สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท_เวทนา_ตัณหา) ตอน ธรรมะ 3 (โลกนิโรธสูตร).docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.74 KB
วันที่แก้ไข12 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท_เวทนา_ตัณหา) ตอน ธรรมะ 3 (โลกนิโรธสูตร) ธรรมะ 3 อันนี้จะหยิบจาก โลกนิโรธสูตร ล. 16 ข้อ [165 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ความดับแห่งโลกเป็นไฉน เพราะอาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ค วามประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะโสกปริเทว (ความพิรี้พิไรในความเศร้า)ทุกขโทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ (พ่อครูว่า ตัณหาคือ dynamic ตัวเคลื่อนไหว อุปาทานคือ static ตัวนิ่ง) ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก เพราะอาศัยหูและเสียง ...เพราะอาศัยจมูกและกลิ่น ... เพราะอาศัยลิ้นและรส ... เพราะอาศัยกายและโผฏฐัพพะ ... เพราะอาศัยใจและธรรม จึงเกิดมโนวิญญาณ ความประชุมแห่งธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดตัณหา เพราะตัณหานั้นเทียวดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความดับแห่งโลก ฯ จบสูตรที่ 4

พ่อครูว่า...ความทุกข์ทั้งมวล คืออาการของ โสกปริเทว (ความพิรี้พิไร ในความโศกเศร้า) ทุกขโทมนัส และอุปายาส ขึ้นต้นด้วย โสก ส่วน ชรา มรณะยังไม่เที่ยง แต่ใครจะปฏิเสธไม่ได้ว่า โสกนี้ไม่ทุกข์ไม่ได้ มันไม่เบิกบานร่าเริงแล้ว ปริเทวะคือความพิรี้พิไรในความเศร้า เป็นความไม่จบ 4-5 คำนี้ประมวลกองทุกข์ทั้งมวล อยาบกลางละเอียดอยู่ในนี้ ชาวอโศกชื่อว่าอโศก คือตัวรากฐาน ตัวหยาบตัวใหญ่เลย ใครยังพ

อ่านต่อ

ิรี้พิไร ปริเทวนาการ ก็จะมีทุกข โทมนัสอุปายาสแล้ว ถ้าเราพ้นแล้วจริงๆ ก็ไม่ทุกข์ มาเป็นโลกุตระ เช่นเรามีเอง มีใจจริงๆ เราไม่ไปเอาแล้วทางโลกียะ เช่น ไม่เอาไปหาทางร่ำรวย ไม่เอาแล้ว มาอยู่กับหมู่กลุ่มที่จน อย่างนี้ชัดเจน แม้จะมาอยู่กับโลกุตระ มันยังไม่มาจน ยังแอบหมกอยู่เลย แต่จะไม่ค่อยอยากให้ใครรู้หรอก มันเป็นธรรมดา ก็ไม่ว่ากัน เป็นธรรมดา เข้ามาก็ดีแล้ว ก็ค่อยศึกษาไป แล้วจะค่อยๆคลาย การที่หมักหมกนั้นคือ หิริ อาย ไม่อยากเปิดเผย ระวังอย่าไปโกหกล่ะ ใครจับได้ไล่ทัน ก็ยิ้มแหยๆไว้ อย่าไปโกหกซ้ำซ้อน มันซวย

มาสู่ธรรมะ 3 เมื่อรูปกับนาม ผัสสะ ก็จะเกิดธาตุรู้ ถ้าไม่มีสิ่งที่เป็นธาตุรู้เข้าไปร่วม แม้แต่แค่พืช พีชะ ธาตุรู้ของพีชะไม่มีเวทนา ไม่มีจิตวิญญาณ ถ้ามีแค่พีชะ ปฏิบัติอะไรไม่ได้ ไม่มีทางไปนิพพานได้ใหม่ ความรู้นี้จะต้องเป็นธาตุรู้ขั้นวิญญาณ ไม่มีรูปนามมีผัสสะ ก็จะเกิดตัวรู้ขึ้นมา เป็นตัวประธานของ รูปนาม นามคือธาตรู้ระดับจิต พีชะก็มีแค่สังขาร สัญญา เมื่อมีจิตสัมผัสรู้ แล้วรู้รูปนาม กับประธานคือตัวตน ตอนนี้เราก็รู้ธรรมะสอง ก็จัดการธรรมะสอง ให้เป็นหนึ่งได้เสมอ ตัวที่ต้องจัดการคือเวทนา ทุกข์กับสุขแท้ๆอยู่ที่เวทนา จะไปอยู่ที่กายหรือจิต ก็ยังไม่ชัด เวทนา แปลเป็นไทยคือ อารมณ์หรือความรู้สึก แต่ภาษาบาลีคือเวทนา ใครเข้าใจธาตุรู้ ที่ชื่อว่าเวทนาคืออะไร คนนี้ปฏิบัติให้พ้นทุกข์แน่ แต่ถ้าไม่รู้ชัดว่าเวทนาคืออะไร รู้อย่างผิดเพี้ยนก็จะยาก ต้องดูอาการของเวทนาให้ได้ เมื่อรู้เวทนาที่ไปเกี่ยวข้องกับกายและจิต ที่มันทรงอยู่กับเรา คือธรรมะ มันยังมีอยู่ที่เรา ถ้าเราสามารถเอาตัวที่ไม่ควรจะมี ให้ออกไปได้นั้น ตรงนั้นแหละคือ จะสมบูรณ์แท้ ตรงนี้คือนิโรธ ไม่ใช่ว่า ความว่าง ก็ไม่รู้ว่า ว่างจากอะไร

600130_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก นิโรธ ความว่าง อย่างจูฬสุญญตสูตร https://youtu.be/nI-kQ8-wpdg

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน