สิ่งสูงสุดที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คือสัมมาสัมโพธิญาณ(ตอน 1+ตอน 2).docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข15 พฤศจิกายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

สิ่งสูงสุดที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คือสัมมาสัมโพธิญาณ(ท่อน 1) พ่อครูว่า... ดี มีน้ำใจ อาตมาเองระลึกถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านมีพระปรีชาสามารถในความรู้ความฉลาด ที่ยิ่งใหญ่ ที่เข้าใจความเป็นคน เข้าใจความเป็นสังคมมนุษย์ เข้าใจถึงพฤติการณ์ ที่มนุษย์ควรจะมีควรจะเป็น อันนี้เป็นความตรัสรู้สิ่งที่สุดยอดในเรื่องของอะไรก็แล้วแต่ เกิดมาเป็นคนแล้วไม่มีความรู้อะไรที่จะยิ่งยอดกว่านี้ สำคัญที่สุด ยิ่งยอดที่สุด เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตนมา จนกระทั่งได้เป็นผู้ที่ท่านตรัสรู้แล้วว่าสุดยอดแล้วในความเป็นคน ไม่มีความสูงไม่มีความเจริญของในความเป็นคนและเป็นความเป็นมนุษย์ยิ่งกว่าได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีสัมมาสัมโพธิญาณเป็นความตรัสรู้ที่ยิ่งใหญ่ และท่านก็ได้สิ่งนี้เป็นสิ่งนี้เป็นที่สุดชีวิตสุดท้าย ของพระพุทธเจ้าเอง ท่านก็ทำงานเรื่องนี้เป็นสำคัญ ไม่ทำงานเรื่องอื่น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าท่านไม่มีความรู้เรื่องอื่นหรือไม่มีความชำนาญในเรื่องอื่น ท่านชำนาญหมด ในความเป็นพระพุทธเจ้านี้ ความรู้ความสามารถที่มนุษย์พึงมีพึงเป็นทุกแขนง ทุกแบบ ทุกทฤษฎี ท่านรู้หมด เท่าที่โลกเขามีในยุคนั้นที่ว่ามีสำนักตักกศิลา ที่ถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยของโลกในยุคโน้น ท่านเรียนหมดจบหมด ได้เกียรตินิยมหมดทุกแขนง สุดท้ายท่านมาเอาอย่างเดียว อาตมาต้องการชี้ประเด็น ชี้ความหมายที่สำคัญที่สุดก็คือว่า เกิดมาเป็นคนมันไม่มีอะไรยิ่งใหญ่กว่าความรู้ที่รู้ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เรียกว่าโลกุตรธรรม มันไม่มีอะไรยิ่งใหญ่กว่านี้ คนในโลกนี้ ต่อให้มีความรู้แยกเป็นเศรษฐศาสตร์ แยกไปเป็นการเมือง รัฐศาสตร์ แยกไปเป็นศาสตร์ต่างๆ จนกระทั่ง ศาสตร์ในการทำอบายมุขต่างๆ ศาสตร์ในการบันเทิงเริงรมย์ ศาสตร์ในการเอาชนะคะคานกัน ในมุมเหลี

อ่านต่อ

่ยมไหนก็แล้วแต่ มันไม่ได้เรื่องทั้งนั้น พอมาเอาสาระว่า มาสร้าง สร้างวัสดุ ความรู้ทางเทคนิค เป็นเครื่องกินเครื่องใช้ เครื่องกินทางกสิกรรมสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหาร ก็ดีขึ้นมากว่าความรู้ที่มอมเมาแล้วเลอะเทอะ ที่ท่านแบ่งไว้ 2 อย่างใหญ่ๆคือ ขิฑฑาปโทสิกะ กับ มโนปโทสิกะ ขิฑฑาปโทสิกะ ก็คือ สนุกรื่นเริง เร้าใจ สนุกสนานมาก คือกามเป็นโทษ ความเป็นโทษจากการไประเริงในความสนุกสนาน มโนปโทสิกะ คือ ความเป็นโทษของการไม่รู้จักจิต ไม่รู้จักมโน แล้วก็ไปแสวงหา ไปปฏิบัติประพฤติกับมโน ที่มิจฉาทิฏฐิกัน เป็นเดียรถีย์เป็นอะไรกันไปหมด ไม่เข้าใจความเป็นคุณแท้ๆ ของจิต ทางจิต อันนี้ก็เจริญกว่า ขิฑฑาปโทสิกะ ขิฑฑาปโทสิกะ ยังร้ายแรง ยังหลงเลอะๆเทอะๆ แล้วเสียเวลาเกิดมาสูญเสียเวลาเปล่าด้วย เลวร้าย ซ้ำเติม ทำให้คนหลงเลอะเทอะไป แข่งกีฬา การละเล่น มหรสพ การพนัน ในอบายมุข 6 ครบ นั่นคือโลกมนุษย์ที่ไม่รู้จักอะไร อบายมุข 6 เดี๋ยวนี้ แข่งบอลเอาชนะระดับโลก ระดับลีก อะไรต่างๆ ยังไม่รู้เรื่องกันหรอก เสียเวลา เสียแรงงาน เสียทุนรอนไปทำอะไร มันไม่ได้มีอะไรเลย นอกจากกิเลสที่ มันจริงๆ เด็ดขาดๆจริง เตะเข้าโกล์ได้ที เลือดจะฉีด สงสัยสมองระเบิด เส้นเลือดจะแตกสักวัน เส้นประสาทแตกชักกันในสนามสักวัน อาตมาเชื่อว่าจะมีสักวันคอยดู มันดีใจมันตื่นเต้น มันสะใจ สุดยอดเลย ซึ่งมันไร้สาระมาก ทำให้กิเลสหนาไม่รู้กี่ชาติกี่ชาติ จมอยู่ในนั้น ซึ่งมันไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร แต่คนก็ไม่ได้ศึกษาไม่รู้เรื่อง ศาสดาทางเทวนิยมเขาก็ยังไม่รู้เรื่องเลย แต่พุทธเราชัดเจน อาตมา เป็นพุทธชัดเจน อบายมุข 6 นี้สุดยอด ที่เรียกว่า อบายมุข คือ หัวหน้านรก ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ เรารู้เผินๆกัน แต่เขาก็ยังงมงายอยู่ในเรื่องอบายมุข 6 ดูดีขึ้นมาหน่อย หลงเลอะเทอะอยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข จมงมงายอยู่อย่างนั้นไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในปางที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อรู้ตัวแล้วว่าเป็นพระพุทธเจ้า ท่านออกมาเลย ลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นผู้ที่มีทรัพย์ศฤงคาร มีเกียรติยศสรรเสริญมากมาย ก็เดินออกมา ทิ้งรองเท้าทอง เครื่องทรงกษัตริย์ ออกมานุ่งผ้า ห่มผ้า ที่เป็นผ้าห่อศพ เอามาย้อมน้ำฝาดห่ม คือทิ้งให้เห็นๆเลย เมื่อเห็นว่ามันไร้สาระ ท่านทิ้งให้เห็นๆเลย ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านเป็นผู้รู้ผู้ฉลาด ถ้าอยู่จะได้เป็นจอมจักรพรรดิ โอ้โห.. มีอาณานิคมอะไรอีกมากมาย ท่านไม่เอา ทิ้งออกมาอย่างไม่แยแสเลย แต่ลูกของท่านทุกวันนี้ยังจมอยู่ในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ดีไม่ดี ตั้งยศตั้งฐานะเป็นสังฆราช เป็นสมเด็จอะไรเข้าไปอีก ทำไม ไม่นึกถึงว่าพระพุทธเจ้า ก็นับถือท่านเป็นครูบาอาจารย์ เป็นศาสดาของตนด้วยนะ แต่ทำไมถึงได้ทำย้อนแย้งกับที่พระศาสดาทำ ชัดๆก็ยังไม่รู้เลย ยังไม่รู้ตัวเลย ยังจมอยู่กับลาภยศสรรเสริญ สุข ยิ่งเรื่องสุขนี้เป็นสุดยอด อันนี้แหละโลกุตระสุดยอด พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องสุขซึ่งมันคู่กับทุกข์ ท่านก็เอาเรื่องทุกข์มาให้เรียนรู้ซึ่งมันรู้ง่ายกว่าสุข ผู้ใดมีอารยธรรม เป็นอาริยะบุคคลมีความรู้อาริยะ จะรู้ในสัจจะอันนี้รวมเรียกว่า อาริยสัจ จะรู้ในสัจจะเรื่องนี้ นี่แหละคือเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และสอนเรื่องนี้ ในพระชนม์ชีพทั้ง 45 พรรษา สอนเรื่องทุกข์ เรื่องสุข แล้วก็ดับทุกข์ดับสุขให้ได้ เดี๋ยวนี้เพี้ยนกันไปจนกระทั่งว่า ไม่รู้ว่าทุกข์สุขเป็นอันเดียวกันเป็นมายา แล้วก็ให้แสวงหาสุขกัน จนกระทั่งไปติดยึดสุขในลาภยศ ในตำแหน่งยศศักดิ์ สรรเสริญ มีความสุขในเรื่องความรู้โลกียะ ที่สร้างกันขึ้นมา เป็นความรู้สารพัด โลกจินตา ก็นึกว่าเป็นความรู้ที่สำคัญ มนุษยชาติเขารู้กัน เราจะได้เป็นปราชญ์เป็นผู้รู้ เป็นพหูสูต ไปแปลพหูสูตผิดๆว่าเป็นผู้คงแก่เรียน เรียนหัวผุหัวพัง แล้วก็ได้ความรู้มาเป็น ปัญญาชนสยาม อะไรกัน โอ้.. ฟังแล้วก็เลอะเทอะ

สิ่งสูงสุดที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คือสัมมาสัมโพธิญาณ(ท่อน 2) ในคนในโลกสามัญ จะมี ความรู้ความสามารถความฉลาดที่เขามีกันแค่ว่า จะมีชีวิตสุขสบาย เพราะมีเงินทองข้าวของกินใช้มีมาก เป็นสุขสมใจ ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่ว่าชาติไหน ศาสนาไหน ประเทศไหน เป็นความรู้สึกร่วม ที่มีเป็นสามัญปกติธรรมดาของคนทุกคน ทีนี้ ผู้ที่จะเป็นครูบาอาจารย์ ผู้ที่จะมีความรู้ความสามารถ มีความรู้ความฉลาดจนถึงขั้นเป็นศาสดาก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความฉลาดที่เหนือ กว่าคนธรรมดา จนกระทั่งคน ยกย่องให้เป็นอาจารย์ใหญ่เป็นศาสดาแต่ละลัทธิศาสนา และศาสนาทุกองค์ของเทวนิยมสอนให้คนเป็นคนดีอย่าให้เป็นคนชั่ว ผู้ที่สอนได้ สอนให้คนเป็นคนดีได้เป็นคนไม่ชั่วได้ แล้วความดีหรือความชั่วก็ตามแต่ละสังคม แต่ละกลุ่มหมู่ แต่ละประเทศสมมุติกันขึ้น อาจจะตรงกันบ้างในหมู่นั้นหมู่นี้ จนกระทั่งถึงหมู่ใหญ่ อาจจะแตกต่างกันน้อยบ้างมากบ้าง ที่สมมุติว่าเป็นความดี สมมุติว่าเป็นความไม่ดี แล้วเขาก็ประพฤติกันตามนั้น ที่จริงเขามีชีวิตกัน แสวงหาความสุขหนีทุกข์อยู่นะ แต่เขาเผลอเขาเผิน เขาไม่ระแวงว่าจริงๆแล้วเขาแสวงหาสุข ไม่ปรารถนาทุกข์ มากกว่าความดีความชั่วเหมือนกัน คนทั่วไป ทีนี้สุข สุขอะไร สุขเพราะมี ลาภ ทรัพย์ศฤงคาร เงินทอง ข้าวของ เพชรนิลจินดา มีร่ำรวยขึ้นอันดับทำเนียบ เชิดชูกันอยู่ทั่วโลกเลย ฟอร์ปรายงานทุกปี สำรวจกันทุกปี ถ้าอยู่ใน top ten มีจำนวนเท่าไหร่รายงานกันทุกปี ใครได้ขึ้นก็หน้า บาน ใครระดับตกละก็ต้องแก้ตัวให้ขึ้นไป จนตาย ก็งมงายอยู่กับสิ่งเหล่านี้ หรือแม้แต่ ตำแหน่ง ยศศักดิ์ สรรเสริญ ก็ปูนตำแหน่งยศศักดิ์กัน อย่างเกาหลีเหนือใช้ปูนบำเหน็จ ตำแหน่งยศศักดิ์เป็นเรื่องหลัก ยกย่องกัน ปรบมือ ใครได้เหรียญที เชิดชู ปรบมือกัน มันเป็นจิตวิทยา เป็นอุปาทาน เขาต้องใช้อย่างนี้เกาหลีเหนือ ประเทศชาติมนุษยชาติในโลกโลกีย์ทั่วไปเขาก็ใช้แม้แต่ประเทศไทยที่มีศาสนา พุทธโลกุตระ แล้วรู้ดีในเรื่องลาภยศสรรเสริญโลกียสุขแล้ว ไม่ได้ไยดี ขนาดนั้นคนไทยยังจมอยู่แม้แต่กระแสหลักยังต้องมียศมีศักดิ์ มีตำแหน่ง ต้องเป็นเจ้าคุณชั้นล่าง เจ้าคุณชั้นเทพ เจ้าคุณชั้นพรหม เจ้าคุณสมเด็จ จนเป็นสังฆราชเลย ไม่ได้ขว้างงูพ้นคอ คือ กบฏ ต่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าท่านเคยมีหมด แต่ท่านเข้ามาเป็นสามัญทุกอย่าง ไม่ได้มีตำแหน่งยศศักดิ์อะไรเลย มีแต่ความจริงกับความรู้ความฉลาดความจริงที่เป็น โลกุตระภูมิที่ท่านมีสัพพัญญุตญาณ แล้วสัพพัญญุตญาณของท่าน ทวนกระแสกับสิ่งเหล่านั้นเลย ปฏิโสตัง ย้อนแย้งกับสิ่งที่ทั้งคนทั้งหลายยึดถืออุปาทานแล้วอยากได้แสวงหา ทวนเลย ทวนกระแส แล้วท่านก็ประสบผลสำเร็จ แล้วที่มันสำคัญก็คือท่านเรียนรู้เรื่องจิตเจตสิกรูปนิพพาน ท่านเรียนสิ่งเหล่านี้แหละ ซึ่งมันจะต้องมีเหตุปัจจัยให้อาศัย อาศัย อาลัย อาศัย เป็นวิสัย เป็นอนุสัย พยัญชนะเหล่านี้ หยิบมาใช้สื่อสภาวธรรม เพื่ออธิบาย 651114 รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม พ่อครูพบอาจารย์หมอเขียวและทีมงานแพทย์วิถีธรรม

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน