570220_พ่อครูที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง นักรบอหิงสา.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570220_โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง นักรบอหิงสา
ผ่านวันระทึกใจมาแล้ว อาตมาก็ร่วมรบอยู่ในสนามใหญ่ อยู่ในกลิ่นควัน เสียงระเบิด อาตมาก็พูดบรรยายให้สติ ก็จะมีผลหรือเปล่าก็ไม่รู้ เขาก็ตัดเสียงไมค์เรา ก็ใช้โทรโข่ง พักหนึ่งก็ไฟดีขึ้น กลับมาใช้ไมค์อีก เจ็ดโมงเช้ายันสองโมง การรบที่จัดจ้านยิงกัน แต่การรบของเรากับกิเลสไม่ง่าย อาตมาก็เห็นใจ ที่สะทกสะท้านตกอกตกใจ อาตมาก็เคยมีอารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้ แต่ก่อน มาบัดนี้ก็ชัดว่าจิตวิญญาณที่ได้ฝึกมาแล้ว ไม่ได้อวดอุตริมนุสธรรมนะ แต่ว่าเป็นของจริงที่เป็นเอหิปัสสิโก เป็นของตนเอง ก็เอามายืนยันกล่าวให้คนมาดูส ิ่ งจริง เป็นนัยลึกของสัจธรรม เชื้อเชิญหรือท้าทายให้มาพิสูจน์ได้ อาตมาก็ดูจิตใจอาตมาก็ธรรมดา คนจะให้ลงไป แล้วคนอื่นเขาก็ยังอยู่ ยังทำงานอยู่ อาตมาจะลงได้อย่างไร ก็ต้องอยู่ช่วยกัน แล้วก็จะเอาหน้ากากมาให้ใส่ พอใส่หน้ากากกันแก๊สเหมือนมนุษย์ต่างดาว นักข่าวก็ชอบก็มาถ่ายภาพ ต่อมาก็ถอด ฝรั่งก็ไม่มาถ่ายภาพ แต่ไปสนใจท่านหนักแน่นที่ใส่หน้ากากอยู่แทน เป็นพฤติกรรมคนที่น่าสนุก ที่อาตมาจะพูดนี้ คือเห็นได้ว่าจิตใจของเราถึงเวลามีผัสสะ เชิงสัมผัสของจริง ไม่ใช่เรื่องเดาเอา แต่เป็นของจริง สัมผัสอยู่ ก็จะเห็นชัดเจน ว่าจิตเราไม่สะทกสะท้านไม่กลัวตาย แต่เราก็ไม่ได้ห่ามคะนอง เราทำตามเหมาะควร ไม่ดื้อรั้นเกินการ ก็เข้าใจทุกอย่างต้องอนุโลมปฏิโลม ต้องอยู่ช่วยกัน ก็ขอบคุณทุกคนที่มีน้ำใจมุ่งมั่น แสดงออก จริงใจ เสียสละ ระเบิดที่ตำรวจเขาถือโล่ ที่ป้องกันระเบิดได้ ตั้งแผงโล่กันเป็นแผง คนเตะลูกระเบิด เขาก็ป้องกันพวกเขาเต็มที่ ที่จริงโล่นั้นป้องกันระเบิดได้ เป็นส ิ่ งยืนยันได้ คนก็ยกย่องตำรวจว่าเป็นฮีโร่ ไปเตะระเบิดออก นั่นเป็น
อ่านต่อ
การมองมุมหนึ่ง เราไม่รู้ว่าใจตำรวจเขาเตะด้วยเหตุใด มันมีสัญชาติญาณว่าไฟมาตกใกล้ตัวเราก็ต้องเตะออก ที่จริงโล่มันตั้งเป็นแผงแล้ว คนนั้นก็ต้องเตะออก การเตะลูกระเบิดลูกนี้ออกไป กับที่จริงใช้โล่เขี่ยออกมาก็ได้ แต่ไม่ใช่ เขาเจตนาเตะออกมา นักข่าวและสมณะสิกขมาตุ อยู่กันเป็นปึกเลย พวกเราไม่มีโล่หรืออะไรเลย ถ้าเตะมาใส่พวกเราจะเสียชีวิตมากมายเลย เมื่อลูกระเบิดตกมา เขาก็ใช้ปฏิภาณเตะ ถ้าเตะมาเราก็ต้องสูญเสีย ฝ่ายเขาก็ต้องรอดตัว แต่พอดี พระสยามเทวาธิราช จังหวะก็เตะไม่ทัน ระเบิดพอดี เขาก็ต้องได้รับเคราะห์ตามวิบากเขา ก็ไม่ได้ไปซ้ำเติมเขา มองแง่หนึ่งเขาก็ป้องกันตัว แต่เขารู้ว่าโล่ป้องกันได้
_มีคุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ส่งคำถามมาถามว่า..... ว่าเหตุการณ์สลายการชุมนุม ในแง่มุมของจิตวิญญาณของคน ทำไมจึงแสดงออกอย่างนี้ ตำรวจ , ผู้ชุมนุม, โดยเฉพาะผู้ชุมนุมจะปฏิบัติอย่างไรไม่ให้ทุกข์ จากความกลัว เศร้าโศกจากการสูญเสีย?... ตอบ...เราได้ผ่านพ้นเหตุการณ์มาแล้วก็ฟังธรรมะเสริม...ทำไมต้องแสดงออกอย่างนั้น ผู้ชุมนุมนี้ไม่เจตนาเป็นศัตรู ไม่คิดจะทำร้ายเขา ส่วนตำรวจเตรียมพร้อมมาด้วยอาวุธ แม้จะอธิบายว่าจะทำอย่างเป็นลำดับ แต่เจตนาทำให้หนัก แต่ผู้ชุมนุม เจตนาจะทำให้เบา ใครหนักมาก็จะทำให้เบา ตอนแรกก็คุยกับพล.ต.ต.ย ิ่ งยศแล้วก็ตกลงกัน จบ เราก็เลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำ มีหลักฐานเลย นึกว่าจะจบ แต่ที่ไหนได้ก็รุกมาด้วยพลโล่ พลปืน แล้วก็มีเหตุการณ์เกิดอย่างที่ว่า แสดงมโนสัญเจตนาของคน ว่าตั้งใจจะเอาให้แรง ไม่ใช่สันติอหิงสา เรียกว่าตั้งใจมารุนแรงเลย ส่วนชาวผู้ชุมนุม อาตมาไม่เชื่อว่าใครจะเป็นพวกอยากให้รุนแรง ซาดิสม์ มาซูคิส ก็อาจมีบกพร่องบ้างที่ชอบรุนแรง... มีจิตวิญญาณเป็นต้นเค้า...แล้วผลออกมาว่า...ผู้ที่ตั้งใจจะมาทำความรุนแรง สรุปว่า อาตมาตัดสินว่าเขาแพ้นะ...แพ้ด้วยรูปธรรมด้วย และโดยทางสัจธรรมนั้นตำรวจแพ้แน่นอน ตั้งแต่ผู้สั่งการมาคือ คุณเฉลิม ผอ.ศรส. เขาก็แพ้ทั้งรูปธรรมนามธรรม สัจธรรม แพ้แน่ นี่คือการชนะ ให้ทำใจอย่างไร ก็คิดอย่างมีต้นเหตุที่จิต มโนบุพพังคมาธัมมา เป็นมโนสัญเจตนา เป็นจิตมุ่งหมาย เช่นเรามามุ่งสันติ อหิงสา ไม่รุนแรง เมื่อแรงมาเราก็จะหรี่ให้เบา ส่วนทางโน้นมีเจตนาจากเบาไปหาแรง เพื่อให้สำเร็จไปสู่จุดมุ่งหมาย แต่มันถึงขีดที่เขาจำนน คือเขาทำแรง แต่องค์รวมของเราไม่ทำแรง ทั้งกายวิญญัติ วจีวิญญัติ เขาก็รู้ว่าพวกเราไม่ได้ทำรุนแรงกับเขา ไม่คิด ฆ่า เขา เราคิดถอยด้วย คิดอหิงสาไปสู่สันติด้วย แต่พวกเ ข าตั้งใจมารุนแรง ภาวะที่กระทบกันก็เกิด เขาเจ็บเขาล้มเขาตาย ต่อหน้าต่อตา ยังไงๆ มนุษย์ที่ยังไม่เป็นอรหันต์จิตสงบหรือคนอำมหิตจริง ก็จะต้องสะทกสะท้าน สลด สะท้อนใจนะ เกิดความรู้สึกได้ จิตที่อำมหิตจะลดลง ทั้งที่ผู้เป็นเจ้านายสั่งการให้เอาให้ได้ คือจะให้สุดที่เลย แต่พอเกิดเหตุการณ์ ตำรวจผู้น้อยที่หามคนบาดเจ็บ พวกเราก็ไปช่วยนะ หลายคน แม้วิสาขา เป็นผู้หญิงเด็กสาว เขาเป็นพยาบาล อาตมาบอกไพรเมือง เขาต้องการเอารถเตียงเข้าไป หามเข้าไปใส่รถ จะได้ช่วยกันเร็วๆ ไพรเมืองกระโดดจากบนเวทีไปช่วยเลย ซึ่งภาวะเหตุการณ์ กายวิญญัติ วจีวิญญัติเหล่านี้ ตำรวจก็เห็นก็ล่าถอยไปไง แม้จะมีข่าวว่า ทางเรามีคนแฝงตัวมาช่วย แม้แต่ลูกระเบิดเขาก็หาว่ามาจากทางเรา อาตมาพูดกลางๆนะ ไม่รู้ว่ามาจากทางไหน? อาตมาก็ไม่รู้ความจริง แม้จะมาจากทางเรา แน่นอนว่าไม่ใช่ของชาวชุมนุมที่นี่ทั้งนั้น เราไม่มีอาวุธขนาดนั้น แล้วอาวุธที่มา ตำรวจเขาก็ต้องรู้ว่า มันต้องมีย ิ่ งกว่านี้ สามัญสำนึกของหลายคนร่วมกัน เขาไม่อยากแพ้ไม่อยากถอยนะ ตำรวจมีตายคนหนึ่งด้วย ในรถอาตมาก็มีรูกระสุนด้วย เขามีมุ่งหมายเจตนาอย่างไรก็ไม่ทราบ ...คนหน้าเวทีว่า ตั้งใจฆ่าเลย...พ่อครูว่าคุณไปรู้ใจเขาได้อย่างไร ..อาตมาก็ไปกินไปนอนในนั้นแหละ บอกให้รู้เลยด้วย ...ไม่ได้ปิดบังอะไร แล้วตำรวจที่ตายก็ตายข้างรถที่อาตมาพักนั่นแหละ … ส ิ่ งเหล่านี้เกิดแล้วทำให้อ่านธรรมาธรรมะสงคราม สำหรับที่อาตมามองเห็น อาตมาว่าพวกเราชนะด้วยความสงบไม่รุนแรง แต่เราไม่รุนแรง นี่คือธรรมาธรรมะสงคราม เป็นความชนะของธรรมะ เป็นสยามเทวาธิราช นี่คือสิ่งชี้บ่งว่า ความแพ้คืออธรรม ความชนะคือธรรม ผู้ชุมนุมที่อยู่หลายคนไม่มีถอย แม้ตำรวจมากมายก่ายกอง ไปถึงสนามหลวง ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ ทั้งเครื่องกลหนัก ตั้งใจปราบให้หมดเลย นักข่าวก็พูดว่า เป็นวันที่เขาจะปราบให้ได้ วันที่ 19 เขาต้องเข้าทำเนียบให้ได้ เขาจึงเจตนามุ่งมั่น แต่เขาไปไม่ถึง ก็เพราะเหตุที่อธิบายไป เห็นได้ว่าทั้งผู้ชุมนุม ไม่สะทกสะท้าน สรุปในค่ารวม ให้คะแนน 95 % สำหรับการต่อสู้ของมวลปชช.ที่แสดงออกได้อย่างนี้ ส่วนตำรวจนั้นให้คะแนนสอบได้ในส่วนที่ได้ คือ คุณธรรมความดีที่เขาถอย ที่เขารู้จักแพ้ รู้จักไม่ดันทุรังจะทำต่อไป ทั้งที่เขามีกำลังพลอาวุธ รับรองว่าเขาชนะแน่นอน เราไม่มีอาวุธ แต่ไม่ทราบว่าผู้ไม่ทราบฝ่ายจะมามากไหม แล้วตำรวจจะเกรงหรือไม่ก็ไม่รู้และไม่เดาด้วย เกรงว่าผู้ไม่ทราบฝ่ายจะมา ต่อสู้อีก ก็ต้องให้คะแนนกุศลเขา แต่ค่ารวมที่เขาทำอกุศลนั้นมากมายเลยว่า เราต้องมองมุมดีมุมเสีย กุศล อกุศล เป็นเช่นนั้น แล้วตำรวจควรทำอย่างไร?...อาตมาก็ว่าควรสำนึกว่า ทุกคนคือพี่น้องไทย อย่ามาฆ่าแกงกันเพราะเพื่ออำนาจผู้ใดผู้หนึ่ง ที่ไม่ควรส่งเสริม เพราะเขาใช้อำนาจผิด เถื่อน ก็ตัดสินสารพัดแล้ว แม้แต่คำพิพากษาศาลแพ่งเมื่อวานนี้ก็ส่อแสดงว่า คณะที่คุณไปเป็นลิ่วล้อเขา ทางคณะโน้นเขาประกาศฉุกเฉิน เสร็จแล้วศาลตัดสินว่าสรุปว่า ไม่เพิกถอนพรก.ฉุกเฉิน แต่มีคำสั่งคุ้มครอง จึงสั่งห้าม จำเลย 9 ข้อ 1. ห้ามจำเลย มีคำสั่ง ให้เจ้าหน้าที่สลายการชุมนุม 2. ห้ามจำเลยยึดอายัด สินค้า อุปโภค บริโภค ที่ใช้ในการสนับสนุนการชุมนุม ของโจทก์ และผู้ชุมนุม 3. ห้ามจำเลย ตรวจค้น รื้อถอน สิ่งปลูกสร้าง ของผู้ชุมนุม 4. ห้ามจำเลย ห้าม ผู้ชุมนุมซื้อขายสิค้า เครื่องอุปโภค บริโภคที่ใช้ในการชุมนุม 5. ห้ามจำเลย ปิดการจราจรเส้นทางคมนาคม 6. ห้ามจำเลย สั่งห้าม ชุ มนุมตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป 7. ห้ามจำเลย สั่งห้ามใช้เส้นทางคมนาคม ตามที่จำเลยกำหนดไว้ในประกาศ 8. ห้ามจำเลย สั่งผู้ชุมนุมห้ามใช้อาคาร 9. ห้ามจำเลย มีคำสั่งห้ามบุคคล เข้า และ ออก พื้นที่การชุมนุม ส่วน ประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ศาลแพ่ง ไม่มีคำสั่ง เพิกถอนแต่อย่างใด อาตมามองว่า ทางด้านโน้นทำอะไ ร ไม่สุจริต ทางศาลก็แสดงออกอย่างผู้ใหญ่ ก็เอาที่เขาทำมาย้อนเกล็ด เป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ท่านเรียกว่า วิญญัติรูป คนที่มีญาณปัญญาก็จะรู้ได้ว่า เขาทำกรรมออกมา มีมโนสัญเจตนาอย่างไร? โดยสำเนียงสุ้มเสียงภาษา สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ถ้าเราไม่เรียนปฏิบัติจริง จะไม่รู้จริง ว่าตนได้บรรลุหรือไม่? ก็จะเป็นเพียงคาดคะเน ไม่จริง แต่ถ้าสัมผัสของจริงจะรู้ได้ว่ามีจริงไหม จะเห็นแก่นเลย ลึกซึ้ง เป็นวิมุติ มนุษย์ที่ได้เรียนรู้ศึกษาวิชาการความรู้ทางโลก ก็ได้ความรู้สามารถเทคนิค อย่างใดๆ การไปสร้างความเลวร้ายเช่นการสร้างอาวุธ ก็ไปทำมาเป็นอาวุธ คำว่าอาวุธปืนหรือระเบิดมันสร้างมาเพื่อฆ่ากัน คนที่สร้างอาวุธมาในโลกนั้นบาปทั้งนั้น บาปหนัก เพราะอาวุธมีไว้ฆ่าคน พระพุทธเจ้าว่ามิจฉาอาชีวะ 5 ข้อแรกคือ สัตถวณิชชา คืออย่าค้าขายอาวุธ ซึ่งอยู่ในมิจฉาวิณิชชา 5 พระพุทธเจ้าห้ามไว้ว่า อย่าทำ 1 . การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) 2 . การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) 3 . การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) 4 . การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) 5 . การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) เมื่อใดคุณกินเนื้อสัตว์อยู่ แม้ไม่ได้ฆ่ากินเอง แต่ไปซื้อมากิน เขาก็ต้องฆ่าสัตว์ไว้เพื่อให้คุณซื้อ คนซื้อคือคนสั่งให้เขาฆ่า เป็นเหตุเป็นบาปจริง เฉลี่ยกันไปตามนั้น ถ้าคุณกิน 100 คนเขาก็ต้องฆ่ามาให้พอ แต่ถ้าคนกินลดลง เขาก็ต้องฆ่าลดลงๆ ถ้าไม่กินเลย เขาจะลงทุนฆ่าทำไม เขาก็ชีวิต เราก็ชีวิต เราเอาเนื้อเขามายังชีพเราทำไม ศึกษาดูจะรู้ว่าคนเป็นสัตว์กินพืช ไม่ใช่เป็นสัตว์กินเนื้อสัตว์ ศึกษาดู ตั้งเป็นแสนปีแล้ว คนก็ยังมีสรีระอย่างนี้ ทั้งฟัน ทั้งลำไส้ ก็เป็นเหมือนเดิม แม้น้ำย่อย ผู้เรียนรู้สรีรวิทยา ก็จะรู้ว่าสัตว์กินเนื้อก็จะมีน้ำย่อยแบบสัตว์กินเนื้อ ส ิ่ งมัวเมา ตั้งแต่หยาบๆ ลึกซึ้งกันไป ตั้งแต่มอมเมาด้วยกามคุณ อบายมุข เขาปรุงแต่งกันจัดจ้านเลย และสุดท้ายคือ พิษ ที่หยาบๆคือ กินแล้วตายเลย แม้แต่พวกเฮโรอีน สารพิษกดประสาทต่างๆ ที่ทำลายเซลล์ มันไม่ตายทันทีก็ตาย เป็นพิษ อย่าค้าอย่าขาย ส ิ่ งเป็นพิษนั้นคือของกิน แต่ส ิ่ งอุปโภค ตั้งแต่อาวุธ อะไรที่จะเป็นพิษภัยต่อชีวิต อย่าสร้างขึ้นมา เป็นต้น อย่าค้าขายส ิ่ งเหล่านี้ ถ้าทำได้ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส โลกจะสงบสุข การทำใจไม่ ให้ ทุกข์ …..ต้องมองเห็นประโยชน์ส่วนรวมที่จะแก้ไขประเทศชาติ จะพาพ้นทุกข์ จะทำอย่างไรให้พ้นทุกข์ ก็มาช่วยกันชุมนุมให้มาก นี่คือข้อแรกเลย ส่วนความกลัว ถ้าปชช.ออกมาสัก 10 ล้าน วันๆหนึ่ง รับรองว่า ศรส. หรือตำรวจก็กระดิกไม่ออกแน่ ถ้ามารวมกันวันละ 10 ล้าน ทำอย่างสงบ เรียบร้อยสุภาพ เลี้ยงดูกันได้ อยู่อย่างสาธารณะ ก็รับรองเลยว่า ไม่ เกิด รุนแรง หรือเอาแค่วันละ 1 ล้านเดียวไม่เกิด เอาแค่ในกทม.ก็ได้ ที่นอนๆอยู่นี่ต่างจังหวัดทั้งนั้นแหละ คนกทม.ไปเช้าเย็นกลับ ถ้าวันละล้านคน เขาทำอะไรไม่ได้หรอก แล้วเราแยกกันหลายเวที ปชช.ไม่น้อยเลยมาอยู่กันนี่ ถ้า 10 แห่ง แห่งละแสนคน ชนะอย่างเหลือกินเลย ไม่ต้องทำอะไร แสดงพลังอธิปไตยเลย ให้รัฐบาลหยุด ให้เข้าใจพลังอธิปไตยของปชช. มีสิทธิแสดงออก มันเป็นความต้องการถือหาง ปชช. เขามาไล่คุณ คือปชช.กับรัฐบาล มาออกเสียงกันเลย ถ้าพร้อมเพรียงกันเลยได้นะ พิสูจน์กันนะคนไทย ทุกวันนี้ก็เรียกทีละล้านได้ ส่วนทางโน้นรวมกันได้ไม่มากนัก ออกมา แสดงอธิปไตย 1 คน 1 เสียง ไม่ใช่แค่เลือกตั้งเท่านั้นที่เป็นปชต. ซึ่งเป็นความรู้ไม่ใช่แค่หางอึ่ง แต่เป็นความรู้แค่หางคนเท่านั้น เรื่องเลือกตั้งเป็นสิทธินิดหน่อย แต่ออกมาอย่างนี้ทั้งเต็มอำนาจเลยทั้งตัว เป็นหน้าที่องค์รวมเลย เป็นอธิปไตย เมื่อสังคมต้องการ เปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็ออกมา 1 คน 1 เสียงที่ออกมาประท้วงนี่ย ิ่ งใหญ่กว่า 1 คน 1 เสียงที่ออกมาเลือกตั้ง ถ้าเข้าใจเช่นนี้ไม่ได้ ไม่ใช่นักรัฐศาสตร์ ก็มีข่าวมาว่า...คุณเฉลิม แถลงว่า...ไม่เคยสั่งสลายการชุมนุมสักเวทีแม้แต่ครั้งเดียว...ส่วนเหตุสะพานผ่านฟ้า ม็อบเป็นผู้สลายตำรวจ....คนหน้าเวทีโห่ใหญ่เลย...แต่พ่อครูว่าถูกแล้ว ม็อบสลายตำรวจด้วยความสงบ ไม่ใช้อาวุธ ..เก่งไหม? โดยที่ตำรวจมีอาวุธพร้อม โล่เขานี่หนักมาก ยกแขนเดียวไม่ขึ้นเลย หลายคนพวกเราก็แสดงธรรมเก่ง แต่ก็อย่าแสดงธรรมเกินตัว เรามีเราก็บอกว่ามี เราไม่มีเราก็บอกว่าไม่มี ไม่ใช่เหนียมอาย จริงใจประมาณ เรามีมากแต่เราบอกไม่เป็นอ่อนน้อมถ่อมตนบอกไม่หมด ถึงเวลาจะออกเต็มก็ได้ แต่ถ้ามันเกินที่เรามีก็บอกกัน มันก็ไม่บาปไม่ผิด แต่เพราะเรียนแล้วเพี้ยน การที่บอกว่าอวดอุตริมนุสธรรมนั้นบอกไม่ได้เลย เป็นการเลี่ยงบาลี กลัวผิด เมื่อไม่อวดเลย ก็ไม่มีใครกล้าบอกเลย แล้วคนที่บรรลุแล้ว กายวิญญัติ วจีวิญญัติเป็นเช่นใด ก็ไม่รู้ ก็เดากันไป ทำทีว่าฉันเป็นอรหันต์แต่ไม่บอก ให้ลูกศิษย์เดาเอา ขนาดอรหันต์ยังบอกไม่ได้ แล้วก็เลยกลายเป็นธรรมะที่ไม่รู้กันได้อย่างแจ้งชัด เป็นธรรมะพรางลวง เป็นความเสื่อม ความเดา เป็นของหลอก จิตคนที่หลอกก็เสแสร้ง ธรรมะจึงเพี้ยนมาจนบัดนี้ เป็นคำสอนที่นับถือกันมาเป็นปรัมปรา ถือว่าผิดเป็นถูก ย ้ำ อีกทีว่าถ้าเราไม่บรรลุ ไม่ควรแสดงธรรม ไม่บอก ท่านจะให้แสดงธรรมนั้นมีหลักอยู่ว่าเป็นธัมกถึก เราเป็นโสดาบันก็บอกว่าเราเป็นโสดาบัน อย่าไปแสดงว่าเราเป็นสกิทาคามี คนจะธัมกถึกต้องมี 1 . ศรัทธา (เชื่อถือเลื่อมใสในอริยสัจเป็นต้น) 2 . ศีล (ในบริบทที่สูงไปสู่สีลสัมปทา แห่ง จรณะ 15 ) ทำศีลให้บรรลุ แม้กระทบกระแทกมาอย่างไรก็ไม่กระเทือน กายวาจา ไม่แสดง เพราะใจเราไม่มีเหตุที่จะทำให้เกิดอกุศล ไม่ปรุงแต่งด้วย ไม่มีโทสมูล ทั้งหยาบ กลาง ละเอียด ไม่มีโทสะมาสัมปยุตเลย ทั้งกายวาจาใจ นี่คือศีลบริสุทธิ์ 3 . พหูสูต / พาหุสัจจะ (รู้สัจจะบรรลุจริง จนรู้มากขึ้น) 4 . เป็นพระธรรมกถิกะ (อธิบายสัจธรรม สอนความจริง) กล่าวธรรมที่ตนมี อาจกล่าวกับคนเดียวก่อน แล้วก็กล่าวธรรมกับหลายคนได้ จนคนเป็นหมื่นได้ 5 . เข้าสู่บริษัท (สู่หมู่กลุ่มอื่น) 6 . แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท แสดงว่ามีใจไม่สะทกสะท้าน มีพลัง 4 สูง จนพ้นภัย 5 แม้หมู่ศัตรูก็ไม่สะทกสะท้าน กล้ากล่าวสัจธรรมได้ 7 . ทรงวินัย ต้องรู้จักกฎเกณฑ์ ถ้าไม่มีก็รู้ได้ยาก เขาว่าอย่างนี้ก็เข้าเมืองตาหลิ่ว ก็หลิ่วตาตาม บ้าง ไม่ละเมิดธรรมวินัย ไม่เสีย ไม่ผิดหรอก เราทำงานกับสังคม ก็ต้องมีวินัย ไม่อย่างนั้นเละเลย 8 . อยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีในเสนาสนะอันสงัด (คืออุเบกขา) ถ้าจิตติดสงบ ก็จะมีอุปาทาน ก็ติดที่ ผู้ที่จะทดลองไปอยู่ป่า ศาสนาพุทธให้ไปทดลองได้ แต่ป่านั้นยากที่จะได้วิเวก 3 จิตยากที่จะอภิรมย์ พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอุบาลีว่ายากที่จะอภิรมย์กับการออกป่า คนจะไปป่าต้องมีภูมิสูงแล้ว เช่นอนาคามี ทำไม? เพราะว่าผู้นี้มีภูมิ มีสมาธิแล้ว ก็ไปตรวจสอบว่าคุณเป็นอนาคามีไหม จะฟุ้งไปหากามไหม หรือจะตกถีนมิทธะหรือเปล่า? ถ้าอยู่กับสังคมคุณต้องตรวจสอบกามกับพยาบาท คุณอยู่ในป่าต้องตรวจสอบ กามกับ อุทธัจจะ ฟุ้งซ่านไปหาโลกธรรม หากาม ไหม? พระพุทธเจ้าว่าไม่จมก็ลอย ไปตรวจสอบว่าเราจะพ้นไหม กาม ไม่มีมายั่วยวน แต่จิตเราฟุ้งซ่านไปในกามไหม หรือว่า จมในถีนมิทธะหรือฟุ้งเป็นอุทธัจจะหรือไม่? เราก็ไปตรวจสอบแล้วก็จะได้รู้ว่าเราติดหรือไม่? ออกไปไม่ต้องนาน ไปให้รู้ว่าเราติดหรือไม่แค่นั้น ก็จะได้รู้ว่าเราเหลือเท่าไหร่ และที่ว่ายินดีในป่าหรือเสนาสนะอันสงัด ...อาตมานั้นยินดีในป่า อาตมาอยู่ที่ไหนก็พาสร้างป่า เช่นสันติอโศก อย่างปฐมอโศกเป็นต้น 9 . ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน 4 10 . ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 10 ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้ เกิดความเลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง