระพุทธเจ้าพิสูจน์ได้จริงอย่างนี้ คนที่หมดสิ่งนี้มันไม่เสียแรงไม่เสียเวลาไม่เสียแคลอรี่กับมันเลย เราก็เอาแรงงาน เวลา พฤติกรรมเอาไปทำประโยชน์ แม้จะแค่พลังงานเรื่องราคะเรื่องกามพวกนี้เป็นของคู่สัตว์โลกในเดรัจฉานมันก็มี แต่มันไม่หมกมุ่นเหมือนคน คนนี่หมกมุ่น สัตว์เดรัจฉานก็มีความรักความใคร่ในกาม ตามกาลเวลา เสร็จแล้วมันก็ทำมาหากินมีชีวิตไป พอมีอาการอารมณ์มันคอยสมสู่ แต่คนเท่านั้นที่ไม่เรียนรู้ ไม่มีกาละเวลาไม่มีฤดูกาลเลย ความรักความใคร่ความเป็นกาม มันหนักหนาสาหัส แย่กว่าเดรัจฉาน เดรัจฉานยังมีเรื่องกาละเวลา มันเป็นเรื่องธรรมชาติที่ต้องสืบทอด มันเป็นเรื่องการสืบทอดต่อๆกันเอาไว้เหมือนพืชพันธุ์ธัญญาหารที่พยายามต่อพันธุ์ คนก็เหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจผิด กลายเป็นเรื่องรสชาติ เป็นกามรส รสบำเรอ รสชาติตัณหา ความอยาก แล้วก็ปรุงแต่งให้มากหนักขึ้น จนงมงายกัน จัดจ้าน เสียทุกอย่าง กลายเป็นการแย่งชิง เลยเป็นเรื่องนิยายน้ำเน่าเรื่องความรักทั้งนั้นเลย ผู้ที่มาเรียนรู้ได้และเลิกละได้แล้วจึงได้สบาย สังคมที่เรียนรู้ได้สัจจะพวกนี้ ปฏิบัติได้จริง สังคมนั้นก็อยู่สบาย อย่างสังคมชาวอโศกทำได้จริง มีไม่หมดทีเดียวล่ะ เหลืออยู่ไม่น้อยแต่ส่วนใหญ่ได้ อยู่เป็นอนาคามี หรือสกิทาคามี ไม่จัดจ้าน จนไม่ต้องกดดัน มีสำนึก รู้จักการก้าวหน้าของตัวเอง ไม่มีการเกี่ยวข้องกับมัน ล้างกิเลสที่เหลือออกไปเรื่อยๆ เป็นความเจริญความสูงของจิตวิญญาณ เราเป็นคนรู้ทิศทางที่จะเจริญ เสร็จแล้วก็กลายเป็นสังคมคนตามที่พระพุทธเจ้าศึกษาค้นพบและเอามาสอนให้มนุษย์ไว้ เราก็เอาความรู้ของพระพุทธเจ้ามาประพฤติจนเป็นสังคมอย่างนี้ อาตมาภาคภูมิใจที่เกิดมาในชาตินี้ เอาความรู้ของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผย มาอธิบายกันจนกระทั่งพวกเราหรือผู้รู้เข้าใจ แล้วปฏิบัติตามได้มรรคผลมาจนถึงขนาดนี้ ก็ดีจังเลย จนกลายเป็นชุมชนชาวอโศกอยู่ทั่วประเทศ มีชุมชนชาวอโศกมีคุณสมบัติจริงตามที่พระพุทธเจ้าท่านได้สอน แล้วเราก็ได้ความรู้อันนี้มาปฏิบัติเป็นสังคมกลุ่ม ประเทศไทยมีโลกุตรธรรมอันนี้อยู่ ถ้ามีแกนจิตเป็นโลกุตรธรรมแล้วเป็นพลังงานอยู่ในจิต จะไปบอกว่า คนนั้นจะไปประพฤติแต่ความหมายว่า เป็นการเมืองก็เป็นการเมืองที่ไม่มีกิเลสไม่เห็นแก่ตัว จะบอกว่าเป็นเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ หรือเรื่องของสังคม ก็ไม่มีกิเลสตัวนี้เข้าไปร่วมด้วย มันยิ่งเป็นความเจริญของมนุษยชาติของสังคมในทุกด้าน โดยเหตุอยู่ที่ตัวใจเห็นแก่ตัว เห็นแก่เสพรส เสพรสกาม เสพรสอัตตา 2 ฟากฝั่งใหญ่ๆ พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วให้มาลดลง ก็เป็นคนไม่มีพิษภัย มีแต่ประโยชน์ให้แก่สังคม สุดยอด อาตมาเห็นว่าวิธีการเช่นนี้เป็นวิธีการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ อาตมาจึงตั้งใจทำเรื่องนี้
_เป็นหนี้เยอะมาก ทำใจอย่างไรดี มีข่าวผู้หญิงสาวตบตีแย่งชิงผู้ชายกันบ่อยมากขึ้นแสดงถึงศีลข้อที่ 3 เสื่อมหรือไม่ พ่อครูว่า...ข้างนอกเขาเราก็ไปยุ่งกับเขาไม่ได้ มันเกินกรอบที่เราจะพูดกันรู้เรื่อง เราหลุดพ้นมาได้เราไม่ได้เป็นเช่นนั้นเราก็สบาย อยู่ในสังคมไม่เป็นพิษภัย ทีนี้เรื่องเป็นหนี้ อันนี้อาตมาย้ำเน้นที่สุดเลย เป็นคนที่ไม่เป็นหนี้ได้ เป็นประเด็นต้นเลยที่จะไม่ต้องทุกข์ ทุกข์ในการเป็นหนี้ก็หนักหนาสาหัส คุณไปเป็นหนี้กับคุณยังไม่หมดกาม กามมันยังเป็นเวลานะ มีพักยก แต่หนี้นี้ไม่พักยก คืนต้นไม่หมดก็ไม่พักยกนะ มันออกดอก ดอกอะไรก็ไม่ทรมานเท่าดอกหนี้ คำว่าเบี้ยคือเงิน ดอกเงิน มันหนักหนาสาหัส ถามว่าเป็นหนี้เยอะมากจะทำใจอย่างไร ก็ตั้งหน้าตั้งตาใช้คืนต่อให้หมด เพราะคุณไปเป็นหนี้เขามา ด้วยความไม่รู้ ด้วยเหตุปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ มันต้องกัดฟันสู้ คนเราอย่าไปเป็นหนี้ อย่าไปกู้ ในสังคมที่ไม่มีเกื้อ มีแต่กู้เสียดอก แต่ในสังคมชาวอโศกมีการเกื้อ แต่ต้องเป็นแบบองค์กร ไม่ใช่แบบส่วนตัว ชาวอโศกไม่เป็นหนี้ข้างนอกแล้ว จึงอยู่เย็นเป็นสุขไม่เดือดร้อนหรือเป็นเดือดร้อนน้อย ทรัพย์สมบัติสิ่งของผลผลิตที่ได้ก็เอามารวมกัน ใช้ร่วมกันกินร่วมกัน เป็นสังคมมีพฤติกรรมที่สมบูรณ์แล้ว สังคมใดก็แล้วแต่แม้จะเป็นสังคมกลุ่มน้อยกว่า อย่างเช่นชาวอโศกหรือว่าเป็นสังคมกลุ่มน้อย แต่มีหลายๆคนกระจายทั่วไปในประเทศ แต่ละคนมีการปฏิบัติศึกษาเรียนรู้แล้วให้บรรลุผล ของการไม่เป็นหนี้ ผลของการขยันหมั่นเพียร ของการไม่ยึดถือตัวจริง จึงอยู่รวมกันสร้างสรรแบ่งกันกินกันใช้ร่วมกันสร้าง ไม่เห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่ได้ มีความอุดมสมบูรณ์ มาช่วยเหลือกันคนละไม้คนละมือคนละความคิด ทำพืชพันธุ์ธัญญาหารไร้สารพิษ แต่ถ้าในขั้นปลอดสารพิษก็ถือว่ายังใช้สารพิษอยู่ แต่อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมาก แต่ว่าของเราแบบไร้สารพิษเลยมีแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย บางคนก็หาว่าเราสุดโต่ง เดี๋ยวไม่มีภูมิคุ้มกันถ้าไม่มีพิษเข้าไปเลย เราอยู่อย่างนี้มันก็ยังมีสารพิษที่เป็นตามธรรมชาติเข้าสู่ร่างกายได้เลย ถ้าอยู่ในกรุงเทพฯก็มีสารพิษมากมาย อยู่รอบตัวเรา หายใจเข้าไป แทรกเข้าในขุมขนได้อีก อย่างกทม.นี้ไม่อยากไปเลย ตอนนี้ก็ถือโอกาสว่าเราอายุยาวแล้วก็ไม่เข้าไป เขาก็วัดค่าอะไรมาก็จริง มีมลพิษในดินน้ำไฟลมแล้วไม่พอ ในจิตวิญญาณคนก็มีมลพิษมาก แล้วเรียกว่ากรุงเทพเมืองเจริญ เจริญแบบสวนทาง ยิ่งเจริญยิ่งแย่ มันยิ่งโทรมดูยิ่งเสื่อม มันเป็นความรู้ที่ไม่ชัดเจน เห็นความไม่เจริญเป็นความเจริญ ยกตัวอย่างให้ทันสมัย เศรษฐกิจ ผู้ที่เห็นว่าเศรษฐกิจวัดได้ด้วยเงิน มีเงินเข้ามาก เราได้เงินเข้ามาหาตัวเราเป็นของเราได้มากๆก็ถือว่าเศรษฐกิจดี นั่นเอาความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้มาวัด ไม่ใช่สัจจะเลย หลักวิชาเลยนะ หมายถึงการสะพัดเสมอกัน มี gap ระหว่างคนฐานะด้อยกับฐานะดี มีช่องว่างน้อย คนฐานะดีมีเงินมีทองมากก็ใจดีแจกจ่ายคนมีน้อย ในสิทธิ เป็นของคุณมาก เป็นสมบัติที่สุจริตหามาได้ด้วยความสุจริต ก็เอื้อเฟื้อเจือจานคนอื่นก็นั่นคือเศรษฐกิจดี คนรวยๆตามสิทธิของเรา เรามีมากแล้วก็กระจายให้ถึงมือคนอื่น ของเราก็ลด จนเสมอกัน เกื้อกูลกันไม่มีการขาดแคลน ขัดข้อง อยู่กันได้ ของคุณก็เหมือนของเรา ของเราก็เหมือนของคุณ ในสังคมก็สงบจบ นี่คือเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจดี ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยเศรษฐกิจดี ประเทศไทยไปเอาเปรียบต่างประเทศเขา มีสินค้าออกไปขายได้เปรียบมาก เข้ามาในประเทศไทยมาก เรียกว่า Gross Domestic Product มี GDP ค่ารายได้รวมของประเทศมาก หรือว่าเอาอันนั้นเป็นเครื่องวัดความเป็นเศรษฐกิจดี นั้นเป็นเรื่องอำมหิตมาก คนที่คิดเช่นนี้เป็นคนอำมหิตมาก ไม่นึกว่าไปเอาเปรียบเขาแย่งเขามาได้เขาจะไม่เป็นทุกข์ เขาไม่เดือดร้อนหรืออย่างไร ถ้าคิดเสียว่าเรานี่แหละสร้างตัวเองทำตัวเองให้ได้มากๆ แล้วเราก็ใช้กินใช้เหลือเฟือแจกให้คนอื่นได้ หรือจะขายในราคาถูกได้ อย่างนี้ต่างหากคือเศรษฐกิจดี (พ่อครูเคยเป็นนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ด้วยแต่ไม่เคยไปสอบ) จริงๆแล้วจับเข่าคุยกับนักเศรษฐศาสตร์ที่เขาเรียนกันมาดีๆเขาก็เข้าใจกัน แต่เมื่ออยู่ในภาคปฏิบัติไม่มีสติสตางค์ กิเลสพาไปก็พูดอย่างเห็นแก่ตัว ก็เลยกลายเป็นเศรษฐกิจเสีย เศรษฐศาสตร์ผิดไปจากหลักวิชาการอยู่ตลอดเวลา การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จะต้องทำให้คนในประเทศรวย ถ้าตั้ง Concept ไว้แบบนี้ ตั้ง paradigm ไว้แบบนี้ จ้างก็แก้ไม่ได้ เพราะทุกคนตั้งหน้าตั้งตาจะไปรวยก็แย่งกันใหญ่เลย ไม่เกิดความสงบ แล้วแก้ไม่ได้ด้วย เพราะใครจะไปยอมใคร จะรวยกันทั้งนั้น แล้วขีดความรวยมีบอกไว้ไหม ก็ไม่มีด้วย เอาเท่าไหร่ หมื่นไม่พอหรือ แสนไม่พอหรือ ล้านก็ไม่พออีก แล้วมันจะไปแก้ตรงไหน ถึงบอกว่า การจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการบอกว่าให้คนไปรวย ไม่ต้องรวยหมด มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว รวยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เท่านั้นก็ผิดแล้ว เพราะแก้ไม่ได้ เอาใหม่...แต่ถ้าบอกว่าจะทำให้คนมาจน อย่างสุขสำราญเบิกบานใจแก้ปัญหาสำเร็จ ชาวอโศกทำได้แล้ว ทำตามทฤษฎีของในหลวงรัชกาลที่ 9 แบบขาดทุนแบบคนจน แบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ไม่ใช่การพูดแบบเล่นลิ้น เราทำได้พิสูจน์ได้แบบนี้ เราก็เป็นคนไทย คนในประเทศมี 70 กว่าล้านคน ก็เป็นคนไทย มันต้องมีความสามารถมีความรู้ ประเด็นของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจึงไม่ได้อยู่ที่ความจนหรือคนรวย อยู่ที่ใจอยู่ที่ความรู้ รู้ว่าเท่านี้ก็พอเพียง ไม่แย่งไม่ชิงใครอีก แล้วก็ประพฤติอย่างนี้ พระพุทธเจ้าสอนพอเพียงแต่ขยันหมั่นเพียร สร้างสรร สร้างสิ่งที่ควรสร้าง ไม่เอาแคลอรี่ไม่เอาพลังงานไปสร้างในสิ่งที่เป็นพิษภัยเป็นโทษ เอามาสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่าที่เป็นปัจจัยในชีวิตมนุษย์ มีชีวิตแบบคนรู้เป็นคนมีภูมิปัญญา แล้วทำอย่างนี้จริง อาตมาว่าที่พูดไปนี้เป็นสัจธรรมที่ ผู้ที่ศึกษามีการศึกษาฟังเข้าใจ แต่เขาเห็นว่าอาตมามันไม่มีหลักประกันว่าจบปริญญาจัตวาหรือเปล่า ไม่ต้องถึงปริญญาตรีก็ไม่มี เขาก็ไม่เชื่อถือ เพราะฉะนั้นก็เอาผู้ที่เขามีปัญญาฟังอาตมารู้เรื่องเข้าใจ ไม่เกี่ยงเรื่องว่ามีปริญญารองรับไหม แต่เอาเนื้อหาสาระความรู้จริง ก็เอา ส่วนคนที่เกี่ยงเขาก็ไม่ได้ นอกจากอาตมาก็ยืนยันว่าไม่ได้จบปริญญาอะไรมาหรอก ได้ยืนยันว่ามีธรรมะมีความรู้ธรรมะ แต่ไม่ได้เปรียญ หรือนักธรรมตรีโทเอก ไม่มีครูบาอาจารย์ไม่มีศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมอาจารย์ไหนเลย ตัวเดียวโดดๆ หัวเดียวกระเทียมลีบ ทุกวันนี้โลกียะแม้ในสายศาสนาพุทธเขาก็บอกว่าเขาถูกเขาดี แต่อาตมาบอกว่าอาตมาถูกกว่าดีกว่า อาตมามั่นใจว่าความจริงเป็นเช่นนั้น อยากให้แพ้ก็แพ้ไม่ว่ากัน ในความรู้ความเข้าใจของคนมันเป็นเช่นนี้ อาตมาเองอาตมายังมีใจ ที่จะตั้งใจทำงานนี้ต่อไป อายุจะมากขึ้นก็ช่างมันเถอะเป็นเพียงตัวเลข จริงๆแล้วอาตมาว่า Action ของอาตมาที่มีอยู่ตลอดเวลา มันแข็งแรง stronger than อายุ อยู่นะ มันรู้สึกว่ามันแข็งแรงกว่า อายุจริง อาตมาพูดหลายทีแล้วว่า ตั้งแต่เด็กเห็นคนอายุ 70 80 ก็ดูแก่ แต่เราอายุ 80 กว่าแล้วก็ยังดูว่า แก่คืออะไร เราก็ไม่เห็นแก่อะไรเราก็ 80 กว่าแล้ว แก่คืออย่างไร ในพระไตรปิฎกมีบอกไว้ว่า แก่คือความหง่อม ชรา หนังย่น ฟันหักฯ สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูก็หนังย่นครับ พ่อครูว่า...มันก็ย่นนิดหน่อย แต่ก็เต่งกว่าคนอายุประมาณเดียวกันนี้ พูดไปก็ดูน่าหมั่นไส้ ก็พอ
_มีโจทย์กับเขาเหมือนกันค่ะ เพื่อนก็พยายามชักชวนให้ไปบริหารจัดการธุรกิจเพื่อเมคมันนี่เอาไว้ในยามแก่ชรา แต่เราก็เห็นและให้ค่าของการมาอยู่วัดปฏิบัติธรรมและชวนมาเพื่อนก็ไม่เห็นค่า เหมือนกับว่าต่างคนต้องต่างไป ไม่ใช่เสียดายรายได้แต่เสียดายโอกาสที่จะนำพาเพื่อนมาสู่ธรรมะ และเราเองก็ต้องฝึกที่จะลดละการใช้จ่าย แต่นั่นคือเราได้เลื่อนฐานะในการปฏิบัติธรรมมากยิ่งขึ้น มั่นใจในหมู่มิตรดีสหายดี ค่ะ พ่อครูว่า..ดีแล้วพูดที่เข้าใจเช่นนี้ไม่ได้มาก็ควรมา อาตมาว่า พลังงานที่มีอยู่ในชีวิตก็มาทำงานอันนี้แหละ พูดกันให้รู้ให้เข้าใจว่าเราควรจะอยู่อย่างไรที่เรียกว่าธรรมะ ก็มามีธรรมะแบบนี้ จะเรียกว่าสังคมจะเรียกว่าการเมือง ก็เข้าใจ ควรจะมีการเมืองแบบไหน ควรจะมีสังคมแบบไหน ตอบก่อน มีสังคมแบบอโศก ตอบอีก มีการเมืองแบบอโศก
การเมืองที่เขากำลังร่ำร้องดิ้นรนขณะนี้ มีบทความของนสพ.แนวหน้า 13 ก.พ. 61 ของสารส้ม หลังเลือกตั้งครั้งหน้า คนโกงจะไม่ได้กลับมาเหยียบแผ่นดิน พื้นที่ที่คอการเมืองมองว่า เกือบๆ จะเป็นของตายของพรรคเพื่อไทย คือ ภาคอีสาน ล่าสุด ผลสำรวจของอีสานโพลออกมาน่าสนใจ 1.ผลสำรวจเรื่อง “คนอีสานกับการ (จะได้) เลือกตั้ง” จัดทำโดยอีสานโพล (E-Saan Poll) ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจอีสาน (ECBER) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา 1.1 เมื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยการจับมือของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และ คสช. พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 43.0 เห็นด้วย รองลงมา ร้อยละ 38.0 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 19.0 ยังไงก็ได้ 1.2 เมื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการตั้งรัฐบาลผสม โดยการจับมือของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์เพื่อหลีกเลี่ยงการมาของนายกฯ คนนอก พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 46.3 เห็นด้วย รองลงมา ร้อยละ 31.2 ไม่เห็นด้วย และยังไงก็ได้ ร้อยละ 22.5 1.3 เมื่อสำรวจถึงแนวโน้มที่กลุ่มตัวอย่างจะสนับสนุนพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 39.7 สนับสนุนพรรคเพื่อไทย รองลงมา ร้อยละ 26.9 เป็นกลุ่มรอพรรคทางเลือกอื่นๆ หรือยังไม่ตัดสินใจ เลือกพรรคใด ตามมาด้วย ร้อยละ 10.4 สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 6.6 สนับสนุนพรรคที่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ร้อยละ 3.4 สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 0.9 สนับสนุนพรรคชาติไทยพัฒนา ร้อยละ 0.7 สนับสนุนพรรคชาติพัฒนา และร้อยละ 0.7 สนับสนุนพรรคพลังพลเมือง ขณะที่ ร้อยละ 10.7 จะไม่ไปเลือกตั้งหรือไม่เลือกพรรคใด
จากข้อมูลข้างต้น จะต้องไม่ลืมว่า นี่คือการสำรวจในช่วงเวลาที่มีประเด็นการเมืองถาโถมใส่รัฐบาล คสช.หนักหน่วงที่สุด รุนแรงที่สุด และมีการทำกิจกรรมขย่มอำนาจ คสช. อย่างต่อเนื่อง ถึงขนาดมีอีเว้นท์การเมืองกันเอิกเกริก ขณะเดียวกัน เป็นการสำรวจในพื้นที่ฐานเสียงหลักของพรรคเพื่อไทยด้วย ลองคิดเล่นๆ... จากระบบเลือกตั้ง สส.ระบบใหม่ หากคำนวณหยาบๆ ณ วันนี้เลย ถ้าเพื่อไทยได้คะแนนเลือกตั้งเต็มที่ ตามคะแนนนิยมที่สำรวจออกมาในพื้นที่อีสาน คือ 39.7% สมมุติว่า นายใหญ่คิดเข้าข้างตัวเองด้วย ว่าภาคอื่นๆ ก็จะได้คะแนนนิยมเช่นนี้ด้วย ทั้งภาคใต้ กรุงเทพฯ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ภาคกลาง ซึ่งในความเป็นจริง ไม่เป็นเช่นนั้นแน่ๆ (แต่นี่ลองคิดเล่นๆ) สมมุติว่า พรรคเพื่อไทยได้ สส. 39.7% ก็จะเท่ากับว่า มี สส.ในสภาจำนวน 199 คน ส่วนพรรคอื่นๆ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ 10.4% ก็น่าจะมี สส.ในสภาจำนวน 52 คน ที่น่าแปลกใจ คือ พรรคที่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ยังไม่ทันแสดงตัวว่าพรรคไหนเลย แต่ประชาชนประกาศว่าพร้อมจะเลือกพรรคนั้นแล้ว 6.6% ก็น่าจะมี สส.อย่างน้อยถึง 33 คน ที่น่าใส่ใจพิเศษ คือ ยังมีประชาชนที่รอพรรคทางเลือกอื่นๆ อยู่ถึง 26.9% หากพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่ ตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ได้ ก็จะได้จำนวน สส.ไปถึง 135 คนเลยทีเดียว ย้ำว่า นี่คิดเหมือนว่า พื้นที่สำรวจภาคอีสานนั้นเป็นประเทศทั้งหมด จากจำนวน สส.ในสภา 500 คน พรรคนายใหญ่ได้ที่นั่ง ไม่ถึง 200 ห่างไกลจำนวนที่จะสามารถพานายใหญ่กลับบ้านเท่ๆ 2.ลองกลับไปดูผลการเลือกตั้งจริง เมื่อปี 2554 ปรากฏดังตารางข้างล่างนี้
ในวันนี้ เชื่อว่า คนไทยจำนวนไม่น้อย น่าจะรู้เช่นเห็นชาติกับการโกงจำนำข้าว กระทั่งว่ารัฐบาล คสช.ยังต้องตามใช้หนี้แทนอยู่ในขณะนี้ ปีละกว่า 30,000 ล้านบาทไปบ้างแล้ว รู้เช่นเห็นชาติกับทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน ที่นักการเมืองบางพรรคเอาผลประโยชน์ส่วนตัวนายใหญ่ของตัวเองอยู่เหนือผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและชีวิตเลือดเนื้อของประชาชน อย่างไรก็ตาม สมมุติว่า นายใหญ่มั่นใจว่าปัจจัยเหล่านั้น ไม่เป็นผลเลย คะแนนนิยมยังคงเดิม จากคะแนนพรรคเมื่อการเลือกตั้งปี 2554 หากคำนวณหยาบๆ เพื่อลองคิดเล่นๆ ว่าแต่ละพรรคจะได้ สส.เท่าใด โดยยังไม่ต้องคิดว่าจะมีพรรคใหม่ หรือพรรคหนุนบิ๊กตู่เกิดขึ้นหรือไม่อย่างไร จะเห็นว่าด้วยอิทธิฤทธิ์ของระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ จำนวนที่นั่ง สส. ก็จะไม่เหมือนเดิมแน่นอน ถ้าพรรคเพื่อไทย ยังได้คะแนนถึง 48.41% ก็จะมีจำนวน สส.ในสภา 242 คน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนนถึง 35.15% ก็จะมีจำนวน สส.ในสภา 176 คน เพื่อไทยไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ประชาธิปัตย์ได้ สส.มากขึ้น แต่เพื่อไทยได้ สส.ลดลง ยังไม่คำนึงว่า ประชาชนฐานรากที่ได้รับผลประโยชน์ทางตรงจากโครงการของรัฐบาล คสช. เช่น บัตรลุงตู่ 11.4 ล้านคน ทุกๆ เดือน, คุณแม่ที่ได้รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดหลายแสนคน, คนชราที่จะได้รับเบี้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive