570216_พ่อครูที่ป้อมพระกาฬ เรื่อง อารยะที่เป็นโลกุตระ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข26 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570216_พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 ที่ป้อมพระกาฬ เรื่อง อารยะที่เป็นโลกุตระ

พ่อครูว่า...ที่บ้านราชฯมีงานศพของคนเก่าแก่ คือโยมเกี่ยวบุญ อายุได้ 78 ปี ซึ่งอยู่กับเรามานาน ถ้าเราได้พิจารณาอย่างดีในคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก หากขาดความเพียรและประมาทก็ผิดเลย เพียรเก่งๆแต่ประมาทก็ตกหลุมบ่อ ไปไม่ไหว วันนี้อาตมาจะเอาของผู้ที่เขียนมาถาม เป็นการตอบคำถาม ใครจะเขียนมาก็ได้เลย … วันก่อนจากผู้เห็นใจชาวนาเขียนถามมาก็ตอบไปบ้างแล้ว ก็ขอตอบเพ ิ่ มเติม _ ชาวนาฆ่าตัวตายไปหลายคนแล้ว ไม่มีใครเตือนสติ ก็เลยคิดสั้น อาตมาก็ตอบไปแล้ว ตอบ...คนเรามีวิบากซับซ้อนมาก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ แต่เราไม่ละเอียดพอไม่เข้าใจ ว่าเราได้ร่างเป็นมนุษย์ยากแสนยาก ไม่เข้าใจก็ตกในอบายภูมิ คนเกิดมาชาติหนึ่งๆ สะสมกิเลสใส่ตน ถ้าได้จิตวิญญาณเข้าโลกุตรภูมิก็จะมีหลักประกัน เป็นโสดาบันเป็นต้น แม้โสดาปัตติมรรคก็ยังไม่ได้ดีมาก ก็ต้องไปตามวิบากมากมาย องค์คุณของโสดาบันมี - โสตาปันนะ (เข้าสู่กระแสโลกใหม่คือโลกุตระ) - อวินิปาตธัมโม (ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา) - นิยตะ (เที่ยงแท้แน่นอนสู่มรรคผลที่สูงขึ้น) - สัมโพธิปรายนะ (มุ่งตรัสรู้ในภายหน้า) ได้เกิดมาเป็นคนไปตลอด (พตปฎ. เล่ม 19 ข้อ 1475 ) ซึ่งคนเราจะไม่ได้เกิดมาเป็นคนได้ง่ายๆหรอก ตายไปแล้วจะไปตามวิบากเสียมาก ไปใช้หนี้บาป ตายไปตกนรกแต่ละคนอีกนาน จึงลืม ส เท งที่ผ่านมา แม้แต่ตกนรก สัตว์ที่จุติ*(ตาย) จากมนุษย์แล้วกลับมาเกิดในภูมิแห่งมนุษย์ มีส่วนน้อย ..ส่วนที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในนรก เกิดในภูมิเดียรัจฉาน เกิดในปิตติวิสัย (เปรต) ย่อมมีมากกว่าโดยแท้ (*สัตว์ที่จุตินั้นหมายถึง โอปปาติกะสัตว์) อ.มั่นเคยพูดว่าตายไปเกิดเป็นสัตว์หลายร้อยชาติ

อ่านต่อ

เพราะโลกียะไม่มีภูมิที่จะเปลี่ยนแปลงให้เจริญได้ทันกาล ไม่มีทางที่จะมาเป็นมนุษย์ได้ เป็นเรื่องละเอียดละออ อจินไตย พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ อย่าประมาท 1 .การได้เกิดมาเป็นคนก็ยากสุดยาก 2 .และได้มีอาการ 32 ครบก็ยากสุดยาก 3 .และเกิดมาแล้วไม่ตายไปก่อนก็ยาก และ 4 .ได้พบพุทธศาสนา และการจะได้มี มนุษย์ชาวชมพูทวีป ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตร-กุรุทวีปและเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ 3 คือ เป็นผู้กล้า (สุรภาโว) เป็นผู้มีสติ (สติมันโต) เป็นผู้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์อันเยี่ยม (อิธ พรหมจริยาวาโส) ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีปประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีป และพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ 3 ประการนี้แล (พตปฎ. ล. 23 ข. 225 ) เป็นเรื่องสำคัญมาก ผู้ใดได้ร่างกายนี้เป็นคน มาพบพุทธศาสนา และได้มาพบ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มาพบโลกุตรบุคคล ถ้าปล่อยปละละเลย ก็ตกไปแน่ ก็น่าเสียดายยิ่งกว่าเป็นโมฆบุรุษ อาตมาก็พยายามให้สติเตือน อย่าปล่อยปละละเลย พบส ิ่ งดีแล้วอย่าทิ้งเสีย ไม่ใช่ว่าอาตมาหลงศาสนา หลงธรรมะ แต่เป็นเรื่องจริงที่ควรเป็น พยายามมีชีวิตทุกเวลาจนกว่าจะตาย การที่จะไปฆ่าตัวตายนั้นอย่าทำ

_ ถามมาอีกว่า นิทานเรื่องอึ่งอ่างกับวัว นั้นเป็นอย่างไร? พ่อครู ตอบ....ก็คือรัฐบาลเข้าใจผิด รวมหัวกัน โดยขัดไม่ได้หรือเป็นทาสกิเลส อาจหลงว่าสิ่งนี้ดีจริงๆ สนับสนุนกันช่วยกันอยู่ เบ่งๆๆ ความผิด จะซ้ำซ้อน เหมือนอึ่งอ่างเบ่ง ยิ่งเบ่งก็เป็นราศีความชั่วยิ่งส่อเป็นความซับซ้อนที่ละเอียดเลย เสร็จแล้ว ถึงวาระก็ท้องแตกตายไป เขาทำอย่างเป็นการพรางลวง ปลิ้นปล้อนตลบแตลง เป็นความชั่วความเลว แล้วก็บรรยายว่ากำนันสุเทพก็เหี่ยวลงๆ อาตมาดูช่องเอเชียอัพเดทก็เรียงหน้ามาพูด แอ็คท่าเก่งในการพูด แม้ใจจะเสแสร้งก็ตาม หรือเข้าใจเช่นนั้นจริงๆก็ตาม อาตมาก็อ้างอิง นิทานอีสปมาอ้างอิงเท่านั้น ที่อาตมาเน้นย้ำธรรมะ ผู้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจะรู้จักคำว่าแพ้ และชนะอย่างสำคัญ คำว่าแพ้นี่ลึกซึ้ง มีคำว่าแพ้อันหนึ่งคือคำว่า ปาราชิก คือแพ้อย่างเด็ดขาด ตายจากศานาพุทธเลย คำว่าปาราชิกคือตายจากชีวิตที่ควรได้ คือไม่สามารถได้ธรรมะพระพุทธเจ้า คนเกิดมาควรได้ธรรมะ แต่ผู้ที่ทำผิดจนแพ้เลย โดยสัจธรรม ถ้าสังคมเขารู้ คนไหนปาราชิก แล้วปกปิดปิดบังโกหกทุกกิริยา เป็นคนโกหกทุกกิริยา แล้วเราก็ทำเหมือนว่าเราไม่ผิด ทั้งที่เราผิด แม้ไม่เกี่ยวข้องก็พาดพิงถึงเราก็กลบเกลื่อนซับซ้อน กรรมที่ทำผิดนั้นบาปซ้ำซ้อน ทำผิดก็บาปแล้ว ยิ่งมาทำกลบเกลื่อน ความผิดนั้นก็ออกดอกออกผล งอกเงย ธรรมะพระพุทธเจ้าจึงให้สารภาพเสีย ยิ่งไม่บอกยิ่งหมักหมมเน่าใน คำว่าปาราชิกนี้ มี ปาราชิก สิกขาบทที่ 1 ภิกษุใด ถึงพร้อมซึ่งสิกขาและสาชีพของภิกษุทั้งหลาย แล้วไม่บอกคืนสิกขา ไม่ทำความเป็นผู้ทุรพลให้แจ้ง เสพเมถุนธรรม โดยที่สุดแม้ในสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้ สิกขาบทที่ 2 ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ เป็นส่วนแห่งโจรกรรม จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้ สิกขาบทที่ 3 ภิกษุใด จงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตราอันจะปลิดชีวิต ให้แก่กายมนุษย์นั้น หรือพรรณนาคุณแห่งความตาย หรือชักชวนเพื่ออันตาย โดยหลายนัย แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้ สิกขาบทที่ 4 ภิกษุใด ไม่รู้เฉพาะ [คือไม่รู้จริง] กล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้ามาในตน อันผู้ใดผู้หนึ่งถือเอาตามก็ตาม ไม่ถือเอาตามก็ตาม [คือเชื่อก็ตาม ไม่เชื่อก็ตาม ถูกซักถามก็ตาม ไม่ถูกซักถามก็ตาม] เป็นอันต้องอาบัติแล้ว แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้ เว้นไว้แต่สำคัญว่าได้บรรลุ จะแสดงออกด้วยกายวิญญัติ หรือวจีวิญญัติว่าเราบรรลุ ด้วยความอยากอวดโอ่ ส่วนผู้ที่หลงตนว่าตนมีคุณธรรม หลงจริงๆ ว่าตนมี แต่ไม่ใช่ ที่จริงเป็นมิจฉาผล ถ้ารู้ตัวก็ปลงอาบัติเสีย แต่ถ้าทั้งรู้ ตนก็เจตนาอยากอวดโชว์ ว่าฉันเป็นนะ _ และมีสมณะเขียนมาอีกว่า...น้อมนมัสการพ่อท่านฯด้วยความเคารพยิ่งครับ ได้ฟัง ปุตตมังสสูตร เมื่อวานและวันนี้ ผมได้ไปค้นอ่านเพิ่มเติมในอรรถกถา สะดุดใจ สะดุ้ง ละอายกับการขบฉันที่ผ่านๆมา เป็นเพียงแค่รูปแบบ พิธีกรรม การพิจารณาอาหารก่อนเคี้ยวกลืนไปถึงใจยังเป็นไปได้น้อย... พระองค์ได้ทรงเห็นกุลบุตรบางพวกผู้บวชใหม่ ผู้ไม่พิจารณาแล้วบริโภคอาหาร ครั้นพระองค์ทรง เห็นแล้วทรงพระดำริว่า เราบำเพ็ญบารมีสิ้น 4 อสงไขยกำไรแสนกัป จะได้บำเพ็ญเพราะเหตุแห่งปัจจัยจีวรเป็นต้นก็หาไม่แต่ ที่แท้บำเพ็ญเพื่อประโยชน์แก่พระอรหัตอันเป็นผลสูงสุด ภิกษุแม้เหล่านี้บวชในสำนักเรา มิได้บวชเพราะเหตุแห่งปัจจัยมีจีวรเป็นต้น แต่บวชเพื่อประโยชน์แก่พระอรหัตนั่นเอง บัดนี้ ภิกษุเหล่านั้นกระทำสิ่งที่ไม่เป็นสาระนั่นว่าเป็นสาระ และสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์นั่นแลว่าเป็นประโยชน์ ธรรมสังเวชเกิดขึ้นแก่พระองค์ด้วยประการฉะนี้

ลำดับนั้น พระองค์ทรงพระดำริว่า ถ้าจักสามารถบัญญัติปัญจมปาราชิกขึ้นได้ไซร้ เราก็จะพึงบัญญัติการบริโภคอาหารโดยไม่พิจารณาให้เป็นปัญจมปาราชิก แต่ไม่อาจทรงทำอย่างนี้ได้ เพราะว่าอาหารนั้นเป็นที่ส้องเสพประจำของสัตว์ทั้งหลาย แต่เมื่อเราตรัสไว้ ภิกษุเหล่านั้นก็จักเห็นข้อนั้นเหมือนปัญจมปาราชิก เมื่อเป็นเช่นนั้นเราก็จักตั้งการบริโภคอาหารที่ไม่พิจารณานั้นว่า เป็นกระจกธรรม เป็นข้อสังวร เป็นขอบเขต ซึ่งเหล่าภิกษุในอนาคตรำลึกแล้ว จักพิจารณาปัจจัย 4 เสียก่อน แล้วบริโภค ที่ผมสะดุดมากๆจากอรรถกถานี้คือ ปัญจมปาราชิก...ทุกคำข้าวที่กลืนกินอย่างขาดการพิจารณา พระพุทธองค์เปรียบดั่ง ปาราชิกข้อที่ 5... หากกำหนดสำคัญเช่นนี้จริง เฉพาะแค่ชาตินี้...ผมปาราชิกมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว... อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นความรู้ใหม่ ปฏิกูล 9 ประการ... อาหารคือเนื้อลูกของสองสามีภรรยานั้น ไม่ใช่กินเพื่อจะเล่น ไม่ใช่กินเพื่อจะมัวเมา ไม่ใช่กินเพื่อประดับ ไม่ใช่กินเพื่อตกแต่ง เพราะปฏิกูลด้วยเหตุ 9 ประการ เป็นอาหารเพื่อข้ามผ่านทางกันดารอย่างเดียวเท่านั้น พ่อครูว่า… หากจะถามว่า เพราะปฏิกูลด้วยเหตุ 9 ประการ อะไรบ้าง พึงแก้ว่า เพราะเป็นเนื้อของผู้ร่วมชาติ 1 เพราะเป็นเนื้อของญาติ 1 เพราะเป็นเนื้อของบุตร 1 เพราะเป็นเนื้อของบุตรที่รัก 1 เพราะเป็นเนื้อเด็กอ่อน 1 เพราะเป็นเนื้อดิบ 1 เพราะไม่เป็น โครส 1 เพราะไม่เค็ม 1 เพราะยังไม่ได้ปิ้ง 1 จริงอยู่ สองสามีภรรยานั้นเคี้ยวกินเนื้อบุตรนั้น ซึ่งปฏิกูลด้วยเหตุ 9 ประการเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้ จึงมิได้เคี้ยวกิน ด้วยความยินดีติดใจ แต่ตั้งอยู่ในภาวะกลางๆ นั่นเอง คือ ในการบริโภคโดยไม่มีความพอใจและยินดี มีใจแตกทำลาย เคี้ยวกินแล้ว... ในการกำหนดรู้ในอาหารนั้น กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว, อาหารที่กิน) รวมถึง อาหาร 4 (กวฬิงการาหาร - กำหนดรู้กามคุณ 5 , ผัสสาหาร - กำหนดรู้ในเวทนา 3 , มโนสัญเจตนาหาร - กำหนดรู้ในตัณหา 3 , วิญญาณหาร - กำหนดรู้ในนาม-รูป) คนเห็นเนื้อหาสาระก็จะพิจารณาได้ถูกต้อง อ่านพิจารณาในอาหาร ทุกคำข้าวที่คุณกิน ถ้าไม่พิจารณาก็เหมือนปาราชิกทุกครั้ง มาอธิบายนัยของการกินอาหารคือคำข้าว เป็นเรื่องที่จริงที่สุด ถ้าไม่พิจารณาก็จะตกอยู่ในอำนาจกิเลส คนที่ไม่รู้จักสิ่งสูง เห็นว่าเป็นสิ่งต่ำ เป็นคนพาล เขาโง่อย่างไม่เดียงสา การที่จะพิจารณา กินอาหารอย่างไม่มีผลักหรือดูด กินอย่างนิพพาน กินอย่างผู้มุ่งอรหัตตผล ให้พิจารณาเสมอ ในรูป รส กลิ่น สัมผัส ยกตัวอย่างมะม่วงน้ำดอกไม้ที่อยู่บนโต๊ะนี่ เมื่อสัมผัสทางตาแล้วก็ชอบ โอ้โห ยิ่งกลิ่นมันดีอีก เอามาใส่ปากได้รสอีก แล้วก็มีอ่อนนุ่มแข็งอีก กินก็ซี๊ดปากอีก ในเบญจกามคุณ ก็ได้สวรรค์หอฮ่อ เราก็พิจารณาว่าแท้จริงมันไม่ได้เป็นสุขหรอก มันเป็นของหลอก พระพุทธเจ้าก็ยังต้องกินอาหาร แต่ท่านพ้นไม่ติดแล้วก็กินได้อย่างสบาย อย่างอาหารอาตามาใครเคยมารอรับอาหารอาตมาบ้าง ก็เป็นอาหารที่ปรุงแต่งน้อย ไม่อร่อยหรอก แต่เมื่อก่อนอาตมาเคยฝึกกินพริก แต่ตอนนี้ไม่ได้กินนานแล้ว อวัยวะมันไม่ค่อยรับแล้ว ตอนที่หัดฝึกปฏิบัติตอนก่อนออกบวช ก็ฝึกกินสำรวม ก็ปนกันหมด เวลาพิจารณา ก็พิจารณาเวลาสัมผัส อาหาร แล้วก็ตามรู้เข้ามาภายในเป็นกายในกาย เป็นเวทนา ว่าเรามีความชอบมากเป็นสวรรค์มาก เราก็พิจารณาว่ามันเป็นเท็จ เห็นกิเลสมาแสลนเลย เราชอบใจก็ปรุงรสตามที่ชอบ ก็เป็นเทวดาสมมุติ แท้จริงเป็นสัตว์นรกตลอดเวลา เสริมกิเลสไปตลอด พิจารณาจริงๆว่าเป็นอัสสาทะ พิจารณาว่าเหมือนกินเนื้อบุตร พึงแก้ว่า เพราะเป็นเนื้อของผู้ร่วมชาติ 1 เพราะเป็นเนื้อของญาติ 1 เพราะเป็นเนื้อของบุตร 1 เพราะเป็นเนื้อของบุตรที่รัก 1 เพราะเป็นเนื้อเด็กอ่อน 1 เพราะเป็นเนื้อดิบ 1 เพราะไม่เป็น โครส 1 เพราะไม่เค็ม 1 เพราะยังไม่ได้ปิ้ง 1 .

อย่างที่พระพุทธเจ้าให้พิจารณาสติปัฏฐาน 4 อะไรที่เราชอบกินก็ปล่อยได้วางได้ อะไรไม่ชอบแต่มีประโยชน์เราก็กินได้ ยิ่งออกจาริกบิณฑบาต เขาให้อะไรมาก็พิจารณาแล้วขบฉันตามจำเป็น การไปนั่งสมาธิหลับตาเข้าภวังค์ก็เป็นการพักจิตได้ ต้องพิจารณาทุกคำข้าว ต้องรู้ว่าเราเป็นสัตว์นรก สวรรค์ เป็นเทวดา มาร พรหม พิจารณาเหตุที่ทำให้เราเป็น 1 . นิรยะ (จิตนรกเร่าร้อน มีทุกข์สาหัสมาก) 2 . ติรัจฉานโยนิ (ภูมิจิตเดรัจฉาน ไม่เจริญขึ้น) 3 . เปตติวิสัย (ภูมิแห่งเปรต-จิตละโมบใคร่อยาก) 4 . มนุสสะ (จิตเทวดาในมนุษย์ใจสูง) 5 . เทวะ (จิตสูงส่งอย่างเทวดา, อุบัติเทพ) (พตปฎ. เล่ม 11 ข้อ 281 ) พิจารณาใน อนุปัสสี 4 1 . อนิจจานุปัสสี (ตามเห็นความไม่เที่ยงของกิเลสตัณหา) 2 . วิราคานุปัสสี (ตามเห็นความจางคลายของกิเลส) 3 . นิโรธานุปัสสี (ตามเห็นความดับของสัตว์กิเลสตัณหา) 4 . ปฏินิสสัคคานุปัสสี (เห็นการย้อนทวนกลับไปสลัดคืน) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 288 )

รู้ว่าอะไรเกิดอะไรดับ สัตว์เทวดาเกิดเป็นสมมุติเทพหรืออุบัติเทพ ทำได้เก่งขนาดไหน เป็น 1 . วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) 2 . ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) 3 . สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) 4 . ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) 5 . นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) (พตปฎ. เล่ม 31 ข้อ 65 ) ปฏิบัติจะเกิด อินทรีย์ 5 พละ 5 1 . สัทธา (ความเชื่อที่ปักมั่นยิ่งขึ้น เป็นสัทธินทรีย์ ฯ) 2 . วิริยะ (ความเพียรที่มีพลังขึ้น เป็นวิริยินทรีย์ ฯ) 3 . สติ (ความระลึกรู้ตัวแววไวขึ้น เป็นสตินทรีย์ ฯ) 4 . สมาธิ (ความมีจิตตั้งมั่นแข็งแรงเป็นฌานยิ่งขึ้น ฯ) 5 . ปัญญา (ความรู้จริงในความจริงแห่งธรรม ฯ) ทำให้กิเลสลดได้ก็มีปีติ แล้วพอปีติลดก็มีสุข เป็นสุข แบบเนกขัมสิตโสมนัสเวทนา เป็นโลกุตระ เราก็วางปล่อยซ้อนไป ไม่หลงเสพติดใจ แล้วจะมีโพชฌงค์ 7 เกิด ในการกินอาหารนี่แหละ แม้คุณจำพยัญชนะไม่ได้ อาตมาไม่ได้ท่องมาก แต่ว่ามีสภาวะก็เอาพยัญชนะมาจับก็เลยจำได้ง่าย ปฏิบัติ จรณะ 15 นี่แหละ จะเจริญ เป็นคน ศิวิไลซ์ การเป็นคนเจริญนี่งานนี้ ก็ขออธิบาย เรื่องความเจริญหรือเป็นคนอาริยะ ซึ่งเขาเข้าใจผิด ไปเป็นความก้าวหน้าที่ ในหลวงท่านว่า “เราเลยบอกว่า ถ้าจะแนะนำได้ ต้องทำ “แบบคนจน” เราไม่เป็นประเทศร่ำรวย เรามีพอสมควร พออยู่ได้ แต่..ไม่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก เพราะถ้าเราเป็นประเทศก้าวหน้าอย่างมาก ก็ จะมีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้นที่เป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมก้าวหน้า จะมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเริ่มมีการบริหารที่เรียกว่า“แบบคนจน” แบบที่ไม่ติดกับตํารามากเกินไป ทําอย่างมีสามัคคีนี่แหละ คือ เมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป...” Civil หรือความเป็นพลเมืองในโลก สิ่งเหล่านั้นถ้ามีการเบ่งอำนาจอย่าง Force ก็ต้องศึกษา สิทธิหรือ Right ที่แปลว่าความถูกต้องด้วย ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ในภาษาไทยมีคำว่า เสฏฐะหรือเศรษฐศาสตร์ ก็คือการมักน้อยสันโดษนั้นแหละ ประหยัดมัธยัสต์นั่นแหละคือเศรษฐีหรือเสฏโฐ ก็ต้องมาเรียนรู้เรื่อง ศิวิไลซ์ และ Right ต้องมาเรียนรู้การเฉลี่ย เราเป็นผู้สามารถมาก เป็นคนรวยมากก็ช่วยคนรวยน้อย นี่คือความเสมอภาค แล้วจะมาบอกว่าเอาเลือกตั้งๆนี่คือความเสมอภาค แต่ที่จริง ความเสมอภาคนั้นลึกซึ้งกว่านั้นมาก ต้องเรียนรู้คำว่า สิทธิ หรือ Right หรือแปลว่าความถูกต้อง แม้จำนวนน้อยแต่ถูกต้องเป็นอาริยะ ก็ต้องให้ความสำคัญ แต่เขาเข้าใจว่าคนเก่งกว่า ก็ใช้เป็นอำนาจมาเบ่งข่มเขา เราต้องมาเรียนรู้ ความศิวิไลซ์ที่แท้จริง เป็นอาริยะนั้นเอง ...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน