ออกจากกาละได้โดยใช้มูลสูตร 10 วิญญาณฐิติ 7.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์24 KB
วันที่แก้ไข24 มกราคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

ออกจากกาละได้โดยใช้มูลสูตร 10 วิญญาณฐิติ 7 พ่อครูว่า... ที่อาตมาเตรียมไว้จะพูดวันนี้ก็คือ ฟังที่อาตมาเขียนร่างไว้ก่อน แล้วค่อยอธิบายทีหลัง โลก หรือ ในเอกภพ มหาจักรวาล ความหมุนวนของรูปนาม ของวัตถุ ของสสาร ของวิญญาณหมุนอยู่นี่ ร่วมกันสังขารสังเคราะห์กันไป โลกหรือ ในเอกภพ มหาจักรวาล ที่มี กาลหรือกาละ หรือมีการเคลื่อนไปอยู่ ทุกอณู ทุกปรมาณูนั้นจะมี 2 ทั้งนั้น (แม้แต่พระเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์จับให้กาละหยุด) ไม่หนึ่งเดียว กาละ ไม่มีหนึ่งเดียว เป็น 2 ทั้งนั้น ไม่หนึ่งเดียวที่มีเป็นภาวะปรากฏอยู่ใน กาล หรือมี การเคลื่อนอยู่ทั้งสิ้น นอกจาก 0 ฟังดีๆนะ ลึกซึ้งนะ ในสภาพคำว่า กาละ กาละนี่ คนที่อยู่ในกาละ คุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณคือสิ่งหนึ่งในกาละ คำว่า กาละ ภาษาอังกฤษ ว่า time อาตมาเคยสรุปว่าศาสนาพุทธคือศาสนาที่มี karma and time ไอสไตน์สรุปว่า Space and Time of Continuum อาตมาจึงสรุปว่าไอน์สไตน์เป็นโพธิสัตว์ เริ่มรู้โลกและความวน แต่ยังรู้ในระดับแค่วัตถุกับสสาร Space and Time ยังไม่ใช่กรรม ยังไม่ถึงจิตวิญญาณ Space คือ ทั้งหมดมหาจักรวาล กับกาละ เป็นสัมพัทธภาพระหว่าง 2 อัน นั่นคือไอน์สไตน์ ความรู้ของไอน์สไตน์ ที่เริ่มเข้ามาจิตวิญญาณ รู้จักความมีสัมพัทธภาพของ 2 สิ่ง ในมหาจักรวาลนี้แล้ว เป็นโพธิสัตว์ คนที่ไม่เข้าใจก็ไม่รู้หรอกว่า โพธิสัตว์คืออะไรแน่แท้ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็พอรู้เรื่องโพธิสัตว์ไม่น้อย ก็บอกความจริงสู่กันฟัง ผู้ตั้งใจฟังด้วยดีก็ได้ปัญญา ผู้ฟังไม่ด้วยดีนักไม่รับ ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะฉะนั้น ที่อาตมาเขียนไปพารากราฟแรก “ในโลกหรือ ในเอกภพ มหาจักรวาล ที่มี กาลหรือกาละ หรือมีการเคลื่อนไปอยู่ ทุกอณู ทุกปรมาณูนั้น จะมี 2 ทั้งนั้น ไม่หนึ่งเดียวที่เป็นภาวะปราก

อ่านต่อ

ฏอยู่ใน กาละหรือต้องมีการเคลื่อนอยู่ทั้งสิ้น นอกจาก 0” และ ความเป็น 1 ก็ดี 2 ก็ดี ที่สุด 0 ก็ดี ทั้ง 3 สภาวะ ล้วนคือภาวะที่เปลี่ยนสภาพหรือแปรสภาวะไปเท่านั้น มันเป็นการเปลี่ยนแปลงไป แปรไป จะเจริญขึ้นหรือจะเสื่อมลง จึงไม่มีอะไรใดๆเที่ยง นี่คือความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรเที่ยง อยู่เป็น 1 คงที่ถาวรนิรันดรได้เลย นอกจาก 0 เที่ยง ซึ่งก็จะสูญจากการเป็นตัวของตัวเองไป นั่นเองแท้ๆ การเป็นคน มีธาตุรู้(นามธาตุ) กับภาวะที่ถูกรู้(รูปธาตุ) ผู้ใด สามารถทำปัญญาให้แจ้งถึงภาวะ1 2 0 และทำภาวะใด จะทำ 1 ก็ตาม 2 ก็ตาม 0 ก็ตาม ก็ได้ตามประสงค์ ก็คือ ผู้จบกิจ ในความเป็นคนแล้ว อรหันต์เลย และจะอยู่ในภาวะใดก็ได้ พอทำได้แล้ว เป็นอมตะบุคคล จะอยู่ในภาวะ 1 หรือภาวะ 2 หรือภาวะ 0 จะอยู่ในภาวะใดก็ได้ ดังที่ตนต้องการ เป็นอมตะบุคคล ทั้งอยู่ หรือไม่อยู่ ก็เป็น 2 อย่าง ทั้ง 2 อย่างนี้ จะมีอยู่ทั้ง 2 อย่าง อย่างเป็นสุข สงบ อบอุ่น สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล และเพิ่มพูนเสียสละ หรืออยู่อย่างอิสระ ชัดเจนอิสระสมบูรณ์แบบ อิสระ คือไม่ให้ความรู้สึกหรือเวทนาของตนเกี่ยวเกาะ กับการสัมผัสอยู่ เราสัมผัสอยู่แต่เราไม่ให้เวทนาหรือความรู้สึกของเราเกี่ยวเกาะกับภาวะความรู้สึกหรือเวทนานั้นๆ ผู้นั้นแหละคือผู้ที่เป็นอมตะสำเร็จแล้วสมบูรณ์ อมตะอยู่ในข้อที่ 9 ของมูลสูตร 10 ฉันทะหรือความยินดีเป็นมูล เป็นมูลกาเป็นรากเหง้าเบื้องต้นเลย อาการของฉันทะหรือความยินดีจึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆแต่เป็นเรื่องลึกซึ้งและมีน้ำหนักยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นผู้ที่เกิดฉันทะลึกซึ้งไปถึงมูลกา ไปถึงรากของจิตเลย ผู้นี้แหละจะเรียนรู้ มนสสิการให้เป็นแดนเกิด เป็นสัมภวะหรือปภาวะขึ้นมา มนสิการ หมายถึงว่า การทำใจในใจของตน เราเป็นผู้ทำใจของตน ไม่ให้ใครมาทำได้หรอก ใครมาทำให้ก็ไม่ได้ พระเจ้าก็ไม่สามารถที่จะมาร่วม มาล้วง ทำใจของเรา ไม่ได้ ใจของเราเป็นของเรา เราก็ทำใจของเรานี่แหละให้มันเกิด สู่แดนเกิด ถ้าคนโง่มิจฉาทิฐิก็ไปสู่แดนเกิดที่เป็นนรก ถ้าคนที่สัมมาทิฏฐิก็ไปสู่แดนสวรรค์หรือแดนนิพพาน แล้วสู่แดนธรรมจะไปไหน 3 แดน _ สู่แดนธรรม... แดนสันติอโศกครับ พ่อครูว่า... ฉลาดตอบ ตอบอย่างเท่ๆเลยนะ อย่างกับโพธิรักษ์ตอบกลับอธิบดีเสนาะเลย ใช้คำเท่ๆ เอา คำว่า มนสิการ คำที่ 2 ของมูลสูตร จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก ผู้จะโยนิโสมนสิการ จะเป็นผู้ทำใจในใจอย่างถูกต้อง ถ่องแท้ บริบูรณ์ โยนิโสนี่ อย่างถูกต้องถ่องแท้บริบูรณ์ลงไปถึงที่เกิด ที่เกิดที่เป็นต้นตอแห่งการเกิดแล้วล้างรากเหง้าแห่งการเกิดเรียกว่า อาสวะ รากเหง้าแห่งความโง่ที่พาเกิดคืออาสวะ ล้างหรือกำจัด หรือเผาให้สลายเลยได้ นี่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าที่สุดยอดในการเรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณ เรื่องพระเจ้า เรื่องอัตตา เรื่องอะไรก็แล้วแต่ ใช้พยัญชนะอีกเยอะที่เป็นคำใช้แทนกันได้เรียกว่าคำ synonyme เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถมนสิการได้อย่างถูกต้อง ก็ต้องเป็นผู้ที่สัมมาทิฏฐิ เป็นสัตตบุรุษขึ้นไป หรือเป็นอาริยะ ค่อยๆรู้เป็นตามลำดับตั้งแต่ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ จนกระทั่งเกิดโพธิสัตว์ เกิดอรหันต์เป็น 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นก็เป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าแล้วท่านก็เป็นสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้าสุดยอดแล้ว ผู้ใดเรียนรู้ตามก็เป็นตาม อย่างอาตมาเรียนรู้ตาม จึงมาเป็นผู้ที่เอาความรู้ของพุทธ มาสาธยายอยู่นี่ แล้วโชคยังดีมากที่ในเมืองไทยยังมีพระไตรปิฎกบันทึกไว้ และก็โชคดีอีกที่สังคมสงฆ์หมู่ใหญ่ก็ยังนับถือพระไตรปิฏก โดยเฉพาะเถรวาทเรา ในประเทศไทยถือพระไตรปิฎก ฉบับสยามรัฐ แต่ก็มีคนพยายามจะเอาฉบับอื่นมาบ้าง แต่ไม่ได้รับความนิยมมากเท่าฉบับสยามรัฐ ที่เป็นของพระมหากัสสปะ อาตมาก็อาศัยอันนี้ แค่นี้ก็พอที่จะใช้ ตลอดชีวิตของอาตมาตาย ไม่มีปัญหา ซึ่งมันมีได้อีก ละเอียดได้กว่านี้อีก แต่ว่าเอาขนาดนี้ก็ยอดแล้ว พระไตรปิฎกฉบับนี้ ฉบับสยามรัฐ อธิบายมูลสูตรไปอีกคร่าวๆ ถ้าละเอียดก็ไม่พอหรอก 48 นาที เมื่อมนสิการถูก ก็ต้องรู้ว่าไอ้ที่ถูกนี่คืออย่างไร ผู้ที่มนสิการจิตวิญญาณของตนเอง ทำใจในใจหรือทำจิตวิญญาณของตนเองได้ ผู้ที่ทำได้ต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย นี่คือมูลสูตรข้อที่ 3 ต้องมีผัสสะเป็นเหตุเกิด สมุทัยคือเหตุ เหตุการเกิดของจิตนิยาม จิตวิญญาณนี่แหละ ต้องมี ผัสสะ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติก็ต้องขอถล่มอีก พูดอีกย้ำอีก ย้ำหัวตะปูจนเมื่อยแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ทำไมถึงยังไม่กระเตื้อง สะดุ้ง ฟังไม่ขึ้นหรืออย่างไร อาตมาไม่ได้ไปติดยึดพรรค ไม่ได้ไปติดยึดพวกนะ แต่ อยากจะให้ท่านฟังดีๆเข้าใจให้ได้ แล้วเลิกเสียสิไอ้สิ่งที่มันผิด ไปหลับตาปฏิบัตินั้นมันไม่มีทางที่จะบรรลุหรอก มันเป็นเดียรถีย์ 100% ยกตัวอย่างเช่น อุตรมานพ มาเฝ้าพระพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้าก็ถามว่าอาจารย์เธอสอนว่าอย่างไร ก็สอนว่า ปิดตาเสียอย่าให้เห็น ปิดหูเสียอย่าให้ได้ยิน ก็เหมือนพวกหลับตาปฏิบัตินั่นแหละ พูดเท่านี้แหละ พระพุทธเจ้าก็บอกว่า อ๋อ… อาจารย์เธอสอนให้เป็นคนตาบอดหูหนวกหรือ เท่านั้นแหละ อุตระสะดุ้งโหยงเลย คอตกซบเซา ทำไมเราถึงโง่ขนาดนี้หนอ แล้วคนฟังอาตมาจะฉลาดขึ้นบ้างหรือไม่นี่ ไปนั่งหลับตากันอยู่นั่นแหละ อาตมาพูดซ้ำพูดซากเรื่องนี้เพราะว่า คณะนี้เหมือนกับพระพุทธเจ้าท่านไปเริ่มต้นตรัสรู้ ท่านก็ไปหาคณะ นี่แหละคณะใหญ่ๆ นี่เป็นคณะหนึ่งในหินยาน ยังมีคณะมหายานอีกนะ อาตมายังไม่กล้าไปถึงโน่น ก็เอาเถรวาทที่อยู่ในเมืองไทยนี่แหละ เหมือนพระพุทธเจ้าท่านจะไปโปรดใครดีก็ไปโปรดคณะสามพี่น้อง ชฎิล 3 ที่บูชาไฟบูชาน้ำอะไรกันอยู่ ไปโปรดก็ได้มาตั้งทีละเป็นหมู่ก็เกิดขณะ แต่อย่างว่าของพระพุทธเจ้าท่านมีบารมีมีบริวารก็ได้เลย แต่โพธิรักษ์นี้เมื่อย เมื่อยเราก็ไม่เมื่อย เหนื่อยเราก็ไม่เมื่อย ทำไปเรื่อยๆ เราไม่เมื่อยเราไม่เหนื่อย… ที่จริงเหนื่อยๆ ก็ต้องทำ มีอย่างนี้ก็ต้องพยายาม อาตมาก็ต้องทำเพราะเป็นหน้าที่ก็เป็นกิจที่อาตมาต้องรับผิดชอบก็ต้องทำไป ต่อ… ผัสสะเป็นแดนเกิด ถ้าไม่มีผัสสะเป็นเหตุปัจจัยคุณจะไม่มีอะไรเกิดมาให้รู้เกิดอะไรก็เกิดเวทนา ผัสสะ แล้วจะต้องมีเวทนา ถ้าไม่มีผัสสะแล้วเวทนาที่เป็นที่ตั้งแห่งการศึกษาใน พรหมชาลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ อ่านพระไตรปิฎกกันไม่ค่อยแตก ท่านก็ตรัสว่าถ้าไม่มีที่ตั้ง ไม่มี ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก มโนกับธัมมายตนะภายใน ไม่มีวิญญาณฐิติ จะเป็นวิญญาณล่องลอยเป็นสัมภเวสีอยู่ในภพของแต่ละคนเอง แต่วิญญาณที่ออกมาข้างนอก ตากระทบรูป หูกระทบเสียงร่วมกับผู้อื่นจึงจะเกิดที่ตั้ง ไม่เป็นจิตวิญญาณจร สัมภเวสี มันก็จรไปเดี่ยวๆๆไม่เกี่ยวกับใคร ของใครของมัน แต่เขาก็ไปหลงผิดว่าเป็นสวรรค์เป็นนรก ไปเจอใครต่อใครอีก นั่นก็เป็นการเพ้อเจ้อ เป็นการเข้าใจผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีผัสสะก็ไม่เกิดเวทนา ไม่มีที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ ไม่มีฐาน ไม่มีกรรมฐาน ไม่มีฐานแห่งการกระทำ ไม่มีกรรม ไม่มีการกระทำได้ ฐานแห่งการปฏิบัติ ฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ หรือฐีติ ที่จะเกิดวิญญาณให้ศึกษา เกิดเวทนา จิต เจตสิก รูป นิพพาน จิตวิญญาณหรืออาการธาตุรู้ที่แยกย่อยมาทั้ง 3 เป็นเวทนาเป็นต้น ก็ไม่มีให้ศึกษา แล้ว เวทนานี่แหละ จะต้องศึกษาเป็นแกนหลัก เป็นสถานที่หลัก เป็นจุดสำคัญ เวทนาหรือ ความรู้สึกหรืออารมณ์ จะสุข จะทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ อยู่ตรงนี้ ศาสนาพุทธนั้นตรัสรู้เรื่องสุขเรื่องทุกข์ว่ามันเป็นมายา แต่ศาสนาเทวนิยม ศาสนาอื่นๆนั้น ติดความสุข เป็นสุขนิยมทั้งนั้น ไม่รู้จักสุขทุกข์ รู้แต่ดีแต่ชั่วซึ่งเป็นโลกียะ แค่แยกโลกียะดีชั่วกับสุขทุกข์เป็นโลกุตระ เขาฟังไม่เข้าใจ แล้วไม่สนใจที่จะศึกษาว่า อ๋อ… ถ้าอารมณ์สุขทุกข์มันต่างกับดีชั่วอย่างไร โอ้โห.. มันคนละโลกกันเลย เดินกันคนละฝั่ง ดีกับชั่วนี้ อยู่กับนรกและสวรรค์ ไม่มี 0 ส่วนสุขทุกข์ ถ้าเรียนรู้แล้วนี่จึงจะเป็น 0 ได้ จึงจะอยู่เหนือหรือคุณจะอยู่เป็นอมตะบุคคลแล้ว คุณจะอยู่เพื่อทำหน้าที่ต่อไปอีกจนกระทั่งคุณเบื่อ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เอง ถ้ายังไม่เบื่อจะอยู่อย่างพระอวโลกิเตศวรทุกวันนี้ อย่างเจ้าแม่กวนอิม ก็เชิญมีสิทธิ์ จะอยู่นิรันดรอย่างนั้น รื้อขนสัตว์ให้หมดจากโลกนี้ คนในโลกปรินิพพานให้หมดไปแล้วจึงจะปรินิพพานเป็นคนสุดท้าย ก็เชิญ มันเป็นปณิธานที่สูงส่งยิ่งใหญ่นะ พูดไปแล้วอาตมาก็ประชดนิดหน่อยเท่านั้นว่า อาตมาไม่เอาหรอกอย่างนั้น มันสุดโต่งเกินไป อาตมาขอใช้คำว่าสุดโต่งก็จบแค่นี้ก็แล้วกัน แต่ท่านจะมองเห็นว่าไม่สุดโต่ง เป็นปณิธานที่ยิ่งใหญ่ก็ไม่ผิดหรอก ไม่ผิด เพราะท่านก็อยู่ไปเถอะ นิรันดร เป็นนิรันดรชนิดหนึ่งของศาสนาพุทธพระอวโลกิเตศวร แต่เป็นผู้รู้ที่จะปรินิพพานไปได้ แต่ท่านไม่ปรินิพพานก็เป็นสิทธิ์ของท่าน พระอวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมเป็นปางหนึ่งของพระอวโลกิเตศวร ต่อจากเวทนานั่นแหละจะต้องมีตัวกิเลสคือตัณหา หรืออุปาทาน อุปาทานคือตัวนิ่ง ตัวหยุด ตัว static ตัวรูป ส่วนตัณหาคือตัวนาม คือตัวเคลื่อน _สู่แดนธรรม... ในมูลสูตรต่อจากเวทนาคือสมาธิครับ พ่อครูว่า... ถูกต้องต้องสมาธิก่อน เวทนาแล้วก็จึงจะทำจิตให้ตั้งมั่นได้ เวทนาเป็นที่ประชุมลง ปฏิบัติธรรมแล้วหากไม่ปฏิบัติรู้เวทนาในเวทนาที่พระพุทธเจ้าท่านแยกไว้ถึง 108 โดยเฉพาะ มโนปวิจาร 18 นี่เป็นแกนหลักที่จะต้องแยกได้ว่า แบบโลกียะมี 18 อาการ กับ ทำออก เรียกว่า เนกขัมะ ออกจากความเป็นโลกีย์มาสู่ความเป็นโลกุตตระ อีก 18 มโนปวิจาร จาก มโนปวิจาร 18 ก็มีความรู้ถึง เวทนา 36 คือ มโนปวิจาร 18 ฝั่งโลกีย์ กับ มโนปวิจาร 18 ฝั่งโลกุตระ รวมกันเป็น 36 นี่เป็นเรื่องจริงที่พยัญชนะบอกสภาวะ ถ้าเราปฏิบัติมีสภาวะเหล่านี้รองรับความจริง เราจะรู้เลย อ้อ… มันเป็นเช่นนี้เอง ตถตา มันเป็นเช่นนี้เอง สัจจะมันเป็นเช่นนี้เอง เคหสิตะ เป็นอย่างนี้ เนกขัมสิตะ เป็นอย่างนี้แต่ละข้อๆ แต่ละตัวของเคหะสิตะก็ดี ออกมาเป็นเนกขัมมะก็ดี ออกมาเป็นตัวที่ 1 สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุข สุขในกาม และก็ออกจากกาม เนกขัมสิตะ คือออก หากได้เสพกามสมกับความใคร่อยากที่อยากได้ต้องการ สัมผัสเข้า ทางตาก็ดี หูก็ดี จมูก ลิ้น ก็ดี สัมผัส 6 ทวาร ก็เป็นเวทนา 6 แล้วในเวทนา 6 ตากระทบรูป มันเป็นสุขก็ได้ เป็นทุกข์ก็ได้ ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ได้ แบบโลกียะ เคหสิตะ ก็ได้ ศึกษาแล้วออกไป ไม่สุข ไม่ทุกข์ได้ หรือจะไม่สุข ไม่ทุกข์ แล้วก็ไม่ทั้งสุขและก็ไม่ทั้งทุกข์ ก็ได้ กลางๆ ทำจิตให้เป็นทั้งไม่สุขและไม่ทุกข์ก็ได้ เนกขัมมะสิตตะ ไม่ว่าจะเป็นตากระทบรูป โอ้โห… วันนี้กระทบรูป กะหล่ำปลีดอก ลองถ่ายภาพให้ชัดๆ เป็นกะหล่ำปลีที่เป็นลูกไม่ใช่กะหล่ำปลีดอก เขายังไม่แกะข้างนอกออก มันออก เลยเต็มใหญ่ ใหญ่กว่าหัวอาตมา 2 เท่า 3 เท่ากะหล่ำปลีที่นี่เป็นสวนของอาจารย์ข้าดิน กับอ.เป็นแก่น ปลูกกันอยู่ที่สวนอุทยาน มีทั้งกะหล่ำดอกด้วย กะหล่ำปลี คะน้าก็มี ต้นเบ้อเร่อ กรอบกร๊อบๆเลย ใครไม่ได้มาชิมของชาวอโศก หัวเดียวนะนี่ เบ้อเร่อเลย นี่ก็เป็นผลิตภัณฑ์กสิกรรมของพวกเรา พัฒนาไป อาตมาส่งเสริม ใครจะลงไปเป็นกสิกรก็เชิญ นี่ก็ของศีรษะอโศกก็มี มีทั้งกล้วย มีทั้งมะพร้าว มะพร้าวไฟ เอามากัน เต็มนี่ เราประดับประดาฉากของเราด้วยพวกนี้ คือ พูดเต็มๆก็คืออวด อวดพวกนี้ให้คนน้ำลายไหล เอาของน่าอวดมาอวด ใครน้ำลายไม่ไหลก็ช่างเถอะ แต่เราจะอวดอันนี้ พวกที่เขายินดียังมีจิตวิญญาณยังอร่อยไม่อร่อย ยังอร่อยอยู่ก็ คนเราก็ไปตามลำดับ มันน่ากิน น่าเป็นอาหารของเรา นี่ก็พวก พืชพันธุ์ธัญญาหาร ซึ่งอาตมาได้ย้ำ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ของโลก มาเป็นกสิกร มาเป็นผู้สร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารพวกนี้ ให้แก่โลกได้กิน ขายให้ถูกหรือแจกฟรี มาทำจริงๆเลย อาตมามีชีวิตอยู่ยังไม่ตาย จะพยายามเลยจริงๆ จะพยายามที่จะปลุกเร้า ปลูกฝัง ให้เข้าใจ ให้เห็นจริง ให้ยินดี มาเป็นกสิกร สร้างอันนี้ อย่าไปสร้างอาวุธฆ่าคนเลย อย่าไปสร้างเครื่องมือที่จะฆ่าแกงกันเลย แม้แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่างๆ อาศัยพอแล้วมันเกินมันเลยไปแล้วจนกระทั่งทุกวันนี้ อาตมาขอวิจัยวิจารณ์ไปอีกนิดหนึ่ง เกินเลยไปจนกระทั่งจะออกนอกโลก จะไปดวงดาวอื่น มันเกินมันสุดโต่งเกินไป มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก นอกจากคุณหลงว่าคุณมีความรู้ความสามารถในการที่จะสร้างเครื่องมือกับมันได้รู้ มันได้รู้อันนี้ อันนี้ ดวงดาว มีดวงดาวนี้โคจรอยู่ตรงนี้ มีอะไรต่ออะไรประกอบเป็นดวงดาวอย่างนั้นอย่างนี้ ดวงดาวในนพเคราะห์ 9 ดวงนี้ อาตมาจะบอกให้ อาตมาผ่านตรงนี้มาแล้วชาติก่อนๆ ในดาวนพเคราะห์มีจักรวาลน้อย จักรวาลใหญ่ จักรวาลใหญ่ก็มีมากกว่า 9 ใน 9 ดวงนี้ก็เป็นหลักสำคัญ วงโคจร 1 คือวงโคจรที่เป็น cyclic order มันก็จะมี 9 ใน 9 ดวงนี้มีโลกลูกเดียวที่มีมนุษย์อยู่ได้ แล้วเจริญเป็นสัตว์โลกสูงสุดในประดาเอกภพ มหาจักรวาลนี้ ไม่ว่าดาวดวงไหน ดาวดวงที่ใหญ่เรียกว่า พระอาทิตย์ ใหญ่มาก ใหญ่กว่าดาวเคราะห์ที่เราอยู่ มีชีวิตอยู่ได้ พระอาทิตย์ชีวิตอยู่ไม่ได้ มีชีวิตที่สัตว์โลก คือมนุษย์ อยู่ได้ ดาวนพเคราะห์ที่เรียกว่าดาวโลกลูกเดียวเท่านั้นในดาวนพเคราะห์ 9 ดวง อย่าอุตริไปหาดาวดวงนั้นดวงนี้ที่จะไปสร้างไปยึดพื้นที่ซื้อขาย จนกระทั่งหลอกกัน มันไม่จริงหรอก มันไม่ได้ มันเกินความเป็นจริงไป มันพอได้แล้ว มาช่วยมนุษย์ที่อยู่ในโลกนี้ เป็นสิ่งที่สูงสุดของสัตว์โลก ไม่ว่าโลกในดาวดวงไหนหรือในโลกดวงที่เรียกว่าโลกที่มนุษย์โลกอยู่นี้ นอกนั้นมีชื่อดาวอะไรอาตมาไม่ได้ไปจำ เคยผ่านมารู้ มีวงโคจรของมันอยู่ใน 9 ดวงนี้ มีโลกลูกนี้เท่านั้นที่ควรจะศึกษาเพื่อชีวิต ก็เท่านี้ก็จบแล้วเท่านี้ คุณช่วยกันก็ช่วยมนุษย์โลกให้เจริญสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้าได้สูงสุด ใครจะเป็นมนุษย์ที่จะสูงสุดก็เป็นพระพุทธเจ้า เสร็จแล้วก็จบ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไปเท่านั้นเอง นอกนั้นก็คือมิจฉาทิฏฐิ เทวนิยม นึกว่าชีวิตนี้มีพระเจ้า สร้างทั้งดวงดาว สร้างทั้งอะไรต่ออะไรทุกอย่างเลย แม้แต่กาละ พระเจ้าก็เป็นผู้สร้าง พระเจ้าเก่งจริงๆ หยุดกาละให้อาตมาดูหน่อย หยุดหน่อย เก่งจริงน่ะ แต่พระพุทธเจ้าหยุดกาละได้ด้วยตน พระอรหันต์นี่ พิสูจน์หยุดกาละคืออย่างไร ขณะนี้เรารับรู้อะไรไปกับโลก ตารับรู้ หูรับรู้ เราทำจิตของเราไม่ให้รับรู้ ได้ เดี๋ยวนี้ ไม่มี ไม่มีการเดิน ตาก็ไม่เดิน เสียง กลิ่น รส ไม่เดิน หยุดเฉยๆกลางๆ อย่างรู้ๆ เป็น 1 อย่างไม่รู้ สูญไปเลย ดับ เป็น กิณหา หรือเป็นอาภัสรา อาภัสราก็อย่างรู้ อย่างสว่าง กิณหาก็อย่างมืดอย่างดำ แบบสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าเลย ได้ ทำได้ทั้ง 2 อย่าง พิสูจน์ตอนเป็นๆนี่แหละยังไม่ตาย นี่คือการพิสูจน์ ดับกาละ ในชั่วขณะ แต่มันไปดับกาละ ให้ตลอดกาลนานไปเลยนี้ไม่ได้ ถ้าคุณดับเอกภพ คุณก็ดับดวงดาว ดับพระอาทิตย์ ดับเนบิวล่า ดับ space ทั้งหมด คุณก็ดับหมดเลย ทุกอย่างก็เลิกกันไป สูญไปเลย มีใครทำได้ แล้วพระเจ้าจะอยู่ที่ไหน คุณดับ Space แล้วพระเจ้าจะอยู่ที่ไหน พระเจ้าเป็นวิญญาณ พระเจ้าเป็นก็อด แต่ไอสไตน์รู้ว่า Space and Time มันก็เลยไม่เป็นวิญญาณ แต่ของพระพุทธเจ้านั้น Karma and Time กรรมกับกาละ ไม่ใช่ God and Time God คือยังมีภาวะไม่ใช่นามธรรมเต็มที่ ยังเป็นความลึกลับ จริงๆแล้วหมายความว่า เป็นธาตุไม่รู้ God คือธาตุ อวิชชาธาตุ ธาตุที่ไม่รู้ตัวเอง ไม่รู้ความจริง ไม่รู้โลก ไม่รู้ดวงดาว ไม่รู้เอกภพ ไม่รู้ ถ้ารู้ก็คือรู้โลก รู้อัตตาครบ อย่างที่พระพุทธเจ้า แม้แต่อาตมาก็รู้โลก รู้อัตตาครบแล้ว จะสูญสลายไปจากโลกจะสูญสลายไปจากอัตตาได้แล้ว ไม่กลับกลาย มาเป็นธาตุรู้อีกแล้วเป็นดินน้ำไฟลงไปมันก็สูญหายไป ไอสไตน์บอกว่าทุกอย่างเป็นพลังงานกับสสาร ใช่ ของเราก็สูญเป็นพลังงานกับสสาร ไม่เป็นจิตวิญญาณ พระอรหันต์ตายไป ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไม่มีจิตวิญญาณ ก็กลายเป็นอย่างอื่นไปหมดแล้ว จิตวิญญาณเก่าของตัวเองก็ไม่เหลือแล้ว _สู่แดนธรรม... มีคนเขาน่าจะเข้าใจผิด เขาเคยคุยกับผมบอกว่า วิญญาณของพระพุทธเจ้าก็ถือว่า เป็นพลังงาน เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว เขาก็อ้างว่า สสารและพลังงานย่อมไม่สูญหายไปจากโลก เพราะฉะนั้นวิญญาณของพระพุทธเจ้าจึงไปกองอยู่ที่พุทธเกษตร พ่อครูว่า... นั่นคือคุณเข้าใจนามรูปไม่ได้ นามคือชีวะ คือธาตุรู้ รูปที่ถูกรู้เป็นสภาวะของสสารพลังงานนั้น เป็นดินน้ำไฟลม คุณแยกดินน้ำไฟลมรวมกับวิญญาณไม่ออก คุณแยกแค่มหาภูตรูป 4 กับอุปาทายรูปอีก 24 คุณแยกไม่ได้ คุณไม่รู้เรื่อง คนที่พูดนี้ เขาแยกไม่ออกนามกับรูปเขาก็แยกไม่ออก พลังงานสสารกับนามธรรมก็แยกไม่ออก พลังงานกับสสารเป็นคู่หนึ่งของรูป นามธรรมคือชีวะ และพระพุทธเจ้าก็แยกชีวะเป็น พีชะ แยกเป็นจิตนิยาม ส่วนอุตุ คือ พลังงานกับสสารแท้ๆคุณแยกพลังงาน อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยามได้ไหม หากแยกไม่ออกก็ไม่สามารถ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ได้ ธรรมะนิยามก็คือทรงไว้ ด้วยจิตนิยามของคุณที่ทำกรรมได้แล้ว คุณจะทำจิตนิยามให้เป็น พีชะ คุณก็ทำได้แล้วไม่สุขไม่ทุกข์ หรือแม้แต่เป็นอุตุก็ไม่สุขไม่ทุกข์เหมือนกันยิ่งแยกเป็นดินน้ำไปลงไปเลย ก็เป็นธาตุที่ยิ่งห่างไปจากชีวะอีกระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้น คุณสามารถทำ เมื่อกี๊อ่านไปบ้างแล้ว 1 2 หรือ 0 ถ้า 2 มันก็ประชุมกันเป็นจิตนิยาม หรือเป็น พีชะ หรือประชุมกันเป็นอุตุ เป็นพลังงานกับสสาร พลังงานกับสสารไม่มีชีวะ หมดอินทรีย์ของชีวิต เป็นรูปที่ไม่ใช่ชีวิตตินทรีย์แล้ว ไม่มีพลังงาน ไม่มีกำลัง ไม่มีอำนาจ ไม่มีลักษณะของอินทรีย์ของชีวิต ชีวิติณทรีย์ไม่มีแล้ว คุณก็รู้ว่ารูปนี้ไม่มีแล้ว นี่เป็นรูป 1ในรูปของ 24 หรือในรูป 28 เอามหาภูตรูปเข้ามาด้วย อุปาทายรูปอีก 24 คุณก็ต้องรู้ อาการ ลิงค นิมิต ของความเป็นชีวิตหรือไม่มีชีวิต ที่นับได้ว่าเป็นชีวะของชีวิต มันไม่เป็นแล้วชีวะ หรือมันเป็นชีวะอยู่ในระดับพืช ไม่เป็นชีวะไปเลยเป็นระดับอุตุ คุณก็ต้องรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อย่างสมบูรณ์แบบและคุณก็ทำได้ ทำไม่ได้ก็รู้ก็ยังดี เข้าใจ ทำให้ได้ แล้วคุณก็จะรู้ด้วยตนเองว่า อ๋อ…เราทำได้แล้วนะ _สู่แดนธรรม... ตอนนี้พ่อท่าน กำลังอธิบายความเป็นอมตะ จนมาถึงข้อที่เป็นสมาธิแล้ว พ่อครูว่า... ในมูลสูตร 10 จากเวทนาเป็นที่ประชุมลง แล้วมีสมาธิเป็นประมุข เป็นหัวหน้าเลย สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น ท่านก็ยืมคำว่า สมาธิ ที่เป็นคำกลางๆทั่วไปรู้จัก หมายถึง จิตที่ตั้งมั่น ทีนี้จิตที่ตั้งมั่นของพระพุทธเจ้านั้นเขาเข้าใจผิด เขาไปทำผิด เป็นเจโตสมาธิ เป็นสมาธิแบบโลกๆโลกีย์ไปหมด ท่านก็มาอธิบายใหม่ว่า สมาธิของท่านนั้น ต้องมีเจโตปริยญาณ 16 อาตมาใช้คำว่า ต้องมี ถ้าไม่มีมันก็ไม่ได้ มันก็ไม่รู้ความจริง มันก็ไม่เป็นความจริง คุณต้องมี มีกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ที่มีอยู่ก่อนแล้วคุณก็ทำออกให้มันเป็น วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ คือทำให้มันไม่มีไปเป็นลำดับ ลดลงไปๆ คู่แรกของ เจโตปริยญาณ 16 ทำให้มันลดน้อยลงไปได้ คน 2 ตระกูลที่เป็นตระกูลศรัทธากับตระกูลปัญญา ตระกูลศรัทธาก็จะเป็น สังขิตฺตํจิตตํ ส่วนตระกูลปัญญาก็ วิขิตฺตํจิตตํ ตระกูลศรัทธาก็เป็นก้อนตีไม่แตก ส่วนตระกูลปัญญาก็แยกกระจายออกไปมากจนจับไม่ติด ฟุ้งซ่าน เป็นสายถีนมิทธะ กับสายอุทธัจจะกุกกุจจะ 2 ตระกูล สังขิตฺตํจิตตํ ก็ทำของตัวเองให้เจริญ ทำให้ดีทำให้ก้าวหน้า อย่าไปอยู่อย่างเก่า ก็ต้องทำให้เจริญ งอกงาม สูงขึ้นไปหาไพบูลย์ ก็จะเจริญไปเป็นจิตที่ดี จิตที่เจริญ เรียกว่า สอุตฺรํจิตตํ แต่คนนั้นก็จะรู้ว่ามีจิตดีแล้ว แต่ก็ดียังไม่จบ ดียังไม่ถึงที่สุด ดีกว่านี้ยังมีอีก ยังไม่ถึง อนุตฺตรํจิตตํ คุณทำได้แล้วเป็นมหคต คุณเจริญไปได้ดีแล้วแต่ยังไม่สูงสุด คุณจะมีปัญญารู้ใน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ของจิตเจตสิกของเราและมีรูปที่ถูกรู้ของเราเอง รูปจิต อรูปจิต มันเป็นเช่นนี้เอง ก็จบด้วยพยัญชนะที่ท่านบอกว่าเป็น อนุตตรังจิตตัง จบด้วยอนุตตรังจิตตังคืออย่างไร ก็คือจิตที่ ปฏิบัติตามเจโตปริยญาณ 16 ดูที่จิตเป็นกิเลส กิเลส หยาบ กลาง ละเอียด จนกระทั่งถึงสิ้นอาสวะ หมดเกลี้ยงอาสวะ คุณก็จะเรียนรู้ว่า อาสวะมันเป็นเช่นนี้เอง ดับได้ 1 หน่วยอาสวะ 2 หน่วย 5 หน่วย 50 หน่วย เรียกว่า อาสวะบางอย่าง ดับได้ ไปเรื่อยๆ ก็อาสวะหลายอย่างหลายๆบางอย่าง 5อย่าง 100 อย่าง จนถึง 100อย่างนั่นแหละ 50 อย่างก็ยังไม่หมด ก็ถือว่า ตัวเลข 100 ครบ 50ก็บางส่วน ซึ่งรู้จักอาสวะได้อย่างมีรูปนาม มีความเป็นกาย มีความเป็นเทวะ มีความเป็น 2 ส่วนเสมอ ที่รู้ เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นบุคคลที่ตามหาความรู้อันยิ่ง เรียกว่า อนุสารี ก็มี 2 ตระกูล ตระกูลสัทธานุสารี กับตระกูลธัมมานุสารี ท่านยังไม่ใช่คำว่าปัญญา จนกว่าจะสัมมาทิฏฐิ มีปัญญา มีสัมมาทิฏฐิแท้ จึงจะขึ้น เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลทิฏฐิปัตตะ ส่วนตระกูลของศรัทธานั้น จะไปตกหล่มตกหลุมอยู่ที่ สัทธาวิมุติ นาน วน เข้าใจผิดหลงนิโรธดับ ไปหลงมิจฉาทิฏฐิ ติดในสุขอยู่ในสมมุติ ศรัทธาวิมุติ จะติดสุข ติดจมอยู่ในนั้น อย่างเป็น อาฬารดาบส อุทกดาบส นาน อย่างไม่มีเวลาจะกำหนดเลย อย่างอาฬารดาบส อุทกดาบส โอ้โห มันไม่มีเวลา ไม่มีกาละที่จะไปช่วยได้ อาฬารดาบสได้อรูปฌาน 7 กับ อุทกดาบส อรูปฌาน 8 เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็จมอยู่อย่างนั้น ๆ และจะหมุนเวียนมา ไม่มีสิ้นสุดหรอก อย่างรู้ๆเห็นๆเป็นปัจจุบันนั่นเทียว ว่ามันสูญได้ อย่างไรไม่รู้จักสูญจริง มีแต่ตัวมืดดำมืดเป็น กิณหา ไม่ใช่รู้แจ้ง _สู่แดนธรรม... นี่เรียกว่าโทษภัยของสมาธิ พ่อครูว่า... เป็นโทษภัยของสมาธิอย่างสูงเลย เพราะฉะนั้นท่านไม่ได้เรียกภาษาสมาธิของท่านว่าเป็นสมาธิ แต่เป็นสมาหิโต คือเป็นอนุตริตแล้วคือตรวจสอบว่ามันเป็นจิตที่ตั้งมั่นอย่างแท้จริง สมาหิโต หรือไม่ตั้งมั่นจริง ก็ตรวจอีกว่า เป็นวิมุตติญาณทัสสนะ เห็นด้วยการสัมผัสรู้เห็นอย่างที่มี ที่เป็น ที่อยู่นี้มันหมดมันสิ้น และใช้เวลาพิสูจน์ทุกโลก โลก หยาบ กลาง ละเอียด จนมันไม่มีโลก ไม่หมุน ไม่วนเลยอย่างแท้เลย จะทำจิตให้ไม่หมุน ไม่วนได้อย่างลืมตา เป็นจิตไม่หมุนไม่อะไรเลยรู้รอบเป็นนิพพาน เป็นสุญญตา อยู่อย่างนี้ นิ่ง อย่างอาตมาจะทำจิตนิ่งๆก็อยู่นิ่งๆ ไม่ต้องมีอะไรนึก ไม่รู้อะไร นิ่งๆ จะดับมืดก็ดับไป หลับตาก็มืด ลืมตาก็เห็นแสงแต่ไม่ได้หิวแสงนะ อาตมาหมดความหิวแสงแล้ว ก็เห็นแต่ความเป็นจริง ตามที่ตามันเห็นอยู่ ว่าจะไปผ่าตาต้อกระจกเขาก็บอกว่า อย่าไปผ่าเลย อายุยาวแล้วเสี่ยงเปล่าๆ มันพอใช้ได้ไปได้ดีอยู่ก็เอาไปก่อน จนกว่ามันจะถึงขั้น หมอเขาตรวจก็บอกว่าพอได้ มันก็ไม่ถึงการทรมานอะไร มันไม่ใช่ต้อหินมันเป็นต้อกระจก มันก็มัวบ้าง แต่มันไม่ชัดเต็มที่เท่านั้นเองแต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็พอได้เพิ่มแสงสว่างเอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน