สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8 สัตตาวาส 9) ตอน ละกายละเอียดถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ละกายละเอียดถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ มาถึงตรงนี้ขอแวะลงลึกไปถึงคำว่า กาย ความซ้ำซากนี้ตั้งใจฟังให้ดี อย่ารังเกียจ จะเข้าใจ พระพุทธเจ้าสอน มูลกรรมฐาน มันมีนัยยะสำคัญละเอียดอย่างนี้ เล็บของคุณนี่ ประกอบด้วยดินน้ำไฟลม ปรุงแต่งกันอยู่เป็น ชีวะ มันเป็นพีชะอย่างหนึ่ง มันเป็นจิตอย่างหนึ่ง มันเป็นอุตุอย่างหนึ่ง เล็บ พอเราตัดบางส่วนออกพ้นประสาทแล้ว ไม่ใช่กายแล้ว มันยังไม่ตัดก็เป็นพีชะ มีเซลล์ที่มีชีวิตอยู่ มีชีวิตินทรีย์มีชีวะอยู่ ถ้ายังไม่ตัดออกไป ยังยึดถือว่าเป็นเรา ก็อนุโลม แต่ที่จริงมันไม่ใช่กายเราแล้ว แต่ถ้ายึดถือเป็นเรา ก็เอาไว้ก่อน ถ้ามันยาวออกมา เกินที่จะมีประสาทรับรู้เกินกว่าที่จิตรับรู้แล้ว ไม่มีประสาทเชื่อมต่อ เมื่อตัดออกไปขาดออกไปแล้ว ส่วนเล็บที่ขาดออกไปก็จะเข้าใจว่ามันไม่ต่อกลับร่างเราเลย มันเป็นอันอื่นแล้ว มันไม่ใช่เรา แต่คนที่ติดยึดก็จะเสียดายอีกว่าเป็นของเรา ใครเอาไปก็เจ็บ ทั้งที่มันไม่มีความรู้สึกแล้ว มันเป็นแค่ดินน้ำไฟลม ไม่มีประสาทติดต่อเลย มันไม่ใช่กายของเราแล้ว มันเป็นดินน้ำไฟลมแล้วแท้ๆ ไม่มีประสาทติดต่อเลย แต่ส่วนที่ยังเหลืออยู่ มีแต่ชีวะในระดับพีชะ จะเอาอาหารไปเลี้ยงให้เติบโตแต่ไม่เจ็บแล้ว ไม่มีความรู้สึกแล้ว ถ้าคุณยึดถือ พีชะนี้เป็นของเรา จะต้องทำให้มันสวยงามอีก คุณไม่ควรจะยึดถือแล้ว เพราะมันไม่ใช่ของเรา แม้มันจะต่อเนื่องกับชีวของเรา แต่มันไม่ใช่กาย มันไม่มีประสาทของเจ็บ ที่ไปรับรู้ มันไม่มีเวทนา ไม่มีเจ็บปวดอะไรแล้ว ตัดออกไปได้ มันไม่ใช่ของเรา ตัวอย่างนี้ที่ตัวคุณมีเล็บ คุณรู้ไหมว่าการไปยึดถือเป็นเรา แม้มันจะติดกับตัวเรา ต่อให้มีประสาทรับรู้กระทบกระแทกก็เจ็บ เจ็บก็คือเจ็บ เรารู้ว่ามีเหตุปัจจัยมากระแทกมันไม่สมดุล แต่ถ้าไม่รับการกระแทกก็เป็นอย่า
อ่านต่อ
งนี้ แม้แต่อย่างนี้คุณเองก็ไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา มันจะตายจากไป เราก็ไม่หวงแหน ไม่อยากมี ชาตินี้ก็ไม่อยากมีเล็บสวยๆ ชาติหน้าก็ไม่ต้องอยากมีเล็บสวยๆ ก็คือคนไม่ติดยึด แต่ถ้าไปติดยึด คุณก็อยากจะมีผิวอย่างนี้ เล็บอย่างนี้ รูปร่างอย่างนี้ หนวดอย่างนี้อีกนะ สรุป แล้วความเป็นของเรา แม้มันจะมีชีวก็ไม่ไปยึดถือ ชีวะที่เป็นพีชะ กระทบก็ไม่เจ็บ ตัดก็ไม่เจ็บปวด อันนั้นคือกายที่เป็นพีชะรวมกับตัวเรา มีแต่เซลล์ที่มีชีวิต ยาวได้อยู่ แต่มันไม่ใช่เรา คุณแยกออกไหม แม้ที่สุดเจ็บเลย มีเวทนาเป็นจิตให้ยังมีประสาทอยู่ กระแทกก็เจ็บ แต่เราไม่ยึดถือ ไม่ถือสาใครมาทำให้เราเจ็บก็ไม่พยาบาท เขาไม่เจตนาก็แล้วไป อโหสิให้ แต่ว่าถ้าเขาเจตนามาทำให้เราเจ็บ เราก็บอกว่าทำเราทำไม เขาก็บอกว่าจะทำ ก็บอกว่าเขาคิดอะไรหรือ? เขาก็บอกว่าจะทำ เราก็หนีให้ไกล คนนี้บ้าแล้ว เราก็ชัดเจน แต่ถ้าตอกเมื่อไหร่เราก็เจ็บ แต่เจ็บมันก็เจ็บไม่นานหรอก มันเจ็บมันปวดก็รักษาให้มันหาย มันยังไม่หายก็ปวดอยู่ก็รักษาต่อไป มันมีเชื้อมีอะไรอยู่ก็รักษาไป ที่เราเจ็บปวดเพราะมันมีเหตุปัจจัย ไม่ต้องไปยึดถืออะไร คนนี้ก็ไม่มีปัญหา เหตุปัจจัยมันอยู่ที่อวัยวะเจ้าการไม่สมดุล ก็ต้องเจ็บปวดเป็นธรรมดา เราก็จะรู้หมดเลยว่าความยึดถือเป็นเราเป็นของเราคืออะไร? มันไม่เป็นกายแล้ว แม้มันจะติดอยู่กับตัวเรา มีเซลล์ประสาทเลี้ยงดู มันก็เป็นเล็บที่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่กายเราแล้ว ก็เข้าใจ แม้แต่ที่สุดไม่ใช่กายแล้ว มันเป็นจิต มโน วิญญาณ ตอกให้แตกก็เจ็บ แต่มันเจ็บ มันก็เป็นเช่นนั้นเอง เป็นตถตา มันก็เป็นเช่นนั้นเอง มันมีเหตุปัจจัยถึงเจ็บ แต่ถ้าคุณเจตนามาทุบตีให้เราเจ็บ เราก็หลบเลี่ยงเอา หลบเลี่ยงไม่ได้มันมีวิบากหนีไม่พ้นไม่รอด ก็ต้องถูกให้ทำ เขาจะต้องแก้แค้นให้ได้ จองเวรจองกรรม เราหนีแล้วนะ แต่หนีไม่พ้น เราก็ใช้หนี้ไป แต่ถ้าคุณหนีไป ชาติหน้าก็ตามไปอีก ก็ให้เขาทำเถอะ แต่ถ้าเขาทำตายเลยนะ แต่ถ้าไม่อยากตายก่อน เรายังไม่อยากตายก็หนีก่อน ถ้าหนีไม่พ้นก็ต้องตาย เหมือนอย่างเช่นพระโมคคัลลานะ ท่านสามารถเนรมิตร่างของท่านได้ ใครจะทำร้ายให้กระดูกแตกเป็นเสี่ยงๆ ก็ต่อติดกลับมาเหมือนเดิมได้ แต่เขาก็มาทำอีกท่านก็ต่ออีก จนไม่รู้กี่ครั้ง แล้วท่านก็รู้ว่ามันเป็นอนันตริยกรรม เพราะเคยฆ่าพ่อฆ่าแม่มา ท่านก็เลยยอมให้เขาฆ่าเสียจะได้จบ ใช้หนี้กันไป ชาติหน้าอันนี้ก็หายแล้วก็ได้ใช้หนี้ไปแล้ว มันไม่มาใกล้ชิด หรือมันก็วางเองพอแค่นี้ขอแก้แค้นแค่นี้ ถ้าได้ใจแค่นี้แล้วก็จะเกิดระยะ มาไม่ถึง หรือจะเกิดให้เขาระหว่างความแก้แค้นหรือขออโหสิกรรม กันทั้งสองฝ่ายได้ เราพยายามเลี่ยง กับการทน เป็นการใช้หนี้ก็จบ สรุปคำว่ากาย มูลกรรมฐานนี้ ถ้ามันขาดจากร่างของเรา แม้จะอยู่กับตัวเราแต่จิตวิญญาณไม่มีประสาทเข้าไปรับรู้ ไม่เกิดเวทนา มันเป็นเพียงแค่พีชะ คุณแยกออกไหม?ว่ามันคือธาตุของพีชะ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีเวทนา ไม่มีเจ็บปวด ฆ่าให้ตายก็ไม่มีอาการเจ็บ ใครที่ไปหลงว่าพืชมีอาการเจ็บปวด ก็ศึกษาให้ดีๆ ถ้าเราแยกแยะออก ก็ไม่กังวลว่าพืชจะต้องมาจองเวรกับเรา เราก็กินพืชได้เลี้ยงชีวิตกันไป แต่ถ้าคุณเองไม่รู้ ก็บอกว่าพืชนั้นจองเวรได้ คุณก็ไม่กินแม้แต่พืช คุณก็ไปกินดิน กินอากาศ กินน้ำไป ก็เป็นสัตว์ชนิดที่ต้องใช้ธาตุดินน้ำลมไฟ เลี้ยงชีวิตกินพืชไม่ได้ ถ้าอยากจะเป็นสัตว์แค่นั้นก็เอาสิ ไส้เดือนมันกินดิน ต่ำกว่านั้นก็กินแต่อาหารที่เป็นดินน้ำไฟลม ปรุงแต่งเอาอาหารแค่นั้น ถ้าคุณไม่เอาพืชมากินก็เป็นแบบจุลินทรีย์สิ คนนี้กินแต่พืชก็บริบูรณ์แล้วไม่ต้องไปกินสัตว์ เพราะสัตว์นั้นจะมีการสร้างวิบากต่อกันไปอีก แค่นี้ก็พอ สันตุฏฐี สันโดษ เราเอาแค่นี้พอ กินพืชนี้เขาพิสูจน์ได้ว่าอยู่ได้ถึง 256 ปี นานพอได้นะ ทำงานรับใช้โลกอยู่ 256 ปี อาตมาคงไม่ไหว เอาแค่ 151 จะทำงานไหวไหม ถ้าทำงานไม่ไหวตั้งแต่ไม่ถึง 151 อาตมาก็ว่าลูกเอ๋ย ให้พ่อให้ปู่ไปเถอะ เอาไว้ชาติหน้าค่อยเจอกัน เพราะว่ามันเป็นภาระกันทั้งคู่ เราก็ทำอะไรไม่สมดุลเจ็บปวดอีก ก็เท่านั้นเอง ผู้เข้าใจแล้วจะรู้ความปล่อยวางแล้วปล่อยวางอย่างมีปัญญา รู้ว่าสมควรก็วางก็ปล่อย
คนเขาไม่รู้เรื่องความเป็นกาย เขาก็ยึดถือความเป็นกายของเขาอยู่ แล้วปรุงแต่งอยู่ขนาดนั้น อย่างนั้น ในหนังสือเล่มนี้ก็บอกอีกว่า...ในทัศนะของพระมงคลเทพมุนี นั้นกล่าวว่าการเห็นธรรมกายนั้นจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้ปฏิบัติฝึกใจให้หยุดนิ่งถูกส่วน ตรงศูนย์กลางกาย ด้วยใจที่หยุดนิ่งสนิทได้นั้น จะมีสภาวะที่ว่างเปล่าเป็นสุญญตา(ส.ศูนยตา) คือปราศจากความคิดปรุงแต่งและปราศจากนิวรณ์ธรรมทั้งปวง พ่อครูว่า กลางกายคืออะไร? กลางกาย คือเขาว่า เหนือสะดือสองนิ้ว แล้วเลขสองนี้ เขาก็ไม่รู้ว่าคือ *ธรรมะสอง แต่เขาเอามาใช้โดยไม่รู้ ใช้โดยสุ่มสี่สุ่มห้า เขาใช้สองนิ้วนะ เอามาตรานิ้ว ไม่เอาเซนติเมตรด้วยนะ ความนิ่ง แท้จริง คือกิเลสไม่ได้เกิดอีกไม่มีกิเลสอีกเลย อยู่ในจิต แต่เขาเอาแต่เพียงรูปมาทำเป็นวัตถุนิ่ง อธิบายว่าจิตไม่ขึ้นไม่เลื่อนก็คือสุญญตา ไม่นึกไม่คิด แต่ของเรานี้ คือกิเลสที่เป็นเชื้อสัตว์ไม่เกิดในจิตเรา เลยมันตายไปสนิท จิตใจก็มีหมดภพหมดชาติ แต่ปราดเปรียวว่องไวไม่มีอะไรติดขัดแล้วไม่มีสัตว์ ที่เป็นตัวขัดแย้งเข้ามาปรุงร่วมด้วย อสังขาริกัง ไม่มีตัวเชื้อกิเลสมาผสมหรือ นิ่ง คือสัตว์นรกพลังงานตัวกวนไม่มีเลย แต่เขาอธิบายเป็นตัวแค่รูปธรรม นี่คือความไม่รู้รูปนาม คนไม่มีปัญญาแยก นิปุณา ความละเอียดเหล่านี้ออก การไม่คิดไม่ปรุงแต่งแบบเขา เราเข้าใจได้แต่เราคิด เราปรุงแต่งได้ แต่ว่าไม่มีกิเลสมาปรุงร่วมเลย เป็นอสังขาริกัง คุณอธิบายได้ไหม โดยเฉพาะรู้อาการชีวิตินทรีย์ของโทสะ ของโลภะ เหลือเล็กเหลือน้อยเท่าไหร่ก็รู้เลย เป็นอากิญจัญญายตนะ แล้วคุณรู้ตัวตนรู้สภาวะของมันไหม? มันว่าง เป็นอากาสาฯ คือตัวเป็น ส่วนวิญญานัญจาฯ คือตัวนาม แล้วแม้แต่เศษเล็กเศษน้อยเหลือนิดหน่อยมันก็มี เป็นอากิญจัญญายตนฌาน เมื่อคุณรู้ อากาสาฯ รู้วิญญาณนัญจาฯ รู้อากิญจัญฯ ก็พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ก็เป็น*สัญญาเวทยิตนิโรธ * ตัวอย่างไม่มีอะไรแซมปน เป็นวิญญาณที่บริสุทธิ์จริงๆ ถ้าคุณรู้สามส่วนนี้ได้ครบหมดเลย บริบูรณ์สะอาดหมดเลย กำหนดรู้ด้วยสัญญา รู้เคล้าเคลียอารมณ์ เป็น สัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ เป็นธรรมะ 2 ที่สะอาดทั้งคู่ ไม่มีอะไรที่จะไม่รู้อีก ไม่มีเศษส่วนของสัญญาที่ค้างอะไรที่ไม่รู้อีกเลย สัญญาที่ไม่ได้กำหนดรู้ไม่มี ตัวเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญานี้ จะว่ารู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ไม่มีเลย นา คือทุกอย่าง พ้นความไม่รู้ทั้งหมด พ้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา บริบูรณ์เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ อย่างไม่มีอะไรเป็นโทษเป็นภัย อย่างแคล่วคล่องว่องไว มุทุภูตธาตุ ประกอบด้วยองค์ 5 ของอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา
591225_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ล้างอธรรมกายให้ลึกถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ