สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เศรษฐศาสตร์บุญนิยม.docx
เนื้อหาในไฟล์
เศรษฐศาสตร์บุญนิยม พ่อครูว่า ...ศาสนาพุทธนี้เป็นยอด จะหาว่าอาตมาชมเชย ยกย่องศาสนาพุทธ ว่าเป็นยอด สังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ก็ตาม อาตมามีภูมิรู้ แล้วเข้าใจอย่างนี้จริงๆ เศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ หมายความว่า ความรู้ในการเข้าใจจัดการ ถึงขั้นบริหารเลย ให้เกิดความเป็นอยู่ของสังคม ที่มีกินมีใช้ กันอยู่ดีเจริญดี เสฏฐะ (เศรษฐะ) แปลว่า ความเจริญ ความสรรเสริญ การวัดสังคม ว่าพัฒนาเป็นอยู่ดีหรือไม่ดี วัดกันด้วยเศรษฐกิจนี้ดี ถูกต้อง สังคมที่มีความเป็นอยู่ที่ดี อาตมาเอาธรรมะของพระพุทธเจ้า มาให้เรียนกัน แล้วเอาไปประพฤติ ก็รวมตัวกันเป็นสังคมกลุ่ม ที่ประพฤติแบบนี้ แบบที่ความหมาย พุทธศาสนา ตามที่อาตมาเข้าใจ ให้พวกเราเข้าใจและประพฤติตาม จนเกิดสังคมแบบชาวอโศก เป็นชุมชนหมู่บ้าน ที่มีความเป็นอยู่สุขดี จนถึงขั้นเศรษฐกิจบุญนิยมสูงสุด ถึงสาธารณโภคี เศรษฐกิจบุญนิยม คือการใช้หลักตัดกิเลส บุญคือการชำระกิเลส บุญนิยมคือลัทธิตัดกิเลส ตามความหมายของการตัดกิเลส ที่อาตมาเข้าใจ และที่พวกเราประพฤติ จนเป็นจริง อาตมาทำงานมา 40 กว่าปีแล้ว เกิดผลอย่างที่อาตมานึกไม่ถึง ชาวอโศกจะมีเศรษฐกิจบุญนิยมได้ ลดกิเลสแล้วเกิดเศรษฐกิจแบบนี้ ไม่รู้ว่า นักเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ จะมาวัดค่าอย่างไร ในชาวอโศก ว่า โต 6 โต 7 โต 8 โต 10 จะวัดอย่างไร หรือตกกระป๋อง -5 -8 เศรษฐกิจติดลบ เพราะพากันมาจนหมดเลย แล้วจะเอา GDPเอามาวัด จะวัดอย่างไร นักเศรษฐศาสตร์ที่เก่ง น่าจะมาศึกษาดูบ้าง อาตมายืนยันว่า เป็นเศรษฐศาสตร์ของพุทธ เหมือนกันกับที่ในหลวงตรัสว่า เศรษฐกิจพอเพียง คำว่าเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคำเดียวกันกับคำว่า สันโดษ หรือมักน้อย 1. เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) . 2. เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิ
อ่านต่อ
กถา) 3. เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) . 4. เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) . 5. เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา) . 6. เรื่องที่ชักนำให้บริสุทธิ์ในศีล (สีลกถา) 7. เรื่องที่ชักนำให้จิตตั้งมั่นในสมาธิ (สมาธิกถา) . 8. เรื่องที่ชักนำให้เกิดปัญญา (ปัญญากถา) 9. เรื่องที่ชักนำให้หลุดพ้นจากกิเลส (วิมุติกถา) 10. เรื่องที่ชักนำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริง ในความหลุดพ้นจากกิเลส (วิมุตติญาณทัสสนกถา) (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 69)
เศรษฐกิจแบบบุญนิยม หรือแบบศาสนาพุทธ ซึ่งอาตมาขอยืนยัน ที่ในหลวงตรัสว่า เศรษฐกิจพอเพียง คืออันนี้แหละ ซึ่งจ่าหัวไว้แต่ต้นเลยว่า เป็นเศรษฐกิจที่ตรงกันข้ามกับทุนนิยม คนละขั้วเลย เดินทางกันคนละทิศเลย อาตมาก็รู้อยู่ เห็นใจนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย ว่าเขาเองยังไม่รู้ความจริงนั้น เพราะมันตรงกันข้าม กับที่เขาเรียนมา เขาเรียนมาเเต่เศรษฐกิจทุนนิยม แล้วก็วัดค่าจีดีพี ว่าจะต้องร่ำรวยมีรายได้เป็นหลัก เอารายได้ ที่ได้กำไรได้มากเป็นหลัก แต่ในหลวงเราตรัสว่า เอาแบบคนจนนะลูกเอย นักเศรษฐกิจ ก็หูหักไปหมด ในหลวงท่านตรัส ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ลึกเข้าไปอีก แล้วท่านก็ตรัสว่า นักเศรษฐศาสตร์ คงจะบอกว่าเราพูดอะไร ซึ่งอาตมานั้น พูดเน้นหนักแรง ต่างกับสมัยที่เป็นโฆษก ตอนทำงานโทรทัศน์ ก็พูดหวาน พูดให้คนชอบใจชื่นใจ แต่พอออกมา ทำงานทางศาสนา ไม่พูดประเหลาะคนเลย ไม่เหมือนตอนทำงานเป็นโฆษก แต่นี่ไม่ไว้ท่าเลย ตั้งแต่แสดงธรรมมา จนถึงทุกวันนี้ ยิ่งอายุยาวนาน ยิ่งไม่ไว้ท่า มีอะไรก็พูดผ่าเลย ก็เข้าใจอยู่ว่า อาตมาจริงจังต่อการพูด การอธิบายการบอกกล่าว อยากให้ประทับใจลงไป ก็ขออภัย ที่ต้องพูดต้องแสดงแบบนี้ ทั้งท่าทางลีลา สุ้มเสียงสำเนียง ภาษาคำพูด ที่เน้น มันก็อย่างที่แสดง ต้องขออภัย เศรษฐกิจ ของพระพุทธเจ้าที่ยก กถาวัตถุ 10 มาอธิบาย ท่านขึ้นต้นว่า อัปปิจฉะ แปลเป็นไทยว่า มักน้อย ความหมายของมักน้อย คือชอบมีน้อยๆ ไม่ชอบมีมากหรอก จิตใจของใครที่เป็นจิตเจริญ กถา คือคำพูด กถาวัตถุ ก็คือ เวลาจะพูดอะไร ก็ควรพูดมาเพื่อให้เป็นคนมักน้อย ลดละกิเลส จนจิตสงบ ไม่ใช่จิตสงบเพราะ สะกดจิตเอาไว้ให้จิตนิ่ง คำว่าสงบของพระพุทธศาสนา สงบนี้เป็นสัมมาสมาธิของพุทธ มันเป็นความสงบจากทุกข์ คือทุกข์ตาย ทุกมันลดลงๆๆ หรือหมดสิ้นทุกข์จากจิต เพราะดับ กำจัดเหตุแห่งทุกข์ได้จริง เมื่อกำจัดเหตุลดลงได้จริง จิตก็ผ่องใส จิตแคล่วคล่อง เป็นมุทุภูเต ทำงานได้แคล่วคล่องเร็วไว กัมมนิเย ไม่ใช่ว่า จิตสงบนั้นจะไม่คิดไม่นึก ไม่ใช่เลย ตรงกันข้าม จิตสงบของพุทธนั้นยิ่ง มุทุภูเต ฐีเต อเนญชัปปัตเต ยิ่งจะทำให้กาย วจี มโนแคล่วคล่องว่องไว ไม่ใช่ จิตสงบคือนั่งสมาธิ แล้วทำจิตให้สงบนิ่ง ไม่คิดไม่นึก จิตจดจ่อกับกสิณ ไม่ใช่เลย แต่จิต นั้น มีลักษณะของฌาน ที่เป็นสมาธิพุทธแท้ 1. ปริสุทเธ (จิตบริสุทธิ์ไม่มีอุปกิเลสเครื่องยียวน) 2. ปริโยทาเต (ผ่องแผ้ว อย่างแข็งแรงอยู่กับผัสสะ) 3. มุทุภูเต (แววไวด้วยจิตหัวอ่อน - ดัดง่าย แก้ไขไว) 4. กัมมนิเย (ควรแก่การงานอันไม่โทษ ไม่มีกิเลส) 5. ฐิเต (จิตถึงความตั้งมั่น) 6. อาเนญชัปปัตเต (จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว) (พตปฎ.เล่ม 9 ข้อ 131)
ตรงกันข้ามกับที่ครูบาอาจารย์ ระดับใหญ่ของศาสนาพุทธสอนกันเลย สมาธินั้น เขาเข้าใจว่า บริสุทธิ์ตั้งมั่นเหมือนกัน แต่ปริโยทาเตเขาไม่เข้าใจ ว่ายิ่งคล่องแคล่ว แต่ลืมตา สามารถกระทบสัมผัส เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ อย่างลืมตา แคล่วคล่อง เพราะไม่มีกิเลส หรืออุปกิเลสก็ไม่มี จิตจึงแคล่วคล่อง มุทุภูเต จิตแววไว มุทุภูติ เป็นลักษณะทั้งเจโตและปัญญา เวทนาสัญญาสังขารแคล่วคล่องมันอุเบกขา เฉย แต่เฉยที่วิเศษ ปราดเปรียว ไม่ใช่นิโรธแบบ ดับสัญญา ดับเวทนา ไม่ใช่เช่นนั้นเลย อาตมามีความรู้ธรรมะ ตรงกันข้ามกับหมู่ใหญ่ กระแสหลักที่เข้าใจกัน อาตมาจึงทำงานได้ยาก เพราะหัวเดียวกระเทียมลีบๆ ก็เข้าใจเห็นแจ้งว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ผ่านมา 2600 ปีแล้ว ครึ่งของศาสนาพุทธเลยมาแล้ว มันเสื่อม ตามที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ใน อาณิสูตร ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระ ที่อาตมาบรรยายทุกวันนี้ เป็นโลกุตระ แต่ทางศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่เข้าใจโลกุตระแล้ว เขาออกนอกทางไปใหญ่แล้ว มีแต่ไปปฏิบัติ ตามที่มีคน sms มาว่า
การเอาแต่นั่งหลับตาปฏิบัติคือโศกนาฏกรรมของศาสนาพุทธ 0851614xxx"การปิดตาไม่ยอมรับรู้ความทุกข์ของผู้อื่นในโลก น่าจะเป็นโศกนาฏกรรม ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ" ~หนังสือ การเดินทางของคชสาร/ คชสาร ตั้งยามอรุณ เลยนึกถึง การทุ่มเททำงานเผยแผ่ศาสนา ของพ่อครู (ในหลวง) "ทรงสั่งสอนข้าพเจ้าและลูกๆว่า เมื่อคนเขายกย่อง นับถือให้เป็นประมุขมาเท่าไร ก็ต้องรู้สึกว่า เราต้องทำงานให้หนักกว่าทุกคน" #พระราชินี พ่อครูว่า ...อันนี้ก็น่าคิดนะ คำว่า "การปิดตาไม่ยอมรับรู้ความทุกข์ ของผู้อื่นในโลก น่าจะเป็นโศกนาฏกรรม ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ" ตีหน้าแงพวกนั่งหลับตา ทำสมาธิเข้าป่าเขาถ้ำ ชัดเจนเลย อาตมาก็ขอยืนยันว่า ศาสนาพุทธ ไม่ใช่ศาสนาออกป่า อาตมาเขียนหนังสือ ป่ากับศาสนาพุทธ ก็ขออธิบายนิดหน่อย คำว่าศาสนาพุทธ เป็นศาสนาคนเมือง ไม่ใช่ศาสนาคนป่า มาถึงยุคนี้มีพระป่า พระบ้าน ก็ขอยืนยันว่า คำว่าพระป่าพระบ้าน ไม่มีในศาสนาพุทธ ไม่มีในพระไตรปิฎก มีแต่อรรถกถาจารย์มาแยก เรียกพระป่า พระบ้าน พระพุทธเจ้านั้น ตรัสถึงคนอยู่ป่า จริง พระพุทธเจ้านั้น ออกบวชตอนแรก ก็บวชอย่างลิงลมอมข้าวพอง คือยุคนั้น ใครจะออกแสวงหาโมกขธรรม ก็ต้องออกป่า เหมือนยุคนี้ เขาเข้าใจเช่นนั้น ว่าพระกรรมฐานจะบรรลุ ต้องออกป่า แล้วไปนั่งสมาธิ เข้าใจเหมือนกันหมด การหลงผิดอันนี้แหละ พระพุทธเจ้าออกบวช แล้วก็ปฏิบัติ ตามลิงลมอมข้าวพอง เป็นมิจฉาทิฏฐิ มิจฉามรรคทั้งนั้น พระพุทธเจ้าเอง ไม่ได้ปฏิบัติแบบศาสนาพุทธ ตลอด 6 ปี จนในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ท่านก็ระลึกถึงสิ่งที่ท่านได้มีมา แต่อดีตชาติ วันนั้นพุทธธรรมจึงได้เกิดได้ จากวันนั้น ท่านก็ประกาศธรรมะสูตรแรก ธัมมจักกัปปวตนสูตร บอกเลยว่า จริงๆแล้ว ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นแบบนี้ มี กามสุขขัลลิกนุโยค กับ อัตตกิลมถานุโยค คือ หลงอัตตายึดถือเป็นทุกข์ กับหลงในกามสุข ทางกามคุณ 5 เป็นเรื่องลืมตา ไม่ใช่การปฏิบ้ติหลับตา คนจะต้องรู้ กาม อัตตา แต่คนไปนั่งหลับตาสะกดจิต ก็ไปสร้าง รูปภพ อรูปภพ โดยไม่ได้ปฏิบัติกามภพ ทิ้งไปเลย จึงเลอะเทอะ ในเทวนิยมเต็มรูปเลย ในรูปภพ อรูปภพ ไม่ได้เรียนกามภพ หลงไปสร้างอัตตา เป็นความเสื่อม ที่สมบูรณ์แบบ ไม่รู้โลกาธิปไตย ธัมมาธิปไตย ไม่รู้ธรรมะที่อยู่เหนือโลกเหนืออัตตา ไม่มีทางรู้เลย
การนั่งหลับตาปฏิบัติ จึงได้ความรู้ชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นความรู้ ที่อาตมาก็ได้ความรู้ที่ใครส่งมาให้ว่า เป็น ธรรมเทศนา ครั้งที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง ในชีวิตของ ท่านพระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เป็นการเทศน์ที่ยากนัก จะได้รับฟังจากที่ใด ตลอดการเทศน์ ท่านได้รวบรวมกระแสจิต หลับตาดำดิ่งลงสู่ห้วงสมาธิ และถ่ายทอดธรรมจากใจ ออกสู่ทางวาจา พ่อครูว่า ...อาตมาจะเอาไว้วิจารณ์วิจัย ในวันอาทิตย์นี้ เป็นการศึกษา จะได้เข้าใจได้ดี ตอนนี้ไม่มีเวลาจะวิจัย วันนี้ขอพูดเรื่องเศรษฐศาสตร์ก่อน
ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมะในยุคนี้ ปฏิบัติพุทธธรรม ที่ไปนั่งหลับตา จึงอย่างที่ท่านว่า "การปิดตาไม่ยอมรับรู้ความทุกข์ ของผู้อื่นในโลก น่าจะเป็นโศกนาฏกรรม ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ" เพราะเมื่อเข้าใจว่า การทำสมาธิ ต้องไปนั่งหลับตา แม้จะลืมตา ลึกๆทิฏฐิจะบอกว่า จะบรรลุ ศีลสมาธิปัญญา วิมุติ ก็กลายเป็น องค์รวมของความรู้แบบหลับตา ไม่ได้เป็นความรู้แบบลืมตา เพราะฉะนั้น เมื่อในวงการกระแสหลัก ของศาสนาพุทธ เข้าใจอย่างนี้ อาตมาว่าหมดสิ้น ไม่ใช่เกือบ แต่สิ้นเลย เข้าใจหมดสิ้นอย่างนี้ ว่าการทำสมาธินั้น ไม่ใช่สัมมาสมาธิ ของพระพุทธเจ้าว่าการทำสมาธิ คือนั่งหลับตา แต่สัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า ต้องปฏิบัติแบบลืมตา ปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ เมื่อปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์จะรู้หมดเลย 1 รู้อาชีพ แล้วจิตจะเกิดสัมมาสมาธิ ในมหาจัตตารีสกสูตร ได้กล่าวไว้ ท่านเรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอาริยะ อันมีเหตุมีองค์ประกอบ สัมมาสมาธิคือปฏิบัติ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะ สัมมาสติ สัมมาวายามะ จะปฏิบัติทั้ง 7 ก็ต้องลืมตาปฏิบัติ ด้วยสัมมาสติ สัมมาวายามะ เป็นเครื่องห้อมล้อม ช่วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิเป็นประธาน สัมมาทิฏฐิเป็นประธาน แล้วปฏิบัติทั้ง 7 องค์ ทำให้เกิดสัมมาสมาธิ ของพระอาริยะ เมื่อมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานแล้ว ด้วยการพากเพียร มีสติห้อมล้อม ทั้งภายนอกภายใน ให้เกิดสัมมา ให้เกิดสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ ขออธิบายจากสัมมาสังกัปปะ แล้วไปสู่สัมมาอาชีพ สัมมาอาชีวะจะสื่อถึงเศรษฐกิจ เมื่อพ้นมิจฉาอาชีวะ 5 และมีสัมมากัมมันตะ เป็นคนช่วยสังคม ให้เจริญประเสริฐ เป็นเสฏโฐ มีสัมมาวาจา เพราะปฏิบัติสัมมาสังกัปปะ สัมมาสังกัปปะ เป็นสัมมาที่มีขบวนการขององค์ 7 คือ 1.ความตริ,ตรึก-แรกเริ่มนึกคิด (ตักกะ) . . 2.ความตรอง-คิดวิตกยิ่งขึ้น (วิตักกะ) . 3.ความดำริ-มีความคิดปรุง (สังกัปปะ) . . . 4.ความแน่วแน่ (อัปปนา) . . 5.ความแนบแน่น (พยัปปนา) 6.ความปักใจมั่น (เจตโส อภินิโรปนา) . 7.วจีสังขารเตรียมจะพูด (วจีสังขาโร) . . . . (พตปฎ.เล่ม 14 ข้อ 263) ปฏิบัติแล้วเกิดกระบวนทัศน์ ปฏิบัติและรู้จักว่า ความตริ ตรึก จิตที่เริ่มมีความนึกคิด ตรึก แล้วเรียนรู้ความตรึก พอจับความตรึกได้ ก็มีวิจัย วิตักกะคือเริ่มแยกแยะ วิเคราะห์วิจัย แยกแยะจิตว่า จิตเรามีดำริปรุงแต่งในจิต มีกามผสมมา เป็นกามสังกัปปะ เป็นมิจฉาสังกัปปะ มิจฉาสังกัปปะ มี 3 อย่าง คือกามสังกัปปะ พยาบาทวิตักกะ วิหิงสาวิตักกะ ก็ต้องปฏิบัติ ให้จิตของเรา ออกจาก กาม พยาบาท เป็นขั้นต้น พอหมดอันนี้ก็เหลือ วิหิงสา ในรูปภพอรูปภพไปตามลำดับ ชำระ กาม พยาบาทก่อน เมื่อชำระได้ เจริญไปตามลำดับ เป็นโสดาบัน สกิทาคามี เหลือวิหิงสาวิตก ก็เป็นพระอนาคามี เหลือรูปภพ อรูปภพ จนเป็นอรหันต์ การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าแม้แต่แค่ 1 เป็นศาสนาแห่งคนเมือง มีผัสสะเป็นปัจจัย ปฏิบัติเป็นขั้นตอน เบื้องต้นท่ามกลาง บั้นปลาย จับปริเฉทตีกรอบ ว่าเราจะปฏิบัติเบื้องต้น คือศีล 5 มีอธิจิต มีอธิปัญญา เข้าใจว่า เราปฏิบัติศีลข้อ 1 เราไม่ฆ่าสัตว์ เมื่อเราสัมผัสกับสัตว์เห็นสัตว์ เราก็จะต้องไม่คิดจะฆ่าสัตว์ และไม่ทำการฆ่าสัตว์ แล้วก็ต้อง ดูจิตที่คิดจะฆ่า มันไม่เมตตาไม่เกื้อกูล ก็ทำให้จิตเราเกิดปัญญา อ่านจิตของเราออก ว่านี่มันจะฆ่าเลยนะ คนที่ไม่เข้าใจเบื้องต้นก็ไม่ฆ่าก่อน โสดาบัน เมื่อสัมผัสกับสัตว์ ก็ไม่ฆ่าสัตว์ ศีลข้อ 2 ไม่เอาของที่ไม่ใช่ของๆเรา ด้วยวิธีไม่ซื่อสัตย์ ไม่ใช่ของๆเราไปเอาได้อย่างไร จะระมัดระวังไม่ทำ ศีลข้อ 3 ราคะจัดก็ลดให้ได้ครึ่งหนึ่ง ถ้าหยาบคายราคะ กามจัดจ้านก็ลดลง ถ้าเรื่องเพศ ก็ผัวเดียวเมียเดียว เรื่องรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ก็อย่าไปจัดจ้าน ในกามคุณ 5 หลง รูปเสียงกลิ่นรส แต่นี่เขาไม่อธิบายอย่างนี้เลย เขาก็ว่าให้ลดเรื่องเพศอย่างเดียว ผัวเดียวเมียเดียว มันก็ยังไม่ครบ ต้องลดกามคุณ 5 ด้วย ติดรูปงาม เสียงเพราะเกินไป ก็ลดลงครึ่งหนึ่ง หรือ 25% ที่ติดมา มันจัดจ้านมากเกิน ศีลข้อ 4 เอาอย่าโกหกก่อน อย่ามุสา ให้ได้ก่อน ศีลข้อ 5 จิตไปติดอบายมุขรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นข้อ 1 2 3 4 รุนแรง ก็เป็นอบายทั้งนั้น เสื่อมต่ำ ไปมัวเมากับเรื่องเอาชนะคะคาน แก่งแย่งกันเกิน หนักเข้า ทำร้ายกัน นักการเมืองฆ่ากัน ถึงขั้นฆ่ากัน ไม่ได้มีศีลธรรม นักค้านักธุรกิจที่ฆ่ากัน ไม่มีศีลธรรมแม้แต่ข้อที่ 1 บอกว่า นักธุรกิจร่ำรวยเป็นเจ้าพ่อ จากการฆ่ากัน นั่นคือ ไม่ได้เรียนรู้สัจธรรมธรรมะ โดยเฉพาะนักบริหารข้าราชการ ก็ยังมีข้าราชการ นักบริหาร นักการเมือง ที่ถึงขั้นไปฆ่ากัน หาเสียงฆ่ากัน แย่งตำแหน่งหน้าที่ฆ่ากัน ไม่ได้มีศีล ไม่เรียนรู้ธรรมะ แล้วคนสอนก็ไม่สอนให้ดี การบริหาร ธุรกิจ ใครก็ดี ก็เลยไม่รู้ว่า ศีลข้อ 1 คืออะไร อาตมามาพาให้จิตใจพวกเราลด อำมหิตโหดร้าย ไม่ไปฆ่าแกงสัตว์โลก อย่าว่ามนุษย์เลย อาตมาใช้วิธีการข้ามขั้น ไม่กินเนื้อสัตว์ มันสูงกว่าไม่ฆ่าสัตว์ ให้พวกเราเข้าใจ เรื่องไม่ฆ่าสัตว์เราทำได้ อย่าว่าถึงฆ่ามนุษย์เลย เราได้ผลชัดเจน แม้แต่ศีลข้อ 2 3 พวกเราก็ปฏิบัติธรรมอย่างเข้าใจ แล้วได้มรรคผลจริง จนเกิดเป็นสังคมหมู่ที่ยืนยันได้ว่า มีสัมมาอาชีวะ ไม่มีมิจฉาชีพในกุหนา ลปนา คือไปทำอาชีพ พวกเราไปทำอาชีพชุมชนส่วนกลาง ไม่มีการไปโกงหรือหลอกลวงคนอื่น ไม่มีทุจริตกรรมใดๆเลย เป็น เนมิตกตา คือการปฏิบัติอย่างมีศีล ไปตามลำดับ จนกลายเป็นคนไม่โลภโมโทสันมากมาย ไม่มีโทสะมากมาย อาชีพก็เป็นอาชีพที่ไม่โลภไม่โกรธลงไป ไม่ว่าอาชีพใดๆ สูงไปจนพ้นมิจฉาชีพข้อ 4 นิปเปสิกตา เป็นคนที่ปฏิบัติธรรม แล้วรู้ตัวว่า อาชีพการงานที่ผิด เราก็ไม่มอบตน ในทางที่ผิด ไม่ไปรับจ้างทำงานแบบนั้น กับคนแบบนั้น เช่น โรงงานฆ่าสัตว์ โรงงานผลิตเหล้า เราก็ไม่ไปทำด้วย ชาวอโศกแล้วไม่ส่งเสริม แต่ก่อนอาจเคยทำ พอรู้ตัวว่าไม่ดี เลวเสื่อมต่ำ ก็เลิกมา จนมาทำงานที่บริสุทธิ์ ไม่เป็นคนทำงานผิดศีลธรรม แม้ที่สุด อาตมาพาทำ ถึงทำงานไม่เอาลาภแลกลาภ สุดยอดในการพ้นมิจฉาชีพ 5 ระดับ อาตมาพาพวกเราถึง พ้นมิจฉาชีพ ข้อที่ 5 อย่างเป็นสังคมชุมชน คนที่มาทำงานในนี้ ทุกคนทำงานฟรี จนเกิดระบบสาธารณโภคี ได้ลาภโดยธรรม ลาภธัมมิกา อย่างไม่ทุจริต ไม่มอบตนในทางผิด ทำงานในหมู่พวกเรา เสร็จแล้วรายได้ส่วนได้ผลผลิต เข้าส่วนกลาง กินใช้ร่วมกัน กลายเป็นคนที่อยู่ในสังคมเศรษฐศาสตร์แบบสาธารณโภคี นี่คือเศรษฐกิจ ขั้นสุดยอดของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาภูมิใจ ให้คนมาปฏิบัติธรรมแบบพระพุทธเจ้า แล้วเกิดเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจแบบบุญนิยม ถึงขั้นสาธารณโภคี ซึ่งยิ่งใหญ่กว่า คอมมิวนิสต์ หรือประชาธิปไตยข้อเสียภาษี 100% ทำงานเอาเข้ากองกลางหมด มันมีที่ไหนบ้างในโลก ที่เสียภาษีให้ส่วนกลาง 100% ซึ่งช่วยประเทศชาติด้วย เพราะรายได้ของสังคมส่วนกลาง จะเข้าไปประเมินอัตราภาษีกองใหญ่ เพราะเงินกองใหญ่ จะเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า ถ้าเราไปเสียภาษีเป็นรายบุคคล จะไม่เสียเลย หรือเสียภาษีน้อยมาก หรือได้รับการยกเว้นเลย แต่ต้องไปเสียภาษี เพราะเป็นเงินกองกลาง แล้วต้องเสียภาษี อัตราก้าวหน้าด้วย เราช่วยชาตินะ แต่ทางผู้เก็บภาษีก็รู้ดี ก็เลยประเมินชาวอโศกว่า เอาเท่านี้ก็แล้วกัน ตกลงเสียภาษี ปีละเท่านี้ก็แล้วกัน เพราะเขารู้ ว่าถ้าขืนไปเฉลี่ย แล้วไม่ได้สักบาท ชาวอโศกเราได้รับการเข้าใจ จากข้าราชการที่เก็บภาษี เราจึงเสียภาษี ตามที่เขาประเมิน ชาวอโศกช่วยประเทศชาติ อยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญคือ นำพาให้มาปฏิบัติแบบคนจน ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา แบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำรัส ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ไม่ได้ตีขลุม ว่าชาวอโศกเก่งเด่นดีอะไร แต่กำลังอธิบายวิชาการ เศรษฐศาสตร์ ขอย้ำ เขาเรียกเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ก็ย่อยออกไป แล้วมีเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ เศรษฐศาสตร์พึ่งตัวเอง เศรษฐศาสตร์แบบยืนยงคงที่ เศรษฐศาสตร์ยั่งยืน คือไม่เป๋ไป๋ไปจากนี้ เป็นเศรษฐกิจแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แต่เรื่องเศรษฐกิจแบบยืนยงคงที่ อาตมายังไม่ค่อยเข้าใจคำนี้ ที่เขาต้องการให้คงที่ แม้แต่เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ก็ได้ด้วย จะเอากว้างขวางขนาดไหน พวกเราไม่ได้สร้างมลพิษ ทางสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นทางวัตถุหรือนามธรรม เราไม่ไปสร้างมลพิษ ให้แก่สังคมองค์รวมอะไร ก่อนจะถึงพูดเศรษฐกิจ เขาพูดมาก่อนว่า ความจำเป็นที่จะต้อง “จำกัดความต้องการ” “ลดปริมาณความต้องการ” หรือ “เปลี่ยนวิธีสนองตอบความต้องการ” ของผู้คนในแต่ละประเทศ ให้เลิกกินแหลก ใช้แหลก หรือ “แดกทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า” ตามแบบฉบับที่ “ลัทธิทุนนิยม” ได้ยึดถือเป็นหลักการมาโดยตลอด... เขามีหลักเกณฑ์ว่า ต้องทำยอดๆ ในกิจการของเขา ต้องทำยอดทำเป้า ให้ทะลุ ตั้งเป้าไว้เลย เท่านี้ๆ คือ ตะกละตะกรามโลภโมโทสัน ต้องเอาให้มาก ปีนี้บริษัทเรา กำไรห้าพันล้าน ปีหน้าตั้งเป้าให้ได้หมื่นล้าน นี่คือเจตนาของลัทธิทุนนิยม ในหลวงเราตรัส อาตมาซาบซึ้งทุกที ว่า “ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่างมาก เพราะว่า ถ้าเราเป็นประเทศ ที่ก้าวหน้าอย่างมาก มีแต่.. มีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้น ที่เขามีอุตสาหกรรมสูง มีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว” แต่เขากลับไปแปลความพระราชดำรัส ว่ารวยก็ได้ ไปอีก ตอนนี้เมืองไทยมีเศรษฐกิจเชิงพุทธ Buddhist Economy อาตมามั่นใจว่าได้พาทำ และประสบความสำเร็จ ถึงขั้นสาธารณโภคี มีลาภธัมมิกา มีลาภโดยธรรม และเอามารวมกันเป็นสาธารณโภคี กินใช้กับส่วนกลาง อาตมาทำทะลุเป้า สมัย พระพุทธเจ้า ทำได้ในวงสงฆ์ ไปบิณฑบาตมาก็คือรายได้ แล้วก็เอามาเทรวมกัน ผู้ได้มากหรือน้อย ก็แบ่งเฉลี่ยกินกัน นั่นคือวิธีการของสาธารณโภคี ท่านอยู่รวมกันก็ไปบิณฑบาต ได้อาหารก็เอามารวมกัน เฉลี่ยแบ่งกันไป คนเรามีฐานะความสามารถความรู้ ไม่เท่ากัน คนที่มีความเก่งสามารถ ก็ได้มาก คนที่ได้น้อยก็ไม่พอกิน คนได้มากก็ควรเฉลี่ยให้คนได้น้อย นั่นคือหลักการ วิธีการ มันไม่ได้ยากอะไรเลย ง่ายๆ แต่คนทำไม่ได้ เพราะว่าไม่ได้รับกิเลส เขามีความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้มากๆ ศาสนาก็ไม่พาสอน ให้เป็นคนต้องมาลดกิเลส มาเฉลี่ยแบ่งกันอีก มันไม่เป็นไปตามคำสอนพระพุทธเจ้า จนถึงขั้นว่า สอนทาน ทานก็สอนให้ขี้โลภ ให้ได้มากที่สุด โดยการสร้างภพชาติเอาไว้ ผ่านไปแล้ว จะต้องได้มากกว่าเก่ากลับมา ต้องใช้ฤทธิ์เดชทางธรรม จากพระที่มีฤทธิ์เดช ไปเข้าใจเอาเองว่า ทำทานกับพระรูปนี้ จะพาให้เรารวย มีมหานิยม ผู้ที่สอนโดยแนะนำว่า สอนว่า จะต้องได้ผลจากการทาน พระพุทธเจ้า ตรัสในทานสูตร ที่บอกว่าการปฏิบัติธรรม จะบริสุทธิ์สะอาด จะต้องเริ่มตั้งแต่ต้น ตั้งจิตให้เป็นสัมมาทิฏฐิ อย่าตั้งจิตไว้ผิด การตั้งจิตไว้ผิด ยิ่งกว่าโจรหัวโจกฆ่าโจรหัวโจก คืออย่าตั้งจิต มีความหวังในการให้ทาน ให้ นสาเปกโข ทานังเทติ คือให้ทาน แล้วอย่าไปสร้างความหวัง นั่นข้อ 1 ล.23 ข49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา (ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว มี 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต (ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข (สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ
สมณะเดินดินว่า...ทุกวัดก็สอนว่า ทำทานทำบุญแล้ว จะให้รวยๆ ทั้งนั้น พ่อครูฯว่า..ตั้งแต่ทาน ศีล ภาวนา ก็สอนผิดหมดทั้งยวง ทำทานแล้วตั้งจิตไว้ผิด ยิ่งกว่า โจรหัวโจกฆ่าโจรหัวโจก คือมิจฉาทิฏฐิ เสียแล้ว ในสัมมาทิฏฐิ 10มี เป็นส่วนแห่งบุญ (ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์ (อุปธิเวปักกา) 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย) ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ คือลดความติดยึดใน ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ไม่ใช่ปรโลกคือ โลกที่ตายแล้วเกิดมาใหม่ 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) มารดาคือศีล ปัญญาคือบิดา ช่วยกันเพื่อให้อธิจิตเกิด จิตสะอาดขึ้นๆ จากกิเลส เมื่อเขาไม่รู้ว่ามาตา ปิตาคืออะไร แต่เขาแปลว่าบุญคุณของพ่อ บุญคุณของแม่ เป็นตัวตน บุคคลเราเขาอย่างนั้นไป 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) ก็คือจิตเราที่เป็นสัตว์นรก สัตว์เทวดา ถ้าลดกิเลสได้ จิตก็เกิด การเกิดทางโอปปาติกโยนิ คือการเกิดทางจิต มันเกิดเพราะว่า กิเลสลดไปก็หายไป จิตก็สะอาดขึ้นๆ เป็นสามัญธรรมดา ไม่มีซากไม่มีรูปร่างตัวตน เขาก็แปลไปว่า มันผุดขึ้นมาเอง ก็เลยกลายเป็นไม่มีเหตุ แต่ศาสนาพุทธ ทุกอย่างมาแต่เหตุ การไปแปล โอปปาติกโยนิว่า สัตว์ผุดเกิดโดยไม่มีเหตุ แปลไม่ถูก กลายเป็นคิดว่า ไปนั่งสมาธิหลับตา แล้วปัญญาจะโผล่เอง อาตมาว่า นั่นมันสัญญาไม่ใช่ปัญญา แต่เป็นความจำของคุณเอง เพราะปัญญา จะเกิดจากองค์ 6 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ปัญญาเกิดจาก การปฏิบัติมรรค ตามสัมมาทิฏฐิ กระบวนการ 6 แห่งปัญญา เขาก็ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร มี input process เกิด output outcome impact ตาม system analysis เหตุก็คือ input นิทานคือ process สมุทัย output ปัจจัย outcome ผล impact คำสอน พระพุทธเจ้า นี้มาสองพันกว่าปีก็ยังล้ำยุค ศาสนาพุทธ ดูอาการทั้งหลายของจิต แนวปฏิบัติอย่างมีศีลสมาธิปัญญา ไปตามลำดับ ศีล 5 เกิดพระโสดาบัน ศีล 8 เกิดพระสกิทาคามี ศีล 10 เกิดพระอนาคามี ไปตามลำดับ ผู้เข้าใจปฏิบัติตามลำดับ จะเห็นสัมมาทิฏฐิ อย่างถูกต้อง แนวปฏิบัติดับโลกโลกีย์ ที่มีโลกสมุทัย ให้เป็นโลกนิโรธ อย่างสมบูรณ์แบบ อาตมาเอง อ่านทิฏฐิ 10 ไปถึงข้อที่ 10 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257) อาตมาก็ว่า อาตมาเองเป็นคนๆนี้ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะว่า มีความรู้ของอาตมาเอง ซึ่งไม่เหมือนกับที่ทั่วไป หรือมหาเถรสมาคมทั้งหมดอธิบาย ไม่ได้ตรงกับที่อาจารย์ทั้งหลาย อธิบายมาเลย บิดาก็อย่างหนึ่ง สัตว์โอปปาติกะก็อย่างหนึ่ง ตั้งแต่ทาน ท่านอธิบายทาน มามีภพชาติ แต่อาตมาให้ทำทาน อย่างล้างภพชาติ ปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติศีลก็ให้เกิดผล มีจิตได้เสวยผล (หุตัง) จิตได้เสวยผลลดกิเลส เมื่อเข้าใจ สัมมาทิฏฐิ ข้อปฏิบัติกรรมให้เกิดผล สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก วันหนึ่งก็หมดกิเลสเป็นพระอรหันต์