6.บทที่ 2.docx

โฟลเดอร์word
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์719 KB
วันที่แก้ไข27 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 2 เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง เพื่อให้ได้ผลการศึกษาและได้คำตอบตามวัตถุประสงค์ผู้วิจัยจึงอาศัยแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาเป็นแนวทางในการวางแผนเพื่อกำหนดกรอบแนวคิดและช่วยอธิบายปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้ละเอียดและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นความรู้พื้นฐานและเป็นแนวทางในการศึกษาวิจัย โดยมีเนื้อหาดังนี้ 1. ความหมายของคำว่าสุขภาพและพฤติกรรม(การปฏิบัติตน)ด้านสุขภาพ 2. ทฤษฎีส่งเสริมสุขภาพของ เพนเดอร์ 6 ข้อ 3. แนวคิดความผาสุกทางจิตวิญญาณ 4. ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ 6. กรอบแนวคิดงานวิจัย ผู้วิจัยได้ศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับงานในการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ขอบเขตตามเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องซึ่งจะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้ ความหมายของคำว่าสุขภาพ พระพุทธเจ้าได้ตรัสในเรื่องสุขภาพว่า “ อโรค ยา ปรมา ลาภา ” แปลว่า “ ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ” เหมือนกับกวีเอกชาวโรมัน ชื่อ จูเวนัล (Juvenal) ในศตวรรษที่ 2 ได้เขียนข้อความว่า “A healthy mind in a healthy body” บิดาแห่งนักจิตวิทยาชาวอังกฤษกล่าว่า “A sound mind is in a sound body” การมีจิตใจที่สดใสย่อมอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์ จะเห็นว่าร่างกายและจิตใจของมนุษย์มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด กล่าวคือการมีสุขภาพดีทำให้จิตใจสุขสบายปราศจากความเศร้าหมอง ( สมศักดิ์ ศรีสันติสุข . 2552 : 9

อ่านต่อ

5-96) องค์การอนามัยโลก ได้นิยามคำใหม่ของคำว่า “ สุขภาพ ” ว่า “ สุขภาพ หมายถึงสุขภาวะอันสมบูรณ์และมีความเป็นพลวัต ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา (จิตวิญญาณ) และไม่ใช่เพียงปราศจากโรคและการเจ็บป่วยเท่านั้น ” โดยใส่คำว่า “ พลวัต (dynamic)” และ “ จิตวิญญาณ (spiritual)” เพิ่มเข้าไปในคำนิยามเดิม คำนิยามดังกล่าวได้ขยายมิติของสุขภาพเป็น 4 ด้าน ได้แก่ สุขภาพทางร่างกาย สุขภาพทางจิตใจ สุขภาพทางสังคม และสุขภาพทางปัญญา (จิตวิญญาณ) และได้เน้นถึงความเป็นพลวัตของสุขภาพซึ่งมีนัยว่าสุขภาพมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอันสลับซับซ้อน ไม่ใช่เป็นภาวะที่คงที่ตายตัว หรือขึ้นกับปัจจัยเพียงอันใดอันหนึ่ง ส่วนพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ . ศ . 2550 มีนิยามของสุขภาพ ซึ่งหมายความถึง ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย ทางจิตใจ ทางปัญญา และทางสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล ” และให้นิยามของ “ ปัญญา ” ว่า “ ปัญญา หมายความถึง ความรู้ทั่ว รู้เท่าทัน และความเข้าใจอย่างแยกได้ในเหตุผลแห่งความดี ความชั่ว ความมีประโยชน์ และความมีโทษ ซึ่งนำไปสู่ความมีจิตอันดีงามและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ” ( สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ. 2552) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน ( พ . ศ . 2542) ได้ให้ความหมายคำว่าสุขภาพไว้ว่า “ ความสุขปราศจากโรค ความสบาย ” ก่อนปี พ . ศ . 2500 เราใช้คำว่าสุขภาพกันน้อยมากเพราะขณะนั้นเราใช้คำว่าอนามัยกันอยู่ ซึ่งตามรูปศัพท์แปลว่า “ ความไม่มีโรค ” แต่ในปัจจุบันได้ใช้คำว่า สุขภาพแทนคำว่าอนามัยเพราะสุขภาพมีความหมายกว้างและสมบูรณ์กว่าอนามัย สุขภาพเน้นความสุขมีความหมายในเชิงบวก คำว่าสุขภาพ หรือ Health ในภาษาอังกฤษ มีรากศัพท์ ซึ่งมีความหมายว่า Whol แปลว่า “ ทั้งหมด ” และมีอีกคำหนึ่งที่ควบคู่กันคือ Heal ซึ่งแปลว่า “ ทำให้เป็นหนึ่ง ” ในแต่ละกลุ่มวัฒนธรรมในสังคมมีนิยามที่แตกต่างกัน เป็นการสะท้อนให้ได้เห็นถึงความเชื่อในวัฒนธรรมท้องถิ่น ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีสุขภาพดี เป้าหมายในการดูแลสุขภาพ การพิจารณาสาเหตุของปัญหาสุขภาพ รวมถึงภาวะของการมีสุขภาพดีด้วย ฉะนั้นมิติของคำว่า “ สุขภาพ ” ในยุคปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศไทย ได้ให้นิยามไว้ว่า สุขภาพ หมายถึง สุขภาวะทั้งทางด้านกาย ใจ สังคม และปัญญา ( จิตวิญญาณ ) ( นงพิมล นิมิตร อานันท์และวนิดา ดุรงค์ฤ ทธิชัย . 2556 : 134) ได้มีการเกิดทฤษฎีใหม่ด้านสุขภาพ มีการปรับเปลี่ยน “ กระบวนทัศน์ ” หรือแนวคิดและวิธีคิด จะต้องถอนทิ้งกันตั้งแต่ระดับนิยาม ดังนั้นทฤษฎีโรค นิยามว่า สุขภาพดี หมายถึง “ การปราศจากโรค ” นั้น มาเป็นทฤษฎีใหม่ด้านสุขภาพหมายถึง การมีดุลยภาพระหว่างองค์ประกอบทั้ง 4 ของสุขภาพคือ กายจิต สังคมสิ่งแวดล้อม ซึ่งนายแพทย์ประเวศ วะสี ได้นำมาต่อเรียงกันให้เข้ากับวิธีคิดแบบไทย ๆ คือ “ พระเจดีย์แห่งพุทธ ” ซึ่งส่วนต่าง ๆ ของพระเจดีย์ต้องสมดุลกัน ถ้าเกิดอาการเสื่อมทรุดตรงชั้นใด พระเจดีย์ก็จะพังทลายลง เริ่มตั้งแต่ฐานสิ่งแวดล้อม เช่น อากาศเป็นพิษ ไล่มาถึงขั้นของสังคมเช่นความสัมพันธ์กับครอบครัวหรือที่ทำงานเป็นพิษ กระทบจนถึงร่างกาย และกระเทือนจิตใจ ซึ่งจะสะเทือนทั้งขาไปและขามา อีกทั้งนายแพทย์ประเวศ วะสีได้จัดเอาเรื่องจิตไว้ยอดบนสุด อันมีความสำคัญอย่างที่สุด ในคติชาวพุทธที่ว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ( กาญจนา แก้วเทพ . 2556 : 202) เพนเดอร์ (Pender, N.J. 1982) ได้นิยามคำว่า “ สุขภาพ” หมายถึง ความต้องการสูงสุดของมนุษย์ และต้องใช้ความพยายามในการสร้างพฤติกรรม การมีความสามารถดูแลตนเองได้ การมีสัมพันธภาพที่น่าพึงพอใจกับบุคคลอื่น ๆ และการรู้จักปรับตัวเพื่อให้การคงอยู่ของโครงสร้างและความกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมที่ตนเองสัมพันธ์อยู่ ( วรรณ วิมล เมฆวิมล . 2553 : 7-8) ซึ่งสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ภาวะสุขภาพเป็นกระบวนการพลวัตที่ไม่หยุดนิ่ง จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างซับซ้อนอยู่ตลอดเวลาและต่อเนื่อง มนุษย์จึงต้องพยายามหาวิธีการที่จะปกป้องสุขภาพเพื่อไม่ให้เกิดภาวะเจ็บป่วย หรือถึงแม้จะเกิดความเจ็บป่วยขึ้น ก็ต้องพยายามดูแลรักษาเพื่อให้ร่างกายกลับสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุด วิธีการที่สำคัญที่จะใช้ปกป้องสุขภาพ คือการมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ ( Palank . 1991 : 815-832) พฤติกรรม ( การปฏิบัติตน ) ด้านสุขภาพ มีผู้ให้ความหมายของ พฤติกรรมหรือการปฏิบัติตนไว้ดังนี้ ราชบัณฑิตยสถาน (2546) ให้ความหมายว่า พฤติกรรม ( Behavior ) หมายถึง การกระทำหรืออาการที่แสดงออกทางกล้ามเนื้อ ความคิด ความรู้สึก เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้า เฉลิมพล ตันสกุล (2541) ให้ความหมายว่า พฤติกรรม (Behavior) หมายถึง กิจกรรมต่าง ๆ ที่บุคคลกระทำซึ่งอาจเป็นการกระทำที่บุคคลนั้นแสดงออกมา เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นจากภายในตัวบุคคลและการกระทำหรือกิจกรรมนั้นสามารถสังเกตได้ด้วยประสาทสัมผัสหรือไม่สามารถสังเกตได้ เช่น การทำงานของหัวใจ การเดิน การพูด ความคิด ความรู้สึกและอารมณ์ หรือความสนใจต่าง ๆส่วนพฤติกรรมสุขภาพ ( H ealth B ehavior ) หมายถึงการปฏิบัติหรือการแสดออกของบุคคลในการกระทำ หรืองดเว้นการกระทำในสิ่งที่มีผลต่อสุขภาพ เป็นต้น โจนส์ และ ดีมาร์ค - วาห์นีฟีด (Jones Demark– Wahnefried . 2006) กล่าวว่า พฤติกรรมที่เป็นวิถีชีวิตที่ส่งเสริมการมีสุขภาพดีของผู้ป่วยมะเร็งนั้น ประกอบด้วย การบริโภคอาหารสุขภาพ การออกกำลังกายเป็นประจำ การควบคุมน้ำหนัก และการบำบัดเสริมต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นวิธีที่มีศักยภาพในการช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง ซึ่งการเพิ่มการปฏิบัติกิจกรรมทางร่างกาย การรับประทานผักและผลไม้เพิ่มขึ้นและการควบคุมดัชนีมวลกายให้อยู่ได้ในเกณฑ์ปกติ ( พงษ์ สิทธิ์ พงษ์ ประดิษฐ์ . 2554 : 24) ธนวรรธน์ อิ่มสมบูรณ์ (2546) ให้ความหมายของพฤติกรรม (Behavior) ว่าหมายถึง การแสดงออกของสิ่งมีชีวิตในลักษณะต่าง ๆ ตามสถานการณ์ สภาวะแวดล้อมและสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้า สำหรับพฤติกรรมของคนสามารถจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ พฤติกรรมภายใน (Covert Behavior) ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่พร้อมที่จะแสดงออกมา เช่น สัญชาตญาณ ความรู้สึกนึกคิด ความรู้ ความเข้าใจ และ พฤติกรรมภายนอก (Overt Behavior) เป็นพฤติกรรมที่คนแสดงออกมาหรือสังเกตได้ เพนเดอร์ ได้ให้ความหมายของพฤติกรรม (Behavior) ว่าบุคคลมีพฤติกรรมจากการคิดรู้ ภายใต้ประสบการณ์ พื้นฐานที่ เป็นคุณลักษณะของแต่ละบุคคล และผลลัพธ์ที่เกิดทั้งโดยตรงและโดยอ้อม โดยมีสิ่งแวดล้อมทั้งด้านกายภาพ สิ่งแวดล้อมที่เกิดจากสัมพันธภาพ ระหว่างบุคคลเป็นปัจจัยกำหนด และการพยาบาลคือการค้นหาปัจจัย เงื่อนไข อุปสรรค ของพฤติกรรมที่ เป็นเป้าหมายที่ ต้องการเพื่อนำมา กำหนดกิจกรรมในการส่งเสริมการคิดรู้ การปรับเปลี่ยนบริบท สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดพฤติกรรม โดย เพนเดอร์ ได้ให้แนวทางการออกแบบกิจกรรมการ ค้นหา ปัจจัย เงื่อนไข อุปสรรค ของพฤติกรรมที่เป็นเป้าหมายที่ต้องการเพื่อนำมากำหนดกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพของ เพนเดอร์ ฉบับปี ค . ศ . 1996 เป็นทฤษฎีที่ได้รับการพัฒนาจากทฤษฎีทางสังคมและมีการศึกษาวิจัยมาอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมการออกกำลังกาย การสร้างแบบแผนการดำเนินชีวิต ทฤษฎีการส่งเสริมสุขภาพของ เพนเดอร์ มองคนอย่างเป็นองค์รวม ดังนั้นการปฏิบัติตนด้านสุขภาพของ เพนเดอร์ เป็นการปฏิบัติตนด้านสุขภาพที่ครอบคลุม 6 ด้าน คือ ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ ด้านกิจกรรมทางร่างกาย ด้านการรับประทานอาหาร ด้านการมีสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ด้านพัฒนาทางปัญญา (จิตวิญญาณ) และ ด้านการจัดการกับความเครียด สรุปการปฏิบัติตนด้านสุขภาพ หมายถึง ความต้องการสูงสุด และต้องใช้ความพยายามหรือความเพียรในการปฏิบัติตนด้านสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ให้มีความสามารถในการดูแลตนเองได้ พร้อมกับมีความสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น ๆ จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนตนเองเพื่อให้คงอยู่และกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ รอบตัว สุขภาพเป็นสิ่งที่บุคคลต้องสร้างขึ้นคือต้องทำด้วยตนเองและสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสิ่งรอบตัวส่งผลการเกิดสุขภาพที่ดีของบุคคลได้ ดังนั้นสุขภาพมีความหมายมากกว่าการเจ็บป่วยทางร่างกายธรรมดา แต่จะครอบคลุมสุขภาพทั้งหมดของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา (จิตวิญญาณ)ในการปฏิบัติตนด้านสุขภาพเป็นหนึ่งในปัจจัยกำหนดสุขภาพ (Health Determinants) ของบุคคลนั้น ๆ ซึ่งเป็นการปฏิบัติหรือการแสดงออกของบุคคลในการกระทำหรืองดเว้นการกระทำในสิ่งที่มีผลต่อสุขภาพ โดยอาศัยความรู้ ความเข้าใจ เจตคติ ในการปฏิบัติตนทางสุขภาพที่ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ อย่างดีและเหมาะสม แนวคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมสุขภาพ ( Concept About Health Behavior) ปัจจัยที่มีอิทธิพลสำคัญต่อสุขภาพ ได้แก่ ปัจจัยที่เกี่ยวกับปัจเจกบุคคล ซึ่งในแต่ละบุคคลย่อมมีภาวะสุขภาพที่แตกต่างกันเนื่องจากความเป็นปัจเจกบุคคล เช่น พันธุกรรมที่ต่างกันซึ่งเมื่อเกิดมาแล้วพันธุกรรมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่สามารถดูแลและปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้น และสามารถปฏิบัติหรือมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสมเพื่อสุขภาพที่ดีได้มีความเชื่อ ความรู้ เจตคติ และทักษะต่อการดูแลสุขภาพที่แตกต่างกันส่งผลให้มีพฤติกรรมสุขภาพ ที่ต่างกันด้วย ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพจะทาให้บุคคลย่อมมีสุขภาพดี และความสามารถในการเข้าถึงระบบการให้บริการทั้งในแง่ของการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาและการฟื้นฟูสุขภาพ แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับพฤติกรรม พฤติกรรมเกี่ยวกับสุขภาพ มนุษย์แสดงพฤติกรรมที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านสถา น การณ์สิ่งแวดล้อมและเงื่อนไขสิ่งที่แสดงออก อาการบทบาท ลีลาท่าทางความประพฤติที่มีผลต่อสุขภาพทั้งทางดีและไม่ คือเป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับสุขภาพทั้งนั้น สำหรับพฤติกรรมที่หมายความหรือประกอบการพิจารณาสร้างเสริมสุขภาพดังนี้ 1. พฤติกรรมสุขภาพ ( Health Behavior) แนวคิดกับทั้งพฤติกรรมภายในและภายนอก พฤติกรรมภายนอกได้แก่ การปฏิบัติที่สามารถสังเกตและมองเห็นได้ส่วนพฤติกรรมภายในองค์ประกอบทางจิตวิทยา ( Psyychologi F actous ) ซึ่งมีความคิดความเชื่อ การรับรู้ แรงจูงใจค่านิยม ทัศนคติ ความคาดหวัง โดยในทางพฤติกรรมซึ่งการให้การทบทวนให้ความหมายพฤติกรรมสุขภาพพบว่าส่วนใหญ่มีความคล้ายคลึง คือเป็นการแสดงออกของบุคคลทั้ง-ในและภายนอก ในการกระทำหรืองดเว้นการกระทำที่มาผลต่อสุขภาพ 2. พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพ ( Health Promotion Behavior) เป็นพฤติกรรมที่ควร ปฎิบัติ เพื่อในสุขภาพแข็งแรงในคำนี้คำว่าสุขภาพรวมทั้งด้านร่างกาย จิตใจอารมณ์ สังคมและปัญญาตัวอย่างพฤติกรรมส่งเสริมได้แก่ พฤติกรรมการออกกำลังกาย พฤติกรรมการบริโภคอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ พฤติกรรมผ่อนคลายหรือพฤติกรรมการพักผ่อน 3. พฤติกรรมการดูแลตนเอง ( Self C are Behavior) เป็นกิจกรรมการดูแลตัวเอง ซึ่งบุคคล ครอบครัว ชุมชน ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพนับตั้งแต่การป้องกันโรค ไม่ให้เจ็บป่วย การส่งเสริมให้ร่างกายแข็งแรง การบำบัดรักษาและการฟื้นฟูร่างกายภายหลังการเจ็บป่วย 4. พฤติกรรมเสี่ยง ( Risk Behavior) เป็นพฤติกรรมเมื่อบุคคลผู้ปฏิบัติไปแล้วอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายเช่นเกิดโรคหรือการบาดเจ็บตัวอย่างพฤติกรรมเสี่ยงได้แก่พฤติกรรมการสูบบุหรี่ พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พฤติกรรมการบริโภคอาหาร ไขมัน พฤติกรรมการขับขี่ยานพาหนะโดยไม่เคารพกฎจราจร พฤติกรรมการเที่ยวหญิงบริการ หรือพฤติกรรมสารเสพติด พฤติกรรมการป้องกันโรค ( Preventive Behavior) หมายถึงการ ปฎิบัติ ของคนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคขึ้น ได้แก่การไม่สูบบุหรี่ การสวมหมวก กันน๊ อก การคาดเข็มขัดนิรภัย การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ 5 พฤติกรรมการเจ็บป่วย ( Illness Behavior) หมายถึงบุคคล ปฎิบัติ เมื่อมีอาการผิดปรกติหรือรู้สึกว่าตนเองเจ็บป่วย ได้แก่การถามบุคคลอื่นหรือผู้ใกล้ชิดเกี่ยวกับอาการของตน การเพิกเฉยการแสวงหาการรักษา การหลบหลีกจากสังคมเป็นต้น 6. พฤติกรรมบทบาทคนเจ็บ ( Sick Behavior) หมายถึงการ ปฎิบัติ ประพฤติของผู้ที่ทราบแล้วว่าตนเจ็บป่วยโดยอาจหายจากความคิดเห็นของผู้อื่นหรือความคิดเห็นตนเอง จะเห็นว่าพฤติกรรมสุขภาพเกิดขึ้นได้เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกิดจากการเรียนรู้ ทัศนคติ ค่านิยม การเรียนแบบ การถูกบังคับ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นทั้งพฤติกรรมทางบวก และพฤติกรรมทางลบ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการส่งเสริมพฤติกรรมการสร้างสุขภาพดี ปราศจากโรคโดยให้ทุกคนใส่ใจดูแลสุขภาพของตนเอง ครอบครัว และชุมชน อย่างถูกต้องเหมาะสม จึงรณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตนตามแนวทาง 6 อ. ได้แก่ ออกกาลังกาย อาหารปลอดภัย อารมณ์แจ่มใส อนามัยสิ่งแวดล้อม อโรค ยา และ ลด ละ เลิก อบายมุข ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติคือ 1. ออกกาลังกาย การออกกาลังกายในหนึ่งสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 3 วันและอย่างน้อยใช้เวลา 20-30 นาที 2. อาหารปลอดภัย การปฏิบัติตนที่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารที่มีคุณค่า เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในแต่ละวันให้ครบ 5 หมู่ รับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด ปลอดภัยจากสารปนเปื้อน และการบริโภคอาหารให้ได้สัดส่วนที่เหมาะสม เพียงพอกับความต้องการในแต่ละวัยเพื่อพัฒนาการที่สมบูรณ์ 3. อารมณ์แจ่มใส การปฏิบัติตนที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการจัดการกับอารมณ์ การผ่อนคลายความเครียด 4. อนามัยสิ่งแวดล้อม หมายถึงการจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมทั้งด้านกายภาพเศรษฐกิจ สังคมให้เหมาะสมต่อการดูแลสุขภาพ การหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืช การกาจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงที่เป็นพาหะนาโรค การใช้วัสดุที่ย่อยสลายง่าย 5. อโรค ยา หมายถึง การไม่มีโรค การปฏิบัติตนเพื่อไม่ให้ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ทั้งโรคติดเชื้อและโรคไร้เชื้อ สามารถทาได้จากการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรค เช่น เชื้อโรคต่าง ๆ โดยได้รับ วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อบางชนิด การตรวจสุขภาพประจำปี การมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม เป็นต้น 6. อบายมุข หมายถึง หนทางที่นาไปสู่ความเสื่อมเสีย เป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียทรัพย์ตามหลักพระพุทธศาสนา อบายมุข 6 ประกอบด้วย การดื่มน้าเมา การเที่ยวกลางคืน เป็นต้น รวมถึงปัญหาทางด้านสุขภาพจิตและปัญหาสังคมด้วย พฤติกรรมหรือการปฏิบัติตนด้านสุขภาพด้วยหลักการ 8 อ. ของสถาบันบุญนิยม การสร้างเสริมสุขภาพด้วยหลักสุขภาพองค์รวม 8 อ. เป็นแนวความคิดของ สมณะ โพธิ รักษ์ ( ผู้นํา กลุ่มปฏิบัติธรรมชุมชนชาวอโศก) ที่ได้พัฒนาเรื่องสุขภาพและหลักธรรมะมาเป็นแนวทางการ ปฏิบัติตนด้านสุขภาพ โดยเริ่มต้นเมื่อต้นปี 2546 สมณะ โพธิ รักษ์ มีความเห็นว่า สุขภาพของคนในปัจจุบันถูกมอมเมา จึงได้รับสารพิษต่าง ๆ มากมายเข้ามาใส่ร่างกายมากจนสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิตเสียไป สมณะ โพธิ รักษ์จึงได้ริเริ่ม ทํางาน เรื่องสุขภาพเรียกว่า “ สุขภาพบุญนิยม ” สุขภาพบุญนิยมเป็นงานสร้างบุญ เพราะต้อง ทํางาน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ มีความเกื้อกูลช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยไม่ได้เอาเงินเป็นหลัก แต่ คํานึงถึง ชีวิตความเจ็บป่วย และ จิตใจของคนไข้เป็น สําคัญ การปฏิบัติด้านสุขภาพองค์รวม 8 อ.ของสถาบันบุญนิยมประกอบด้วย 1. อิทธิบาท 4 2. อารมณ์ 3. อาหาร 4. ออก กําลัง กาย 5. เอาพิษออก 6. อากาศ 7. เอนกาย 8. อาชีพ 1. อิทธ บาท 4 ( Itthibath 4) คือการสร้างแรงบันดาลใจเพื่อเพิ่มพลังให้ตัวเอง (Empowerment) ความสําเร็จ จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีองค์ประกอบทั้ง 4 ด้านที่มีความสมดุลและเหมาะสมตามกาละอันควร ซึ่งทางศาสนาพุทธเรียกว่า อิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาคำว่าฉันทะ ( Satisfaction) คือความยินดี พอใจ ถ้าไม่มีความยินดีในงานหรือการกระทำใด ๆ จะไม่มีคำว่า “ สําเร็จ ” เป็นการเน้นสำเร็จที่ใจมากกว่าที่งานสำเร็จ เพราะจิตใจมิได้ถูกบีบบังคับหรือมีความกดดันใด ๆ วิริยะ ( Diligence) เป็นความพากเพียร ลงมือ กระทํา ในสิ่งที่ตั้งใจไว้อย่างสม่ำเสมอ จิตตะ( Attentiveness) ความเอาใจใส่ มีจิตทุ่มโถมไปในเป้าหมายชัดเจน วิมังสา ( Examination) คือการตรวจสอบ วินิจฉัยใคร่ครวญความถูกต้องถึงแก่นถึงเนื้อหานั้น ๆ อิทธิบาท 4 เป็นหลักธรรมทางศาสนาพุทธ ที่ นําพา สู่ ความสําเร็จ ผู้ต้องการจะมีสุขภาพดี แต่ไม่มีอิทธิบาท 4 ที่จะศึกษา เรียนรู้ และปรับปรุงความเคยชินของตัวเอง ความต้องการเหล่านั้นก็ไม่บรรลุผล (สมณะ โพธิ รักษ์. 2547 : 3-4 ) 2. อารมณ์ ( Attitude) เป็นปัจจัย สําคัญ ที่มีอิทธิพลต่อการ ดําเนิน ชีวิตของคนในปัจจุบัน การเผชิญกับปัญหามากมายเกินความสามารถที่จะปรับตัวได้จะมีผลให้เกิดความแปรปรวนทางด้านอารมณ์ เกิดความทุกข์ใจซึมเศร้า เสียใจ วิตกกังวล ห่อเหี่ยว เครียด หงุดหงิด รำคาญ หดหู่ น้อยใจ โกรธผูกใจเจ็บ แค้นใจพยาบาท ฯลฯ ล้วนเป็นอารมณ์ที่ ทํา ให้สุขภาพทรุดโทรมและเจ็บไข้ได้ป่วย อารมณ์ที่เป็นแง่ลบ เช่น อารมณ์เครียด ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง จิตใจหรืออารมณ์ที่เป็นแง่บวกร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนตัวดีกลุ่มเอนโดร ฟิน ( Endrophin ) ทํา ให้ร่างกายผ่อนคลายและระบบโลหิตในร่างกายไหลเวียนดี ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรง (อุ่นเอื้อ สิงห์คำ. 2555 : 59-63 ) 3. อาหาร ( Diet) อาหารมีความสัมพันธ์กับร่างกายและมีผลในการ กําหนด แบบแผนการ ดําเนิน ชีวิต การก่อรูปวัฒนธรรมของสังคมและบุคคล อาหารที่ดี ย่อมสร้างความสุขแก่สังคมและบุคคลทั้งในทางกายและทางใจ ดังที่ ฮิปโปเครติส ( Hippocrates) ปรมาจารย์ ของวงการแพทย์ปัจจุบัน กล่าวไว้ เมื่อ 2 พันกว่าปีมาแล้วว่า “ เราจะใช้อาหารเป็นยา ” ( วิจิตร บุณยะโห ตระ. 2537 : 55) 4 . การออก กําลัง กาย ( Exercise) การออก กําลัง กายอย่างถูกต้องเป็น ประจํา เป็นหนึ่งในหลาย ๆ วิธี ที่จะ ทํา ให้สุขภาพดีทั้งกายและใจ ผลของการออก กําลัง กายต่อการส่งเสริมสุขภาพคือ1 . ช่วยลดความอ้วน 2 . กล้ามเนื้อแข็งแรง จะ ทํา ให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและช่วยป้องกันอาการปวดข้อ ปวดหลัง ปวดเอว ฯลฯ 3 . รูปร่างดีขึ้น 4 . อาการของโรคต่าง ๆ ดีขึ้น 5 . ช่วยชะลอความแก่ การออก กําลัง กายเป็นยาอายุวัฒนะที่ดีอย่างหนึ่ง 6 . ระบบขับถ่ายของเสียดีขึ้น 7. นอนหลับสนิทดี 8. จิตใจเบิกบาน ร่าเริง 5. การพักผ่อนนอนหลับ (เอนกาย) ( Relaxation) ประโยชน์ของการได้พักผ่อน เมื่อร่างกายหลับสนิทหรือหลับลึกไปได้ประมาณ 60-90 นาที ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ( Pituitary Gland) จะหลั่งเข้ากระแสเลือดไปยังตับ ตับจะหลั่งสารไอจี เอฟ -1 ( Insulin Like Growth Factor 1) ออกไปทั่วร่างกาย ทํา ให้เซลล์ทั่วร่างกายกระปรี้กระเปร่า ส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงต้านทานโรคและอายุยืน ฮอร์โมนนี้เรียกว่า Growth Hormone หรือ Human Growth Hormone ฮอร์โมนนี้จะหลั่งน้อยลงและหยุดหลั่งเมื่ออายุมากขึ้น ส่งผลให้อวัยวะทั่วร่างกายเข้าสู่อาการเสื่อมถอยคือโรคชรา 6. การเอาพิษออก ( Detoxification) สารพิษ ( Toxin) เป็นสารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพทางเคมีในร่างกายจึงทำให้ก่อเกิดพิษขึ้น ซึ่งสารพิษส่วนใหญ่จะ ทํา ให้เกิดความไม่สบาย อึดอัดเป็นทุกข์ (กานต์รวี ทอง พูล .2546 : 16-19 ) สารพิษแบ่งออกได้ เป็น 2 ชนิดคือ 1 . สารพิษที่เกิดทางด้านร่างกาย ( Body Poison) แบ่งออกได้ เป็น 2 ชนิด คือ 1.1 สารพิษจากภายในร่างกาย ( Internal Poison) เป็นความไม่สมดุลของร่างกายซึ่งมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับพิษภัยภายนอกที่ร่างกายรับเข้ามา เช่น อาหาร น้ำ เป็นสิ่งที่เป็นพิษก่อให้เกิดความเป็นกรดเป็นด่างที่ผสมกันในกระเพาะอาหาร มีผล ทํา ให้ระบบการย่อยอาหารเป็นไปด้วยความ ลําบาก เกิดการเหม็นเน่า เกิดกรด แก๊สและลมในกระเพาะอาหาร เป็นต้น1.2 สารพิษที่เกิดจากภายนอกร่างกาย ( External Poison) คือสารพิษที่เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น จุลินท รีย์จําพวก เชื้อโรคต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว แบคทีเรีย ไวรัส เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะปล่อยสารพิษออกมา ทํา ให้ร่างกายเกิดการเจ็บป่วยได้2 . สารพิษที่เกิดมาจากจิตใจ คือสารพิษที่ถูกหลั่งออกมาจากแรงกดดันในร่างกาย เช่นมาจากแรงบีบคั้นหรือกดดันทางสังคม ทํา ให้เกิดความกลัว ความเครียด ความไม่สบายใจ ความโกรธ ความวิตกกังวลต่าง ๆ (กรรัตน์ เปล่ง ขํา .2542 : 30-38 ) 7. อากาศ ( Breathing) ซึ่ง1ใน 5 ของแร่ธาตุ สําคัญ ที่ ทํา ให้ชีวิต ดํารง อยู่ได้คือ ออกซิเจน ประโยชน์ของออกซิเจนคือ เป็นแหล่งพลังงานให้กับเซลล์สิ่งมีชีวิต หากการใช้ ชีวิตประจําวัน ไม่ถูกต้อง เช่น บริโภคอาหารไม่ถูกต้อง ดื่มสุรา อาศัยอยู่ในห้องที่แออัด มีสารพิษและไม่ได้ออก กําลัง กาย จะส่งผลต่อเซลล์ในร่างกาย คือ จะถูกกีดกันไม่ให้ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ และส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทํา ให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายมีประสิทธิภาพการ ทํางาน ลดลง เช่น มีผลกระทบต่อระบบการย่อย การผลิตสารเคมีในร่างกาย ร่างกายขึ้นอยู่กับ จํานวน ออกซิเจนในเม็ดเลือดที่มีอย่างเพียงพอ หากขาดออกซิเจน จะเป็นสาเหตุ ทํา ให้ร่างกายเกิดอาการไม่สบาย ไม่กระฉับกระเฉง เมื่อยล้า การหายใจที่ถูกวิธีจะมีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะช่วยให้ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ ช่วยเพิ่มให้เลือดเป็นด่าง มาตรฐานความเป็นกรดเป็นด่างในเลือด PH ระหว่าง 7.2 และ 7.4 8) การประกอบอาชีพ ( Vocation) เป็นพื้นฐานที่ สําคัญ มากของชีวิต การหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยการ ทํางาน อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นอาชีพ การเลือกประกอบอาชีพที่สุจริตในทางพุทธศาสนาเรียกว่าสัมมาอาชีพ ซึ่งเป็นการประกอบอาชีพที่ไม่เบียดเบียนตัวเองไม่ ทํา ให้ตัวเองเสียสุขภาพ ไม่ ทํา ให้ตัวเองตกต่ำ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และไม่ ทําลาย สิ่งแวดล้อม (ธรรมทัศน์สมาคม.2535 : 100 ) มีความปลอดภัย แก่ชีวิตตัวเองและผู้อื่น ไม่ส่งเสริมให้ผู้อื่นกระทำผิด พระพุทธเจ้าบัญญัติอาชีพที่ไม่ควร ทํา เรียกว่า มิจฉาวณิชชา 5 ได้แก่ การค้าขายอาวุธ ค้าขายสัตว์เป็น การค้าขายเนื้อสัตว์ (สัตว์ตาย) การค้าขายน้ำเมาหรือของมอมเมาทุกชนิด การค้าขายยาพิษ (สิ่งของทุกอย่างที่มีสารเคมีหรือสารพิษเจือปน) พระพุทธเจ้าได้ทรง กําหนด อาชีวะไว้ 5 ระดับ เพื่อให้พุทธบริษัทได้ใช้ปัญญาพิจารณาแยกแยะงานที่เรียกว่า ไม่ดี ไม่ถูก ไม่ควรหรืองานใดที่ดีกว่า เหมาะควรกว่า โดยพิจารณาข้อมูลจากผลของงานว่า จะก่อความเสียหาย ความทุกข์มากน้อยเท่าใด การงานที่ดีควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังต่อไปนี้คือ การโกง การล่อลวง การตลบตะแลง การมอบตนในทางที่ผิด การเอาลาภต่อลาภหรือการให้โดยหวังผลประโยชน์ในทางผิดเป็นต้น (อุ่นเอื้อ สิงห์คำ. 2555 : 64-72 ) พฤติกร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

word1.ปก.docx
19 พฤษภาคม 2565
wordภาคผนวก.docx
6 กันยายน 2564
word01 ปก พริ้วลมบุญ.docx
15 พฤศจิกายน 2563