สื่อธรรมะพ่อครู(ความรัก 10 มิติ) ตอน รักของพุทธต้องล้างเทวดาล้างพระพรหมได้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์21 KB
วันที่แก้ไข15 กุมภาพันธ์ 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ความรัก 10 มิติ) ตอน รักของพุทธต้องล้างเทวดาล้างพระพรหมได้ _คุณรุ้งเริงธรรมถาม….รักแบบชาวพุทธ เมื่อเข้าไปสำรวจภายในใจตน เมื่อเอ่ยถึงความรักแบบพุทธจะมีความหมาย…. พ่อครูว่า...อาตมาเป็นผู้บรรยายและมีคนรวบรวมมาเขียนเป็นหนังสือความรัก 10 มิติ ตอน พศ.2517 บรรยายสองกัณฑ์ที่เชียงใหม่ พวกเราก็เอามาทำหนังสือตอนหลังก็เรียบเรียงใหม่อีก เขียนบรรยายเป็นภาษาดี เข้าใจสภาวะเหล่านั้นให้ดีและตรวจสอบให้ละเอียด ว่าตัวเองทำจิตให้ถึงสิ่งที่สาธยายมาเป็นภาษานี้ ภาษาที่อธิบายมานี้ชัดเจนดี แต่สภาวะจะได้ดีอย่างนี้หรือไม่ก็ตรวจสอบให้ดี ถ้าได้ดีๆก็จะสมบูรณ์

มาพูดถึงความรักต่อไปอีก เป็นวันแห่งความรักวันวาเลนไทน์ วันที่ศาสนาคริสต์เทวนิยมเขาถือว่าความรัก อย่างคุณรุ้งเริงธรรมเขียนมา ถือว่าความรักเป็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า อาตมาเขียนความรัก 10 มิติ มิติของความรักของพระเจ้าคือมิติที่ 7 ขึ้นไป มิติที่ 1-7 เป็นโลกียะทั้งสิ้น มิติที่ 8 9 10 เป็นความรู้ที่มีการศึกษาของศาสนาพุทธ พุทธศึกษาตั้งแต่มิติที่ 1 แล้วทำลายกิเลสที่ติดยึดมิติที่ 1 ซึ่งได้แค่ คู่ผัวตัวเมียเรียกว่ากามนิยม พุทธรู้วิธีเลิก ขาดหยุดจบ ไม่มีกามทางกาย ทางเพศสัมพันธ์พวกนี้ มิติที่ 2 เป็นความรักที่ ไม่ใช่เห็นแก่แค่สองคน เรียกว่ากามนิยมหรือเมถุนนิยม โลกนี้มีแต่สองเรามันเป็นความแคบที่สุดแล้ว แล้วหลงใหลเรื่องรสกาม รสเมถุน ผู้พ้นแล้วกว้างขึ้น ความรักขยายมากขึ้น เป็นมิติที่ 2 มิติที่สองเรียกว่า พันธุนิยม … หรือปิตุปุตตานิยม เรื่องเกี่ยวกับพ่อแม่ลูก มันเพิ่มขึ้นมาจากสองคน ก็มีพ่อแม่ลูก เป็นสาม มิติที่ 3 กว้างขึ้นอีก ลึกขึ้นอีก เป็นญาติทางสายเลือด ญาติโกโยติกา เป็นความรักที่ค่อยๆขยายผลมากขึ้น เผื่อแผ่ผู้อื่นมากขึ้น แทนที่จะเห็

อ่านต่อ

นแก่ตัว แต่กรอบที่ตนเองยึดถืออยู่ แค่มิติที่ 1 2 มาถึงญาติ ก็มีมากขึ้น มิติที่ 4 ชุมชนนิยม ก็คือหมู่ชุมชนที่อยู่ด้วยกัน เอื้อเฟื้อเจือจานกว้างขวางขึ้นเผื่อแผ่ขึ้น เป็นญาติมิตรสหายเหมือนพี่เหมือนน้อง เป็นความรักที่ช่วยเหลือเฟือฟายกัน มิติที่ 5 สูงกว่าชุมชนนิยม เป็นชาตินิยมหรือประเทศ หรือรัฐนิยม เป็นรัฐเป็นชาติที่กว้างขึ้นอีก เห็นแก่ชาติเห็นแก่ประเทศเห็นแก่รัฐ ไม่ใช่แคบๆแค่คู่ของเรา พ่อแม่ลูก หรือญาติของเราหรือแค่ชุมชนของเราเท่านั้น แต่กว้างไปถึงรัฐถึงประเทศ เป็นความรักที่ขยายผลสูงขึ้นไปตามลำดับ มิติที่ 6 สากลนิยม เป็นความรักต่อทุกๆชาติ ในชาติต่างๆ มิติที่ 7 เป็นเทวนิยมหรือปรมาตมันนิยมหรือจักรวาลนิยม เป็นความกว้างทั่วทั้งโลกทุกประเทศในจักรวาล อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นความรักที่กว้างไกล จนกระทั่งเข้าหานามธรรม เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เทวนิยม สุดยอดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาไม่รู้จักไม่เห็นไม่รู้แต่มันใหญ่ จนกระทั่งสร้างทุกอย่างเลยในมหาจักรวาล สร้างทั้งโลก พระอาทิตย์พระจันทร์สร้างทุกอย่างเป็นผู้ควบคุมทุกอย่างจะให้เป็นไปอย่างไรก็ได้อย่างนั้น นี่คือเทวนิยมจบแค่ 7 ความรัก ศาสนาพุทธเรียนรู้ทั้ง 1-7 แล้วขึ้นไปสู่มิติที่ 8 มิติที่ 8 อาริยนิยม เข้าใจชัดเจนเลยว่าความรักต่างๆ เป็นความรักที่ไม่เห็นแก่วงแคบ ก็จะศึกษาตั้งแต่ 1 แล้วเลิกมา ขยายกว้างไม่ยึดแค่วงแคบ กว้างมากขึ้นเรื่อยๆเป็นมิติที่ 8 จนถึง มิติที่ 9 นิพพานนิยมหรืออรหันต์นิยม หมดตัวตนหมดความยึดถือตั้งแต่ 1-7 มาเลย ไม่เหลือเทวนิยมหมดเลย เป็นนิพพานเลย ส่วน มิติที่ 10 เป็นพุทธภูมินิยม หรือโพธิสัตวภูมินิยม เป็นความรู้ที่ซับซ้อนจะรู้บุคคลรู้สังคมทุกอย่าง ทั้งหมดเลยในมหาจักรวาล เรียนรู้จักสภาพที่มันสังขารสังเคราะห์กันอยู่เป็นโลกเป็นมนุษย์เป็นสังคม คือความรู้ทั้งหมดของศาสนาพุทธ โพธิสัตวภูมิถือว่าโพธิสัตว์จะต้องศึกษาไปจนถึงเป็นพระพุทธเจ้า ก็มีเท่านี้ ความรักที่อาตมาประมวลมา มาถึงวันนี้ อาตมาก็จะไม่ขยายความ ความรักตั้งแต่ 1 ถึง 7 ที่เป็นเทวนิยม ขอขยายความ 8 9 10 ที่เป็นของพุทธ แต่ไม่ได้หมายความว่าพุทธไม่รู้จักมิติที่ 1-7 แต่รู้จักอย่างดีและอยู่เหนือด้วย จึงเป็นวิธีที่ 8 ที่ 9 ยิ่งรู้รอบครบหมดคือมิติที่ 10 จะใช้ภาษาเรียกว่าความรัก จะใช้อย่างคุณรุ้งเริงธรรมเขียนมาว่ากว้างใหญ่ก็เป็นการพูดรวมๆ แต่ถ้ามีอาการลิงค นิมิต ที่ขัดเจนว่า เป็นความรักที่ประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นความรักของพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ที่แยกจากความรักตื้นๆ ความรักที่ยิ่งใหญ่ 4 สภาพนี้เป็นความรักของพระเจ้าที่ศาสนาพุทธรู้จักดี และปฏิบัติได้ตรงด้วย เมตตาคือ ความรักที่ไม่ต้องการให้ใครเป็นทุกข์ ไม่ต้องการให้ใครตกทุกข์ได้ยาก ใช้ภาษาพยัญชนะว่า ต้องการให้เป็นสุข แต่ต้องรู้ว่าสุขของศาสนาพุทธ คือเป็นสุขที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์เป็นสุขอย่างโลกุตระ เป็นปรมังสุขัง ที่ใช้พยัญชนะเรียกลำลอง แต่ความจริงแล้วศาสนาพุทธหมดทุกข์หมดสุข จิตมีแต่ปัญญาความรู้ไม่ทุกข์ไม่สุข รู้จักการเป็นอยู่ของความรู้สึกที่เรียกว่าเวทนา เพราะฉะนั้น ฐานอุเบกขาเวทนาเรียกว่าไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เป็นฐานนิพพาน ผู้ที่สามารถทำจิตของตัวเองให้บรรลุถึงฐานนิพพานนี้ได้สมบูรณ์แบบ เป็นอุเบกขาสมบูรณ์แบบ บริบูรณ์ด้วย ปริสุทธา ปริโยทาตา เป็นอเนญชา ตั้งมั่นจนกระทั่งเป็น นิจจังฯ….นั่นแหละคือสุดยอดของผู้ที่รู้จริงมีจริงเป็นจริงทำได้จริง ถ้ายิ่่งเป็นโพธิสัตว์แต่ละระดับ จะรู้ละเอียดลออในความหมุนรอบเชิงซ้อนอย่างนั้นอย่างนี้ครบ

ท่านเดินดินเรียบเรียงที่อาตมาได้เคยเทศน์ไว้ แต่ก็ขออธิบายของอาตมาเลย

ก่อนจะอธิบายมีคำถามอะไรมา… ชาวอโศกเราจะรู้จริงว่าเราเป็นพระโสดาบัน พระพุทธเจ้าไม่สอนให้ตัวเองปฏิบัติแบบไม่รู้ว่าตัวเองได้ถึงไหนแล้ว แต่ท่านบอกไว้หมดตรวจสอบได้ ดึงพยัญชนะหลักฐานที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ ต้องมีปัญญา ญาณ 7 เป็นความรู้ที่แท้จริง เมื่อมีญาณปัญญาตรวจได้ เป็นพยัญชนะให้ตรวจสภาวะ ก็ตรงกันชี้ชัดกันได้ ขอยืนยันว่าชาวอโศกคือพระโสดาบันเป็นเบื้องต้นมีกันมาก ขอยืนยัน เพราะว่ามีสัมมาทิฏฐิ แนวปฏิบัติธรรมะกันมาก คนที่มีบารมีก็ไม่นานเป็นพระโสดาบันได้ สกิทาคามี อนาคามี เป็นอรหันต์ก็มี พูดไปหมดแล้วไม่ได้อวดดี ไม่ได้อวดอุตริมนุสธรรมที่มีในตนจนเป็นปาราชิกหรือปาจิตตีย์ ก็ไม่ใช่ อาตมาบอกแล้วนะว่าอาตมาพูดอุตตริมนุสสธรรมออกไป คนมาตู่ว่าอาตมาปาจิตตีย์ เพราะผู้อนุปสัมบันฟัง ขอยืนยันว่าเขาได้ฟังก็ไม่ฟังหรอก จริงๆแล้วคนมาเพ่งว่า เทศนาออกไปในโทรทัศน์คนฟังเยอะแยะ ก็ปาจิตตีย์สิ อาตมาก็ขอยืนยันว่าผู้อนุปสัมบันคือผู้ที่ฟังไม่รู้เรื่อง เขามาเปิดแล้วเขาก็จะไม่ฟังหรอก คนที่พอรู้เรื่องเป็นอุปสัมบันน้อยๆ ก็จะฟังรู้เรื่อง ฟังเป็นชั่วโมงๆ ไม่ได้อาบัติอะไรหรอก ให้ฟังเอาที่สาระโดยเฉพาะเจตนาที่เป็นกุศลเจตนา จะมาตั้งใจเพ่งโทษกันทำไม อาตมาไม่ได้ทำเพื่อล่าโลกธรรมหรือแสดงความยิ่งใหญ่ว่าตัวเองรู้เก่งพิเศษให้คนเคารพนับถือ ก็ไม่ใช่ ในธรรมะพระพุทธเจ้าให้ศึกษาให้ดีๆ แล้วก็จะเข้าใจทดสอบตัวเองได้ปฏิบัติธรรมไม่สูญเปล่าไม่โมฆะ ไม่เป็นหมัน ปฏิบัติธรรมได้มรรคผลจริงๆ ใครที่สนใจก็ช่วยมาศึกษา

ทีนี้มาพูดถึงเรื่องที่เป็นความรัก ให้พิสดาร โดยอัตโนมัติที่จะได้พูดไป จากที่เขาเขียนมานี่ก็ได้ ไม่บอกชื่อ…. _การวัดคนที่ได้โสดาปัตติผลที่ผ่านการเกิดทางจิตวิญญาณ (โอปปาติกโยนิ) 1. ญาณ 7 พระโสดาบันครบ ตรวจสอบตัวเองว่า โอปปาติกจิต จิตเราเกิดมีญาณ 7 นี้ 2. จะมีผลต่อร่างกายดังนี้ 2.1 นอนแค่ 4 ชม.โดยร่างกายตื่นเองไม่ต้องใช้นาฬิกาก็ตื่น 2.2 ระบบกระเพาะลำไส้ทางเดินอาหารจะสะอาด 2.3 ร่างกายจะไม่รับเนื้อสัตว์เลย ถ้าฝืนทานจะท้องเสีย 2.4 กลิ่นตัวจะไม่มีเลย เหงื่อจะสะอาด 2.5 นอกจากเหงื่อที่สะอาดแล้ว ลำไส้จะดีท๊อกซ์เองได้ 2.6 นอกเหนือจากนอน 4 ชั่วโมงแล้ว สมองจะเดินอยู่ตลอดเวลาให้จิตอาศัยทำงาน 2.7 สัมผัส 6 จะมีความฉลาดแววไว เที่ยงตรงแม่นยำกว่าคนทั่วไปมาก 2.8 จะมีหูทิพย์ตาทิพย์ตามลำดับ (ในสายปัญญาและเจโต)

_แล้วบอกว่าผมหาเจอแล้วครับ คำว่าน้อยใจในภาษาบาลีว่า เจตโสจลีนัตตัง พ่อครูว่า...ลีนัตตังแปลว่าหลีกหลบไปจากหมู่จากสังคม จิตมันหลีกหลบ ว่าน้อยใจอยู่ในอาการของถีนมิทธะ ก็ตรวจสอบให้ดี อ่านอาการจิตที่ดี อย่าหลงเพลิดไปไกลเกิน ประเดี๋ยวจะกรรมแตกหรือธรรมแตก หรือจะบ้า ต้องพยายามให้ดีๆอย่าให้ฟุ้งซ่านให้อยู่ในหลักเกณฑ์ร่องรอย คุยกับคนอื่น คุยกับเพื่อนฝูง คิดอย่างนี้ๆ ไปเองเดี๋ยวจะเป็นบ้าได้ง่ายๆ

พ่อครูว่า...พูดถึงเรื่องความรักพิสดาร อาตมาเป็นโพธิสัตว์ แล้วมาขยายความเรื่องความรัก ความรักอย่างพระเจ้านั้นอาตมาไม่มีปัญหา รู้ดี ความรักของพระพุทธเจ้าครอบคลุมหมด เป็นความรักที่ไม่มีความรัก หรือเป็นความรักที่รักอย่างสมบูรณ์แบบ รักคือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ถ้าเข้าใจอาการของเมตตา อาการของกรุณา อาการของมุทิตา อาการของอุเบกขาได้ดีก็จะรู้จักความรักของพระเจ้าเรียกว่าพระพรหมสี่หน้า คือ 4 อย่างนี้ เป็นพรหมสี่หน้าหรือพรหมสี่อย่าง สี่มิติ สี่แบบ เมตตาก็อย่างหนึ่ง กรุณาก็อย่างหนึ่ง มุทิตาก็อย่างหนึ่ง อุเบกขาก็อย่างหนึ่ง ศาสนาพุทธมีจิตวิสุทธิเทพหรือจิตพรหม จิตสะอาดจากกิเลส จิตของพระพรหมหรือพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่แล้วจนไม่สงสัยในพระเจ้านี้เป็นเทวนิยม ที่มีลักษณะต่างๆ 16 แบบ 20 แบบ ที่เป็นตัวตนเป็นลำแสงอะไรต่างๆนานา

เป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่เป็นตัวเป็นตน เป็นภพเป็นชาติ เทวดาหรือพรหม ตั้งแต่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เทวดามี 3 ชนิด 1. สมมติเทพ 2. อุบัติเทพ 3. วิสุทธิเทพ สมมติเทพ ที่ชื่อเทวดา 6 ชั้น และพรหมอรูปพรหม เป็นชื่อต่างๆที่ติดยึดเป็นสภาพสภาวะ แม้จะอธิบายเป็นแสง พรหมนี่ท่านอธิบายเป็นแสงหมดเลย เช่น 1 รูปพรหม 1.1 ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ พวกบริษัทบริวาร ของ มหาพรหม 1.2 ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ พรหมผู้ที่เป็นปุโรหิต สูงสุดเรียก มหาพรหม 1.3 ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ เป็นตัวชื่อรวมของหมู่ 1 เป็นสามชื่อ 1-3 อันหนึ่งเป็นบริวาร อันหนึ่งเป็นครู ส่วนมหาพรหมคือครูที่ยิ่งใหญ่สุด เป็นครูของครู เรียกว่ามหาพรหม

1.4 ชั้นที่ 4 ปริตรตาภาภูมิ เขาแปลว่าผู้มีแสงน้อยๆ มีแสงจำนวนหนึ่ง limited 1.5 ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ มันมีความมากมายประมาณไม่ได้ Infinity 1.6 ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ พรหมมีรัศมีสุกปลั่งซ่านไป คือพวกสว่าง เช่นสายธรรมกาย เต็มๆ ใสๆๆ 1.7 ชั้นที่ 7 ปริตตสุภาภูมิ คำว่า ภา คือแสง ปริตตาสุภา แปลว่า มีรัศมีงามน้อย 1.8 ชั้นที่ 8 อัปปมาณสุภาภูมิ อัปปมานะแปลว่ามาก ประมาณมิได้ คือผู้ที่มีแสงอันประมาณไม่ได้ เอาพระพรหมเป็นแสงไปหมด เทียบเป็น ออร่า พวกนี้ อธิบายแบบนี้เป็นเทวนิยมที่งมงายหมด ซึ่งศาสนาพุทธไม่มีเทวดา 6 ชั้นก็ไม่มี พรหม 16 ชั้น 20 ชั้นนี่ก็ไม่มี แต่เดี๋ยวจะอธิบายแบบพุทธ

1.9 ชั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ คำว่า กิณหาแปลว่ามืด ดำ สุภะแปลว่าดี น่าได้น่ามีน่าเป็น แต่อาภัสสราท่านแปลว่า พวกมีลำรัศมีงามกระจ่างจ้า ก็คือพวกนี้น่าได้น่ามีน่าเป็นอย่างมืดตรงข้ามกับอาภัสสรา 1.10 ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ พวกผลไพบูลย์ เวหาคือพวกที่อยู่บนวิมานบนฟ้า เป็นพวกสว่าง 1.11 ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ คือพวกสัตว์ที่ไม่มีสัญญา พวกดับ อสัญญีสัตว์คือดับดำมืดตื๋อ เป็นสภาวะแบบเส้นแสงสีเสียงเป็นตัวเป็นตน ผู้ที่สูงส่งแล้วก็ไม่เป็นตัวเป็นตนแต่เป็นแสง ก็ยังเป็นพวกนั่งเล่นสภาวะหลับตา แสงสีต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นโลกีย์ จริงๆแล้วเมื่อหลับตาก็ไปมันก็ดับมืด ถ้าเห็นแสงนิดนึงแสงสีม่วงแดงหรือสีต่างๆก็เป็นอุปาทานทั้งนั้น หลับตาก็ดำลืมตาก็สว่างนี่คือความเป็นจริง ผู้ที่บรรลุเป็นอรหันต์แล้ว หลับตาก็จะไม่มีแสงสีอะไรต่างๆ ลืมตาก็มีแสงสว่างตามปกติ วันนี้แสงสว่างมีน้อย มัวๆ ก็รู้หรือกลางคืนก็จะมืด กลางวันก็จะสว่างจ้า มีการเปรียบเทียบ ตอนเช้าก็มีแสงอรุณมา ก็เป็นความจริงตามความเป็นจริง ถ้าจะพูดกันด้วยแสงสีอะไรต่างๆ แต่เมื่อเข้าใจเป็นภพภูมิเป็นชั้นต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่ปฏิบัตินอกรีตของศาสนาพุทธทั้งนั้น เป็นเทวดา 6 ชั้นก็ตาม เป็นพระพรหม 20 ชั้นก็ตาม ในความเป็น ฌาน จะมีฌาน 4 เป็นรูป และฌาน 4 อรูป อรูปพรหมที่เขาว่าเป็นอรูป พรหมแปลว่าความสะอาดของจิต อุบัติเทพ คือจิตที่สร้างให้เกิดได้ ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ แต่ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิก็จะกลายเป็นเทวดา 6 ชั้น หรือพรหมมิจฉาทิฏฐิ หรือว่าจนเป็นวิสุทธิเทพบริสุทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ถ้าเป็นเทวนิยมก็บริสุทธิ์ตามจิตนาการอุปทานไป เริ่มปฏิบัติธรรมด้วยรู้จักจิตเจตสิก เช่น เป็นเทวดา 6 ชั้น ถ้าจะปฏิบัติธรรมตั้งแต่ทาน ก็ทำการทานคือการให้ ไม่ต้องไปทำจิตว่าให้แล้วจะมีผลอะไรตามมา ไม่ต้องไปหวังว่าจะมีอะไรตามมานี่คือการปฏิบัติของพุทธ ไม่มีเทวดาชั้นไหนหรอก ไม่มีการได้กลับมาจากการให้ ให้แล้วก็สะอาด ทิ้งภพชาติได้แล้วก็ยังเป็นเทวดาชั้นนั้นชั้นนี้ ก็คือความไม่สะอาดไม่รู้แท้ เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นว่าจะต้องไปตั้งเพราะว่าเป็นเทวดาชั้นไหน หากสอนกันว่าจะไปเป็นเทวดา 6 ชั้น มันก็อืดอาดเสียเวลา หลงใหลเป็นภพชาติทั้งนั้น ในสัมมาทิฏฐิ 10 ทินนังแปลว่าทาน ยิฏฐัง แปลว่า ศีลพรต วิธีปฏิบัติ วิธีปฏิบัติคือ ทำทานให้มีผลไม่มีภพชาติ ปฏิบัติศีลพรตก็ไม่ให้มีภพชาติ หากเหลือภพชาติรำไรก็ต้องทำให้หมด เรียนรู้ว่าเราไปติดยึดอุปาทานอะไร เพราะฉะนั้น มีหยาบ กลาง ละเอียดก็รู้ ตั้งชื่อเป็นกามภพ รูปภพ อรูปภพ แค่นี้ก็พอ จะต้องไปเรียนเทวดา 6 ชั้นพระพรหมมีกี่ชั้น แล้วก็งมงายอีก กับเทวดาขี้หมาพวกนั้น ถ้าเข้าใจเทพสามชั้น สมมุติเทพเป็นเทวดาโลกีย์ ในเทวดา 6 ชั้น พรหม 20 ชั้นก็อยู่ในนี้ เมื่อรู้แล้วก็ทำให้เกิดเป็นอุบัติเทพ ลดความติดยึดในเทวดาในพรหมทั้งหมดนี้ เป็นส่วนแห่งบุญไปเรื่อยๆเรียกว่าอุบัติเทพ หากรู้จักสภาวะว่ามันยังมีอยู่ ก็ลดลงไป ก็คือกามภพเป็นเบื้องต้น ถือว่าอบายภพ อบายภูมิคือขั้นที่ต่ำที่สุดด้วยการปฏิบัติไตรสิกขาให้จิตเจริญเป็นอธิจิต จนอธิจิต จนเก่งเป็นสมาธิ ตกผลึกตั้งมั่นด้วย สมาธิ สมาธิแปลว่าจิตตั้งมั่น อธิจิตแปลว่าปฏิบัติจากศีลแต่ละข้อให้จิตเจริญ เริ่มต้นปฏิบัติหลักไตรสิกขาของพระพุทธเจ้า ศีล 5 เป็นหลักเบื้องต้นเลย แล้วท่านก็สำคัญ ศีล 3 ข้อแรกหมายถึงความเป็นกาย กายคือรูปกับนามคือธรรมะ 2 ส่วน ข้อ 4 คือวาจา ส่วนข้อ 5 คือจิต เริ่มต้นปฏิบัติที่กายก็คือศีลข้อ 1 2 3 สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ที่เป็นภายนอก สัมผัสรวมทั้งหมดตัวตนเรียกว่ากาย ตาก็กาย หูก็กาย จมูกก็กาย ลิ้นก็กาย สัมผัสทั้งหมดก็คือกาย มีทั้งภายนอกภายใน การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้ทิ้งภายนอกเลย การหลับตาปฏิบัติธรรมนั้นผิดตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ศาสนาพุทธเลย ศาสนาพุทธต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วเกิดเวทนา แล้วก็ศึกษาเวทนาในเวทนา จะไปสัมผัสกับสัตว์เกิดเวทนามันจะรักมันจะชังสัตว์ มันจะเกี่ยวข้องไปละเมิด รักก็ไม่เอา ชังก็ไม่เอา สัตว์มันก็เป็นสัตว์มันก็เกิดมาตามวิบาก เกิดมาเพื่อพัฒนาตัวเองเหมือนกัน เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ใช่ท่องใช้ภาษาเท่านั้นว่าสัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ต้องเลยทำจริงเลย สัตว์มันก็เกิด เราก็หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวง มีความเอ็นดู กรุณาช่วยเหลือสัตว์ สำหรับคนก็กินอาหารจากพืชผักผลไม้แค่นั้นก็พอ ชีวิตของสัตว์ก็เป็นเพื่อนทุกข์ ให้เขาไปตามวิบาก ช่วยเขาได้ก็ช่วย อาตมาเป็นโพธิสัตว์ก็ช่วยสัตว์เดรัจฉานยังไม่ได้เลย ก็ช่วยแต่คนดีกว่า คนก็ยังช่วยยังตกหล่นเลย ช่วยได้หมดที่ไหน คนที่เป็นอเวไนยสัตว์ สอนไม่ได้เขาไม่รู้เรื่อง ปทปรมะ ไม่ใช่คนไม่รู้เรื่องนะ จำท่องภาษาธรรมะพระพุทธเจ้าได้มากมายจำได้มากมาย สอนคนอย่างเจื้อยแจ้วอยู่เลย ฟังพระพุทธพจน์มาก อาตมาแปลปทปรมะว่าหัวยันตีน เป็นผู้ที่ไปไหนไม่ออก ผู้ฟังพุทธพจน์ก็มาก ทรงจำไว้ได้ก็มาก บอกสอนผู้อื่นได้ก็มาก แต่ตนเองไม่ได้บรรลุมรรคผลในชาติที่ตัวเองเก่งนี้เลย เดี๋ยวนี้มีเยอะเป็นเจ้าสำนักเป็นผู้รู้ ท่านผู้รู้แบบพระไตรปิฎกเดินได้ เก่งขนาดนั้นเลย แต่ไม่ได้บรรลุธรรม ไม่รู้ว่าบรรลุธรรมคืออะไร เริ่มต้นมีส่วนแห่งบุญ ปุญญาภิสังขาร ส่วนแห่งบุญคือรู้กิเลส แล้วทำกิเลสออกได้จริงเป็นส่วน แล้วก็ต้องทำต่อให้มันหมดตัวหมดตน หมดสภาพนั้นๆ ก็ไม่เข้าใจไม่รู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ที่แท้จริง ไม่รู้รูปรู้นามที่ต้องรู้ด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 อาการมันไม่เป็นเส้นแสงสี ไม่เป็นตัวตนรูปร่าง แต่เห็นอาการ อาการ กิริยาอาการลีลาความเคลื่อนไหวของจิต เจตสิกต่างๆ แล้วคุณก็กำหนดเอาว่าอาการอย่างนี้เรียกว่าอาการสุข อาการอย่างนี้เรียกว่าอาการทุกข์ วิเคราะห์วิจัยว่าสุขมันก็เกิดจากเหตุนี้ ก็แยกเหตุ สุขเพราะสมกาม สุขเพราะสมพยาบาท ทำลายมันได้ก็เป็นสุข ก็ต้องรู้อาการเหล่านี้ทั้งนั้น แล้วกำจัดเหตุให้ได้ จึงสามารถแยกวิจัยจิตได้ เรียกว่า สังกัปปะ 7 ตักกะ วิตักะ สังกัปปะ แล้วกำจัดเหตุที่มาร่วมในตักกะได้ กำจัดเหตุได้สั่งสมเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา สั่งสมผลไปได้เรื่อยๆ ก็จะเป็นสังขารที่ควบคุมได้ เป็นวจีสังขาร เรียกว่าผู้ปฏิบัติธรรมได้ เป็นผู้ปฏิบัติจริงได้เป็นพระโสดาบัน ก็จะรู้จักสังกัปปะ 7 แล้วปฏิบัติได้ รู้ตั้งแต่เวทนา 108 แยก เนกขัมมสิตะ แยกเคหสิตะได้ มีญาณปัญญารู้ว่าทำได้ ตั้งแต่ญาณขั้นที่ 1 ทำได้แล้วมีผลแล้ว แล้วก็จะทำขั้นต่อไปเรียกว่า ปริยุฏฐานกิเลส ที่ผ่านไปแล้วล่วงพ้นไปแล้วเรียกว่า วีติกมกิเลส ปริยุฏฐาน แปลว่ากำลังพยายามอยู่กำลังกลุ้มรุมอยู่ คือตัวที่กำลังเป็นปัจจุบันนี้ รู้แล้วว่าที่ผ่านไปได้แล้วก็มี จึงเป็นปัญญาความรู้ของพระโสดาบัน พระโสดาบันจะต้องรู้ว่าตัวเองปฏิบัติธรรมได้ มีปัญญาตัวรู้จักกิเลสแล้วกิเลสอันไหนเราทำได้ผ่านไปแล้ว ขณะนี้กำลังทำขั้นที่ต่อมาเป็นขั้นกลาง รวมแล้วเป็นอีกอย่างหนึ่งกำลังกลุ้มรุมเราอยู่ เรียกว่า ปริยุฏฐาน มันกำลังครอบงำเราอยู่ เรากำลังพยายามจัดการตัวนี้อยู่ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมมีญาณปัญญารู้ความจริงตามความเป็นจริงเห็นอยู่หลัดๆเลย นี่คือปัญญาข้อที่หนึ่งของพระโสดาบัน ปริยุฏฐานก็คือกิเลสนิวรณ์ ท่านแยก เป็น กาม พยาบาท หรือค่อยๆฆ่าไปตามลำดับ นิวรณ์ก็จะหมดไปตามลำดับ ถ้าเกิดว่าคุณพยายามทำพวกนี้ จะเกิดปัญญาจะเกิดตัวรู้จะเกิดความเข้าใจ จนเป็นผู้ที่ปฏิบัติแล้วก็พากเพียรไป ยิ่งสามารถทำได้แล้ว ก็ยิ่งจะเข้าใจว่า ก็ทำได้ขนาดนี้หมดแล้ว กว่าจะมีญาณขั้นต่อไปรู้ว่าทำได้ เป็นจริง เราก็เลยต้องทำให้ยิ่งขึ้นทำให้มากๆขึ้น อาเสวนา-ภาวนา-พหุลีกัมมัง จะมีปฏิภาณรู้ว่าปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเป็นแบบนี้เอง มันไม่เหมือนกับพวกที่คนทั่วไปปุถุชนเรียนรู้ มันไม่เหมือน คนจะผ่านโลกีย์ก่อน ไปนั่งหลับตาสะกดจิตปฏิบัติธรรมตามสำนักอะไรต่างๆนานาที่เขาเรียนกันส่วนใหญ่ แต่ของพระพุทธเจ้าที่เป็นสัมมาทิฎฐิ เราจะรู้รายละเอียดว่ามันต่างมันไม่เหมือนทั่วไปกับสามัญปุถุชนที่เป็นโลกีย์ มันจะแยกออกเลยว่าอ๋อ ธรรมะพระพุทธเจ้ามันคนละเรื่องกับของทั่วไป อันที่ 3 ก็จะยิ่งชัดเจนเลย เป็นความรู้ความเห็นความเป็นจริงซึ่งมันถูกต้องแล้ว ตั้งแต่อันที่ 2 อันที่ 3 ก็จะยิ่งชัดมากขึ้น พระโสดาบันของพระพุทธเจ้าจะต้องมีปัญญาอย่างนี้ ไม่ใช่งมงายไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไปนั่งหลับตาสะกดจิตแล้วอย่าให้จิตไปนึกคิดอะไรสบายๆ แล้วว่างสะอาดเก่งๆ ปัญญาถึงจะเกิดขึ้นมา ไม่รู้บทไหนที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ให้ไปทำอย่างนี้ โดยเฉพาะอาจารย์บูรพาในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เขียนบ่อย งมอยู่อย่างนั้น อาตมาก็สงสาร พูดถึงกันบ่อย พอท่านเขียนท่านเผยแพร่แล้วมันผิด อาตมาก็ต้องติ ว่ามันไม่ถูก นิคคัณเห นิคหารหัง บอกว่าหยุดได้แล้วแต่เขาไม่หยุดหรอก เพราะว่ามีผู้สนับสนุนอย่างคุณเปลวสีเงินก็เป็นหัวเรือใหญ่ของไทยโพสต์ก็ยังให้เขียน ขออภัยพูดอย่างกันเองและจริงใจ ไม่ได้พูดด้วยความโกรธเคือง ไม่ได้ข่มเบ่งอะไร เพราะว่าจริงๆแล้ว คุณเปลวเลื่อมใสอาตมาเท่าไหร่ แต่ที่แท้คือคุณเปลวไม่กล้าส่งเสริมอาตมา ที่เห็นพฤติกรรม ตอนแรกๆเคย แต่ตอนหลังไม่กล้าแตะเลย เป็น Untouchable ไปเลย ตอนนี้ไม่กล้า จะเกรงกระแสสังคมหรือก็ไม่รู้ได้ ขออภัยที่วิจารณ์ คุณเปลวสีเงิน มาเข้าใจเนื้อหาของความรัก อาตมาพูดเหมือนคนบ้าๆบอๆ จะต้องตั้งชื่อว่ารัก เกิดมาท่านเจ้าคุณ สมเด็จอ้วน ติสโสอ้วน พระมหาวีรวงศ์ ท่านตั้งชื่ออาตมาว่ามงคล อาตมาก็ชื่อ มงคล รักพงษ์ ต่อมาก็เปลี่ยนชื่อตัวเองว่าเป็น รัก นามสกุลพงษ์มงคล แต่ที่จริงนามสกุลจริงๆก็คือ รักพงษ์ พอมาทางธรรม อาตมาก็รู้ตัวองเป็นโพธิสัตว์ก็เลยตั้งชื่อ ตอนแรกตั้งชื่อว่า โพธิรักษ์ รักษ์ เป็นการรักษา นี่คือที่เป็นที่ไปที่มาของ นามชื่อ โพธิรักษ์ ก็ใช้โพธิรักษ์ในทางธรรมมาตลอด แล้วอาตมาก็มั่นใจว่าเป็นผู้ที่รักษาโพธิของพระพุทธเจ้า ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็มั่นใจทำงานมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เป็นผู้รักษาธรรมะพระพุทธเจ้ามาตลอด ด้วยความจริงมั่นใจทุกวันนี้ยิ่งมั่นใจ ว่า อาตมาไม่ได้ทำสิ่งที่ผิดเลย มีแต่มาแก้ไข พยายามบอกว่าอย่าทำในสิ่งที่ผิด ที่ต้องตำหนิมากและบ่อยเพราะว่าเขาทำผิดหมดเลย มันมากจริงๆ เลยต้องกลายเป็นว่าคนนี้รู้มากแล้วมันถูกคนเดียว คนอื่นผิดหมด มันก็เลยน่าหมั่นไส้ พูดไปแล้วก็น่าหมั่นไส้ แล้วไม่ค่อยถ่อมตนด้วย พูดไปเปรี้ยงๆ อย่างนี้ แม้จะไม่ผิดแต่คนก็ฟังไม่ได้ หมั่นไส้ จะทำเป็นถ่อมตนหน่อย สงวนท่าทีหน่อยก็ไม่เอา อาตมาก็ว่าอาตมาไม่มีอิตถีภาวะแบบนั้น ทำเป็นไว้ท่า อาตมารังเกียจลักษณะอิตถีเพศ อาตมามีลักษณะปุริสเพศเต็มรูป มันก็เลยเหมือนดูแข็งๆ จะดูแบบกระเทยก็ยิ่งไม่มีเลย พวกกระเทยนี้กระตุ้งกระติ้งมากกว่าพวกอิตถีเพศอีก ศาสนาเทวนิยมวาเลนไทน์พยายามเผยแพร่ความรักแบบพระเจ้า เป็นความรักมวลมนุษยชาติ เขาไม่ได้หมายถึงความรักแบบคู่หญิงชาย เป็นเพศ ความรักทุกวันนี้วันวาเลนไทน์เป็นเรื่องของการจับคู่ มันไม่ใช่ ที่จริงแล้วนักบุญวาเลนไทน์เป็นผู้ที่บรรยายธรรมะแสดงธรรมะที่เป็นแบบพระเจ้า เขาไม่มีแบบนั้น เดี๋ยวนี้มันเสื่อมและเสียหายไปนักบุญวาเลนไทน์เลยเสียหมด วันวาเลนไทน์เลยกลายเป็นวันแห่งความรักมิติที่ 1 กามนิยม มันก็เลยเสื่อมไปหมด ไม่ว่าจะเป็นศาสนาคริสต์หรือศาสนาพุทธ แล้วก็ซื้อดอกไม้ ดอก 1 ราคาเป็นร้อยเป็นพัน ได้ข่าวว่ามีราคาเป็นหมื่นเลย ก็หลอกได้แค่คนโง่ที่หลงตาม น่าสงสารคน เดี๋ยวนี้อาตมาตายไม่ลงเพราะสงสารมนุษยชาติ มันต้องช่วยเขาก่อน เราเหนื่อยก็พักไม่เหนื่อยก็เพียร ก็ทำอย่างนี้ อาตมาว่าทำอย่างนี้ทำให้อาตมาเจริญขึ้น รู้มากขึ้น เจริญถึงขั้นนี้ มีความรู้ในสัมประสิทธิ์ รู้ถึงขั้นทำพลังงาน ทางนามธรรมทางจิต ให้มีพลังงานที่สามารถมีอัตราการก้าวหน้า แม้แต่อัตราการก้าวหน้าในการที่จะยังขันธ์ยังชีพ รูปธรรมนามธรรมก็ดี รูปธรรมไม่มีปัญหาหรอก ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เขารู้ อาตมาก็มีผู้ช่วยมากมายอยู่แล้ว อาตมาก็รักษานามธรรมอาตมา ทำให้เกิดพัฒนาการของพลังงานจิต ซึ่งอาตมาก็ได้สูตร ต่อจากไอน์สไตน์เป็นนามธรรม Coefficient (C) E=C(mc 2 +A) คนที่ศึกษาทางฟิสิกส์ทางวิทยาศาสตร์ก็พอเข้าใจได้ แล้วอาตมาก็มั่นใจว่า อาตมาพัฒนาสัมประสิทธิ์นี้ได้จริง ก็พิสูจน์ พวกเราเข้าใจแล้วก็พิสูจน์ด้วย อาตมาเคยบอกว่าชาวอโศกจะมีอายุยืนกว่าควรเป็น จะไม่ตายก่อนอย่างทั้งโลกที่เป็น บางคนจะต้องตายก่อนอายุขัย ไม่ตายโหง ก็ตายด้วยโรค เพราะไปหาโรคใส่ตัว พวกเราก็รู้ไม่ตายโหงง่ายๆ จะไม่ตายง่ายเหมือนกับชาวโลกเขา คนเข้าใจแล้วจะรู้ อาตมาพาทำให้ชีวิตมนุษย์มีเครื่องอาศัย มีที่ดำเนินชีวิตไปดี แล้วอาตมาก็จะพยายามเผยแพร่ความรู้ ทั้งที่เป็นคนอาภัพ เป็นผู้ไม่ได้รับการยอมรับของสังคม แต่ก็ต้องขอนำเสนอ แม้จะไม่มีความรู้ไม่ประสีประสาอะไรมากหรอก อวดดีอวดเก่งอวดกล้า ลบหลู่อะไรก็ไม่เป็นไร อาตมาก็มีความจริงใจในความปรารถนาดีแล้วก็มีความรู้จริงๆ มีความเข้าใจจริงๆ มีความรู้ทางศาสนาทางธรรมะโดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ก็มาประกาศ เอามาอธิบายแยกแยะอ้างอิงตำราจากพระไตรปิฎกจากหลักฐานที่มีอะไรต่างๆ พยายามทำให้เห็นว่า อาตมาไม่ได้โมเมไม่ได้พูดเพ้อเจ้อไม่ได้พูดพล่อยอะไรไป อาตมาพูดตามหลักเกณฑ์ตามสัจจะไม่ผิด เพราะความผิดเป็นอันทำ อาตมาเชื่อในกรรมวิบาก แล้วก็ไม่คิดจะปรินิพพาน เป็นปริโยสานง่ายๆ ยังจะมีขันธ์ 5 มีชีวิตมีวิบากต่อไป ถ้าทำผิดก็จะมีวิบากหนักหนาสาหัส ไม่ต้องทำเองไม่ทำการทรมานตัวเองทำความโง่ให้แก่ตัวเองหรอก อาตมาไม่พยายามทำผิดให้เป็นวิบากบาป เพราะฉะนั้นก็ตั้งใจมาศึกษาให้ดี อย่าว่าแต่เป็นเทวดาเลย พระพรหมก็ตาม ก็เพ้อเจ้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน