สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน แยกกายมูลกรรมฐานได้ ไม่สงสัยกายแตก_.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข17 กุมภาพันธ์ 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน แยกกายมูลกรรมฐานได้ ไม่สงสัยกายแตก ต่อมาเป็นคำถามของคุณทิวเมฆที่กำลังทำปริญญาเอกอยู่ _กราบนมัสการพ่อครู ด้วยความเคารพอย่างสูง มีคำถามจะเรียนถามพ่อครูครับ ทุกครั้งที่อ่านพระไตรปิฎก จะมีคำว่า “สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก” ผมสงสัย คำว่า “เมื่อแตกกายตายไป” ทุกครั้ง ๆ ๆ ๆ ๆ ที่สงสัยก็เพราะว่า อ่านแล้วทำให้เข้าใจได้ว่า“ต้องรอให้ตายจากชาตินี้ไปก่อน” จึงจะเข้าถึง “อบาย ทุคติ วินิบาต และนรก” ถ้า “นรกมีจริง เป็นจริง” แต่ “ไม่ได้มีในชาตินี้” ปุถุชน คนทั่วไป ก็จะใช้ชีวิต อย่างผู้ประมาท ไม่เกรงกลัวบาป หรือ นรก แล้วก็ “ไม่แคร์” กับ “ความชั่ว” ที่ได้ “กระทำไป” ในชาตินี้ ถ้าเป็นเช่นดังที่ว่ามานี้ ผมรู้สึกว่า เป็นเรื่องที่น่าหวาดเสียว เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก ๆ ครับ ผมคิดไม่ออกจริง ๆ เลยว่า คนที่มี “ทิฏฐิ” เช่นที่ว่ามานั้น จะ “ลงนรกแล้ว ลงนรกอีก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ นับครั้งไม่ถ้วน” ใช่หรือเปล่าครับ ผมรู้สึก “เ สี ย ว แ ท น จ ริ ง ๆ” โดยสัจจะแล้ว คำว่า “แตก กาย ตาย ไป” คืออย่างไร ครับ และคำว่า “กาย” ในที่นี้ คือ ร่างกาย หรือ องค์ประชุมของ “รูปและนาม ที่มี วิญญาณซึ่งเป็นธาตุรู้เข้าไปร่วมด้วย” ขอความเมตตา พ่อครูช่วยคลายความสงสัยให้กระผมด้วยครับ ด้วยความเคารพอย่างสุดเกล้าสุดเศียรครับ ทิวเมฆ นาวาบุญนิยม

ข้อความตัวอย่างในพระไตรปิฎกครับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะศีลวิบัติเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลายเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือว่า เพราะจิตตวิบัติเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก หรือว่า เพราะทิฐิวิบัติเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป

อ่านต่อ

ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ภิกษุที่ไม่รู้เวทนา 3 ยังไม่นับว่า เป็นสมณะในหมู่สมณะ สมณพราหมณสูตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เวทนา 3 เหล่านี้ เวทนา 3 เป็นไฉน คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ก็สมณะหรือพราหมณ์ เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา 3 เหล่านี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ยังไม่นับว่า เป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และท่านเหล่านั้น ย่อมไม่กระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ หรือของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา 3 เหล่านี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น นับว่า เป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และท่านเหล่านั้น ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ หรือของความเป็นพราหมณ์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ จากพระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย) สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่มที่ 18 ข้อ 442 หน้า 247 สมณพราหมณสูตร (คุณทิวเมฆส่งมา)

พ่อครูว่า...คำว่าเมื่อแตกกายตายไป เป็นคำที่ลึกซึ้งถึงปรมัตถ์ ประเด็นคำถามว่า กายแตกตาย ที่พูดกันว่า สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก (กายัสสะเภทาปรัมมรณา) หลังจากการตาย คือ สำนวนนี้เป็นเรื่องโลกุตระแท้ๆ พระพุทธเจ้าท่านสอนภิกษุในยุคของท่าน ภิกษุผู้มาบวชกัน ส่วนใหญ่มาบวชเพื่อมุ่งหมายพระนิพพาน เป็นโลกุตระทั้งสิ้น พอมาพูดถึงในยุคนี้มันคนละเรื่องกัน ยุคนี้มีแต่ภิกษุที่ไม่มุ่งหมายแล้วโลกุตระ อาตมาเอามาพูดเหมือนคนบ้า อธิบายกันไปก็อยู่ในหมู่พวกเราทั้งนั้น ที่เข้าใจกัน เขาก็หาว่าเหมือนคนบ้ากลุ่มนึง เขาไม่เข้าใจไม่รู้เรื่องอะไร คำว่า แตกกาย ตายไป แตกกาย ท่านใช้สำนวนภาษาไทยง่ายๆชัดๆ กายคือ ความรวมกันของรูปกับนาม กายนี่คือธรรมะสอง ที่อาตมาเอามายืนยันแล้ว โลกุตระเข้าใจถูก แต่ทุกวันนี้คำว่ากายเข้าใจผิดกัน แม้แต่เปรียญ 9 หรือด็อกเตอร์ทางศาสนา ทั้งที่คำบาลีมีการยืนยันว่า กายคือ หมวดหมู่ของนามธรรมคือ เวทนา สัญญา สังขาร เจตสิก ในพจนานุกรมบาลีก็แปลกันอย่างนั้น แต่ความเลยเถิดคอนเส็ปท์ มุ่งที่ร่างกาย แม้แต่พระไตรปิฎก ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 กายหมายถึงภายนอกด้วย แต่ไม่แยกกายแยกจิตออกจากกัน ถ้าแยกกายแยกจิตออกจากกันแล้วทำงานไม่ได้ กายแตก คือ มันแยกกันนั่นแหละ การแยกกันตายไปแล้ว จบ ผู้ไม่สามารถแยกจิตแยกกายแล้วรู้ธรรมะลึกซึ้ง จนมีอุบายเครื่องออก แล้วรู้โทษก็ไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้ เพราะฉะนั้นกายกับจิตที่เรียกว่ามันแตกมันตายก็คือมันแยกกัน มันแตก หลังจากแตกแล้วแยกกันแล้วอย่างทุกวันนี้ ศาสนาพุทธไม่เข้าใจกาย เข้าใจว่า กายแตกไปแล้ว คนที่คิดเช่นนี้คือคนที่เข้าถึง นรกทุกคติวินิปาต กายคือธรรมะสอง แต่คนไม่เข้าใจเรื่องกายแตก แล้วตนเองก็ทำให้กายแตก ตนก็เลยจบเห่ ปฏิบัติธรรมไม่ได้ จมในอบาย ทุกคติวินิบาต นรก สนิท นี่คือความหมายของสัตว์ทั้งหลายแตกกายตายไปย่อมเข้าถึง อบาย ทุกคติวินิบาต นรก พระพุทธเจ้าท่านสอนให้แยกกายแยกจิตให้ออก ต้องรู้ว่า กาย สภาวะอย่างไรหมายเอาภายนอก สภาวะอย่างไรหมายเอาภายใน และการรู้ภายนอกภายใน ต้องรู้ นอกจริงๆ เมื่อไหร่มันเป็นกาย เมื่อใดไม่ใช่กาย แยกกายนะ ไม่ได้พูดว่าจิตนะ ในมูลกรรมฐาน 5 ทุกวันนี้เข้าใจเพี้ยนว่าให้เข้าใจกรรมฐาน 5 ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นกรรมฐานที่พระภิกษุบวชใหม่ต้องได้ แต่เขาอธิบายกันว่ากายคืออนัตตาเลย ซึ่งผิดความมุ่งหมายของพระพุทธเจ้า เคยได้ยินไหม ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้พิจารณาว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อนัตตา นั่นมันผิดเป้าหมายของพระพุทธเจ้า เป้าหมายของพระพุทธเจ้า ให้อ่าน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้อ่านห้าอย่างนี้ มันเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอกที่สามารถหยิบมาพิจารณาได้ ถ้าเป็นอวัยวะภายใน จะไปพิจารณาตับ ปอด เป็นต้น ว่าอวัยวะภายในส่วนนั้น อะไรเป็นกายอะไรเป็นจิตมันไม่ไหว ท่านให้พิจารณาเมื่อไรมันเป็นกาย เมื่อไรมันเป็นจิต เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก เราจะรู้ว่า เมื่อมันไม่ใช่กาย เราก็อย่าไปวุ่นวาย แต่ถ้าเป็นกายอยู่ก็ให้ศึกษา เพราะในกายมีครบ รูปนามขันธ์ 5 ถ้าไม่มีกายแล้ว ส่วนไหนที่ไม่ใช่กายแล้ว มันก็ไม่ใช่เราของเรา นี่มันลึกซึ้งอย่างนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอาอันใดอันหนึ่งมาพิจารณา เล็บ พิจารณาได้ชัด ง่าย แต่มันก็ได้บางมุม อธิบายผมจะชัดกว่าเล็บ แต่เล็บนี่รวมได้หมดเลย เล็บ มีส่วนที่ยังมีความรู้สึก มีเวทนารับรู้ได้ มันเป็นลักษณะของ จิตนิยาม จิตก็คือกาย กายก็คือจิต ส่วนที่มันเป็นพีชนิยาม แต่มันไม่ใช่กายแล้ว ส่วนไหน มันเป็นอุตุนิยาม นั้นคือส่วนไหน ถ้าเราตัดเล็บส่วนที่ไม่มีประสาทรับรู้ จิตมโนวิญญาณไม่มีแล้ว แต่เป็นพีชะก็ได้ บางส่วนของเล็บเป็นพีชนิยาม ผม ขน ฟัน หนังก็เช่นกัน ฟันบางส่วนกรอได้ไม่รู้สึกรับรู้ เล็บก็ตัดทิ้งได้ ที่ตัดออกไปแล้ว แน่นอน พิจารณาง่าย มันไม่ใช่กาย อย่างนี้เด็กๆก็ยังรู้ ไม่ยาก ทีนี้ส่วนที่มันยังเป็นกายอยู่ คือเล็บเป็นต้น แล้วก็ไม่มีจิต เจตสิก มโน วิญญาณทำงานอยู่ด้วย แต่มันมีชีวะเป็นพีชะ เล็บส่วนที่ติดกับร่างกายอยู่เป็นพีชะ เป็นพลังงานที่มาทำงานกับเล็บอยู่เอาอาหารมาเลี้ยงอยู่ มันก็เหมือนกับมนุษย์พืช มนุษย์พืชนี้ไปสัมผัสแตะต้องก็ไม่รู้สึกไม่มีเวทนา แต่ให้อาหารก็อยู่ได้ หากไม่ให้อาหารไม่ช้าก็ตาย เหมือนเล็บเราเป็นชีวะ แต่นี่ล่ะ เอาร่างกายที่เป็นมนุษย์พืชนี้ชัดเจนดี ถ้าพลังงานของมนุษย์พืชนั้นไม่กระเตื้องขึ้นมาจากพลังงานพีชะนั้นแล้ว ถือว่าเป็นพลังงานไม่มีจิตวิญญาณ พลังงานที่เป็นพีชะนั้นไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีเวทนาไม่มีการเจ็บการปวดอะไร ถ้าเป็นมนุษย์พืชแล้วผู้ใดปล่อยให้ตาย ฆ่าตายก็ตาม ก็เหมือนกับเป็นการฆ่าพืช ไม่บาป พูดไปแล้วก็รู้สึกไม่ค่อยดีแต่ว่าเป็นวิชาการ ก็หากญาติใครเป็นมนุษย์พืชก็ต้องให้อาหารเลี้ยงกันไป แต่แท้จริงแล้ว เป็นมนุษย์พืชตลอดกาลแล้ว ก็ไม่มีทางขึ้นมาได้อีก นอกจากไม่ได้เป็นมนุษย์พืชอย่างถาวรแท้จริงก็จะมีพลังงาน Coefficient กระเตื้องมาเป็นจิตวิญญาณได้ สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างละเอียด อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม มูลกรรมฐาน 5 ทุกวันนี้ไม่เข้าใจกันแล้วก็เลยปฏิบัติผิด ไม่ได้มรรคผล อาตมาก็ต้องกำหนดหมายให้แม่น ว่ากายคืออย่างนี้ จิตคืออย่างนี้ แล้วกายหรือจิตในอวัยวะของเราแท้ๆก็จะได้ศึกษาว่ามันเกี่ยวข้องกัน กายกับจิต แต่กายมีทั้งร่างและมโน ใครเข้าใจกายไม่ได้ก็แยกกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิตไม่ชัด เรียนรู้ไม่ได้ การปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 แยกกายในกาย ต่างกันอย่างไร เป็นเวทนาในเวทนาต่างกับจิตในจิตอย่างไร หากแยกไม่ได้ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้น กายในกาย มีเจตสิกในนั้นด้วย ถ้าพิจารณาแล้วสิ่งที่เป็นกาย หากหมายแต่ดินน้ำไฟลม มหาภูตรูป ใครก็เข้าใจ เพราะส่วนที่ไม่เกี่ยวกับจิตมโนวิญญาณ ส่วนนั้นไม่ใช่กายเลย กายจะสัมพันธ์กับภายนอกเสมอ กายไม่ขาดจากภายนอก เพราะฉะนั้นพวกที่นั่งสมาธิแบบหลับตา อานาปานสติ ที่จะมีจิตสัมพันธ์กับลมหายใจอยู่ ส่วนธาตุดินน้ำไฟลม มหาภูตรูปก็เหลือลมเท่านั้น นี่คือมหาภูตรูปที่เขามีความรู้สึกร่วมอยู่ด้วย ถ้าความรู้สึกไม่รับรู้กายนี้แหละ ไม่ใช่เรื่องปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าต้องมีกายร่วมเสมอ ปฏิบัติธรรมไม่มีกายไม่ได้ เมื่อเข้าใจจุดนี้แล้วจึงเป็นเกณฑ์บอกให้รู้ว่า ใครไปนั่งหลับตาสมาธิ หากตัดแม้ความรู้สึกรู้ลมหายใจเข้าไปอยู่ในภวังค์ แล้วเล่นลมภายใน ลมขึ้นลงบนล่าง หรือไปหาเตโชกสิณ อาโปกสิณ ตั้งเป็นดินน้ำไฟลม ก็เป็นสัญญากำหนด เป็นมโนมยอัตตา พวกนี้นอกรีตศาสนาพุทธหมดเลย ยิ่งไปหลงนั่งหลับตาก็มีแต่จิตกับจิต แล้วจะสามารถรู้นรกสวรรค์ รู้จิตในจิตได้ ก็เลิกเลย นั่งหลับตาเข้าไปอยู่ภายในอย่างนั้นนอกศาสนาพุทธเป็นเดียรถีย์ทั้งนั้น ถ้าหากเข้าใจอันนี้ ที่พระพุทธเจ้าให้แยกกายแยกจิต เพราะคุณจะมีกายต้องมีภายนอก หากคุณไปปฏิบัติธรรมเหลือแต่ลมหายใจเข้าออกมันน้อยมากที่จะรู้สึก ที่จะปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า แล้วจะไปรู้ทุกข์ได้อย่างไร กายก็ไม่กระดุกกระดิก ปิดทวาร 5 เหลือแต่ลมหายใจเข้าออกแค่ความรู้สึกรับรู้ เวทนาของคุณก็เหลือนิดเดียวในการพิจารณาเวทนาในเวทนา

610216_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กาย เวทนา มูลกรรมฐาน และ รูป 28

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน