คนเกิดมาหากไม่ได้โลกุตระ เท่ากับชิงหมาเกิด.docx
เนื้อหาในไฟล์
คนเกิดมาหากไม่ได้โลกุตระ เท่ากับชิงหมาเกิด พ่อครูว่า... เมื่อกี้นี้อธิบายว่าต้องไม่เสียชาติเกิด คนที่เกิดมาแล้วเสียชาติเกิด อาตมาเคยอธิบายใช้สำนวนหนัก ใครจำได้ไหมเอ่ย คนเกิดมาชาติหนึ่งแล้วเสียชาติเกิดนี้เท่ากับ ... แต่ก่อนนี้อาตมาใช้ศัพท์หนัก คือ คนที่เกิดมาในชาติหนึ่งไม่ได้โลกุตรธรรม เท่ากับชิงหมาเกิด อาตมาใช้สำนวนถึงขนาดนั้น เกิดมาชาติหนึ่งไม่ได้โลกุตรธรรม เท่ากับเกิดมาชีวิตนี้ ให้หมาตัวใดตัวหนึ่งมาเกิดดีกว่า ให้หมาตัวนั้นมาเกิดแทน ก็น่าจะพอมีภูมิพอฟังรู้เรื่องว่าสิ่งนี้น่าได้น่ามีน่าเป็นน่าเอา แต่นี่ไม่เอาแล้วแถมทำลาย มาตีทิ้งของที่น่าได้นี้ด้วย โลกุตรธรรม ไม่ได้แล้วยังทำลายอีกนี้ มันเป็นอย่างไรคนนี้ มันหนักกว่าหมาเกิด น่าจะให้หมาตัวใดตัวหนึ่งมาเกิดแทนดีกว่า ผู้ที่ยังเข้าใจสัจธรรมอันนี้ไม่ได้ เข้าใจว่าสิ่งใดที่ควรได้เกิดมาชาติหนึ่งควรได้อะไร จึงเป็นเรื่องที่โอ้โห สุดยอดจริงๆ และก็เป็นเรื่องที่ควรจะต้องเข้าใจก่อนอื่นด้วยใช่ไหม เพราะว่าไหนๆ เราก็เกิดมาเป็นคนแล้วนี่ โดยเฉพาะมาพบพระพุทธศาสนา มาพบกลุ่มหมู่ชาวอโศก ถ้าไม่ได้อะไรไปนี่ ตายๆๆๆๆ มันจะเสียชาติเกิดขนาดไหน เพราะฉะนั้น คนที่เกิดมาแล้ว สิ่งที่ควรได้คือ “โลกุตรธรรม” ถ้าคุณไม่ได้โลกุตรธรรม คุณก็มี “โลกียธรรม” อย่างดีที่สุดของโลกียธรรม ก็คือ ได้ความดีและสร้างสะสมความดี ศาสนาพุทธก็ไม่ได้ปฏิเสธมุมนี้ ประเด็นนี้ ก็ทำความดีตามสมมุติโลก ก็ทำด้วย ทำให้ได้ ก็ทำความดีตามสมมุติโลกก็ทำด้วย ทำให้ได้ ทำอย่างแน่นอนมั่นคง เพราะพระพุทธเจ้ามีหลักประกันว่า เกิดมากี่ชาติก็ไม่ทำชั่วอีกเลย ทำดีในทุกกรรม สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปกำลังสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) โอวาทปาติโมกข์
อ่านต่อ
3 ของพระพุทธเจ้า พวกเธอทั้งหลายจบกิจ ไม่ทำชั่วอีกแล้ว ทำแต่ดี และทำจิตให้สะอาดจากกิเลสด้วย มีทั้งโลกียะและโลกุตระ เพราะฉะนั้นทำแต่ดี ไม่ทำชั่วคือโลกียะเท่านั้น ส่วนทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ อุเบกขา คือ ให้จิตปราศจากกิเลส ล้างกิเลสจากจิต จนสะอาดเรียกว่า ปริสุทธา บริสุทธิ์เป็นอุเบกขาข้อที่ 1 จิตปราศจากกิเลสอาสวะสิ้นแล้ว เพื่อความแน่ใจอีก ก็ทำให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นเรียกว่า ปริโยทาตา ทำให้มากยิ่งขึ้นๆ แล้วก็สั่งสมลงในจิต มุทุภูตธาตุ มุทุภูเต สั่งสมในจิต ทั้ง Static และ Dynamic ทั้งบวกและลบ ทั้งรูปและนามอยู่ใน มุทุ แล้วก็เอามาทำงาน เอามาใช้จากต้นทุน ต้นสมรรถนะ ต้นความรู้ความสามารถ ต้นความกรุณาปรานีอะไรก็อยู่ในนี้หมดแล้วเอามาทำ กัมมัญญา เอามาทำการงานอันควรที่เหมาะสมที่จะทำกับมนุษยชาติ ทำไป จะทำงานอย่างไรก็แล้วแต่ทั้ง ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จิตยิ่งผ่องแผ้ว จิตยิ่งผ่องใส จิตยิ่งประภัสสร ยิ่งขึ้นยิ่งขึ้นๆๆ ไม่ได้ลดลงเลย มีแต่ก้าวหน้าเรื่อยไป นี่คือคุณสมบัติ 5 ของอุเบกขา เพราะฉะนั้น คนจะเข้าใจเรื่องอุเบกขาได้อย่างชัดเจน อาตมาอธิบายอ้างอิงหลักฐานจากคำตรัสของพระพุทธเจ้าเลยนะ ไม่ได้พูดเอาเองทีเดียว อ้างอิงพระสูตรด้วย อาตมาจำไม่ได้เล่มไหน _สู่แดนธรรม... ใน(ธาตุวิภังคสูตร พตปฎ. เล่ม ๑๔ ข้อ ๖๙๐) พ่อครูว่า... ที่นี่ก็ขยายความ ควรจะได้อะไร ก็คือโลกุตระ ชีวิตนี้ถ้าคุณไม่ได้โลกุตระธรรม คุณก็จะจมอยู่ในโลกียะ แล้วในโลกียะ ถ้าคุณไม่พากเพียรมากๆจนกระทั่งสะสมสิ่งที่เรียกว่า กุศลหรือคุณงามความดี ให้ได้มากๆจนแข็งแรง ไม่ตกต่ำ อวินิปาตธรรม เลื่อนไปจนกระทั้งสูงสุด คุณได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งของเทวนิยม ศาสดานี้ยิ่งใหญ่นะ ยิ่งใหญ่กว่าประธานาธิบดี จะว่าไปแล้วยิ่งใหญ่กว่ากษัตริย์อีก กษัตริย์ต้องไหว้เคารพศาสดา เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องมนุษย์ควรได้ เป็นศาสดาได้ก็ทางเทวนิยมเขาก็ต้องทำ แต่ของพระพุทธเจ้านั้น รู้เรื่องของเทวนิยมด้วย แล้วก็สะสมดี ตามที่เทวนิยมเขานิยม เราก็นิยมด้วย แล้วเราก็ทำด้วย ทำได้เท่าเทียมกันหรือจะว่าไปแล้วยิ่งกว่าก็ยังได้ เพราะมันซ้อนลึก ซ้อนลึก ไปเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ได้พิเศษ คือ โลกุตรธรรม มันเป็นหลักประกัน โลกุตรธรรมนี้เป็นหลักประกัน หลักประกันอะไร หลักประกันการเกิด-การตาย หลักประกันการเวียนวน หลักประกันการไม่งมงายกับสุข-ทุกข์ 3 ประเด็น _สู่แดนธรรม... ผม จะเพิ่มข้อที่ 4 ด้วยว่าพ้นภัย พ่อครูว่า... อยู่เหนือการเกิดการตาย จะตายก็ได้ จะเกิดก็ได้ ที่สุดตายอย่างสูญเลยก็ได้ หรือ จะอยู่นิรันดรแบบพระอวโลกิเตศวรก็ได้ ก็มีตัวอย่างยืนยันหลักฐานตำนานยืนยัน เหมือนอย่างเจ้าแม่กวนอิม ก็เป็นปางหนึ่งของพระอวโลกิเตศวร เป็นเรื่องขยายความ ขยายผลออกไปอีกเยอะ เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาโลกุตรธรรม จะรู้โลกียะกับโลกุตระ อันนี้จะเป็นหลักใหญ่ จะรู้โลกียะกับโลกุตระ เพราะฉะนั้นผู้รู้ ที่เป็นอรหันต์ขึ้นไป จึงเป็นผู้ที่รู้โลกียะดี โดยเฉพาะความเป็นโลกียะของตน เลิกเลย แล้วอยู่เหนือโลกียะนี้หมดจบ เป็นโลกุตระสมบูรณ์แบบ จึงได้ชื่อว่าเป็น อรหันต์ เป็นอมตะบุคคล แล้วก็ ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรได้ หลักประกันที่ได้แล้วเป็นโลกุตระบุคคล สำเร็จจนเป็นอรหันต์แล้วเสร็จ คุณจะเป็นอมตะบุคคล คุณจะเกิดแล้วเกิดอีก ตายแล้วตายอีก เกิดแล้วเกิดอีก ไปเป็นล้านๆชาติ ก็เป็นหลักประกันว่า คนผู้นี้ไม่ทำชั่วอีก ทำแต่กุศลและจิตก็ไม่มีกิเลสเพิ่ม ตั้งแต่โสดาบัน มีแต่กิเลสจะลดลงๆ จนกระทั่งเป็นอรหันต์ จบแล้วต่อไปกิเลสไม่มีเพิ่มเลย ไม่มีกิเลสเกิดอีกแล้ว อรหันต์เป็นหลักประกันว่า เกิดอีกก็ไม่มีกิเลส แต่มันจะมีลิงลมอมข้าวพอง ดูเหมือนจะเป็นโลกๆ ดูเหมือนไปทำแบบโลกๆ ไปมีลาภไปมียศ ไปมีสรรเสริญ ไปมีสุข ไปมีกามารมณ์ ไปมีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่โลกเขานิยมบ้าง แต่ที่แท้แล้ว ท่านไม่ได้ไปติดไปยึด แต่มันเป็นไปตามโลกเขานำพาหรืออนุโลม ปฏิโลม ไปกับโลกเขาบ้าง ถ้าไม่เช่นนั้น เราก็ไม่มีสิ่งที่จะสัมผัสสัมพันธ์กันได้ คุณก็สูงซะลิ่ว อีกคนหนึ่งถ้าไม่หย่อนตัวลงมา จะมาเกี่ยวข้องกันให้มีภูมิพอจะพูดกันได้เป็นระยะ แล้วตัวเองก็ทำอย่างจริงใจ ไม่ใช่นักเสแสร้ง อาตมาเคยอธิบายเหมือนกับแม่เลี้ยงลูก เล่นหม้อข้าวหม้อแกง แม่ก็มาเล่นกับลูกเล่นกันสนุก ลูกก็สนุก หรือเหมือนแม่ครัวปรุงอาหารให้คนกิน คนก็อร่อย แต่แม่ครัวก็บอกว่ากินเข้าไปได้ ตัวเองกินไปอีกอย่าง อย่างนี้เป็นต้น ทำให้ผู้อื่นแต่ตนเองไม่ได้เป็นเช่นนั้นหรอก นี่ก็เป็นสัจธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรได้คือ โลกุตรธรรม แต่ส่วนใหญ่จมอยู่กับอะไร จมอยู่กับโลกธรรม ติดสุข จมอยู่กับความสุข ไม่เรียนรู้ทุกข์ ไม่ระแวงระไวเรื่องทุกข์ เรื่องเหตุแห่งทุกข์ ไม่คิดอ่านจะมาฆ่าความทุกข์หรือฆ่าเหตุแห่งทุกข์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ไปดับต้นเหตุแห่งสิ่งที่พาวนเวียน ไม่ดับเหตุแห่งสิ่งที่พาวนเวียน คำว่า ความวนเวียน นี่แหละ ภาษาบาลีว่า “โลก” โลกกลม หมุนวน วนเวียนนี่แหละ วัฏฏะ แล้ววนเวียนที่ไม่มีโลกุตรธรรมนั้น ไม่เที่ยง สูงแล้วก็ลงต่ำได้ ต่ำแล้วก็ขึ้นสูง สูงแล้วก็ลงต่ำ วนเวียนมานับชาติเลย จนกว่าจะมาเข้าใจโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า จึงจะทำให้สูงแล้วไม่ลงต่ำ แม้แต่สมมุติสัจจะแม้แต่ความดีก็ไม่ตกต่ำ ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา อวินิปาตธรรม จนถึงนิยตะ เที่ยง จนถึงสัมโพธิปรายนะ มีแต่สูงสู่สุดถ่ายเดี่ยว เพราะฉะนั้นคุณธรรมต่างๆพวกนี้เป็นโลกุตระที่เป็นสิ่งที่คนควรได้ แล้วก็เห็นคู่เทียบว่าส่วนใหญ่แล้วยังจมอยู่กับสิ่งที่เป็นโลกียะ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่า เกิดมาเพื่ออะไร ถ้าโลกุตระ เกิดมาเพื่อเอาโลกุตระ ถ้าคนที่เข้าใจแล้วมีปัญญารู้แล้วว่า สิ่งนี้ ควรได้ ควรเป็น ควรมี ชีวิตควรเอาอย่างนี้ จะเกิดอีกกี่ชาติ มีหลักประกันจะได้อย่างนั้น ทางโลกียะไม่ยาก ได้อันนี้แล้วโลกียะไม่ยาก นอกจากไม่ยากแล้วคุณจะมีบารมีกุศล เพราะฉะนั้นคุณจะอยากได้โลกียะอย่างที่โลกโลกียะเขาได้ ง่ายขึ้น ตามบารมี คุณมีบารมีมากขึ้นจะเอาโลกียะเป็นกุศลเท่าไหร่เท่าไหร่ ก็ตามฐานะของคุณได้ เพราะกรรมวิบากเป็นของของตน คุณทำมาแล้ว มันต้องมีอยู่แล้ว มันต้องเป็นของตนแล้ว เป็นมรดกของคุณด้วยนะ คุณจะเบิกเท่าไหร่ก็ได้แล้ว มันอยู่ในธนาคาร ฟังเข้าใจลึกซึ้งขึ้นไหม กุศลนี่มันเป็นของไม่หมด แต่สั่งสมใส่ธนาคาร เป็นกัมมทายาโท เป็นมรดกของเรา ใครแย่งไม่ได้นะ ถ้าไม่เบิกออกก็อยู่ในธนาคาร ถ้าเราปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ยกเลิก นี่สัจธรรมของพระพุทธเจ้ามันเป็นเช่นนี้ สุดยอด เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องกลัวว่าเราจะเป็นหนี้ ไม่ต้องกลัวว่า เราจะไปเอาของใครมา เราไม่ต้องกลัวว่า จะไปเบียดเบียนคนอื่น ไม่ทั้งนั้นเลย จึงเป็นคนปลอดภัยที่ยิ่งๆ เลย นอกจากคนตามืด ตาบอดเท่านั้นมาทำลาย แต่มีบารมี บารมีสูงขึ้นเป็นระดับที่ อาตมาไม่อยากจะพูดตัวเอง อย่างพระพุทธเจ้านี้ไม่มีอะไรมาทำลายได้ คนที่จะมาฆ่าแกงจะมาทำได้ อย่างเก่ง สุดเก่งอย่างเช่นพระเทวทัต ก็แค่ทำให้พระบาทห้อเลือด ต่ำที่สุดเลย ทำลายได้แค่แตะพระบาท ทำให้พระบาทช้ำ ห้อเลือดได้เท่านั้นเอง สูงสุด ไม่ระคายอะไรอย่างอื่น แต่อาตมาชาตินี้ต้องไปเจอแก๊สน้ำตา โอ้โห ถือว่า ร้ายแรงที่สุดในชีวิต มันแสบหน้า นอกนั้นอาตมาไม่เคยถูกเตะ ถูกถีบ ถูกตบ ถูกอะไรจากใครๆ ไม่เคย แม้แต่แม่อาตมาเคยตีอาตมา หนึ่งครั้งในชีวิต ไม่รู้เรื่องอะไรเขา ไม่ชอบใจ แต่แม่ตีอาตมาไม่ได้ตีแรง เอาไม้บรรทัดตีแขน แล้วก็ร้องไห้ ตีอาตมาแล้วแม่ก็ร้องไห้ นี่คือประสบการณ์ แม่เป็นคนเกรงใจอาตมามาก เพราะอาตมามันเหมือนเด็กที่เลี้ยงตัวเอง พึ่งตัวเองทำงานอะไรสารพัด แม่ไม่ต้องห่วง ทำไปเป็นกุลี ไปรับแข็งหลอดของแกวเขามาขาย ถือว่าเป็นคนอพยพ หนีสงครามมาอยู่ในเมืองไทย ก็มาทำอาชีพเลี้ยงตัวเองไปขายก๋วยจั๊บ ขายน้ำแข็งหลอด อาตมาก็ไปขายกับเด็กแกว เด็กญวน หิ้วกระติก เป็นคนไทย ลูกคนไทย แล้วเราร้องเป็นกลอนด้วย ก็ขายดี เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ในชีวิตที่อาตมามีผ่านมาแล้ว พูดทวนแล้ว จะเป็นการยกย่องตัวเอง แต่เป็นการไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยหลงเลอะเทอะไปทางโลก ไอ้โลกมันยั่วยวนให้อยากเป็นพระเอก อยากเป็นนักร้องดัง อยากจะรวย ได้รับความนับถือ ในสำนวนพระไตรปิฎกจะบอกว่า เป็นผู้ที่เก่ง ผู้ที่วิเศษ ก็ไปกับโลกเขาบ้าง แต่ไม่ทันไรก็รู้แล้วไม่เอา แม้แต่ไสยศาสตร์ก็ไม่อยากไปเก่งกับเขา วิทยาศาสตร์ก็ไปสะกดจิต แต่ทางวิศวกรรมศาสตร์อะไร อาตมาชาตินี้ไม่ยุ่ง ไม่ไปทางนั้น ขันน็อตก็ยังไม่ได้สำเร็จ ตอกตะปูก็ตอกแล้วรับรองมันงอทุกตัว คนอื่นทำไมมันออกแล้วจมมิด อาตมาทำไมตอกแล้วมันโค้งงอ ไม่เอาดีกว่า ไม่มีฝีมือเลยทางโน้น เลิกเลย 651111 คนเกิดมาหากไม่ได้โลกุตระ เท่ากับชิงหมาเกิด พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ