วิชชา 8 โดยนัยลึกซึ้งจากการปฏิบัติจรณะ 15.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิชชา 8 โดยนัยลึกซึ้งจากการปฏิบัติจรณะ 15 พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นอยู่ในสังคมพระพุทธเจ้าอาตมาก็พูด ตีหัวเข้าบ้านไม่รู้กี่ทีแล้วว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ศึกษาอะไร แต่ศึกษาความเป็นมนุษย์กับความเป็นสังคม พูดมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้งแล้ว แล้วก็มาช่วย สุดท้ายท่านตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทำงานอื่น แต่ทำงานเพื่อช่วยให้คนรู้สัจธรรมอันนี้ ให้รู้จักวิญญาณ ให้รู้จักนามรูป ให้รู้จักภพชาติ แล้วคุณจะอยู่มีภพชาติต่อไปคุณจะต้องมีหลักประกัน มีแต่ดีไม่มีชั่ว และไม่ทุกข์ เทวนิยมเขาไม่เรียนรู้ความสุขความทุกข์ เขาไม่รู้และเขาก็ไม่รู้ความวนเวียน ความสุขความทุกข์นี่แหละมันพาวนเวียน เขาเป็นสุขนิยมเทวนิยม ถือว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของสุข ซึ่งที่จริงไม่ใช่ ไม่มีใครเป็นเจ้าของสุขทุกข์ แต่ตัวเราเองนี่แหละกำหนดเองว่าสุขทุกข์ กำหนดเองว่าสุขกำหนดเองว่าทุกข์ สุขทุกข์มันเป็นการสมมุติตัวเอง บางคนได้ทำงานมีสุข บางคนได้อยู่เฉยๆขี้เกียจๆก็เป็นสุข ใช่ไหม มันเป็นอย่างนั้นมากน้อยก็แล้วแต่ขยันกับขี้เกียจนี่แหละมันมีระดับเป็นขนาดไหนก็แล้วแต่ มันมีหลายระดับ บางคนได้ขี้เกียจก็เป็นสุข บางคนได้ขยันก็เป็นสุข บางคนได้ขยันเป็นทุกข์ ได้ขี้เกียจเป็นสุข มันก็ยึดถือ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเข้าใจชีวิตแล้ว และพระพุทธเจ้าสอนให้จบจิตวิญญาณ จบจิตนิยาม เลิกจิตนิยามสลายไปเป็นดินน้ำไฟลมได้ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน นี่ ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นการล้มล้างเทวนิยมหมดขั้วเลย เพราะว่าเทวนิยมตายไปแล้วจะไปอยู่กับพระเจ้า นิรันดร พระพุทธเจ้าก็บอกว่านิรันดรอะไรไม่ใช่หรอกเพราะว่ามันสูญได้ ทำเองได้ด้วย ไม่ต้องให้พระเจ้าทำ ล้มล้างพระเจ้าอย่างหมดรูปเลย นี่สักวันเทวนิยมเขามีมากในตะวันตก ในศาสนาเทวนิยม ศาสนาอเทวนิยมหรือศาสนาพุทธมีอยู่ในย่านเอเชียนี้ จากอ
อ่านต่อ
ินเดียก็มานี่แล้ว แล้วเดี๋ยวนี้ก็เพี้ยนกันไปหมด ก็เหลือแต่อโศกนี่แหละที่จะรู้จักโลกุตรธรรมที่แท้จริง รู้จักสุขทุกข์แล้วทำตนให้หมดสุขหมดทุกข์ ทำตัวเองให้จิตวิญญาณเมื่อหมดภพชาติไม่เอาแล้ว ภพสุขภพทุกข์ก็ไม่เอาภพทุกข์ก็ไม่เอาก็เรียกว่า จิตวิญญาณที่มีปัญญา ญาณ วิชชารู้ว่า สุขทุกข์ มันคือการยึด มันยึดเอง มันมีอยู่เท่านี้เอง เมื่อไม่ยึดแล้วมันก็สลายเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีภพไม่มีชาติ หมดความยึดภพ หมดความยึดชาติ นี่คือปฏิจจสมุปบาทตัวสุดท้าย หมดภพหมดชาติไม่ยึดภพไม่ยึดชาติ คุณตายไป คุณก็ตายด้วยนิพพาน 3 สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพานทำสูญ ไม่ตั้งนิมิตอะไร ไม่ตั้งจิตอะไรอีกคือ อัปนิหิตตนิพพาน จิตก็ไม่ตั้งจิตนิมิตก็ไม่ตั้งนิมิตก็เป็นศูนย์ ตายไปสลายเป็นดิน น้ำ ไฟ ลมไปเลย นี่ อาตมาอธิบายนิพพาน 3 ลึกสุดแล้วนะ เข้าใจไหม เข้าใจ โอ้โห… พวกนี้อรหันต์อยู่ใกล้ๆ เรื่องจริงนะ เหลือแต่คุณปฏิบัติจริงๆไล่เรียงไปเลย ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 ตามลำดับ คุณจะเกิด สัทธรรม 7 ฌาน 4 ไปตามลำดับเป็นจรณะ15แล้วมีวิชชาควบคุม วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี โสตทิพย์ เจโตปริยญาณ ไปตามลำดับได้อีก 3 ข้อเป็นการทบทวนคือ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ เป็นการทบทวนตรวจสอบว่าหมดอาสวะไหม 5 ญาณนี่แหละวิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี โสตทิพย์ เจโตปริยญาณ 5ญาณนี่ล่ะ คุณต้องใช้ในการปฏิบัติธรรม วิปัสสนาญาณคือ ญาณที่คุณต้องรู้ ปัสสะ คือรู้อย่างเห็นๆ ปัสสะแปลว่าเห็น ซึ่งต่างกับทัศนะคือเห็นเชิงขบคิด แต่ปัสสะคือ เห็นในขณะ ตากระทบรูป หูกระทบเสียงเห็นๆเลย จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก มโนกับธัมมายตนะภายใน วิคืออย่างยิ่ง ปัสสะคือเห็น คือ เห็นอย่างยิ่ง 2.มโนมยิทธิ คือมีฤทธิ์ทางใจ มีฤทธิ์อะไรเมื่อเห็นกิเลสแล้ว คุณก็ต้องมีธัมมวิจัยแยกแยะกิเลส แล้วคุณก็ต้องมีฤทธิ์ทางใจ ทำให้กิเลสลดได้ มโนมยิทธิญาณ มีความรู้ทำให้กิเลสลดได้ นี่คือวิชชา ข้อที่ 2 วิชชาข้อที่ 3 คืออิทธิวิทญาณ ก็คือมีวิธีมากขึ้น จากมโนมยิทธิ ฤทธิข้อนี้ก็ได้อย่างหนึ่งอีกข้อหนึ่งสองสามอย่างมากขึ้น วิธะ แปลว่าหลากหลาย diversity หรือ วาไรตี้ มีมากขึ้น มีมุมเหลี่ยมในการฆ่ากิเลสได้เยอะขึ้น อิทธิวิทญาณ ข้อที่ 4 โสตทิพย์ จะรู้ได้ละเอียดขึ้น รู้ได้ไกลขึ้น รู้ได้ข้อแตกต่างกันความแตกต่างของกิเลส ความแตกต่างของธรรมะ ความแตกต่างของจิตเจตเจตสิกต่างๆคือ คุณจะมีโสตทิพย์คือรู้ได้อย่างทิพย์ รู้ได้อย่างเทพตามสำนวนโลกคือรู้ได้ขั้นเทพ สัมผัสนี้รู้เลยว่าละเอียดลออ แยกได้ ต่างกันอย่างไรก็แยกได้ละเอียดมาก ข้อที่ 5 เจโตปริยญาณ 16 รู้จักเลยทั้งกิเลส 16 ขั้น 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) แล้วทำให้มันกิเลสลดลงจนหมดไปเป็น 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) ทำกิเลสหมดไปได้มันก็จะมี 2 ตระกูลคือตระกูลฟุ้งซ่านกับตระกูล ถีนมิทธะ มันเป็นอย่างนั้น ตระกูลศรัทธาจริตกับพุทธิจริต มันมีจริต 2 อย่าง ใครยังมีรากเหง้าอะไรมาก ก็อ่านตัวเองเอาเองว่าตัวเองหนักไปทางศรัทธาหรือหนักไปทางปัญญา ก็ทำให้มันได้ให้มันเจริญรู้กิเลสและลดกิเลสได้ 7. สังขิตฺตํจิตตํ (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) 8. วิกขิตฺตํจิตตํ (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) ทำได้เก่งขึ้นมากขึ้น ได้มากขึ้น เรียกว่า 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) มหะคือมาก อัคคะคือเก่งเลิศยอด ทำให้ได้เก่งทำให้ดีเลิศยอดมากขึ้น มันเจริญขึ้นก็เป็นมหัคตะ แต่ว่ามันไม่เจริญขึ้นก็เป็น 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) นี่ต้องรู้อาการจิตตัวเองจริงๆเลย ไม่ใช่ท่องพยัญชนะเอาไปสอบเปรียญ 9 อาตมาไม่สอบหรอกเปรียญแต่อาตมามีความจริงอธิบายได้คล่องแคล่วกว่าเปรียญ 9 ไม่ได้โม้หรอกเป็นเรื่องจริง เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถรู้ไปจนกระทั่ง เจโตปริยญาณ 16 ดังกล่าวได้ ทำให้จิตเจริญขึ้นไปได้จนถึงเรียกว่า 11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) เป็นลำดับขั้นตอนที่จิตวิญญาณมันเจริญมันเรียงลำดับไปเลย อาตมาก็จำพยัญชนะใส่เข้าไปในสภาวะพวกนี้ มันเจริญขึ้นมากแล้วแต่ว่าจะรู้ปฏิภาณ รู้ว่ามันมี 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) ยังไม่เป็น อนุตตรังจิตตัง แล้ว อนุตระ ก็แบ่งเป็นคู่จบ คู่หนึ่งก็เป็น 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) เป็นตัวstatic ส่วน dynamic เป็น คู่ต่อมาคือ 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) ก็ตรวจสอบอย่างละเอียดลอออย่างนี้ สมบูรณ์ทั้งบวกลบ สมบูรณ์ทั้ง 2 อย่าง ลักษณะเจโตและปัญญา ครบหมด นี่คือลักษณะของธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และเอามาสอนไว้ เจโตปริยญาณ 16 ส่วน เตวิชโช ก็เอามาเช็คตรวจสอบที่เราได้ไม่ได้ ก็ดึงของเก่ามาตรวจสอบ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จิต ตามเกิด เป็นเทวดาเป็นสัตว์นรกเป็นมนุษย์อะไรก็แล้วแต่คุณก็ตรวจสอบความจริงพวกนี้ ตรวจเป็น จุตูปปาตญาณ ระลึกอันที่มันผ่านมาแล้ว เป็นบุพเพสันนิวาสานุสติญาณ ตรวจสอบกิเลสมันเกิดมันดับคือจุตูปปาตญาณ ไม่ใช่อธิบายไปเป็นตัวตนบุคคล เกิดเป็นบุพเพสันนิวาสอะไรตอน 2 โอย…พูดกันไปเป็นนิยาย มันก็เป็นนิยายเพราะว่าตัวเราเองก็คือตัวละครของนิยายจริงของเรามากี่ชาติต่อกี่ชาติ แล้วอยู่กับแต่ละชาติเกิดมา ทุกชาติ คุณก็บุพเพของคุณระลึกได้ แล้วจะไประลึกถึงชาติที่มันผ่านไปในชาตินี้มันง่ายหรือ… คุณก็ระลึกในชาตินี้ เมื่อวานนี้ ปีที่แล้ว เรื่องสารพัด นิยายของตัวเองตั้งแต่เกิดมาจนอายุป่านนี้ เกิดเรื่อง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) โอย… เรื่องรักเรื่องใคร่ เรื่องชัง อะไรๆ แล้วแต่คุณจะมีอยู่ตามบารมีของแต่ละคน อย่างอาตมาในชาตินี้ไม่บู๊มีแต่เรื่องโรแมนติกอิสซึม ไม่มีพวกซาดิสซึมไม่มี ปลอดจากซาดิสซึม ไม่มีใครมาต่อยมาเตะเลยในชาตินี้ อย่างเก่งก็มีคนโยนแก๊สน้ำตา อาตมาก็เผลอเดินเข้าไปเจอมันก็แสบตา เป็นวิบาก _ใหม่เสมอ ... ช่วงนี้วันตรุษจีน ขอพรครับ พ่อครูว่า... ตรุษจีนก็ตรุษจีนไปสิจะไปเกี่ยวอะไร ที่พูดไปนี้เป็นพรทั้งนั้นฟังแล้วให้เข้าใจเอาไปปฏิบัติได้แล้วจะได้เป็นอรหันต์ จะมีผลอะไรที่สูงกว่านี้อีกละ อาตมาสอนให้เป็นอรหันต์ ฟังให้เข้าใจและปฏิบัติให้ได้ เป็นอรหันต์ให้ได้ ที่เขียนในหนังสือทุกเล่มนั่นแหละ ย่อก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติอยู่ในนี้หมด เอาละ เลยเวลาเขาไปแค่ 15 นาที เขาให้เลิก 19.30 ตอนนี้ 19.45 นแล้ว เอาแค่นี้ก็แล้วกันนะอย่าเพิ่งต่อเลย ไปพักก่อนก็แล้วกันพรุ่งนี้ว่าใหม่ พรุ่งนี้อาตมาจะไป เดินทางเข้าบ้านราช วันนี้ก็พบกันเท่านี้สาธุ 660120 วิญญาณฐิติ 7 ปฏิจจสมุปบาท และวิชชา 8 พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก