กินอาหารโดยไม่สุขไม่ทุกข์ได้จึงจะไม่กินเนื้อบุตร.docx
เนื้อหาในไฟล์
กินอาหารโดยไม่สุขไม่ทุกข์ได้จึงจะไม่กินเนื้อบุตร อาตมาก็พูดอย่างตื้นๆว่า ไอ้วัตถุสร้างขึ้นมา ผลิตวัตถุขึ้นมาก็ตาม คุณกินอยู่ในนี้ สิ่งที่คุณได้อาศัย แต่ถ้าคุณมีอาหารกินคุณได้อาศัย คุณก็อยู่รอดแล้วใช่ไหม ชีวิต ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า อาหารเป็นหนึ่งในโลก แล้วท่านก็ไม่ได้ไปแวะว่า อาหารคือวัตถุ อุตสาหกรรม ท่านก็แวะมาบอกว่าอาหาร 4 คือมีผัสสะจาก กวฬิงการาหาร แล้วมีเจตนาจาก กวฬิงการาหาร แล้วให้รู้นามรูปที่มันจะโง่หรือฉลาด ถ้าหากฉลาดรู้กาม เวทนา ก็ลดกิเลส ลดบาป ลดติดยึดในเวทนา ลดตัณหาที่เป็นกิเลส ลดเวทนาที่ไปหลงงมงาย หมดสุขหมดทุกข์ได้ ผัสสะอย่างใดๆ ก็ไม่สุขไม่ทุกข์ได้แล้วในอาหาร กวฬิงการาหาร เป็นยอดของวิญญาณาหาร เป็นยอดของธาตุวิญญาณ แล้วมันก็โง่เป็นทาสของอาหารด้วย มากหรือน้อยแล้วแต่ เอาอาตมาเป็นตัวอย่าง อาตมาไม่อร่อย ไม่สุขไม่ทุกข์กับการกินอาหารเลย ไม่มีมานานแล้ว แต่เราก็กินไม่ปฏิเสธ เราต้องกินอาหารให้มีปริมาณพอที่จะเลี้ยงขัน มันกินไม่อร่อยก็ต้องกินเลยต้องใช้เวลานาน ถ้าคุณยิ่งอร่อยคุณยิ่งตะกละตะกลาม คุณจะกินอย่างเร็วเลย หรือไม่คุณไม่ให้มันเร็ว คุณก็ทำให้มันช้ามันอร่อยก็กินให้ช้าๆก็ไอ้มันที่ติดใจ ต้องค่อยๆหยอดๆกิน ทีละน้อยๆๆ เดี๋ยวมันจะหมด เพราะมันอร่อย มันจะต่างกัน อาตมาไม่อร่อย แต่ก็ไม่ได้รังเกียจก็กิน กินอาหารที่ควรกิน(กัปปิยะ) เขาก็ปรุงแต่งมา อาตมาเคย ปฏิบัติกินไม่ปรุงแต่งเลย ไม่ต้องทำอาหารปรุงอาหารมา กินสดเลย ก่อนกินพริกนี้มันกินได้ยาก เพราะกินทีละอย่าง กินพริกเปล่าๆ แต่ก่อนก็ยังกินได้อยู่ทนได้อยู่เป็นคนอีสานกินเผ็ดพอสมควร แต่เดี๋ยวนี้เผ็ดไม่ได้เลย นึกถึงตัวเองที่ได้บำเพ็ญมา นึกถึงตัวเองที่ได้บำเพ็ญมา แจ้งกระทั่งจิตวิญญาณมันก็เป็นธรรมดา ไม่ได้กินเพื่อเอร็ดอร่อยเพื่อรสช
อ่านต่อ
าติ รับรสยังไงมันก็เป็นอย่างนั้น มะนาวก็เปรี้ยว น้ำตาลก็หวาน ประสาทไม่ได้เสีย เพราะฉะนั้นจึงปฏิบัติด้วย ปสาทรูป โคจรูป วิสยรูป ก็เรียนรู้ได้อย่างมีภาวะ 2 ในรูป 28 หรืออุปาทายรูป 24 รูป 28 ก็ศึกษาจากตาหูจมูกลิ้นกายเป็นของจริง ซึ่งไปหลับตาปฏิบัติไม่มีของจริง ถ้าคุณจะกินทุเรียนเนื้อทุเรียน แล้วคุณกินทั้งเปลือกทั้งหนามเลยไม่เอาเปลือกออกเลย คุณกินได้ก็เก่ง แต่มันกินไม่ได้หรอก เปรียบเทียบให้เห็นชัดๆ ไปนั่งหลับตามันเป็นโมฆะ ไม่ได้ปฏิบัติทีละชั้น กามาวจรก็ไม่ผ่าน แล้วไปหลับตา รูปาจร อรูปาจวร มันเป็นสัมภเวสี คุณยังติดในรส คุณยังไม่ได้เริ่มต้นปอกเปลือกเลย แล้วคุณจะกินกระพี้ต่อจากเปลือก คุณเอากามออกก่อน แล้วจะกินเนื้อรูปาวจร อรูปาวจรได้ มันต้องเอาออกก่อนจริงๆถึงจะกินได้ ถ้าคุณไม่ได้ทำ กามในกามาวจรให้เรียบร้อยก่อน คุณทำรูปาวจร อรูปาวจร มันก็เป็นเรื่องตลกทั้งนั้น เป็นเรื่องโกหกตัวเอง มันไม่ใช่ของจริง ไม่เป็นทิฏฐกาล ผู้ที่บรรลุกามาวจร หมดกามตัณหาแล้วตั้งแต่กามาวจรคุณก็ไม่ได้หลับตา ก็ยังสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย แต่กิเลสรูปาวจรจิตอรูปาวจรมันขึ้นมา คุณก็ลดอันนี้สิ มันเป็นลำดับขั้นตอนอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นผู้ที่ทำไม่ถูกตามขั้นตอนอย่างน่าอัศจรรย์ ผิดหมด ชัดเจนขึ้นไหม น่าสงสาร อาตมาจึงตำหนิแล้วตำหนิอีก เพราะอาตมาสงสาร เห็นใจที่เขาอยากมาปฏิบัติธรรมเพื่อไปนิพพาน แต่มันเป็นโมฆะ มันน่าเสียดาย คนมาปฏิบัติก็เยอะแยะเลย คนที่มาปฏิบัติมันมีจำนวนน้อยอยู่แล้ว ก็อยากให้มาเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิ จะว่าเป็นความอยาก ก็คืออยากช่วย แต่มันน่าเสียดายที่เขาเองถูกเถรสมาคม บาปกินหัว มาว่าอาตมาเขาก็ต้องเชื่อเถรสมาคม _สู่แดนธรรม... ผมนึกถึงที่อาจารย์ผมเคยสอน อุปมาที่พ่อท่านว่า กินทุเรียนโดยไม่ปลอกเปลือก พระอาจารย์ของผมก็เคยอุปมาอย่างนั้น เหมือนท่านได้กินเนื้อในทุเรียน ทำอวิชชาภายในได้ เดี๋ยวเปลือกทุเรียนก็หายไป ท่านเข้าใจอย่างนี้ อวิชชาดับ กามภายนอกก็ไม่มีฤทธิ์ ท่านก็เลย ต้องดับอวิชชาในภพ ข้างนอกไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญ พ่อครูว่า... ก็มันมีเหตุผลของเขาอ้างแล้วก็ความเข้าใจขัดแย้งกันก็ต่างกัน ในข้อเปรียบเทียบ กวฬิงการาหาร ที่ ผู้หญิงผู้ชายกินเนื้อลูกมันก็สุดยอด ทั้งอารมณ์ความรักผูกพันต่อลูก มันทั้งโง่ ทั้งซื่อ ทั้งเห็นแก่ตัว ถ้าคนโง่ โดยไม่ล้างกามก่อนอื่น เท่ากับผัวเมียคู่ที่มีลูกแบบนี้ งมงายไปตลอดการตายแล้วเกิดอีกก็จะโง่อย่างนี้ซ้ำซ้อนอีก อาตมาพูดอย่างนี้แล้ว อาตมาอธิบายละเอียดตลอดเวลา จะเห็นซับซ้อนเลยไหมว่า การไม่กินเนื้อสัตว์นี้ อย่าว่าแต่กินเนื้อลูกเลย เนื้อสัตว์เราก็ยังไม่กิน คนเราพืชพันธุ์ธัญญาหารกินแล้วไม่เห็นเป็นไร แม้แต่ในวงการแพทย์ก็รู้แล้วว่าเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคภัย _สู่แดนธรรม... เขาก็อ้างว่า ในสาระพระสูตรให้สังวรรสชาติ ว่า แม้จะกินเนื้อสัตว์ก็บอกว่า ให้เหมือนกับกินเนื้อลูกอย่ากินด้วยความเอร็ดอร่อยนะ อย่าไปกินแบบมัวเมา อย่าไปกินเพื่อประดับตกแต่ง พ่อครูว่า... ก็ตีความไป คิดได้แบบนั้น สักแต่ว่ากินนะ โอ้ ไปได้เหมือนกัน แต่นี่ พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ตรัสเรื่อง กวฬิงการาหาร อย่างเดียวมันสัมพันธ์กับ ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ชื่อปุตตมังสสูตร แต่ในการกิน กวฬิงการาหาร มันมี ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ท่านจบที่วิญญาณ ถ้าคุณไม่รู้เจตสิก รูปนาม หากปล่อยให้เกิดตัณหากิเลส วิญญาณคุณก็ไม่ได้เรียนรู้ ไม่แยกนามแยกรูป เพราะฉะนั้นคุณทำไม่สำเร็จหรอก อาตมาอธิยายรูป 28 หรืออุปาทายรูป 24 มันละเอียดจริง ถ้าเข้าใจแล้วมันจริงที่สุดแล้ว มันจะเป็นตามนั้น ตั้งแต่ ประสาทสัมผัสกับรสอาหาร ท่านจึงเอา กวฬิงการาหาร มาใช้เป็นการศึกษา ปสาทรูป วิสยรูป โคจรรูป มันก็จะเกิดภาว 2 คือ ภาวะเอก กับภาวะสอง ภาวะเอกคือ ความเป็นจริงตามความเป็นจริง ภาวะรองคือกิเลสประกอบอยู่ เช่น มีเวทนาเก๊ กับเวทนาแท้ เราก็ต้องเอาเวทนาเก๊ออก ให้รู้จัก หทยรูป หทยรูปอยู่ที่การสัมผัสสัมผัสทางตาเกิดเป็นที่ตั้งอยู่ที่ตา จมูกได้กลิ่น แหม ปลากุเลาย่างกลิ่นมา หทยรูป คุณจะได้กลิ่น คุณจะกินมันก็เกิดตรงนั้นเลย เอามาแตะที่ลิ้นหทยรูป ก็เกิดที่ลิ้นรับรส ที่หทยรูป มันก็มีชีวะ ก็เกิดที่ลิ้นที่รับรส มันมีตัวผีหลอกตัวมายา คุณก็ต้องรู้ชีวะแยกชีวิตินทรีย์ของมัน ฆ่าชีวิตที่เป็นกิเลส ที่มันสัมผัสความเป็นจริงนี้ คุณทำทั้งเมื่อกระทบภายนอก มี กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ทำที่จิคให้มันจบหมดด้วย วิการรูป 3 ให้มันเป็น ลหุตา มุทุตา จิตหมดกิเลสให้เป็นจิต อุเบกขา มุทุภูตธาตุ จึงจะมีกัมมัญญา กรรมต่างๆ ถึงไม่เป็นบาปเป็นอกุศล เป็นกรรมที่ มีคุณค่ามีอานิสงส์เจริญ จิตก็ยิ่งประภัสสร ในอุเบกขา 5 พร้อมหมดเลย ใน วิการรูป ก็สมบูรณ์แบบ ลักขณรูป สิ่งที่มีอยู่ในตัวตลอด ก็เป็นจิตที่พร้อมจะกำเนิด พร้อมจะเสื่อม อุปจยะ ชรตา โดยคุณผู้ที่มีสันติ จะให้มันต่อหรือเสื่อม คุณทำให้มันจบสะอาด ไม่เป็นความเสื่อมในเรื่องปรมัตถ์ ที่จะต้องมีกิเลสปน หมดสะอาดแล้ว แต่ความเสื่อมของรูป ดิน น้ำ ไฟ ลม ของสังขารเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลายสังขารต้องมีความเสื่อมเป็นธรรมดา ชรตา จบด้วยอนิจจตาเป็นปลายเปิด คุณ เป็นพระอรหันต์แล้วจะกลับมาเกิดอีกก็ได้ แต่มีภาวะแทรกซ้อนไปตามลำดับ เป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์จนไปเป็นพระพุทธเจ้า 651116 เป็นคนจนสุดประเสริฐได้เพราะรู้แจ้งในอาหาร 4 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ