สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน อ่านอาการเวทนา ต้องอาศัยผัสสะปัจจุบัน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข17 กุมภาพันธ์ 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน อ่านอาการเวทนา ต้องอาศัยผัสสะปัจจุบัน ศาสนาพุทธต้องพิจารณาเวทนาเป็นกรรมฐาน มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม ต้องพิจารณาครบการสัมผัส ตาหูจมูกลิ้นกายใจ เรียกว่ากายเต็มๆ แล้วเลื่อนลึกเข้าไปหาเวทนา ไม่ขาดกันนะ ไม่หลับตา ลืมตาแล้วอยู่ในอิริยาบถ ตาหูจมูกลิ้นกายครบหมด แต่เลื่อนเข้ามาอ่านเวทนาในเวทนา เพราะเวทนาเป็นกรรมฐาน เราก็จะรู้เวทนา 108 1. กายิกเวทนา 2. เจตสิกเวทนา อาตมาผ่านให้ไปใช้กรรมฐานเป็นเวทนา 108 เพราะศาสนาพุทธมีเวทนาเท่านั้นเป็นกรรมฐาน ถ้าไม่มีเวทนาไม่มีฐานในการปฏิบัติ อ่านพยัญชนะของพระพุทธเจ้าตรงนี้ ในพรหมชาลสูตรนี้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า...กายต้องประกอบด้วยทั้งภายนอกและภายใน คนนั่งหลับตาก็จะรู้แต่ภายใน หรือบางคนเอาแต่ข้างนอกไม่รู้ข้างใน ก็ไม่ได้รู้จิต หรือคนรู้แต่จิตไม่รู้ภายนอกก็ไม่สัมพันธ์กัน มันต้องมารู้ทั้งภายนอกภายใน เวทนาเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของแต่ละคน ว่าจะสุขจะทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์ จะเป็นนรกสวรรค์ก็อยู่ที่เวทนา ถ้าไม่ได้เรียนรู้เวทนาก็เหมือนกับไม่ได้ปฏิบัติธรรม พ่อครูว่า...พระไตรปิฎกเล่ม 9 นี้ หากอ่านแล้วแตกฉานจะรู้ว่า การไปนั่งหลับตาสมาธิจะได้ทิฏฐิ 62 ไม่ทิฏฐิใดก็ทิฏฐิหนึ่ง หรือหลายทิฏฐิอยู่ในทิฏฐิ 62 นี้แหละไม่ได้อะไรเกินนั้น ผู้ที่นั่งหลับตาสมาธิผิดหมด เพราะไม่มีเวทนาครบ ล. 9 ข.87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เมื่อเขาไม่มีผัสสะทั้ง 6 เขาก็ไม่มีทางที่จะปฏิบัติกรรมที่จะมีได้ ความหมายแค่นี้เดี๋ยวนี้เข้าใจไม่ได้แล้ว เผินไปหมด ก็ย

อ่านต่อ

ังไปงมกับการนั่งหลับตา เข้าไปไม่มีเวทนาไม่มีผัสสะ ก็จมในทิฏฐิ 62 อย่างไรก็ไม่มีทางสัมมาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าปฏิบัติธรรมต้องเป็น ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ คือการปฏิบัติธรรมในปัจจุบัน หากหลับตาปฏิบัติก็ไม่มีปัจจุบัน เป็นอดีตกับอนาคตทั้งสิ้น ปฏิบัติธรรม ปัจจุบันต้องมีสัมผัสครบภายนอกภายใน จึงเรียกว่าเป็นปัจจุบัน หลับตาปฏิบัติอยู่ในภวังค์มีแต่การคิดมีแต่สัญญาทั้งสิ้น ปฏิบัติธรรมแล้วบอกว่า นั่งหลับตาสมาธิแล้วจิตไม่มีนิวรณ์ 5 และจิตใจสงบ เมื่อจิตสงบแล้วก็จะเกิดปัญญาโผล่ขึ้นมาเลย ก็เวรๆๆ ที่โผล่ขึ้นมาเป็นเพียงสัญญาเท่านั้น ไม่มีปัญญาเกิดได้ในภวังค์ ในภพชาติที่นั่งหลับตาไม่มีปัญญาใดเกิด ปัญญาจะเกิดได้ต้องปฏิบัติโพชฌงค์ 7 และมรรคมีองค์ 8 ในมหาจัตตารีสกสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 258 [258] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญาปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ความเห็นชอบ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค ฯ ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาทิฐิ เพื่อบรรลุสัมมาทิฐิ ความพยายามของเธอนั้นเป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาทิฐิได้ มีสติบรรลุสัมมาทิฐิอยู่ สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม 3 ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อมเป็นไปตามสัมมาทิฐิของภิกษุนั้น ฯ

องค์แห่งมรรคคือมรรคมีองค์ 8 ต้องมีการงานอาชีพ มีกัมมันตะ งานที่กำลังพูดกำลังคิด มีการงาน กายวาจาใจทั้งหมด ต้องปฏิบัติในขณะทำอาชีพ ทำกรรมการงานทุกอย่างในขณะที่พูดในขณะที่คิด ไม่ใช่ไปหยุดการงานอาชีพ หยุดกรรมกิริยาต่างๆ พูดก็ไม่พูด หนักเข้า คิดก็ไม่คิด ไปนั่งทำสมาธิ สงบก็คือจิตใจหยุดคิด ถ้าคิดมันไม่ใช่สมาธิ พระพุทธเจ้าท่านให้ปฏิบัติสัมมาสมาธิ ในมหาจัตตารีสกสูตร ต้องปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ต้องมีอาชีพ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ โดยมีสัมมาทิฏฐิเข้าใจถูกต้อง ทิฏฐิทั้ง 10 ทั้งในภาวะทำทานก็ได้ ในศีลพรต ยิฏฐัง สามจะเกิดผลจากการปฏิบัติ หุตังอย่างนี้เป็นต้น ก็จะมีแล้วจะรู้ทั้งโลกและอัตตา เรียนรู้กรรมต่างๆ ใน อาชีวะ กัมมันตะ วาจา การคิด เป็นมโนกรรม เข้าใจวิจัยแยกแยะ เวทนาเป็นเคหสิตเวทนากับเนกขัมสิตเวทนา การปฏิบัติแยกเวทนาออกเป็นตัวสำคัญที่จะบอกทิศทางโลกุตระ เกิดปัญญาที่แท้จริง รู้กรรมกิริยาของเคหสิตเวทนาที่เป็นเวทนาส่วนโลกียะ แล้วรู้จักอุบายเครื่องออก สามารถรู้อีกฝั่งเรียกเนกขัมมสิตเวทนา ทางทวาร 6 สัมผัสแล้วเกิดความสุข ความทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ 3 อย่างนี้ ในขณะมีเวทนาก็พิจารณาเวทนาพวกนี้ มันจะมีที่มาจากกายหรือเฉพาะเจตสิกเวทนาก็ตาม ก็จะเกิด 3 อย่างนี้ ซึ่งจะเกิดจากผัสสะ 6 เกิดทุกข์ สุข ไม่ทุกข์ไม่สุข ได้สามอย่างนี้ทาง 6 ทวาร จึงเป็น 18 เรียกว่าพฤติกรรมของจิต คือมโนปวิจาร คืออาการบทบาท การเคลื่อนที่ของจิต เรียกว่าอาการหรือมโนปวิจาร วิจารคือพฤติของจิต แล้วเราก็สามารถแยกมโนปวิจารทั้ง 18 เกิดจากตา หู จมูก ลิ้นกาย มีสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็น 18 อย่าง สามารถอ่านอาการว่าเป็นเคหสิตเวทนากับเนกขัมสิตเวทนา เราก็แยกเวทนาในเวทนาได้ มีอุบายเครื่องออก ลดกิเลสทำให้จางคลายลงได้ เรียกว่าเนกขัมมะ ทำให้เกิดการลดกิเลสได้ เวทนาเป็นกรรมฐานของการปฏิบัติ เป็นมโน หรือมนสิกโรติ เรียกว่าโยนิโสมนสิการ กระทำใจในใจของเรา จัดการใจในใจของเราได้ เป็นผู้ทำใจในใจของเราเองได้ แต่ทุกวันนี้ไปแปลโยนิโสมนสิการว่าเป็นเพียงการพิจารณา แต่แท้จริงมันเป็นการให้ทำใจ แยกกาย เวทนา แยกจิต ออกให้เกิดธรรมะสอง แยกเป็นธรรมะสอง คือสามารถแยกโลกียะกับโลกุตระ หรือแยกเป็นรูปกับนามเป็นธรรมะสอง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ว่าเราจะแยกรูปแยกนามได้ รูปนามคือธรรมะ 2 ตัวปฏิบัติก็คือเวทนา ก็ทำให้เวทนาเหลือเวทนาหนึ่ง ให้ได้นี่คือการปฏิบัติ จุดสำคัญจึงสามารถที่จะ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ที่จริงน่าจะแปลว่า ทำเวทนาให้เป็นเวทนาหนึ่ง แล้วก็อยู่ในสองนั้นแหละ หรือแม้แต่แยกกาย เวทนา จิต สามารถแยกอกุศลจิตออก สามารถแยกเวทนา แยกอกุศลเจตสิกในเวทนาออกได้ แล้วทำให้อกุศลเจตสิกดับได้เหลือส่วนเดียว รวมลงอย่างเป็นหนึ่ง เป็นอันเดียวในเวทนา ถ้าสามารถทำอันนี้ก็ได้ประสบความสำเร็จ เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ สรุปแล้วอันนี้เป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรม ในเล่ม 10 ข้อ 60 นี้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 [60] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสองด้วยประการดังนี้แล ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าผัสสะมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุกแห่งหน คือจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อไม่มีผัสสะโดยประการทั้งปวง เพราะ ดับผัสสะเสียได้เวทนาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งเวทนาก็คือผัสสะนั่นเอง ฯ พ่อครูว่า...ซึ่งตรงกับที่ในโลกปัจจุบันเขาใช้ System analysis System analysis = Input(เหตุ) Process(นิทาน) Output(สมุทัย) Outcome(ปัจจัย) Impact(ผลกระทบ) หากดับผัสสะเสียเวทนาก็ไม่ปรากฎ

ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศ นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัติรูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการเพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสโดยการกระทบ จะพึงปรากฏในนามกายได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามก็ดี รูปกายก็ดี ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศเมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อ ก็ดี การสัมผัสโดยการกระทบก็ดี จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามรูปต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี ผัสสะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละอานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งผัสสะก็คือนามรูปนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลง ในท้องแห่งมารดา นามรูปจักขาดในท้องแห่งมารดาได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณหยั่งลงในท้องแห่งมารดาแล้วจักล่วงเลยไป นามรูปจักบังเกิดเพื่อความเป็นอย่างนี้ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณ ของกุมารก็ดี ของกุมาริกาก็ดี ผู้ยังเยาว์วัยอยู่ จักขาดความสืบต่อ นามรูปจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ พ่อครูว่า...บาลีตรงนี้คือ (นามรูป อิตฺถตฺตาย อภินิพฺพตฺติสฺสถาติ) พ่อครูว่า..คำว่า อภินิพพัตติ คือการเกิดโลกุตรจิต ถ้าวิญญาณไม่หยั่งลงวิญญาณก็ไม่หยั่งลง คำว่าท้องของมารดาตรงนี้ คือ มาตุ กุจฺฉิสฺมึ โอกฺกมิตฺวา โวกฺกมิสฺสถ คำว่า มาตาหรือมาตุนี้ในสัมมาทิฏฐิ 10 คำว่าแม่นี้หมายถึงปรมัตถ์ ไม่ใช่แบบหยาบๆ ตัวตนบุคคลเราเขา ก็เลยทำให้รู้ยาก ไปหาปฏิจจสมุปบาท ไม่ได้ แต่นี่เป็นการอธิบายด้วยปฏิจจสมุปบาท สรุปง่ายๆ คร่าวๆ ถ้าคุณปฏิบัติธรรมไม่มีผัสสะ เมื่อไม่มีผัสสะในสิ่งที่เรียกว่าครรภ์ คือในองค์ประชุม จะไม่มีนามรูปให้ศึกษาเลย นี่คือความหมายโดยรวม สรุปแล้วที่ท่านอธิบายโดยพยัญชนะพวกนี้ ท่านก็พยายามแปลแล้วแต่ไม่ง่าย ได้ขนาดนี้ก็ดี อาตมาก็ขอสรุปของอาตมาเลยว่า ท่านอธิบายให้เห็นการเกิดนามรูปเป็นโอปปาติกะสัตว์ เป็นการเกิดของจริง คุณจะต้องเรียนรู้นามรูป เรียนรู้วิญญาณตรงนี้ วิญญาณสัตว์นรกเทวดา จนกระทั่งเป็นวิญญาณพระพรหม วิสุทธิเทพ เพราะฉะนั้นในความหมายพวกนี้โดยรวมๆ อาตมาฟังพยัญชนะพวกนี้แล้วแยกตามท่านได้ยาก เพราะท่านแปลเพียงพยัญชนะ อาตมาก็เลยยากที่จะไปจับพยัญชนะของท่านมา ก็ขอสรุปเลยว่าที่ท่านสอน เหตุ นิทาน ปัจจัย สมุทัย บันทึกความละเอียดลึกซึ้ง สรุปแล้วเอาปฏิจจสมุปบาท มาขยายความ ว่า วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา เริ่มตั้งแต่สังขาร ถ้าใครยังไม่รู้เรื่องเลย ในเรื่องความรู้พระพุทธเจ้า มีสัมผัส เกิดปุ๊บเป็นสังขารธรรม อวิชชาเป็นเจ้าเรือน อวิชชามีสังขารเป็นปัจจัย ผู้ที่ไม่มีความรู้ไม่ได้เรียนเลยก็อวิชชาทั้งนั้น สังขารก็ทำงานไปตามปกติ สังขารนี้แหละ ท่านขยายความว่ามีวิญญาณเป็นปัจจัย สังขารก็เกิดจากวิญญาณ วิญญาณก็เกิดจากนามรูป เกิดจากธรรมะ 2 รูปกับนามหรือนามกับรูป ซึ่งในปฏิจจสมุปบาท ได้ขยายความไว้ 1. รูป 28 2. นาม 5 เรียนอันนี้แหละ แต่อภิธรรมไปเรียนรูป 28 ไปเรียนนามก็เรียนเจตสิก 89 121 ซึ่งเลยจากที่พระพุทธเจ้าได้สอนในการปฏิบัติ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่จะเรียนเป็นผลตามหลังจากการปฏิบัติให้กิเลสบริสุทธิ์แล้ว ไม่ได้เรียนรู้เพื่อปฏิบัติ เป็นของผู้ที่มีสภาวะแล้ว โดยเฉพาะปฏิบัติมีผลแล้ว พวกอภิธรรมจึงเรียนข้ามขั้น ถ้าจะปฏิบัติเรียนแค่รูป 28 กับนาม 5 แล้วก็จะทำให้เห็นเจตสิก 52 89 121 ไปตามความเป็นจริงที่จะเกิด ไม่ต้องออกชื่อหรอก แต่เมื่อรู้สภาวะแล้วก็จะเรียนตามได้ง่าย ให้เกิดสภาวะก่อนแล้วจะเข้าใจเอาพยัญชนะ มาเรียนก่อนมันจะยากกลับหัวกลับหาง เอาละเอียดมาก่อนจะรู้ตัวหยาบไม่ได้ มันต้องเรียนหยาบไปก่อน จึงจะรู้โดยละเอียดไปตามขั้นตอน หากปฏิบัติ เอาหัวหางกลับกันมันหมดทางที่จะเจริญในทางธรรม แต่เขาก็หลงว่าเป็นความรู้สุดยอดความรู้สูงต่างๆนานา น่าสงสาร

610216_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กาย เวทนา มูลกรรมฐาน และ รูป 28

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน