เป็นคนจนสุดประเสริฐได้เพราะรู้แจ้งในอาหาร 4.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

เป็นคนจนสุดประเสริฐได้เพราะรู้แจ้งในอาหาร 4 ผู้ที่เรียนธรรมะพระพุทธเจ้าไม่รู้เรื่องกาม ไม่รู้เรื่องภพ ไม่รู้เรื่องจิตวิญญาณ พระพุทธเจ้า มาสอนไว้ในเรื่องอาหาร ปุตตมังสสูตร ซึ่งมีอาหาร 4 อย่าง อาหารแปลว่า เครื่องอาศัย ในชีวิตคนหากไม่รู้จัก เครื่องอาศัยของชีวิต มันก็ไม่ได้อะไร พระพุทธเจ้าสรุปมาให้ปฏิบัติให้เรียนรู้ ตั้งแต่อาหารข้อที่ 1 ที่มันจะเกิดกิเลสสำคัญมากคือ อาหารการกินคำข้าว กวฬิงการาหาร สำคัญที่สุด เพราะมันจะมีอาหารที่ 2 3 และ 4 ในการกินนี่แหละ หรือการเคี้ยวในผัสสะ 5 ผัสสะ 6 ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะบางอย่างไม่กินเอาใส่ไว้แล้วเคี้ยว ทางลิ้นก็ได้รับภายใน อย่างกินหมากพลูเป็นสิ่งเสพติด หรือกินหมากฝรั่งก็แล้วแต่ หรือจะกินอะไรอีกบ้าง ลองฟังดู อาหาร 4 ล. 16 3. ปุตตมังสสูตร [240] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่าง เพื่อความดำรงอยู่ของสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิดอาหาร 4 อย่างนั้นคือ 1. กวฬิงการาหาร หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง 2. ผัสสาหาร 3. มโนสัญเจตนาหาร 4. วิญญาณาหาร ภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่างเหล่านี้แล เพื่อดำรงอยู่แห่งสัตว์โลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ พ่อครูว่า... คนที่มีหลักประกันแล้วอย่างพระอรหันต์ โพธิสัตว์ ก็ไม่ทำบาปอีกเลย ที่ทำแล้วก็เป็นวิบาก เหลื อวิบากเก่าเท่านั้นเองที่มันจะออกฤทธิ์ วิบากใหม่ไม่มี การรวยมากๆ ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนเจริญนะ ทุกข์หนักกว่าคนไม่รวยอีก เหมือนอย่างในหลวงเราตรัส เราก็รวย ตามฐานะเราก็ไม่ได้จนอะไร มาเป็นคนจน แต่เ

อ่านต่อ

ราก็รวย คือท่านตรัสภาษาไม่มากเท่าอาตมา เรื่องกินตัดทิ้งไม่ได้ เรื่องอื่น เรื่องเงินทองข้าวของทรัพย์สมบัติ ตัดทิ้งได้ เรื่องตำแหน่งยศตัดทิ้งได้ เรื่องสรรเสริญก็ตัดทิ้งได้เรื่องความสุขก็ตัดทิ้งได้

[241] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กวฬิงการาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร ภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า ภรรยาสามี 2 คน ถือเอาเสบียงเดินทางเล็กน้อย พ่อครูว่า...เขาเดินทางที่จริงเขาจะไปนิพพาน

แล้วออกเดินไปสู่ทางกันดาร เขาทั้งสองมีบุตรน้อยๆ น่ารักน่าพอใจอยู่คนหนึ่ง เมื่อขณะทั้งสองคนกำลังเดินไปในทางกันดารอยู่ เสบียงเดินทางที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนั้นได้หมดสิ้นไป แต่ทางกันดารนั้นยังเหลืออยู่ เขาทั้งสองยังข้ามพ้นไปไม่ได้ครั้งนั้น เขาทั้งสองคนคิดตกลงกันอย่างนี้ว่า เสบียงเดินทางของเราทั้งสองอันใดแลมีอยู่เล็กน้อย เสบียงเดินทางอันนั้นก็ได้หมดสิ้นไปแล้ว แต่ทางกันดารนี้ยังเหลืออยู่ เรายังข้ามพ้นไปไม่ได้ อย่ากระนั้นเลย เราสองคนมาช่วยกันฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียว ผู้น่ารัก น่าพอใจคนนี้เสีย พ่อครูว่า...คิดได้อย่างไรพวกคุณลองคิดดูสิ ถ้าหากมันหมดเสบียงจริงๆจะคิดค่าลูกไหมเอาลูกไปด้วย อย่างไรก็ต้องอดอยากตายด้วยกันหมดหรือ หรือไม่ก็ต้องหาจิ้งหรีดจับมดแมงกิน หรือไม่ก็กินผักกินพืช เก็บผักข้างทาง เหมือนนายป๊ะเว ขับรถแล้วก็จอดข้างทางเก็บกระถินกิน สมณะฟ้าไท... พ่อแม่จะยอมเสียสละเนื้อตัวเองให้ลูกกินได้ พ่อครูว่า... มันน่าจะเป็นอย่างนั้นด้วย อุทาหรณ์ของพระพุทธเจ้าได้คิด รักก็รัก แต่มันเห็นแก่ตัวเอง มันก็ต้องกินเพื่อชีวิต ต้องเลี้ยงชีวิตต่อไป แต่ก็ต้องกินลูกน้อยแสดงถึง 1. อำมหิตมาก 2.โง่หนักมาก 3.รักตัวเองจัด อุทาหรณ์ของพระเจ้านี้สุดยอด ทำให้เป็นเนื้อเค็มและเนื้อย่าง พ่อครูว่า...อ่านไปพวกคุณรู้สึกอย่างไร อาตมาว่า พ่อแม่คู่นี้น่าจะฆ่าตัวตายให้ลูกกิน เมื่อได้บริโภคเนื้อบุตร จะได้พากันเดินข้ามพ้นทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น ถ้าไม่เช่นนั้นเราทั้งสามคนต้องพากันพินาศหมดแน่ ครั้งนั้น ภรรยาสามีทั้งสองคนนั้น ก็ฆ่าบุตรน้อยๆ คนเดียวผู้น่ารัก น่าพอใจนั้นเสีย ทำให้เป็นเนื้อเค็ม และเนื้อย่าง เมื่อบริโภคเนื้อบุตรเสร็จ ก็พากันเดินข้ามทางกันดารที่ยังเหลืออยู่นั้น เขาทั้งสองคนรับประทานเนื้อบุตรพลาง ค่อนอกพลางรำพันว่า ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย ลูกชายน้อยๆ คนเดียวของฉันไปไหนเสีย พ่อครูว่า...แสดงว่ามันโง่เลอะเทอะ ดังนี้ เธอทั้งหลายจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นอย่างไร คือว่าเขาได้บริโภคเนื้อบุตรที่เป็นอาหารเพื่อความคะนองหรือเพื่อความมัวเมา หรือเพื่อความตบแต่ง หรือเพื่อความประดับประดาร่างกายใช่ไหม ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า หามิได้ พระเจ้าข้า จึงตรัสต่อไปว่า ถ้าเช่นนั้น เขาพากันรับประทานเนื้อบุตรเป็นอาหารเพียงเพื่อข้ามพ้นทางกันดารใช่ไหม ใช่ พระเจ้าข้า พระองค์จึงตรัสว่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า บุคคลควรเห็นกวฬิงการาหารว่า [เปรียบด้วยเนื้อบุตร] ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้กวฬิงการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณเมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ความยินดีซึ่งเกิดแต่เบญจกามคุณได้แล้ว สังโยชน์อันเป็นเครื่องชักนำอริยสาวกให้มาสู่โลกนี้อีกก็ไม่มี ฯ พ่อครูว่า...หมายความว่าศึกษาปฏิบัติจนหลุดพ้นและก็ไม่มี กามคุณ 5 ก็ไม่มี เป็นผู้บรรลุธรรม โดยอาศัยอันนี้แหละเป็นเครื่องศึกษา ท่านไม่ได้ให้หนีท่านไม่ได้ให้หนี แต่ไม่ได้ให้กินเนื้อบุตร ไม่ได้มากินเนื้อบุตร หรือจริงๆผู้รู้อย่างพวกเราไม่กินแต่เนื้อสัตว์เนื้อบูดใดๆ อย่าว่าแต่เนื้อหมดเลย เนื้อธรรมดาเนื้อสัตว์ใดๆเราก็ไม่กิน คนไม่กินเนื้อสัตว์เป็นคนเจริญ มีปัญญา มีความเข้าใจ เข้าใจเรื่องกรรมวิบาก เข้าใจเรื่องกามคุณ มีปัญญาหรือว่า ถ้าเราไม่กินเนื้อสัตว์เราก็ไม่มีวิบากกับสัตว์ได้เลย ส่วนที่โง่ไปแล้วก็แล้วไป แต่กรรมใหม่เราจะไปสร้างวิบากใหม่อีกทำไม เพราะฉะนั้นเราก็กินแต่พืช ปลอดภัยไหม แต่ก่อนเรามีอวิชชาเราไม่รู้ก็แล้วไป ไปกินเนื้อสัตว์มาแล้ว มันมีวิบาก เพราะสัตว์ทุกตัวมันไม่เคยเห็นว่า ฆ่าฉันไปกินแล้วจะไม่ผูกพยาบาท มีไหมล่ะ มันก็รักชีวิตของมัน เมื่อมันถูกฆ่ามันก็ผูกพยาบาททั้งนั้นแหละ 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อกปฺปิเยน อสฺสาเทติ อิมินา ปญฺจเมน ฐาเนน พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 เนื้อสัตว์มิใช่อาหารของภิกษุ หากท่านมาบวชแล้วยังไม่รู้แค่เรื่องไม่กินเนื้อสัตว์จะไปหานิพพานได้ไหม ไม่ได้ ไม่ใช่ใส่ความหาเรื่องนะ อินเดียเขาเข้าใจ แต่เมืองไทยมันเสื่อมมากแล้วในศาสนาพุทธ แค่เรื่องเนื้อสัตว์ แล้วหาว่าพวกนี้พระเทวทัต ก็ขนาดพระเทวทัตโง่ก็ยังรู้เลยอยากให้ออกวินัยให้พระภิกษุไม่ฉันเนื้อสัตว์เลย เขาก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นวัวควายมันกินพืชผักอย่างเดียวมันก็ไปนิพพานหมดสิ พวกนี้ฉลาดหาเรื่องมาด่าเรา ฉลาดเก่งจริงๆ _สู่แดนธรรม... นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ ที่อ้างว่า ถ้าช้างม้าวัวควายกินพืชผักมันก็ไปนิพพานได้สิ ผมก็เถียงในใจว่า …. เรื่องความจน ผมได้ซาบซึ้งว่า ความจนที่พ่อท่านสอนว่าเป็นอุตริมนุสธรรม เพราะมีแต่คนที่เข้าถึงธรรมะอย่างพวกชาวอโศกถึงจะได้ความจนอันนี้ได้อย่างไม่ยาก ไม่ลำบาก แต่ถ้าคนอื่นที่เขาไม่รู้ว่าความจนนี้เป็นสิ่งที่น่าได้ก็จะยากลำบาก พ่อครูว่า... คือ ผู้มีปัญญาที่เป็นโลกุตระแล้ว จะไม่กลัวเลยความเป็นคนจน พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่มีปัญญาแล้ว ท่านทิ้งความรวยหมดเลย แล้วมาเป็นคนจนยิ่งกว่าคนจนด้วย อย่างพวกเรา จนยิ่งกว่าชาวบ้านเขา เพราะเราไม่สะสมเหมือนกับชาวบ้าน จริง บางคนอาจจะเล็กๆน้อยๆบ้างแต่จิตของพวกคุณนี้ เข้าใจแล้ว คุณอยู่ในนี้เป็นสาธารณโภคีไม่เดือดร้อน แต่ชาวบ้านไม่ได้ เขาไม่มีความคิดที่จะเป็นคนวรรณะ 9 ถึงขั้นมักน้อยใจพอ เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) เขายังจิตไม่ถึงขนาดนั้น ทีนี้ความจนมันเป็นโลกุตระ แล้วก็เป็นเรื่องของอริยะบุคคลจริงๆเป็นความฉลาดความเจริญ รู้ว่าความจนเป็นความดี ความจนเป็นความประเสริฐเพราะอะไร เอาง่ายๆ เช่น เราเองเป็นคนจน ปล่อยให้คนอื่นเขารวยไป มันก็เกิดการไม่แย่งกัน แล้ว ในเบื้องต้นง่ายๆ ทรัพย์ศฤงคารหรือข้าวของเงินทองของกินของใช้อะไรก็แล้วแต่ ในโลก มันก็มีเท่าที่มันมี ถ้าเราไม่ไปแย่งชิง เอาแค่เราขยันหมั่นเพียรทำมาหากิน และก็กินก็ใช้ในสิ่งที่เรามีเหลือ เราก็รอดตัวแล้ว ไม่เป็นหนี้ไม่เป็นบาปเป็นบุญกับใครแล้ว เรามีแรงงาน การกระทำงานไม่เป็นภาระใคร ไม่ทวงบุญคุณใคร นอกจากจำนนว่าเรา จะป่วย เจ็บ พิการ ทำไม่ไหวก็แล้วไป แต่ถ้าแข็งแรง ก็ไม่ต้องขี้เกียจ ก็สร้างสรรค์ เราก็กินใช้อยู่ที่นี่แล้วก็ยังเหลือเฟือ เราก็ขวนขวายเป็นประโยชน์กุศลเพิ่มเติม แล้วเราก็ให้ เผื่อแผ่กันกิน สังคมคนจนที่ขยัน ไม่สะสม มี สาธารณโภคีด้วย ไม่อดตายหรอก อย่างพวกเรานี้พิสูจน์ เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ ตามโลกเขา แต่มหาวิทยาลัยใดๆก็คิดไม่ออก มหาวิทยาลัยในโลกนี้คิดไม่ออกสักมหาวิทยาลัย แม้แต่มหาวิทยาลัยจุฬา มหาลัยมกุฎ ไม่ต้องพูดถึงมหาวิทยาลัยเทวนิยมเลย มีในหลวงเราตรัสให้มาเอาแบบคนจน มี รมต.เกาหลีฟังแล้วก็หูหัก บริหารแบบคนจนจะอยู่ได้อย่างไร เขาก็คิด เศรษฐศาสตร์แบบเล่นๆ สมมุติสัจจะง่ายๆ 2.ปรมัตถ์ พวกเราไม่จนแต่มีน้อยๆอย่างนี้ทำได้ไหม จะไม่จน..(พวกเราตอบ)ได้.. พวกเราทำได้ เพราะฉะนั้นเราสมัครจน ตั้งใจจน พอใจจะจน นี่เป็นเรื่องปัญญา เป็นเรื่องความรู้ถึงขั้นปรมัตถ์ ถึงขั้นไปหาจิตวิญญาณ หมดความอยากสิ้นความเสพ ไปหานิพพาน พวกเรามีปัญญารู้อันนี้ จึงมาทำความจนไม่ใช่งมงาย ไม่ใช่จนอย่างจำนน อย่างพวกเชน ไม่เอาอะไรเลย หรือนักปฏิบัติที่เข้าใจ ว่า การสะสมทรัพย์สฤงคารไม่ถูก ก็กด ก็ข่ม ก็ทิ้งมา ไม่เอาทำเป็นลืมสนิท อย่างพระธุดงค์ไมรับเงินเป็นต้น ทำจนไม่สะสม พอตอนหลังก็ร่ำรวย ตอนแรกก็เอาไปบริจาค ตอนหลังๆก็เงียบแล้ว คนมาบริจาคมากก็เก็บใส่พกใส่ห่อ อาตมารู้ท้นอยู่นะ มาสรุปเข้าเรื่องเศรษฐกิจของ พระพุทธเจ้า หรืออย่างในหลวงเราตรัส มาเอาแบบคนจน เราไม่ใช่คนจนที่เป็นภาระรัฐบาล เราไม่ใช่คนจนที่เป็นภาระสังคม แต่กลับเป็นคนจนที่ช่วยรัฐบาล เป็นคนจนที่เอื้อเฟื้อเจือจานช่วยเหลือสังคม ถูกไหม จริงไหม ไม่ได้พูดปากเปล่า ที่อาตมาพูดได้อย่างสง่าผ่าเผยชัดเจน เพราะพวกเราได้ศึกษาและได้ทำ มีปรากฏการณ์จริงขึ้นมาแล้ว ไม่ใช่วันเดียวด้วย เรามีตลาดอาริยะมาหลายปีหรือมีการแจกต่างๆ 40 กว่าปีมาแล้ว ซึ่งเราทำด้วยปัญญาด้วยความฉลาด ด้วยความรู้ความเข้าใจจริงๆ ไม่ได้ทำอย่างมงาย ไม่ได้ทำเท่ๆ ไม่ได้ทำเพื่อภพชาติ แต่เป็นอานิสงส์โลกุตระอย่างแท้จริง เรียกว่าทานนี้มีผลมีอานิสงส์เป็นโลกุตระที่แท้จริง ด้วยปัญญาอันยิ่ง เพราะฉะนั้นอันนี้แหละเมื่อจิตถึง การปฏิบัติถึง พฤติกรรมที่เกิดจากชาวอโศก จึงเป็นตัวอย่างของนักเศรษฐศาสตร์ ทำเศรษฐกิจสุดยอดของโลก เป็นนักเศรษฐกิจ สุดยอดของโลก _สู่แดนธรรม... เป็นตัวอย่างที่เขายังไม่มีดวงตาเห็น พ่อครูว่า... ใช่ เขาเห็นอยู่ โดยเฉพาะในเมืองไทยเขาเห็นอยู่ว่าอโศกเราทำอย่างนี้ ทำแล้วโฆษณาโคมๆด้วย คนนั้นคนนี้ก็พูด ฆราวาสก็ยังพูดกันเลย สมณะฟ้าไท... เราไม่ได้เผยแพร่ธรรมดา เราเผยแพร่ไปทั่วโลกเลย พ่อครูว่า... คุยเขาก็หาว่าอวด ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าอวดด้วยซ้ำไป อย่างขี้กะโล้โท้ อวดร่ำรวยเขาไม่อวดกันหรือ อวดยังกับอะไรดี เขาอวดความรวยได้ เรามาอวดความจน จะทำไม เขาเท่ของเขา เราก็เท่ของเรา ที่จริงเราก็ไม่ได้อยากอวดอะไรหรอก เราพูดถึงสัจธรรมว่า ทำอย่างนี้ดี มันเป็นความฉลาด เป็นปัญญาที่แท้จริง เราพูดถึงสัจธรรมว่า ทำอย่างนี้ดี มันเป็นความฉลาด เป็นปัญญาที่แท้จริง _สู่แดนธรรม... พ่อท่านพยายามพูดยกย่องความจนเป็นความประเสริฐ แสดงว่าพ่อท่านต้องมั่นใจมากว่าจะเกิดเป็นความจริงขึ้นมาได้ มากขึ้นไหมครับ พ่อครูว่า... เป็นมันจะมีการก้าวหน้า มีอัตราก้าวหน้าในความเจริญขึ้นๆ เพราะพวกเราก็ทำมาแล้ว พวกเราไม่เลิกทำแน่นอน เพราะทำแล้วเที่ยงแท้ตลอดไปอยู่แล้ว 651116 เป็นคนจนสุดประเสริฐได้เพราะรู้แจ้งในอาหาร 4 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน