เรียนรู้จบอรหันต์จากปฏิจจสมุปบาท แล้วต่อโพธิสัตวภูมิ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เรียนรู้จบอรหันต์จากปฏิจจสมุปบาท แล้วต่อโพธิสัตวภูมิ พ่อครูว่า... ทีนี้ก็มาพูดถึงเรื่องปฏิจจสมุปบาท 1 ขึ้นต้นด้วยอวิชชา เพราะอวิชชาจึงมีสังขาร เพราะมีสังขารจึงมีวิญญาณ เพราะมีวิญญาณจึงมีนามรูป เพราะมีนามรูปจึงมีอายตนะ เพราะมีอายตนะจึงมีผัสสะ เพราะมีผัสสะจึงมีเวทนา เพราะมีเวทนาจึงมีตัณหา เพราะมีตัณหาจึงมีอุปาทาน เพราะมีอุปาทานจึงมีภพมีชาติ แล้วก็ตกอยู่ในภาวะ โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ อยู่ในความโศกเศร้า พิรี้พิไร ทุกข์บ้างโทมนัสบ้าง ไม่ได้เป็นสุขหรอก อุปายาส ทุกข์ทรมานรำคาญใจอยู่อย่างนั้นตลอดกาล เพราะฉะนั้นผู้ที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะเกิดวิชชา วิชชาคือความรู้ ปัญญา ญาณ วิชชา ความรู้ที่เป็นโลกุตตรธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จะรู้จักตัวแรกคือสังขาร การปรุงแต่งกันอยู่ของจิตเจตสิก มันก็ปรุงแต่งกันอยู่เป็นกายนั่นแหละ แต่ในปฏิจจสมุปบาทไม่มีคำว่า กาย เลยนะ แต่มันก็ปรุงแต่งกันเป็นกายนั่นแหละ เป็นนามธรรม ที่มีภายนอกภายในปรุงแต่งเป็นอายตนะ ก็คือนามรูปนี่แหละ ฟังให้ดีนะ ฟังให้ทัน จากสังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ นี่เป็นล็อค 1 ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน นี่เป็นอีกล็อคหนึ่ง ล็อคแรกนี้ รวมทั้งภายนอกภายในหมดเลย สังขาร วิญญาณ นามรูปอายตนะ พอล็อคหลัง กำหนดเลยว่า ต้องมีผัสสะ อันแรก กำหนดหยาบและละเอียดอยู่ด้วยกันเลย อันหลังต้องมีผัสสะ เพราะฉะนั้นปฏิบัติหลับตาไม่มีผัสสะไม่มีกายไม่มีทวารนอก ผิดหมด ไม่มี ปฏิจจสมุปบาท ปฏิบัติธรรมไม่ได้เลยเป็นอวิชชาข้อที่ 8 อวิชชา8 ข้อคือ 1. ไม่รู้..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) 2. ไม่รู้..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) 3. ไม่รู้..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) 4. ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์8) 5. ไม่รู้ในส่วนอดีต (
อ่านต่อ
ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง 6. ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง 7.ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) . 8. ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้นเป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (หรืออิทัปปัจจยตา) (พตปฎ. ล.๓๔ ข.๖๙๑ ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ) อาตมาเหมือนกับเก่งนะ จำบาลีพวกนี้ได้ก็ไม่ได้ท่อง ไม่ได้เป็นนักท่องจำเลย อาตมาไม่ใช่นักศึกษา ไม่ใช่นักท่องจำแต่มันจำได้เพราะมันมีสภาวะรองรับ พอมาฟังพยัญชนะ ป้ายชื่อแปะๆเข้า เราก็พยายามจำ พยัญชนะไปแปะกับสภาวะ มันก็เลยจำง่ายขึ้น คนที่มีแต่พยัญชนะไม่มีสภาวะจะสับสนเรียงไม่ค่อยถูกหรอก แต่ผู้ที่มีสภาวะจะเรียงไม่สับสน อันนี้สังเกตได้ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดเข้าใจสภาวะของปฏิจจสมุปบาท แล้วปฏิบัติ มีสภาวะรองรับเลย สังขารปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลาแล้วมันก็มีวิญญาณอยู่ในตัวคุณ ต้องเรียนรู้จักนามรูป มันสัมผัสกันแล้วมันเป็นอายตนะ คุณก็แยกอายตนะไม่ได้ มันเป็นองค์รวมอายตนะ เป็นองค์รวมที่สัมผัสกันแล้วมันก็คือสังขารนั่นแหละ ปรุงแต่งกัน ก็เป็นสภาพที่มันเป็นอะไร เป็นเทวดา เทวดา มิจฉาทิฏฐิ เป็นสมมติเทพ เป็นเทพที่ยังมีกิเลส เป็นเทพที่ยังเสพกิเลส เสพสมใจในลาภยศสรรเสริญ เป็นสุขเป็นทุกข์ เสพสมใจในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสเป็นสุขเป็นทุกข์ ก็เป็นอยู่อย่างนั้น เทวดาขี้เก๊ เทวดา 6 ชั้น พระอรหันต์ไม่มีเทวดา 6 ชั้น พระอรหันต์ไม่มีเทวดา ไม่เป็นเทวดาแล้ว ผู้ที่ยังมีอวิชชาอยู่เท่านั้นที่เป็นเทวดา เทวดาจตุมหาราช เทวดาดาวดึงส์ เทวดาดุสิต เทวดายามา เทวดานิมมานนรดี เทวดาปรินิมมิตวสวัตตี เป็นจิตที่เลอะเทอะทั้งนั้น เป็นเทวดาที่ปรุงแต่งไปตามภพภูมิพระอรหันต์หมดเทวดา เทวดาหรือเทพมี 3 อย่าง 1 คือสมมติเทพเป็นเทวดาเลอะเทอะอย่างที่ว่า ส่วนเทวดาอันที่ 2 คือเทวดาอุบัติเทพ และวิสุทธิเทพก็คือพระอรหันต์ อุบัติเทพ คือ ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิที่จะเกิดเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ค่อยๆเรียนรู้ที่จะหมดเอาอวิชชาไปตามลำดับ นี่คือเทวดา สุดท้าย ที่เป็นเทวดาไม่รู้เรื่องมิจฉาทิฐิกัน เทวดาเป็นรูปเป็นเรื่องเป็นตัวเป็นตน เอามาพูดกันเละเทะหมดเลย ไม่พูดเป็นสภาวธรรมอย่างที่อาตมาพูด เรียนรู้แล้วลดและปฏิบัติได้แล้วเลิกเป็นเทวดา อย่าไปโง่งมงายกับการเป็นเทวดา ยิ่งเป็นพระพรหม 16 ชั้นยิ่งบ้าใหญ่เลย วิสุทธิเทพคือพระพรหม แล้วไปสมมุติอีกตั้ง 16 ชั้น บ้าไหม แค่ 6 ชั้นนี่ก็บ้าแล้ว มีแสงเป็นลำ มีแสงเป็นรัศมี มีแสงเป็นอะไรต่ออะไรไปหมดเพ้อเจ้อไปหมดเลย นี่คือความไม่รู้อวิชชากัน แล้วก็ไปหลงใหลเป็นตัวเป็นตนเล่นเละเทะกัน ไม่มาศึกษาธรรมะ เพื่อจะเรียนรู้จิตเจตสิกแล้วไปนิพพาน _ใหม่เสมอ..แล้ว พระพรหมที่มือถืออาวุธล่ะครับ พ่อครูว่า... สมมุติไป ดีไม่ดีจะถือระเบิดปรมาณูแล้ว คุณจะตกยุค พระพรหมของเขาเดี๋ยวนี้ถือปรมาณูแล้ว ปืนชนิดเก่งที่สุดเลย เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้สภาวธรรมจริงๆของปฏิจจสมุปบาทแล้วรู้หมดแล้วทำให้หมดเกลี้ยงความไม่รู้ เป็นวิชชาทั้งหมด ทำจิตของเราสมบูรณ์แบบก็คือรู้ว่าความจริง แล้วมันเป็นธรรมชาติของจิตสังขารปลุกแต่งไปแล้วไม่ได้มีกิเลสเข้าไปปรุงแต่งเป็นอภิสังขาร มีบุญแล้วก็หมดบุญ กลายเป็น อเนญชาภิสังขาร เป็นสังขารที่แข็งแรง ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม อีกแล้วเป็น อเนญชาภิสังขาร เป็นผู้ที่มีสังขารอย่างอภิอย่างยิ่งใหญ่แล้วคุณก็อยู่กับโลกทุกอย่างอยู่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อยู่กับรูป รส กลิ่น เสียงสัมผัส อยู่กับทรัพย์สินเงินทองข้าวของทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นวัตถุ หรือเป็นเกียรติยศสรรเสริญอะไร แต่ไม่มีกิเลสแล้วก็อยู่กันอย่างอภิสังขารเป็นผู้ที่ อเนญชา ไม่ได้วูบวาบหวั่นไหวอะไรไปกับโลกเขาเลย สมบูรณ์แบบ ส่วน บุญนั้น ปุญญาภิสังขาร ที่เป็นอภิสังขารข้อที่ 1 บุญแปลว่าการชำระกิเลส คือ ผู้นี้สังขารรูปนามของเราให้เป็นอาวุธบุญ กำจัดกิเลสได้ บุญไม่ใช่กุศล ผู้ที่มีการปรุงแต่งให้เกิด จิต เป็น รูปนามนี่แหละ ให้เกิดจิตเป็นสังขารนี่แหละ อย่างอภิ คุณมีคุณภาพถึงขั้นบุญคือชำระกิเลสได้ กิเลสก็ตาย กิเลสหมดแล้ว บุญก็หมด เป็นอปุญญาภิสังขาร เป็นอภิสังขารข้อที่ 2 คือไม่มีแล้วบุญ แต่ไม่ใช่ไปมีบาปอีกนะ กิเลสหมดแล้วจะไปมีบาปอีกได้อย่างไร แต่ผู้ไม่รู้ก็ไปติดในพยัญชนะ ก็ไปแปล อปุญญาภิสังขาร ว่า ไม่ใช่บุญ ก็ไปวงเล็บตามหลังว่าก็คือบาป อย่างที่ท่านประยุทธ์ ปยุตโตแปลแสดงว่า ท่านไม่รู้ว่าบุญคืออะไร บุญ สภาวะจริงของบุญคืออะไร ท่านก็เป็นมิจฉาทิฐิอยู่ ก็ทำให้ฆ่ากิเลสไม่ได้ เพราะต้องทำจิตให้เป็นฌานเป็นบุญ ให้เป็นพลังงาน อุณหธาตุ มีพลังงานมีฤทธิ์เหนือกว่าพลังงานกิเลส เผาไฟ ราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ อาตมาอธิบายไปจนปากเปียกปากแฉะหมดแล้ว เพราะฉะนั้นรู้พยัญชนะแล้วมีสภาวะ ทำสังขารให้เป็นอภิสังขารได้ วิญญาณที่มันมีกิเลสร่วม ก็ถูกล้างกิกิเลสจนวิญญาณสะอาดก็เป็นธาตุรู้ของพระอรหันต์ นามรูปก็เป็นของพระอรหันต์ อายตนะก็เป็นของพระอรหันต์ ซึ่งอายตนะเป็นของพระอรหันต์ขึ้นไป ก็จะเจริญเป็น สยังอภิญญา เป็นอภิภูไป คือสามารถรู้สภาพ 2 ของข้างนอก ข้างในคือสภาพคู่ที่ละเอียดมากเลยเรียกว่า เป็นอภิภายตนะ 8 ขอไม่อธิบาย ทิ้งไว้เพราะว่าเป็นของภูมิโพธิสัตว์สูงขึ้นไปกว่าอรหันต์ อภิภายตนะ เป็นความรู้ของโพธิสัตว์ระดับ 8 มหาโพธิสัตว์อาตมากำลังไต่ขึ้นไปสู่โพธิสัตว์ระดับ 8 ที่เข้าใจรู้สภาวะและเอามาพูด อยู่ในพระไตรปิฎก ส่วนโพธิสัตว์ระดับ 9 นั่นคือ พระพุทธเจ้า ภพภูมิที่เป็นพระพุทธเจ้าเพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์ชีพอยู่มีชีวิต ก็เห็นอยู่มีสังขารมีวิญญาณนามรูป ตั้งแต่พระอรหันต์ไปแล้ว ก็มีเป็นคนอยู่เหมือนเขาเหมือนกันทุกอย่าง แต่ท่านไม่มีกิเลส ผู้ที่ไม่รู้ก็ไปสมมุติว่าพระอรหันต์ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ยิ้มก็ไม่ได้ กระดุกกระดิกมากก็ไม่ได้ เขาไปกำหนดเอาเอง แท้จริงจะเป็นคนที่แคล่วคล่องว่องไว เป็นคนที่ไม่มีอะไรติดขัด เป็นคนสะดวกมี มุทุภูตธาตุ มุทุ แปลว่า อ่อน อาตมาแปลว่า ดัดได้ง่าย จิตนี่จะให้เป็นอะไรก็เป็นได้ง่าย อ่อนไว Sensible มาก มุทุภูตธาตุ นี่คือสภาวะที่อาตมามี แล้วเอามาพูดเอง ไม่เหมือนที่เขาพูดกัน ซึ่งเขาได้พูดผิดเพี้ยนไปไกลแล้ว อาตมาเอาของตัวเองมาอธิบายให้คนฟัง ผู้จะเอาความจริงก็ฟังเอา อาตมาขอยืนยันว่า อาตมาพูดนี้เป็นความถูกต้องตามสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ แล้วอาตมาก็ได้มีสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น จึงมาพูดอย่างมั่นใจ ว่าเป็นการเอาความจริงมาพูดกัน เพราะฉะนั้น ปฏิจจสมุปบาทนี้ คนที่ยังไม่มีปัญญาพอจะรู้จึงเรียกว่า อวิชชา ข้อที่ 8 เมื่อรู้แล้วแล้วทำให้กิเลสหมด กิเลสเกลี้ยงคือตัณหาดับ อุปาทานดับ ภพชาติของความเป็นสัตว์ก็ดับ ก็เหลือแต่เป็นภพชาตของความเป็นอรหันต์ แล้วอรหันต์นี่แหละจะเป็นพระโพธิสัตว์ อรหันต์เป็นโพธิสัตว์ระดับที่ 4 พระโพธิสัตว์ 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อาตมาเป็นระดับ 7 คือเกิดเองเป็นเองแล้วเรียกว่าเป็น สยังอภิญญา อย่างเช่นอาตมาคือมีอยู่ในตัวเองแล้ว อาตมาเกิดมาในชาตินี้ไม่มีอาจารย์ไม่มีสำนักไม่มีใคร สอน อาตมาเป็นเองมีเองตั้งแต่ชาติก่อนแล้วมาพูด แล้วก็ค้านแย้งกับที่เขาพูดกันด้วย และขอยืนยันว่าของตัวเองถูก ถ้าไม่ถูกอาตมาทำงานมาป่านนี้จะไม่มีสาราณียธรรม 6 ไม่สามารถที่คนจะเข้าใจวรรณะ 9 ได้ ไม่มี แต่พวกคุณเข้าใจและมีสภาวะไปตามลำดับ แม้เป็นอรหันต์ยังไม่ถึงขั้นโพธิสัตว์สูงขึ้นไประดับที่ 5 6 7 ก็จะยังไม่รู้เหมือนที่อาตมาพูด แต่อาตมาก็อธิบายให้รู้ หมดทุกขั้น พระพุทธเจ้าสมณะโคดม ท่านสอนใบไม้กำมือเดียว สอนความเป็นอรหันต์ขั้นต้น ท่านไม่สอนโพธิสัตว์เลย ท่านปล่อยให้อาตมามาหนักอยู่คนเดียว ท่านทำมาหนักแล้วพระพุทธเจ้าสอนมาเยอะแล้ว ท่านก็ปล่อยให้พวกโพธิสัตว์ที่จะต่อภพภูมิ รับช่วงต่อ อย่างอาตมาก็มารับช่วงต่อ ก็รู้อยู่ว่าศาสนาผ่านมา 2,500 กว่าปีมันเสื่อมมากแล้วและก็จะต่อไปถึง 5,000 ปี ก็จึงต้องมาทำงานหนักอยู่นี่ ก็พูดมาหมดแล้ว เพราะฉะนั้น ผู้ที่ฟังอาตมาพูดกันอยู่นี้ พอจะจับสภาวะของตนๆได้ไหม ได้บ้าง กี่บั้ง สิบตรีสิบโทสิบเอก จ่า ได้กี่บั้ง ได้3 บั้งก็เก่งนะ สิบเอก เดี๋ยวเป็นจ่าก็ได้ดาว เป็นนายร้อยแล้ว. นี่ก็พูดให้มันเบาๆบ้าง มีอะไรประกอบ เพราะฉะนั้นธรรมะพระพุทธเจ้านี่เป็นเรื่องที่คน เกิดมาแล้ว ต้องใช้คำว่า ต้องได้รู้ ถ้าไม่ได้รู้ คุณจะวนเวียนอยู่ในนรกสวรรค์ ตกต่ำ ขึ้นสูงตกต่ำ เป็นโลกียะ อยู่อย่างนั้นตลอดเวลา คุณจะไม่หลุดออกมาเป็นโลกุตระ คุณจะเวียนวนไปไม่รู้กี่ล้านล้านชาติ คุณจะจมวนอยู่อย่างนั้น แม้เขาจะเข้าใจในศาสนาเทวนิยม เขาอยู่ในโลกีย์ เขาวนเวียน แล้วเขาก็บำเพ็ญบารมีจนได้เป็นพระศาสดา เขานึกว่า เขาเที่ยง เขานึกว่าพระเจ้าเที่ยง เขาจะไม่ลงแล้ว แต่เขาไม่รู้หรอกว่า เขาจะต้องเวียนขึ้นลงอีกตามวิบากของ เวียนสูงลงต่ำอีก วนอีก ไม่รู้กี่ล้านชาติเพราะว่าเขาไม่รู้การหมุนเวียน เกิดตาย ตายเกิด เกิดตาย ตายเกิดไม่รู้กี่ล้านชาติ และมันก็เปลี่ยนขั้นชั้นไปตามความไม่รู้ นึกว่าดีก็เอาตามดี ดีมันเป็นโลกียะเท่านั้น แต่เขาไม่มีโลกุตระคือรู้จักกิเลสแล้วทำกิเลสออก ถ้าทำกิเลสออกได้มันก็จะหมุนเวียนอีกไม่กี่ชาติ โสดาบัน 7 ชาติเป็นอย่างสูง สกิทาคามี 2 ชาติถึง 6 ชาติ อนาคามีชาติเดียว พระอรหันต์บรรลุในชาตินี้เลย เห็นไหมล่ะ คนที่เป็นอนาคามีจะไม่กลับมาเกิดก็บรรลุในชาตินี้แหละ ถ้าฟังไม่ได้ดีชาติก็อาจจะเป็นชาติที่วนซ้ำไปอีกหลายรอบเหมือนกัน ถ้าฟังไม่ดี แต่คนที่มีสัมมาทิฐิจริงๆแล้วจะตั้งใจฟัง เพราะจะรู้ว่าอันนี้มันเป็นสิ่งที่ต้องควรฟัง คนเกิดมาแล้วไม่ได้โลกุตรธรรม เวียนวน น่าเบื่อทุกข์ทรมานสุขๆทุกข์ๆ ทุกข์ๆ สุขๆ เทวนิยมเขาไม่ได้เรียนสุขทุกข์ เขาไม่มีวันจบ วนเวียน เกิดแล้วเกิดเล่าสมบัติผลัดกันชม เกิดมาตอนนี้รวย เกิดมาตอนนี้ได้เป็นใหญ่เป็นโต เกิดมาตอนนี้เป็นทุกข์ลำบากลำบนต่างๆนานา เขาไม่รู้หรอกแต่ละชาติเกิด แล้วมันเป็นจริง แม้ในศาสนาพุทธที่อวิชชา ก็เหมือนกับเทวนิยมเขา ถ้าไม่เรียนรู้ให้สัมมาทิฏฐิแล้วลดกิเลสไม่ให้วนเวียน ปฏิบัติให้มีหลักประกันของพระพุทธเจ้า 1 เรียนดูให้รู้ว่าโลกโลกียะ ว่าดีกับชั่ว เป็นโลกียะ ทำดีคือดีตามสมมุติ เมืองไทยสมมุติว่าอย่างนี้ดีเมืองอื่นสมมุติว่าอย่างอื่นดีไม่ตรงกัน อย่าว่าแต่ในเมืองเลยสังคมแต่ละกลุ่มนี้แท้ๆ อย่างต่างกันเลย สังคมกลุ่มกะเทยเขาก็นึกว่าของเขาอย่างนั้นดี อย่างนี้เป็นต้น มันยึดไปต่างๆ เพราะฉะนั้น มันไม่เที่ยงแล้วมันก็ไม่ตรงกันอะไรสักอย่างเละเทะหมุนเวียนกันไป สมบัติผลัดกันชม ใครยึดอะไรไป เป็นอันนี้แล้วเบื่อก็ไปเป็นอันนั้นอื่นดีกว่า พูดแล้วมันเมื่อย มันเกิดมาเวียนวนด้วยอวิชชาไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธ 1.มาเรียนรู้ว่าดีอย่างสมมุติโลกเป็นอย่างไร แล้วทำแต่ดีอย่าไปทำชั่วตามสมมติโลกเขา รู้สมมุติโลกเขา คุณอยู่กลุ่มไหนก็ตามสมมุตินั้น แล้วคุณก็รู้ว่าอันนั้นเขาสมมุติว่าดี อันนี้สมมุติว่าชั่วก็ทำแต่ดี ในหมู่กลุ่มนั้นมันก็อยู่ดีแล้ว นี่เป็นหลักประกันชั้นที่ 1 อันที่ 2 ไม่ใช่หลักประกันเลย แต่เป็นความบรรลุที่คุณจะบรรลุสูงสุดสูญได้เลย หรือจะอยู่ก็อยู่อย่างผู้มีประโยชน์ ศาสนาพุทธมีนิรันดร์ไหม มี พระอวโลกิเตศวรนี่เป็นนิรันดร เจ้าแม่กวนอิม ท่านมีปณิธานว่าท่านจะ รื้อขนสัตว์จนหมดคนสุดท้าย แล้วท่านจึงจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน จริงไม่จริงไม่รู้ล่ะ มันมีอย่างนั้นเลย ตามที่ตำราว่าไว้ รื้อขนสัตว์คือ สอนให้พวกคุณพ้นจากนรก พ้นจากเทวดา พ้นจากโลกโลกียะขึ้นมาสู่โลกุตระจนเป็นอรหันต์ หมดโลก มีแต่โลกุตระอยู่เหนือโลกเลยอยู่ไปก็ไม่ถูกโลกหลอกไม่ต้องไปหลงอยู่กับโลกเขาอีก ก็มีชีวิตอยู่อย่างช่วยโลกเขาเท่านั้นเองเพราะตัวเองสบายแล้ว แม้ในยุคนี้ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมกับที่อาตมาพาทำ คุณบรรลุแล้ว คุณจะรู้ว่าชีวิตมันสบายอยู่กับพวกเรานี้ ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ป่วยเจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตาย กันได้สบาย ไม่เป็นญาติโกโยติกา ไม่ได้เป็นพี่น้องกันมาเลย แต่มาอยู่ที่นี่พึ่งพากันได้หมดเลย มายืนยันพิสูจน์กัน คุณกำพร้าขนาดไหนไม่มีพ่อแม่พี่น้องเลยมาอยู่ในนี้ก็ไม่ต้องห่วงเจ็บป่วยเขาก็ช่วยกันดูแล ตายเขาก็ช่วยเผาให้ ไม่ปล่อยให้อีแร้งแทะหรอก จริง เขาทำมาหลายศพแล้ว ที่เผาเราก็สร้างไว้แล้วหลายที่อยู่ หรือไม่มี ก็ไปเผาวัดนั้นวัดนี้ เพราะฉะนั้นที่จบของคน มันจบ พระพุทธเจ้าสอนมนุษย์ไว้ นี่ อย่างพวกเรานี้มันมีที่จบ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีภูมิธรรมมีความชัดเจนแล้ว อ๋อ ชีวิตก็แค่นี้เองหรือ กินอยู่หลับนอน นอกนั้นก็ขยัน ขี้เกียจมันก็เลวไม่เข้าท่า เราก็ขยันทำอะไรที่เราถนัด งานที่นี่อย่างนี้เราทำ งานจะมาสร้างอาวุธมีดไม้ปืน เราไม่สร้าง เราไม่สร้างเราพาสร้างกันอยู่ที่กรุงเทพฯ เราก็ไม่ได้ไปทำกสิกรรมมากนัก ก็เป็นงานของเมือง ก็ทำ ค้าขายกันเป็นหลักหรืองานอื่น สื่อสาร การศึกษาก็ว่าไป ดีไม่ดีก็จะเป็นนักการเมือง ตอนนี้มีพรรคขึ้นมา จริงนะ พรรคการเมืองนี่ อาตมาจะพาทำเป็นนักการเมืองที่ไม่สมัคร ส.ส.หรอก จะเป็นนักการเมืองนอกสภา ฟังไว้ เป็นนักการเมืองนอกสภา ก็เรียนรู้ ดูแลประชาชน ใครจะเอาเขตไหนก็ไปดูแลเขตนั้น ใครมีความเดือดร้อนอย่างไร เรามีสื่อสารอะไรก็ออกไป ไม่ต้อง ไปพูดที่สภาเศรษฐกิจ ไปเถียงกันที่เขาเถียงกัน แต่นี่มีอิสระ คุณมีแรงจะพูดเป็นนักการเมืองอิสระก็พูดไปจนกว่าจะหมดแรงได้ ดีไม่ดีมาขอพูดออกสื่อโทรทัศน์ เราก็ว่าไป นักการเมืองของเรา เราให้พูด นักการเมืองข้างนอกไม่เอา ใครจะว่าเอาแต่พวกมัน ก็ไม่เป็นไร อาตมาพาทำเป็นนักการเมือง ไม่ใช่ทำเพื่อประโยชน์ตนเอง ไม่ได้หาเสียงให้แก่ตัวเองด้วย แต่จะพูดคุณต้องทำงาน คุณต้องไปทำงานกับประชาชนจริงๆว่าอันนี้เขาขาดแคลน อันนี้เขาไม่สะดวกก็บอกไป ใครจะพอมีช่วยได้บ้างอย่างนี้อย่างนี้นะนี่คนนี้ ลำบากอย่างนี้ขาดแคลนอย่างนี้ ใครจะพอช่วยได้อยู่ใกล้กันไหมอยู่ตรงนั้นตรงนี้มาช่วยกัน นี่คืองานการเมืองช่วยกันให้อยู่อย่างสะดวกสบาย จะเรียกว่าเป็นเศรษฐกิจก็ใช่ สิ่งที่คนอาศัย แต่ทุกวันนี้นักการเมืองหาแต่เสียง มันโทรมมันเสื่อมไปหมดแล้ว แล้วนักเมืองจริงๆไม่หาเสียงทำงานกับประชาชน แล้วประชาชนจะก็รู้เองว่าคนนี้เป็นคนทำงาน ไม่ใช่เอาแต่ชัชชาติ มันเป็นศัพท์แล้วนะคุณไม่รู้หรอกว่า ชัชชาติแปลว่าอะไร คือ Big word Big Word แปลว่าขี้โม้ เขามี Big Word กับ Great Word เป็นคำดี ถ้าBig Word ก็คือขี้โม้ ถ้าเป็น Great Word ก็คือยิ่งใหญ่ 660120 วิญญาณฐิติ 7 ปฏิจจสมุปบาท และวิชชา 8 พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก