210222 มาฆบูชาปี21-พ่อท่าน-สันติอโศก-R057.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2521 เวลา 19:00 น พ่อท่านพระโพธิรักษ์แสดงกรรมฐานในเนื่องในวันมาฆบูชาแก่ผู้มาร่วมบำเพ็ญธรรมณพุทธสถานสันติอโศกเอ่อวันนี้เป็นวันมาฆบูชาถ้าเป็นวันสำคัญทางศาสนาของเราโดยทั่วไปที่เป็นที่รู้กันอยู่ในเมืองไทยเราถ้าเกิดว่าตกเย็นอย่างนี้ณวัดต่างๆเขาก็จะมีการเวียนเทียนกันแต่ระบบการเวียนเทียนก็มาเกิดขึ้นภายหลัง ของศาสนาพุทธมีการเดินการเวียนการรอบอะไรต่ออะไรเอาเป็นเชิงอ้อนวอนซึ่งเป็นเรื่องของลัทธิศาสนาเดินผีอื่นๆแล้วมันผสมเข้าไปในศาสนาพุทธและกระทำกันเป็นจารีตประเพณีจิตเข้ามาเหมือนตัวอย่างที่เอาของเดียรถีย์ต่างๆมาผสมในศาสนาพุทธทุกวันนี้เกินกว่าครึ่งหนึ่งของพิธีการในศาสนาพุทธเขาจะทดลองมีอยู่ทุกวันนี้มันไม่พอเพิ่มเข้าไปมากมายถ้าได้เจตนานั้นเป็นเจตนาที่ดีเพื่อที่จะให้คนได้มีโอกาสมีกิจกรรมอะไรก็ตามที่เขาต้องการจะให้คนมาที่วัด โลมาที่วัดแล้วผู้ที่ทำตอนแรกๆแม่ก็จะมีการนำเวียนเทียนกันก่อนเขาก็จะมีการแสดงธรรมมีการพากันอบรมบ่มนิสัยมีการทำอะไรที่เป็นประโยชน์ยิ่งกว่านั้นนอกจากการเวียนเทียนเท่านั้นแรกๆอาจารย์เดิมๆที่เขาเป็นผู้ใช้เคล็ดอันนี้หรือว่าใช้สิ่งอย่างนี้เป็นกลุ่มๆนำเขาได้ทำไว้แต่แรกมีตอนหลังๆเข้าก็ไม่เอาถ่านในเรื่องที่จะอบรมบ่มนิสัยใช้การแสดงธรรมเทศนาทำความเข้าใจให้มีปัญญาหรือแม้แต่ว่าจะทำการอบรมด้วยวิธีการอื่นๆที่จะเข้าไปถึง มากกว่านั้นก็รถถอยลงหนักเข้าก็เลยเป็นเน้นแต่เฉพาะสิ่งที่เป็นเปลือกสิ่งที่เป็นสิ่งที่จงนำเครื่องจูงนำเท่านั้นจะเน้นอธิษฐานไม่เน้นอาชีพแก่นสาระที่จะทำเข้าไปหาเนื้อหาสาระตกลงรายได้เป็นเครื่องปรุงทำได้แต่เครื่องสับเปลือกหนักเข้าพอวันมาฆบูชามาวัดจะได้อะไรได้บุญส่งไปเวียนเทียนเข้าไปกินกันไปกินกันมาจุดเทียนจุดธูปไหว้ดอกไม้ขนเป็นแข่งกันเสร็จแล้วเวียนเทียนเ
อ่านต่อ
สร็จก็เดินกลับบ้านดีไม่เวียนหัวตายกันตรงนั้นไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยนอกจากไม่ได้ประโยชน์และใช้เศรษฐกิจที่ดีไม่ดีได้บาปได้แผลไฟไหม้อะไรต่ออะไรหรือเปล่าในวัน นี้จะผลาญธูปและเทียนดอกไม้ไปอีกมากมายก่ายกองเป็นภาระต้องใช้แรงงานในการค้นถ่ายเทจะทำอะไรต่ออะไรกับสิ่งที่เป็นกิจกรรมประกอบเนี่ยแล้วก็เป็นแต่เพียงรูปแบบที่อย่างนั้นแต่โดยจริงถ้าจะเชื่อมโยงเข้าไปว่าใครระลึกถึงพระพุทธคุณธรรมคุณสังฆคุณหรือว่าให้นึกถึงศาสนามันก็เป็นจุดได้เหมือนกันมันก็มีประโยชน์อยู่บ้างตรงที่ว่าถ้าวันมาฆบูชาเรามาว่าไปเวียนเทียนมีแต่วันศาสนาเราเป็นผู้ที่นับถือศาสนาพุทธเกิดและนิดนึงเท่านี้แหละที่ได้ว่าเราเป็นกิจกรรมทำศาสนาพุทธแต่มันทำให้กิจกรรมทดสอบแต่ว่าเราเป็น จดคำว่าที่ผิดว่าเป็นพุทธเท่านั้นเองแล้วก็ไม่มีอะไรแสดงความเป็นพุทธอันนี้มันก็น้อยไปที่พูดเนี่ยพูดผิดเพี้ยนให้ฟังพูดถึงเรื่องว่ามันไม่น่าจะเป็นไปแต่เราจึงไม่ได้กระทำอย่างที่เป็นนั้นไม่ได้มีการเวียนเทียนในการเวียนเทียนรอบอะไรเนี่ยเวียนขอร้องขออ้อนวอนอะไรไม่ใช่ศาสนาพุทธศาสนาพระพุทธเจ้านั้นไม่ให้ไปเวียนไปประเมินอะไรกันพอรับลัทธิอย่างที่อ้อนวอนร้องขอบูชาเวียนรอบเดินเวียนรอบขออะไรอย่างนี้มันเรื่องของลัทธิศาสนาเก่าๆโบราณโบราณมาแต่เดิมแต่เดิมแล้วก็ทำกันที่นี่ไม่สนับสนุน นอกจากไม่สนับสนุนและจะติเตียนบ้างแต่เราก็ไปทำอะไรเขาไม่ได้สำหรับผู้ที่เขาไม่รู้เพราะเรารู้แล้วก็อย่าเพิ่งไปว่าอาจเสียใจเสียกับผู้ที่เขาติดนะระวังอาตมาจะพูดเชิงติเตียนอาตมาจะพูดได้เพราะอาตมามีความรู้อาตมามีญาณอาตมามีหลักฐานอาตมามีหลายๆอย่างที่จะสามารถทำความเข้าใจให้กระจัดกระจายพวกที่มาผู้ที่อาตมาจะพูดกับเขาอาตมาสามารถที่จะทำให้เขาหายข้องใจหรือว่าได้รับประโยชน์ขึ้นได้แต่ถ้าเผื่อว่าคุณรู้อย่างนี้มากแต่ว่ายังไม่รู้ละเอียดละ ยังไม่สามารถที่จะไปทำความเข้าใจหรือว่าจะไปคลายสงสัยอะไรก็ได้ก็ระวังรู้ไว้แต่เราซะก่อนอย่าเพิ่งไปโจมตีไปตีสาดเสียเทเสียอะไรเข้าไปเดี๋ยวเจอไม่เข้าเรื่องราวต้องระวังหน่อยนึงแต่เด็กจนทั้งเรื่องของศิลปกรรมมากหรือว่าจารีตประเพณีที่เขามีกันก่อนแต่วันมาฆบูชานั้นแต่เดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหากเป็นวันที่มีพระสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประชุมพร้อมกันก็คือเลิกกันตรงที่ว่าวันนี้เป็นวันพิเศษที่มันเกิดอะไรสำคัญขึ้นในวงการของศาสนาพุทธเป็นวันที่มีอะไร พิเศษพิเศษเราก็จับวันนี้เป็นวันสำคัญขึ้นมาเพื่อที่เราจะได้ถือเป็นวันจำแม่นๆแล้วก็เตือนใจเราก็ชนอย่างน้อยสักวันนึง 2 วัน 5 วัน 7 วัน 10 วันนึกมากกว่านั้นก็ตามที่เราสามารถจะมาวัดหรือว่ามาพุทธสถานมาทำมาตรฐานมาตรฐานที่ที่มีผู้ที่เป็นนำทางให้ประโยชน์ทางด้านศาสนาบ้างปลั๊กไฟทางโลกวางทางโลกบ้างแล้วก็เป็นประโยชน์ในวันมาฆบูชาสมัยพระพุทธเจ้าที่ท่านเอาเค้าเงื่อนมาเป็นสิ่งที่ยืนยันอธิบายของวันมาฆะนั้นก็เป็นวันที่มีเหตุการณ์พิเศษที่มีพระ สองสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงพันกว่ารูป 1250 รูปมาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมายอะไรล่ะพอถึงวันนั้นก็ไม่ได้นัดกันแต่ก็มีส่งเข้ามากันเองพอเห็นว่าวันนี้เป็นวันมาฆฤกษ์เป็นวันเพ็ญเดือน 3 เขาก็มากันวันนั้นมาทัน 250 รูปสองเหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้นนอกจากเรื่องเป็นพระอรหันต์พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเป็นทรงเป็นสาวก็เป็นพระมาง่ายๆ ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรเป็นผู้ที่ท่านทำให้แรกใหม่ๆแรกๆที่ท่านบวชแบบเพลงนี้คือหมดแต่พระพุทธเจ้าก็ได้แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ให้ฟังที่จริงก็ขยายความแต่วัสดุปลงได้ว่าให้ละชั่วกับคนดีจนกระทั่งบริสุทธิ์ผ่องใสถึงผิดก็แปลกันก็แปลว่ารักชั่วประพฤติดีทำจิตให้บริสุทธิ์ผ่องใสเขาแปลกันไปอย่างนั้นแต่อาตมาไม่ได้แปลตามอย่างนั้นอาตมาแปลว่ารักชั่วประพฤติดีจนให้บริสุทธิ์ผ่องใสถึง 10 ความหมายต่างกันความหมายเดียวก็แปลว่าละชั่วประพฤติดีก็เอาแบ่งไว้อันหนึ่งไม่เกี่ยวกันอีกต่อหลายชั่วประพฤติดีมันเป็นศีลธรรมเขาอธิบายกันว่างั้นส่วนการทำจิตให้ผ่องใสบริสุทธิ์เป็นเรื่องของปรมัตถ์เพราะว่ามันไงถ้าเกิดอาตมานั้นไม่เห็นอย่างนั้นอาตมาเห็นว่ามันสำคัญกันการละชั่วการประพฤติดีจนกระทั่งดีไปจนกระทั่งถึง 10 สูงสุดเป็นจุดบริสุทธิ์ผ่องใสไร้กิเลสนั่นแหละเป็นตัวดีที่สุดเป็นตัวรักชั่วที่บริสุทธิ์ที่สุดมันดีที่สุดมันบริสุทธิ์ที่สุดก็ตรง รักชั่วที่เรารู้ชั่วแล้วเรารู้ว่าดีเป็นดีเต็มเต็มจนกระทั่งมีกรรมอันดีอันนั้นมีส่วนดีอันนั้นเป็นการกุศลให้ถึงพร้อมโดยจิตปราศจากกิเลสตัณหาต่างๆหมดอุปทานเศรษฐกิจบริสุทธิ์จึงเรียกว่าจิตบริสุทธิ์แท้ปฏิบัติอย่างบริสุทธิ์อยู่มันเกี่ยวเนื่องกันทำให้ดีขึ้นมาเรื่อยๆดีในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าดีอื่นเลยในโลกเรารู้อยู่กุศลธรรมอย่างไรเราก็ทำดีอย่างนั้นอยู่ด้วยกายกรรมวจีกรรมและมโนกรรมมันดีทั้งกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมพรั่งพร้อมเรียกว่าเป็นจุดจริต 3 เจ้าผู้ใดปฏิบัติสุจริต 3 ถ้าอย่างจริงมันก็จะโน้มน้อมจิตลึกขึ้นลึกขึ้นจะทำให้จิตเกิดโพดชงเกิดสติปัฏฐานละอวิชชาหมดสิ้นได้มันจะไล่เรียงอย่างนั้นเองเพราะว่าการมีทุจริตนั้นน่ะเป็นอาหารของนิวรณ์ทุจริตกายวจีมโนกายทุจริตวจีทุจริตมโนทุจริตกายกรรมเนี่ยกับปฏิบัติอย่างนี้มันไม่ดีมันบาปมันผิดศีลมันผิดธรรมกายกรรมก็ดีไม่มีกรรมก็ดีเราต้องศึกษาว่ากายกรรมอย่างนี้ไว้กี่คำอย่างนี้มโนกรรมอย่างนี้เป็นทุจริต ทุจริตหรืออกุศลรู้ที่แท้ว่าอย่างนี้ไม่ดีอย่างนี้ไม่ดีแล้วเราก็ปฏิบัติที่เป็นสุจริตปฏิบัติให้ดีทั้งกายวจีมโนให้ลงตัวกระทั่งพร้อมไปเรื่อยๆๆมันจะทำให้นิวรณ์ของเราลดเพราะว่าทุจริต 3 เป็นอาหารของนิวรณ์ 5 นิวรณ์ 5 เป็นอาหารของอภิชาเอาลูกชายมีนิวรณ์ 5 เป็นอาหารแต่สำนวนพระไตรปิฎกด้วยนะตำรวจเขาก็จะเป็นดอก 5 เป็นอาหารเมื่อวานถ้ามีทุจริต 3 เป็นอาหารทุจริต 3 มี การไม่สำรวมทวารทั้ง 6 เป็นอาหารอาการไม่สำรวมทวารเกิดขึ้นเป็นขึ้นได้ก็เพราะว่าเราไม่มีสติสัมปชัญญะเป็นอาหารความไม่มีสติสัมปชัญญะเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าไม่มีสิทธิ์อันแยกขายไม่มีความรู้ในจิตอันแยกขายเป็นอาหารการไม่มีสิทธิ์อันแยกขายเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าไม่มีศรัทธาเป็นอาหารที่ไม่มีศรัทธาเกิดขึ้นได้ก็เพราะว่าไม่ได้เข้าใกล้กับตำรวจเป็นทหาร การไม่เข้าใกล้กับตำรวจก็เพราะไม่ได้ฟังพระสัจธรรมไม่ได้ฟังพระธรรมอันดีเป็นอาหารเสริมไปตั้งแต่อันที่ว่าเราไม่ได้ฟังพระสัจธรรมเมื่อเราไม่ได้ฟังพระธรรมก็เพราะเราไม่ได้เข้าใกล้กัน 2 อันนี้สำคัญกันถ้าเริ่มต้นเรารู้จักตำรวจหรือว่ารู้ผู้ที่มีคุณธรรมเป็นอริยะเป็นอริยะแต่เราไม่เคยไปเข้าฟังธรรมเลยไม่ไปเกี่ยวไปข้องอริยสัจ สัตบุรุษประจำวันท่านก็อยู่ของท่านเราก็อยู่ของเราท่านดีก็ดีไปเราก็ต่างคนต่างอยู่มันก็ไม่ได้ฟังไม่ได้สัมผัสกันไม่ได้ฟังสัจธรรมหมายความว่าธรรมะที่แสดงดีเป็นธรรมะอันดีแต่อธิบายธรรมะให้เราเข้าใจให้เรารู้เรื่องให้เรารู้ถูกรู้ผิดรู้ดีรู้ชั่วรู้บาปรู้บุญรู้ธรรมะอันสูงรู้ธรรมะอันถูกต้องที่แท้จริงเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิเข้าใจดีเมื่อเราเข้าใจดีเห็นจริงจึงเกิดศรัทธาได้ถ้าเราไม่ได้เข้าใกล้ไม่รู้จักสัตบุรุษไม่ได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษมันก็จะไม่มีศรัทธาและที่ 3 ตัว 3 อัน ถ้าไม่มีสัตว์ไม่ได้ฟังสัจธรรมไม่ครบสัตบุรุษไม่มีศรัทธาถ้าได้ฟังสัจธรรมหรือได้พบสัตบุรุษคบกับตำรวจแล้วเดี๋ยวมาพบอริยะพระอริยะหรือว่าผู้ที่มีปัญญาส่งภูมิพบท่านแล้วได้ฟังธรรมจากท่านไปฟังคำอธิบายได้ฟังความรู้ได้อะไรต่ออะไรมันก็จะเกิดการเห็นเกิดการเข้าใจเกิดการแจ่มแจ้งจนเชื่อมั่นเรียกว่าศรัทธาเพราะได้ฟังเพราะได้ใกล้จึงเกิดศรัทธาเพราะไม่ได้ฟังเพราะไม่ได้ใกล้จึงไม่มีศรัทธาไม่มีศรัทธาเกิดที่ไม่ใช่ว่าภาษาพูดเท่านั้นมันไม่มีจริงๆถ้ามันเกิดมันมีจริงๆนะแต่จิตทรงกลมมันเกิดศรัทธาซึ่งจริงๆมันก็เกิดเองมันเกิดไม่ใช่เกิดไม่ใช่เกิดเพราะว่าเรามี หาช่องไม่ใช่มันเกิดเองเกิดเป็นเพราะเหตุเหตุปัจจัยที่ว่าเราได้ฟังพระสัทธรรมเราได้ใกล้กับตำรวจได้เห็นเราได้สัมผัสอาจจะไม่ได้ฟังในสัจธรรมเท่านั้นได้เห็นได้สัมผัสได้เรียนรู้ได้จากภาษาต่างๆทางใกล้ชิดทางอะไรแล้วแต่หลายๆด้านมันก็สามารถทำให้เราศรัทธาเลื่อมใสแม้แต่เห็นได้ยินก็ดีได้สัมผัสก็ดีเรารับเข้าหลายๆวันเข้าแม้แต่ข้อใดเราก็จะเกิดศรัทธาได้เมื่อเราเกิดศรัทธาเลื่อมใสได้ฟังธรรมะมากขึ้นแต่ใจมากขึ้นก็จะรู้จักวิธีการในการที่จะทำใจให้แยกขายความหมายคำว่าทำใจ แยบคายก็หมายความว่าเราจะรู้จักว่าจิตเป็นยังไงใจเป็นยังไงจับจิตจับใจได้รู้จักกายกรรมวจีกรรมและต่อเนื่องมาถึงจิตรู้จักตาที่จะสัมผัสรูปแล้วก็ไปเกิดอารมณ์เกิดรับที่จิตพอตาสัมผัสรูปแล้วก็เกิดอารมณ์จิตอย่างไรเสียงดังหูฟังแล้วก็เข้าไปเกิดอารมณ์ที่ติดอย่างไรจมูกลิ้นกายสัมผัสหรือแม้แต่จิตเองก็จะรู้จิตจับจิตได้มีความแยกทางมีความละเอียดละออเพราะจิตไม่ใช่ของโรงงานมันเผลอตัวง่ายๆมันไม่ค่อยจับถึงจิตใจเพราะถ้าเด็กฟังตั้งแต่กระทำจากพระอริยเจ้า by ปรมัตถ์อธิบายจิตเจตสิกรูปนิพพานต่างๆหรือว่าบอกและให้ทำอย่างนั้นต้องมีแล้วก็จับดูสังเกตดูอารมณ์ความรู้สึกอะไรต่างๆใช้ภาษาอะไรต่างๆก็แล้วแต่ที่จะอธิบายให้เราเข้าใจได้ว่าการปฏิบัติธรรมตั้งแต่ต้องพยายามระลึกรู้จิตให้ได้ต้องสังเกตอ่านจิตของเราเพราะในจิตของเราเกิดอารมณ์มีความโลภผิดเป็นโรคมันเป็นอย่างนี้จิตมันเป็นโทสะมันเป็นอย่างนี้แรงๆก็เป็นอย่างนี้เธออ่อนบางลงและต่างกันอย่างที่มันแรงๆแต่ก่อนที่เราไม่เคยรู้เลยมันเกิดนี่ก็ปล่อยให้มันเกิดเต็มที่ไม่เคยได้รักได้รถได้ควบคุมมันได้สำรวจทำให้มันเบาบางลงไม่เคยฝึกไม่เคยหักจึงไม่มีความ แอบถ่ายกับติดทีนี้พอได้ฟังธรรมท่านอธิบายบ้างเช่นคุณฟังอาตมาอธิบายขณะนี้ใครไม่เคยได้ฟังลองฟังดูวันนี้แล้วก็จะพอเข้าใจเมื่อพอเข้าใจได้เราก็จะไประลึกรู้ไปลองดูกลายเป็นระลึกรู้เลยว่ากลายเป็นอึดอัดเมื่อฝึกหัดคุณก็จะคอยรู้ตัวถ้ามีสติสัมปชัญญะดีคอยสังเกตจิตอันแยบคายที่คุณได้รับฟังมาคุณลองการระลึกธุรกิจอย่างนี้เวลาผัดกะเวลาตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสสัมผัสกับอะไรกระทบแล้วเราเกิดโลภะโทสะหรือไม่เกิดความชอบความชันเกิดเป็นรสชาติท่านว่าอย่างนี้เป็นกิเลสทันสมัยนี้เป็นปัญหาอะไรอย่างนี้เป็นโลภะโทสะโมหะเราก็มีสติสัมปชัญญะ อยู่กับตัวก็คอยสังวรสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 คือตาหูจมูกลิ้นกายใจมันก็จะคอยซ้ำรวมทั้งบอลมีสติคอยสังเกตและก็จิตก็แยกคลายมีปัญญามีการระลึกรู้มีการจับไล่ทันจะผิดของเรามันเข้าสู่บทสติปัฏฐานหมดเนี่ยที่อธิบายปรับปรุงมีปัญญารู้ซ้อนลงไปอีกว่าอย่างนี้ทุจ อย่างนี้สุจริตแม้แต่กายก็ปรับปรุงกายกายกรรมอย่างนี้จะนั่งจะยืนจะเดินจะนอนจะทำงานทำการใช้อิริยาบถต่างๆแขนขาเนื้อตัวจะกางจะไปจะมาอะไรจะรู้ว่าอย่างไรเหมาะควรอย่างไรเป็นกุศลอย่างไรไม่เป็นกุศลอย่างไรเป็นสุจริตดีพร้อมดีงามอย่างไรไม่สุจริตจึงไม่งามไม่พร้อมไม่ควรปรับปรุงเสียมันจะรู้ละเอียดลออไปจนกระทั่งกายสุจริตวจีสุจริตมโนสุจริตพูดอย่างนี้ไม่ดีสว่างแก้ไขปรับปรุงเราจะมีธรรมวิริยะเราจะมีการวิจัยวิจัยให้รู้กุศลอกุศลวิจัยให้รู้ทุกจริตสุจริต แม่กายกรรมสุจริตทุจริตจะรู้ระดับของมันแยกออกเปรียบเทียบกันได้แม้วจีภาษาสำเนียงบ้างคำพูดบ้างกาลอันควรกับคนหมู่กลุ่มบ้างจะพูดอย่างนี้จะทำอย่างนี้อย่างไรควรกายกรรมอย่างนี้ไม่กี่คำอย่างนี้ควรหรือไม่ควรดีหรือไม่ดีจะมีทำมาวิริยะธรรมวิจัยมันจะค่อยๆรู้ไปเรื่อยๆถ้าฝึกฝนดีมันจะค่อยๆรู้แล้วมันก็จะต้องวอนยินดีตั้ง 6 สัมผัสแล้วก็จะพยายามควบคุมกายวาจีและควบคุมมโนอันที่เป็นสำคัญควบคุมจิตควบคุมด้วยจิตที่เป็นตัวแข็งแรงมากเป็นตัวโครงการทุกอย่างสำหรับควบคุมจิตด้วยมันจะออกมาสั่งกายสั่งว่าจีนมันจะยืดหยุ่นมันจะลดลงมันจะเพิ่มขึ้นอะไร มันจะเป็นตัวสั่งการแล้วได้ควบคุมอย่างนี้อย่างนี้เสมอด้วยความพยายามพากเพียรมีสติสัมปชัญญะสตินั้นก็จะแรงขึ้นสูงขึ้นเป็นสติสัมโพชฌงค์ธรรมวิจยะคือการวิจัยดีชั่วทุจริตสุจริตหรือกุศลอกุศลมันจะมีธรรมะวิจัยและเราก็จะเพี้ยนมีวิริยะสังโฆชงภาพที่กระทำและจะเกิดปัญญาอธิปัญญาเราจะรู้ดีเราจะเข้าใจสิ่งดีเราจะเห็นที่ดีที่ถูกที่ผิดเราจะรู้ว่าเอ่อเราทำอย่างนี้เราได้ดีขึ้นสำรวจการสำรวมบัญชีซึ่งรวมมโนกายกรรมสุจริตวิธีการสุจริตมโนสุจริตมันดีขึ้นอย่างนี้มันมีผลดีอย่างไรอย่างไรในขณะที่ภาคเรียนอยู่ในขณะที่กำลังสำรวมทั้งวอนเอาวางกับ บัตรอยู่มันก็จะรู้สึกยากต้องอดทนต้องข่มฝืนต้องปรับปรุงต้องพิจารณาต้องวิเคราะห์ต้องหาเหตุหาผลให้มันให้มันเข้าใจด้วยปัญญาว่าดีอย่างนั้นดีมีจนมันสามารถลดละปล่อยเป็นปกติได้มันเคยกินในทางที่เราจะพยายามให้มันมาดีมันเป็นสุจริตมันมาในทางที่เรารู้แล้วเรารู้แล้วว่าอย่างนี้ดีกับเขาจะเพิ่มดีขึ้นเรื่อยๆเพิ่มให้มันเข้าท่าเข้าทางนี้เลยแล้วจะกระทำจริงๆเข้าไปเรื่อยๆพอเห็นดีหรือรู้ดีหรือยินดีรู้แล้วว่าอย่างนี้ดีแล้วเราก็ทำดีนี่จนได้ได้เราก็จะเกิดปิติจ่ายจะเกิดจริงใจยินดีโอ้เราทำได้น้อตอนดีขึ้นนะน้องก้าวขึ้นและนอกกายของเราก็สุจริตขึ้นน้อยว่าจีนของเราก็สุจริตคือน้องใจของเราก็เบา โรงอดทนน้อยลงเบาบางลงง่ายขึ้นดีขึ้นรู้ไวขึ้นเข้าใจดีชั่วที่ลึกซึ้งขึ้นจนกระทั่งมันหลุดปล่อยไปก็โอ้ยเบาสบายไม่ต้องอดต้องทนต้องฝืนนี่สบายแล้วก็เห็นผลดีว่าเรารสชาติสักก่อนทุจริตพวกนี้มันจะทำให้ชีวิตของเราหน้าเคารพนับถือทำให้ชีวิตของเราเบาสบายทำให้ชีวิตของเราเจริญรุ่งเรืองไปในทางอื่นเพราะละชุดจนได้และอกุศลได้มันจะรู้ดีเห็นดีมันจะยินดีกับสิ่งพวกนี้ตัดกับที่เกิดตามปิติสมโภชทรงคือตัวรู้ดีเห็นดียินดีที่ติดใจเกิดจากจิตสังคมก็เกิดเกิดพร้อมพร้อมกันไปด้วยกันเพราะเราสงบระงับเพราะเราละเลิกทุจริตรับบทปล่อย มันเกิดรู้เกิดเห็นความสงบระงับก็ดีใจโอ้ยสบายดีน้อเกิดความรู้ความสบายความเจริญโอ้สบายสบายอย่างนี้วิมุตเป็นอย่างนี้ลดลงแล้วก็เจริญทำให้เราก้าวหน้ามีส่วนดีเกิดขึ้นอย่างนี้เด็กๆก็ปฏิเสธเรื่อยไปอาการรู้ดีเห็นดีเกิดการสงบระงับเกิดไม่ได้สงบระงับอื่นสงบระงับกิเลสตัณหาต่างๆหรือจิตที่มันทุกข์จิตที่มันแม้แต่กำลังปฏิบัติอยู่อย่างอดทนข่มขืนก็เบาบางง่ายขึ้นเป็นอัตโนมัติขึ้นรู้เร็วขึ้นทำให้แนบเนียนขึ้นไม่ต้องไปควบคุมมากมันก็เป็นได้จนกระทั่งไม่ต้องควบคุมเลยเป็นเองเป็นอัตโนมัติได้ อย่างนี้แหละสั่งสมลงไปในจิตจิตมันจะเคยจิตมันจะกินจิตมันจะเก่งมันจะเป็นเรียกว่าสมาธิสัมโพชฌงค์จากปิติปฐพีแล้วมันก็จะเป็นสมาชิกเรายิ่งพยายามพากเพียรเรื่อยๆๆๆมันก็จะสบายขึ้นเรื่อยๆจิตมันก็จะตั้งมั่นแข็งแรงทำได้เก่งๆๆขึ้นเลยว่าสมาธิแพ้ที่เคยมีก็บางเบาลงไปเรื่อยๆจนสบายเฉยอุเบกขาง่ายๆทำได้โดยง่ายทำได้โดยเฉยทำได้โดยวางทำได้โดยปล่อยเป็นอัตโนมัติเป็นธรรมดาง่ายๆเลยเป็นโทษของมันเต็มพวกทรงตั้งแต่สติสัมโพชฌงค์ธรรมวิจยะสมโภชทรงวิริยะสมโภชนที่เป็นองค์ที่ทำงาน เกิดปิติสมโภชทรงปฏิสนธิแล้วก็เกิดสมาธิทั้งโพชฌงค์เกิดอุเบกขาสมทรงอุเบกขาไม่ใช่นั่งเฉยหรือนั่งอมตุ่ยเฉยไม่ใช่จิตมันวางมันว่ามันเฉยมันสบายมันเบามันไม่ต้องต่อสู้มันไม่ต้องมีเรื่องอะไรวุ่นวายมันเฉยได้กระทบสัมผัสแล้วก็เฉยไม่มีอารมณ์ที่จิตไม่มีอะไรที่มันเป็นกิเลสตัณหาเฟื่องฟูขึ้นมารู้ว่าหมดโทรศัพท์หมดเร็วพระหมดแม้กระทั่งการที่จะเอากำลังจิตกำลังใจเข้าไปอดทนข่มขืนหรือพยายามอะไรอยู่มากมายก็เมาก็ง่ายมันชดเชยง่ายไปอัตโนมัติการกระทํา ป้ายดังกล่าวนี้แหละผลมาจากสติปัฏฐานความรู้ในเรื่องความประชุมของจิตความประชุมของกิเลสความประชุมของการสัมพันธ์ทางกายวจีมโนความสัมพันธ์ของตาหูจมูกลิ้นกายใจที่มันกระทบสัมผัสและมันก็รับรู้ประชุมกันเกิดผิดขึ้นมาจิตมีอารมณ์จิตมีอาการเราเรียกว่าสัมพันธ์แม้กระทั่งด้านนอกเรียกว่ากายในกายกายกายกายกายนอกกายเข้าใจฉันเป็นสติปัฏฐานเข้าใจเวทนาความรู้สึกของจิตจิตมนุษย์จะเป็นทุกข์จนจิตมันรู้สึกเฉยๆอุเบกขาเวทนามันก็เข้าสู่โทษชมองค์ที่ 7 เป็นอุเบกขาทำโทษครับ แยกได้ก็ทำจิตได้มีสติปัฏฐานทุกเวทนาในเวทนาปรับปรุงปรับเปลี่ยนได้การรู้เวทนานั่นแหละคือการรู้จิตการรู้ธรรมารมณ์ก็คือการรู้จิตรู้อารมณ์ของจิตจนกระทั่งเรารู้การแตกต่างของจิตจะให้จิตมีขนาดนั้นขนาดนี้จะให้จิตรับรู้อย่างนั้นอย่างนี้จะมีการปรุงแต่งบ้างเรารู้กุศลอกุศลชัดเจนเรียกว่ารู้จิตในจิตรู้ธรรมในธรรมรู้ธรรมในธรรมคือธรรมะนี่เป็นเหตุผลต่างๆหรือความเป็นกุศลอกุศลอย่างหยาบอย่างกลางอย่างละเอียดลึกซึ้งคือชั้นเชิงของกิเลสตัณหารู้ชั้นเชิงของจิตที่สะอาดบริสุทธิ์ รู้ทันใดทำให้รู้หมดเหตุผลฉันเชิงต่างๆอยากฟังละเอียดขนาดไหนไล่วนยังไงซับซ้อนยังไงเข้าใจจึงเรียกว่ารู้ทั้งกายเวทนาจิตธรรมในสติปัฏฐานเมื่อเราทำอย่างนี้นิวรณ์ 5 หายไปหมดเพราะพวกทรงเจ็ดกับสติปัฏฐาน 4 เข้าแทนเพราะการปรับปรุงตั้งแต่ทุจริต 3 เป็นสุจริต 3 และอบรมไม่เป็นสุจริต 3 ไปเรื่อยๆแล้วก็มีสมโภชน์ช่อง 7 ก็พวกสติปัฏฐาน 9 ขวบทำงานร่วมกันนิวรณ์ 5 หายไปวิชาเกิดเกิดอภิชาจะหมดตรงได้เพราะเมื่อสติ วันเกิดเพื่อโพชฌงค์เกิดนิวรณ์ 5 หายไปวิชาก็เกิดด้วยด้วยอวิชชาก็หายไปเอาวิชาก็ไม่มีความโง่ความไม่รู้ก็เกิดการรู้รู้จริงๆรู้ว่าเราว่างเป็นอย่างนี้เราทำได้เป็นอย่างนี้เราบรรลุธรรมเป็นอย่างนี้ถ้าเรารู้วิมุตเกิดญาณทัศนะวิเศษหรือเกิดวิชาอย่างนี้เป็นอย่างสูงแม้ที่สุดจะจากอวิชชานี่ยังมีภาวะตัณหาอยู่ในภพติดถือดิบถือดีมีอะไรอยู่ในขั้นจิตจิตพระอนาคามีแม้เราอยากต่อทุจริตเรื่องนอกกายวจีมโนกลายเป็นพิธีข้างนอกหรือไม่ต้องพันจากข้างนอกอย่างสูงแล้ว พุทธวจนเราก็จะเป็นรายเรียนเศษละเอียดซึ่งพระอนาคามีหรือพระอริยะชั้นสูงท่านจะเรียนรู้เมืองนอกสบายหมดแล้วกายสุจริตวจีสุจริตมโนเหลือแต่บ้านท่านก็จะทำเพิ่มเติมอีกเพราะมีสติมีโพชฌงค์มีสติสัมปชัญญะมีโพชฌงค์มีสติปัฏฐานมีโทษของ 7 ทำงานปรับปรุงกายไว้ตีมโนปรับปรุงมโนโดยตรงเพิ่มขึ้นไปอีกแม้จะปรับปรุงแต่มโนก็จะมาปรับปรุงกายให้ทุจริตไปได้อีกสูงขึ้นไปอีกมอบปรับปรุงว่ามีอีกซับซ้อนวนไปวนมาวนไปวนมาจริงๆซับซ้อนกัน ธรรมชาติจริงๆเกิดจริงๆเป็นจริงๆจะดีขึ้นด้วยจะทำให้เรามีความสามารถในการจะสำรวมสังวรให้ดีขึ้นจนเป็นอัตโนมัติตาหูจมูกลิ้นกายมีความแคล่วคล่องว่องไวสัมผัสปุ๊บรู้ปั๊บจับจิตจับใจได้ไม่เผลอใจไม่ห่างใจเป็นอานาปานสติอานาปานสติหมายความว่ามีสติอยู่พร้อมลมหายใจเข้าออกตลอดเวลารู้ความละเอียดละออแม้กระทั่งความสั้นความยาวของลมหายใจลมหายใจออกลมหายใจเข้าก็รู้รู้ขนาดลมหายใจก็รู้ละเอียดได้ลึกยิ่งกว่านั้นถึงจิตก็รู้ได้นี่จึงจะ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะมีจิตอันแยบคายฟังดีๆได้พูดย้อนไปย้อนมาชวนไปๆจากอวิชชาจนเป็นวิชาจนกระทั่งได้มาบ้างแล้วก็เริ่มต้นไล่มาจนกระทั่งเป็นสติปัฏฐานกันเป็นโพชฌงค์จนเปลี่ยนจากทุจริต 3 เป็นสุจริต 3 เปลี่ยนมาเป็นสำรวมสังวรในอินทรีย์ทั้ง 6 แล้วก็มาเป็นสติสัมปชัญญะอันแข็งแรงมั่นคงจนติดแยกขายยิ่งจิตแยกทายขึ้นยิ่งเห็นผลมากๆยิ่งขึ้นเรายิ่งมีศรัทธาเลื่อมใสและเราจะกลายเป็นสัตบุรุษตัวเองเราจะกลายเป็นผู้แสดงสัจธรรมเห็นมันเป็นอย่างนี้ จะเป็นเลยเราจะเป็นตัวผู้แสดงสัจธรรมซะเองเราเป็นสัตบุรุษเพราะเราศรัทธาเต็มมันตัวศรัทธาเป็นตัวเกิดเราเกิดศรัทธาศรัทธาแท้ศรัทธาในธรรมะที่เราได้ในมรรคในผลที่เราได้มันไม่ใช่เป็นศรัทธาแต่ปากแล้วตอนนี้มันเกิดเห็นแจ้งเชื่อมั่นเด็ดเดี่ยวมีจริงมั่นคงกับพระแปลว่าดีจริงมันอยู่ที่เราแล้วทรงไว้แล้วศรัทธาแต่เพียงชื่อมาก่อนๆเชื่อจากฟังนั่นเชื่ออย่างไม่ยังไม่มีค่าอะไรมากมายเชื่อแล้วมาลองพิจารณาไตร่ตรองจนปฏิบัติตามเห็นเหตุเห็นผลได้จะเชื่อลึกซึ้งขึ้นจนกระทั่งเราปฏิบัติขึ้นที่ตนเป็นตัวเชื่อมั่นเห็นจริงมีแล้วยืนยันว่าจะไปเชื่อเขาอื่น แต่มันเชื่อเพราะตนมีในตนอย่างแท้จริงที่เป็นศรัทธาสุดท้ายมีศรัทธาแท้มีตัวจริงของสิ่งนี้พึ่งสิ่งนี้ได้ด้วยแต่สิ่งที่อธิบายเป็นระดับๆแล้วว่าไล่เรียงให้ฟังโดยใช้ภาษาหลักฐานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านตรัสเอาไว้ในวิชาอวิชชาสูตรหรือปัญหาโสดที่เอามาอธิบายเนี่ยเหมือนกันเนี่ยถ้าเอาวิชาสูตรก็แค่ท่านอวิชชาถ้าตัณหาถูกนี่เลยก็ไปสู่ภวตัณหาจะอธิบายย้อนกลับไปเมืองจีนย้อนกลับได้ฟังธรรมเพราะคบกับตำรวจจึงเกิดศรัทธามีหมู่นึงมันเกิดศรัทธาจึง ได้เรียนรู้เพิ่มเติมขึ้นมีจิตแอบถ่ายเมื่อมีจิตแจ่มใสมีสติสัมปชัญญะก็สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 เหมือนสำรวจอินทรีย์ทั้ง 6 ก็จัดกายจัดวจีจัดมโนให้สุจริตมีปัญญาเรียนรู้ให้รู้ดีรู้ชั่วให้รู้ทุจริตสุจริตเมื่อรู้แล้วก็ทำไปเรื่อยๆการกระทำกับตนสำรวมกับตนทั้งกายทั้งวจีทั้งมโนนั่นแหละคือเราเดินโพชฌงค์ต้องมีสติรู้นะต้องมีธรรมะวิจัยรู้ดีรู้ชั่วต้องวิริยะพากเพียรจนเกิดรู้ดีเห็นดีนี่เป็นองค์ทั้งนั้นองค์ที่ตรัสรู้มันจะเกิดรู้ได้จริงๆจะเกิดผลจริงเศรษฐกิจเป็นปกติสั่งสมเป็นสมาธิเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์แล้วจะเข้าใจและจะเกิดสติปัฏฐานเกิดกายรู้กายเกิดเวทนารู้เว ติดธุระกิจธรรมารมณ์รู้ธรรมารมณ์สุดท้ายรู้ธรรมในธรรมหรือละเอียดถึงจิตไม่ต้องพูดได้แค่กายความประชุมของจิตก็รู้ความประชุมนี้เรียกว่ากาโยหรือกายจิตมันประชุมไม่จำเป็นจะต้องไปแค่กายข้างนอกจิตมันประชุมก็รู้ความประชุมเป็นก้อนแข็งเป็นเรื่องใหญ่จนกระทั่งมันเบาบางจนกระทั่งมันรวมอยู่ในจิตมันเต็มเป็นจิตอันปราศจากกิเลสรู้เข้าไปละเอียดละออมันจะปากพูดรู้อย่างที่อธิบายสู่ฟังนี้ใครไปฝึกเพียงแค่ผ่านการฝึกมาแล้วจะเข้าใจได้มากถ้าใครยังไม่ได้ผ่านการฝึกมาแล้วฟังทฤษฎีหรือฟังหลักการพวกนี้ไปฟังไปทำความเข้าใจดีๆยังสงสัยก็ถามถามพวกเราทางใครผู้ที่รู้มีผู้เรียนรู้ไม่ได้ก็พาไป ผู้ที่รู้ที่เข้าใจได้จำแม่นอธิบายสู่กันฟังใครยังจำไม่แม่นประเดี๋ยวอธิบายเลอะๆเลอะเทอะๆสวนสนประเดี๋ยวยุ่งเอาไปให้ผู้ที่รู้ดีอธิบายสู่กันฟังไม่ต้องอวดดีที่ไม่ยังไม่มีดีเราพาไปสู่ฟ้าพาไปหาผู้ที่รู้ดีอธิบายกันช่วยเหลือโปรไฟล์กันไปมันจะเกิดผลจริงมีจริงได้อย่างนี้ที่พูดให้ฟังอธิบายให้ฟังนี่ก็อธิบายเพราะว่าถ้าปาฏิโมกข์อธิบายเนี่ยคือโอวาทปาฏิโมกข์คือโอวาทที่จะไปสู่โลกกระทำทบทวนกระท จะไปถึงโมกขธรรมเรียกว่าปาฏิโมกข์ค่ะจะบรรลุโมกขธรรมหรือบรรลุนิพพานโอวาทโอวาทโอวาทก็แปลว่าคำสอนโอวาทให้โอวาทให้คำสอนใครคำกล่าวอันนี้เป็นต้นที่จะแสดงสู่กันฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็สรุปคำสอนต่างๆหลายในให้แก่พระสาวกในวันมาฆบูชานั้นฟังพูดหลายในนั้นในนี้บ้างไม่ได้หมายความว่าในวันมาฆบูชานั้นพระพุทธเจ้าก็เจอพระร้อยพันสองร้อยห้าสิบองค์แล้วก็บอกว่าท่านทั้งหลายธรรมะของพระพุทธองค์นั้นจงรักชั่วประพฤติดี ให้บริสุทธิ์ถึงจิตและจิตบริสุทธิ์ผ่องใสเอวังจบไม่ใช่นะอย่าไปเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าท่านเทศน์ให้พระ 1,250 องค์ละแค่นี้นะไม่ใช่นั่นมันเป็นคำสรุปรวมที่จริงในพระพุทธเจ้าท่านเทศน์ให้พระ 1,250 องค์แล้วฟังด้วยนัยยะหลายนายมีหลักเกณฑ์มีหัวข้อและอาตมาเทพไปแล้วเนี่ยตั้งหลายหัวข้อทำวิชาสูตรปัญหาสูตรโพชฌงค์ 7 สติปัฏฐานอินทรีย์ 6 อะไรมีเยอะแยะพวกนี้ในนี้นี่อธิบายรวมกันคนที่ยังไม่เคยฟังธรรมะมีภาษาภาษาพระเยอะๆอย่างนี
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive