สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน วิธีรักษาโรคซึมเศร้าอย่างถาวร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.98 KB
วันที่แก้ไข15 กุมภาพันธ์ 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน วิธีรักษาโรคซึมเศร้าอย่างถาวร _4979กราบเรียนพ่อครูครับ ผมมันเป็นอาการโรคซึมเศร้าแต่ผมไม่ยอมกินยา หมอบอก (ใครไม่เป็นไม่รู้) ทุกวันใช้ความมีสติๆๆๆ กำหนดรู้อยู่เพียงอย่างเดียว มันก็อยู่ได้มาเป็นปีๆแล้วครับ แต่เมื่ออาการมันเกิด ทรมานสุดๆๆ ก็ใช้สตินี่แหล่ะ (กำหนดรู้อยู่เฉยๆไม่ปรุงแต่ง) พอช่วยได้ จนกว่าอาการมันจะค่อยๆคลาย เวทนาลงไป แก้กันมาอย่างนี้ล่ะครับ เป็นปีๆอย่างที่ว่า รึจะแก้ด้วยการกำหนดภาวนา "อย่าทุกข์หนอ อย่าทุกข์หนอๆๆๆๆ จนเวทนามันสงบ" ผมว่ามันยังไม่ใช่ของจริงครับรู้ทุกข์ รู้เวทนา เกิดขึ้นทางใจ(ทรมานมากๆ) แต่เข้าไม่ถึงของการดับทุกข์ เพียงแค่หยุดนึก หยุดคิดไม่ปรุงแต่ง มันก็ได้เพียงชั่วคราว จะแก้ไขอย่างไรดีครับ ทุกข์ที่เกิดขึ้นทาง"นามธรรม" ไม่ใช่ทางรูปธรรม ไม่อยากหนีด้วยการเข้าสมาธิ มันไม่ใช่ทางแก้ (ลองมาแล้ว) ที่จะให้เห็นแจ้ง ของการดับทุกข์ พ่อครูว่า...เวทนาคือความรู้สึกคืออารมณ์อาการของเวทนามันเป็นทุกข์ มันเป็นสุขมันเป็นไม่สุขไม่ทุกข์ มี 3 ลักษณะ เป็นอาการที่แตกต่างกัน ผู้ที่เห็นอาการเวทนาที่เป็นทุกข์ ผู้นั้นปฏิบัติธรรมได้จริง ผู้นั้นปฏิบัติธรรมถูกทางแล้ว เรียนรู้ทุกข์ต้องเรียนรู้เวทนา ไปเรียนรู้สะกดจิต ไปเรียนรู้เพ่งนั้นนี่ออกนอกไม่ถูก กรรมฐานของศาสนาพุทธอยู่ที่เวทนา เพราะเป็นศาสนาที่กำจัดทุกข์อริยสัจ ทุกข์อยู่ที่เวทนา ไม่อยู่ที่กสิณ ไม่อยู่ที่อะไรอย่างอื่นแล้ว แล้วหากจะไปกำหนดกสิณ ให้จิตมันสงบ ทุกข์จะหายไป มันไม่ใช่วิธีการของศาสนาพุทธ มันเป็นวิธีการโบราณ วิธีการครองโลกแบบสมถะ ซึ่งเขาทิ้งกันพระพุทธเจ้าก็ทิ้งไป วิธีการสะกดจิตมันไม่ใช่ มันต้องมาเรียนรู้เวทนาแจกแจงเป็นร้อยแปด เข้าใจ เคหสิตเวทนาแล้วก็ทำเนกขัมมสิตเวทนา ให้เป็น ทำใจ

อ่านต่อ

ในใจด้วยอ่านกายเวทนาจิตธรรม แล้วก็จะรู้ว่าทำกิเลสออกได้ จึงจะเห็นความจริงที่ชัดเจน ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ชัดเจนมีสภาวะรองรับทุกอย่าง มีชื่อพยัญชนะเรียกสภาวะครบ แต่เดี๋ยวนี้เลอะเทอะไปหมด กลายเป็นฤาษีเดียรถีย์นอกพุทธ มิจฉาทิฏฐิกันไปเต็มสังคม จนหาความถูกต้องของศาสนาพุทธไม่ได้เลย อาตมามารื้นฟื้นก็ทำจนเหนื่อยจริงๆ ก็ได้ผู้รู้มาพอสมควร คนนี้ก็รู้เวทนาที่เกิดขึ้น แต่เข้าไม่ถึงการดับทุกข์ เพียงแค่นึก หยุดคิดปรุงแต่งมันเป็นสมถะ ก็ได้ชั่วคราวก็ใช่ ทุกข์เป็นนามธรรม ไม่ใช่เป็นรูปธรรม หนีไปนั่งสมาธิมันไม่จบไม่ถูกทาง เขาลองมาแล้วก็ไม่ถูกมันก็ชัดเจน ทำยังไง ที่จะให้เห็นแจ้งของการดับทุกข์ อาตมาก็ตอบกำปั้นทุบดิน ฟังอาตมาดีๆ ทิ้งที่เคยเรียนมาให้หมด แล้วฟังตั้งแต่บทที่ 1 อาตมาพูดวน เบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้รู้จักเหตุแห่งทุกข์ เหตุคือกิเลสตัณหา พระพุทธเจ้าท่านสอน ให้เรียนรู้เป็น ปริเฉท เป็น groupๆ ไม่ใช่ไปเรียนรู้แบบไม่มีเหตุปัจจัยยืนยัน ให้เรียนรู้โดยการกำหนด ศีล เป็นหลัก เช่น คุณสัมผัสสัมพันธ์กับชีวิตเกี่ยวกับสัตว์ คุณก็จะต้องเอาศีลข้อที่ 1 เป็นหลักการ สัมผัสกับสัตว์แล้ว จิตของคุณเกิดอาการ ที่มันเป็นเหตุมาจากกิเลสตัณหา เป็นเหตุที่จะให้เกิดทุกข์ในใจ เช่น อาการชัง หรืออาการไม่ชอบใจ อาการเกลียดโกรธ คุณก็จะทำกรรมกิริยาจากอาการเกลียดโกรธ มันเป็นเหตุที่จะต้องให้คุณไปทำกรรมกิริยาเช่นนี้ หรือคุณชอบก็จะไปทำกรรมกิริยาที่ชอบ เพราะฉะนั้นให้เรียนรู้อันนี้ ถ้าคุณสามารถเรียนรู้อันนี้ได้หมด คุณสัมผัสอะไร สัมผัสกับสัตว์ตัวไหน ก็จะ กลางๆ ไม่ทุกข์ไม่สุข จะไม่โกรธจะไม่รัก จะเป็นกลางๆ อ๋อ จะรู้ว่าสัตว์คือสัตว์ สัตว์เล็กสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่เขาก็เป็นชีวิต เกิดมามีชีวิต ก็จะศึกษาไป ไปรักไปชอบเขา โดยเฉพาะไปฆ่าแกงกินเขา ก็จะเกิดความรู้ว่าสัตว์ไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปกินเขา ยิ่งรู้ลึกเข้าไป พระพุทธเจ้าตรัสถึง อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ก็จะรู้ว่าเขาเป็นสัตว์ที่มีระดับจิตนิยาม สัตว์ทั้งปวงก็จะเจริญพัฒนาไปจนถึงพระนิพพานได้ในที่สุด หากไปฆ่าแกงไปกินอะไรเขา จะด้วยความชอบเอามากินหรือความโกรธฆ่าเขา เหมือนอย่างคุณเปรมชัย ยังดังอยู่ตอนนี้เพราะฆ่าสัตว์ เลยดังตอนนี้ มันก็ไม่ดีมันก่อทุกข์ ตอนนี้ยังตามตัวไม่เจอเลยไปอยู่ตรงไหน หายไปกับทักษิณหรือไม่นะเขาคนรวยด้วยกัน คนรวยๆจะค่อยๆหายไปจากประเทศไทย เพราะเขาก่อเวรภัยวิบากจะตามทัน คนรวยก็จะค่อยหายไปๆ เพราะฉะนั้นก็ขอสรุปตรงนี้ว่าต้องรู้เหตุแห่งทุกข์ ตอบแบบกำปั้นทุบดิน ว่าต้องเรียนรู้เหตุแห่งทุกข์ ต้องรู้จักธรรมะสอง ทุกข์ไม่ใช่เอกัคคตาจิต ที่คนเข้าใจว่านั่งสะกดจิตจะมีเอกคตาจิต คุณต้องแยกเหตุแห่งทุกข์แล้วดับเหตุแห่งทุกข์คุณจึงจะรู้ธรรมะ 2 แต่ถ้าไปนั่งหลับตาสะกดจิตจิตใจมันไม่เป็น เอกัคคาจิต จิตมันเป็นหนึ่งแต่มันไม่เป็น อัคคะ ไม่เป็นความยิ่งใหญ่ของจิต ทำให้จิตทื่อ อยู่แต่ผู้เดียว เป็นจิตที่มันตื้นๆ เพราะฉะนั้นก็มาศึกษาให้ดีๆ ที่อาตมาบรรยายอยู่ก็จะค่อยเข้าใจแล้วเรียนรู้ อาตมาก็พูดย้ำซ้ำซากเยอะ ว่ากรรมฐานของศาสนาพุทธพระพุทธเจ้าให้เรียนรู้เวทนาอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อไม่มีผัสสะ ก็ไม่เกิดเวทนา ก็ไม่มีฐานที่จะกระทำเรียกว่ากรรมฐาน แต่มันผิดเพี้ยนไปเอาการสะกดจิตไปเป็นกรรมฐานเป็นที่ตั้งของจิต ที่ตั้งของจิตก็คือมันจะสุขหรือทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ที่เป็นเวทนานี่แหละ เราจะต้องเรียนรู้เวทนาในเวทนา แจกเวทนาครบ 108 ปฏิบัติเคหสิตะให้เป็นเนกขัมมสิตเวทนา ทำได้ก็เป็นฐานนิพพาน เนกขัมมะไปจนสมบูรณ์แบบ อาตมาอธิบายมาจะย่างเข้า 48 ปีแล้ว มันเมื่อย อาตมาไม่ได้อธิบายแบบอาจารย์รุ่นเก่าๆที่สอนกันมาขอยืนยัน อาตมาดูตลาดความรู้ศาสนาพุทธ ในตลาดขณะนี้ ที่ประดามี ไม่มีที่จะอธิบายแบบอาตมา เลยเหมือนหัวเดียวกระเทียมลีบ ไม่เหมือนใครเลย แล้วบอกว่าไม่มีอาจารย์ด้วย เขาก็บอกว่ามันแน่แค่ไหนโพธิรักษ์ อาตมาก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ไม่รู้ อาตมาจริงๆนะ เกิดมาชาตินี้ไม่มีครูบาอาจารย์ที่ไหนในยุคนี้ อาตมาก็บอกว่า พูดด้วยความจริงใจไม่ได้อวดโอ่ อาตมามีของเดิม แล้วจะมากอบกู้ศาสนาให้มันถูกต้อง สิ่งเหล่านี้อาตมาพูดอย่างแข็ง ยืนยันตัวเอง เหมือนอวดตัวอวดตนเต็มที่ ก็ว่าหน้านี้หรือจะมากอบกู้ศาสนาพุทธแต่ก็ขอยืนยัน ก็ค่อยๆศึกษา ที่คุณถามว่า ทำอย่างไรจะหายโรคซึมเศร้า อาตมาก็ว่ามาศึกษาให้ดี โรคซึมเศร้านั้นแก้ไม่ยาก ซึมเศร้าหรือซึมโศก แต่ที่นี่คืออโศก คนไม่เศร้ากัน ก็มาในสนามแม่เหล็กชาวอโศกแล้วคุณก็จะ อโศก ก็คือ อเศร้า หายเลยหายซึมเศร้าไม่ยาก เพราะจะมีสนามแม่เหล็กของอโศกจริงๆ จะมีพลังเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็ก รักษาได้จริงๆ นี่พูดง่ายๆ

610214_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ รักของพุทธต้องล้างเทวดาล้างพระพรหมได้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน