สื่อธรรมะพ่อครู(อาสวะ อนุสัย) ตอน จะรู้อนุสัยในตนได้อย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาสวะ อนุสัย) ตอน จะรู้อนุสัยในตนได้อย่างไร คำถามของคุณผู้ยังสงสัยถามมาว่า...เมื่ออนุสัยเล็กกว่าอรูปแล้วจะรู้ได้อย่างไรคะ...และมีอะไรเป็นเครื่องหมาย ตอบ...คำว่าเครื่องหมายภาษาบาลี คือคำว่านิมิต นิมิตคือการกำหนดเอง อันนี้แหละคุณต้องทำนิมิตเอง พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะต้องรู้นามรูปด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส คำว่าอุเทสคือการแสดง อย่างที่อาตมากำลังแสดงธรรมนี้ เมื่อฟังรู้แล้ว เอาไปปฏิบัติให้รู้อาการ อนุสัยคือ น้อย (อนุ) มันเล็กละเอียด ที่ถามว่าอนุสัย มันเล็กกว่าอรูป มีอะไรเป็นเครื่องหมาย ..ก็มีของมันเอง คุณก็ใช้ญาณปัญญา ความเฉลียวฉลาดเท่าที่จะรู้กำหนดหมาย แต่ถ้าคุณยังกำหนดเรียนรู้ตัวหยาบ โอฬาริกอัตตายังกำหนดไม่ได้ แล้วดันไปนั่งหลับตาสะกดจิตไปรู้ ภวรูป กามรูป ที่ตาหูจมูกลิ้นกายกระทบภายนอก แล้วศึกษาอัตตากิเลสพวกนี้ก่อนแล้วจะเกิดญาณปัญญาไปตามลำดับ แต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิให้นั่งปฏิบัติหลับตาก่อนก็จะไม่ได้ ต้องฝึกฝนญาณปัญญาไปตามลำดับ แล้วเรียนรู้กิเลสหยาบหมดแล้ว กระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กิเลสไม่เกิด แต่ยังเหลือภายในเป็นรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะอวิชชา ถ้าเป็นอนาคามี แต่กระทบสัมผัสกับภายนอกตลอด จิตก็อุเบกขา มีแต่ภายในระริกระรี้เป็นรูปราคะ อรูปราคะภายในอีก ก็เรียนไปตามลำดับ อนาคามีตากระทบรูปไม่เกิดกิเลส เช่นท้ออินเดีย กระทบแล้ว สวย น่ากิน แต่ก็ไม่เกิดกิเลส แต่รู้ความจริงตามความเป็นจริง ไม่เกิดอาการจิตชอบไม่ชอบ ต้องกำหนดอาการของจิต แล้วทำออกอย่าให้เกิดอาการของอกุศล คุณทำได้ เกิดญาณปัญญาว่าเราไม่มีกิเลสแล้ว รู้ความเป็นจริงยิ่งขึ้น แม้ เป็นสังโยชน์ข้อที่เหลือก็ล้าง มานะ อุทธัจจะ อวิชชาต่อไป ล้างรูปราคะหมดก็เหลืออรูป อรูปนั้น ตัวต้นรองจากรูป เช่นเป็นมานะ ก็ล้าง
อ่านต่อ
มานะอีก พอเหลือเศษธุลีละอองก็ล้างที่เหลืออีก เป็นเศษอุทธัจจะ หมดเกลี้ยงต้องพ้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ทำทุกปัจจุบันเป็น 0 สั่งสมเป็นอดีต 0 อนาคตก็ต้อง 0 กิเลส 0 สมาธิตั้งมั่นเป็นเจตโสอภินิโรปนา เป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องทำอีกเลย มันเป็นเองเป็นตถตา เวทนา 36 ปัจจุบัน ทำให้เกิดอดีต 36 คือมโนปวิจาร 18ให้เป็นเนกขัมสิตอุเบกขา เฉยกลางว่าง เป็นฐานนิพพาน ฐาน 0 กิเลสไม่เกิด ได้อย่างแข็งแรงตั้งมั่นเป็นสมาธิจบแล้วเรียกว่าเป็น สมาหิตังสมบูรณ์แล้ว คุณเป็นคนให้คำตอบเอง เพราะรู้ส่วนอดีต อนาคต ทั้งสองส่วนนี้ในอวิชชา 8 ไม่รู้..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) ไม่รู้..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) ไม่รู้..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ 8) ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) . ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (พตปฎ. ล.34 ข.691 ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ) ในข้อที่ 7 นั้น เป็นส่วนอดีตและอนาคตที่ยังไม่สมบูรณ์ เป็นของเสขบุคคล ส่วนอดีตข้อที่ 5 เป็นของไม่เที่ยง อนาคตข้อที่ 6 ก็เป็นทั้งของเที่ยงและไม่เที่ยง ในข้อที่ 5 คุณยังไม่สามารถทำให้เป็น 0 ได้ ในโลกนี้ไม่ว่ากี่โลก สิ่งที่เที่ยงแท้เป็นศูนย์มีสิ่งเดียวคือนิพพาน ต้องทำซ้ำลงไปให้สำเร็จ หากไม่สำเร็จก็ต้องทำให้เที่ยง ไม่เช่นนั้นสิ่งที่จะตามมาข้างหน้าเรียก อนาคต ก็ต้อง 0 ได้ แม้จะมาทีเผลอไม่รู้ตัวก็ตาม คุณต้องฝึกให้แข็งแรง ให้อนาคต 0 ได้ สั่งสมเป็นอดีตที่แข็งแรง ช่วยให้ปัจจุบัน 0 เมื่อทำอดีต ปัจจุบัน 0 ได้สมบูรณ์ อนาคตก็ 0 แน่นอน (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ถ้าคุณยังทำไม่จบจริง 0 จริง อนาคตก็ไม่ 0 ต้องทำแล้วทำอีกจนกระทั่งอดีตกับอนาคตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเคยเป็นศูนย์ อดีตกับอนาคต ข้อที่ 6 ก็ยังไม่แน่ แต่ข้อที่ 7 แน่ เที่ยง ข้อที่5 ไม่เที่ยง ข้อที่ 6 ไม่แน่ แต่ข้อที่ 7 ทั้งแน่และเทียง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”
อันสุดท้ายปฏิจจสมุปบาท ก็ต้องเรียนรู้ จะรู้ได้อย่างไรว่าอนุสัยเป็นอย่างไร ก็ต้องเรียนรู้ตั้งแต่สิ่งที่หยาบมาก่อนจนมาถึงละเอียดก็จะรู้ได้ 600411_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน 6