สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน นิมิต กับสภาวธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
นิมิต กับสภาวธรรม ต่อมา หน้า 98 นิมิต กับสภาวธรรม (ในหนังสือหลักฐานธรรมกาย) เขียนว่า สำหรับการทำสมาธิภาวนาสิ่งที่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ท่านวิตก คือการติดนิมิตที่เกิดจากการทำสมาธิในหนังสือ สมถะวิปัสสนาแบบโบราณ ที่พระมหาโชติปัญโญ (ใจ ยโสธรรัตน์) ได้รวบรวมแนวทางการปฏิบัติธรรมของพระมหาเถระใน 4 ยุคที่ถูกจารึกไว้ในคัมภีร์ใบลานหรือสมุดข่อยโบราณนำมารวบรวมเป็นหนังสือภาษาไทยเพื่อง่ายต่อการศึกษาและตีพิมพ์ในปีพ. ศ. 2479 พบว่าในคู่มือการปฏิบัติธรรมแบบเดินธาตุในห้องพระเจ้า 5 พระองค์ได้กล่าวถึงการประคองรักษานิมิตที่เกิดขึ้นโดยไม่ติดนิมิตในการทำสมาธิภาวนาไว้ว่า เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วให้ผูกจิตกับ อ(อะ) ให้ถึงกันด้วยดีให้ตรงกันด้วยดี ให้รู้อยู่ด้วยดี ให้ถึงโดยชอบจนได้ อุคคหนิมิต และ ปฏิภาคนิมิต นิมิตนั้นจะเป็นวงกลมก็ตาม เป็นพระพุทธรูปก็ตาม เป็นเม็ดเพชรรัตน์ ดูดวงแก้วก็ตาม ต้องสังเกตกำหนดรักษาไว้ใช้ ทำให้มากเจริญ ให้มาก ทำให้ชำนาญ จนสามารถบังคับนิมิตไว้ในอำนาจได้จิตได้ เครื่องหมายได้ที่พักเลื่อนภูมิดีแล้วอย่าติดนิมิต พ่อครูว่า...แสดงว่าสิ่งที่เป็น วงกลมก็ตาม เป็นพระพุทธรูปก็ตาม เป็นเม็ดเพชรรัตน์ ดูดวงแก้วก็ตาม เป็นรูปหรือนามก็เป็นรูปธรรม เขาก็ว่าจิตได้เครื่องมือ ได้ที่พัก คนพวกนี้ไม่ได้รู้รูปนามก็ใช้แต่รูป อาตมาจะอธิบายของอาตมาบ้าง...เรื่องการทำสมาธิ ของพระพุทธศาสนาตามความรู้ของอาตมา คือลืมตา คำว่า นิมิต คือเครื่องหมาย จะเป็นเครื่องหมายที่ใช้ขณะลืมตา อธิบายตั้งแต่ความหยาบไปก่อนว่า ขณะนี้อาตมาเห็นคน ก็เป็นนิมิตหรือเครื่องหมาย ให้อาตมาใช้ คุณเองก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นที่มีในที่สุด คุณก็สามารถไปนิพพานได้ในที่สุด เป็นปริโยสาน เมื่อคนปรินิพพานไปจะมีคุณไหม..ก็ไม่มี แต่ขณะมีคุณ อาตมาก็ใช้อาศัย
อ่านต่อ
โดยไม่ได้ยึดมั่นตัวตนคุณเลย อาศัยในสิ่งที่คุณจะเป็นประโยชน์คุณค่า เขาใช้นิมิตรูป เขาไม่ได้อาศัยนาม อาตมาอาศัยท่านเดินดิน ชาตินี้ก็อาศัยท่าน อาตมาอาศัยท่านเป็นหลักทางนามธรรม นามธรรมท่านจะไปทำงานอันไหน อาตมาก็ไม่ได้ไปกำหนด หรือสั่งบังคับ ท่านก็ใช้ปฏิภาณท่านเอง อาตมาไม่ได้ใช้ที่ท่านรูปหล่อหรือแข็งแรง หรือท่านจะแข็งแรงกว่าอาตมาหรือไม่ก็ไม่รู้ ทีนี้เรื่องการยึดรูปนามนั้น มันไม่ง่าย ที่จริงไม่ยึดทั้งรูปและนาม แต่เราอาศัยอะไรมากกว่ากัน อาตมามาปางนี้ ทำงานทางนามธรรม มากกว่ารูปธรรม ก็เลยรู้ยากกว่า ยิ่งเป็นโลกุตระด้วย แต่อาตมาต้องทำ อาตมาไม่ห่วงเลยว่า จะมีคนชอบหรือมานับถือ มาเข้าใจ มาเป็นหมู่เป็นพวก มีอยู่น้อย ก็ไม่ประหลาดเลย แต่ต้องมีน้อยด้วยในปางนี้ หมู่ใหญ่ไม่ใช่อาตมา คนที่จะมีคนฮือฮา ไม่ใช่อาตมา พวกเรามาอย่างนี้ เท่านี้ก็กุศลหนักหนาแล้ว แล้วพอเป็นพอไป มันยังไม่เหลือเฟือ ก็เฉียดๆๆๆ อยู่อย่างนี้ ตื่นเต้นนะ สนุก แล้วก็ทำให้เราอย่าประมาท เฉียดๆๆๆ สักวันมันอาจตายเลยได้ อย่าประมาท ทำให้เราต้องสังวรไว้มากว่า อย่าประมาท
คำว่าสมาธิ ไม่ใช่สมาธิที่จะไปเด่นอยู่ในภพข้างใน สมาธิที่อาตมาพาทำนั้นมาข้างนอกแล้วไม่มีภพ อย่างกามภพนี้ ทางทวาร 5 คือกามคุณ 5 เขาไม่เคยสอนกันว่า กามคุณ 6 ต้องอาศัยภพ 5 นี้ ตายไปแล้ว ก็จะไปตามภูมิ เสร็จแล้วก็จะเลื่อนภูมิ ขอพูด ตั้งใจฟังดีๆ คนบอกว่า อาตมานี่เป็นพระสารีบุตรมาเกิด ใครว่าอาตมาเป็นพระสารีบุตรมาเกิด อาตมาขอว่าคนนั้น ว่าคุณดูถูกอาตมา ว่าอาตมาคือ พระสารีบุตรมาเกิด เพราะพระสารีบุตร ตายไปแล้ว ดินน้ำไฟลม หายไปหมดแล้ว แม้ DNA พระสารีบุตร ก็ไม่ใช่อันเดียวกันกับ พระสารีบุตร ถ้าหาว่าอาตมาเป็นสารีบุตร ดูถูกอาตมา เพราะอาตมา ไม่ขอย้อนเป็นแค่ สารีบุตรแล้ว อาตมาต้องเจริญขึ้นกว่านั้น อาตมาพยายาม พัฒนามาตลอดเวลา อย่างนี้เป็นต้น อาตมาไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น สิ่งเหล่านี้ แต่อาศัยกันและกัน ไปตามลำดับได้ เพราะฉะนั้น ถ้าใครเข้าใจแล้ว ว่าอาตมามีสิ่งที่เป็นสารีบุตร ก็แน่นอน เพราะเป็นลูกพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกัน DNA นั้นก็พัฒนามาตลอดเวลา และอาตมาไม่เคยบอกว่า อาตมาใกล้พระพุทธเจ้า แค่ระดับ 7 แต่ชาตินี้ จะไม่สรุปว่าไล่ไประดับ 8 เมื่อไหร่อาตมาพูดได้ว่าระดับ 8 ก็จะพูด ตอนนี้พูดอย่างเต็มใจเลยว่า ไม่ใช่ 8 แต่อาตมาต้องพัฒนา การไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้น โดยใจคุณเอง จะตอบได้ ปากพูดไปเองได้ แต่ใครจะรู้ว่าเรายึดหรือไม่ กลับมาสู่สมาธิ การทำสมาธิของพระพุทธเจ้านั้น ในพระไตรปิฎก ก็คือคำสอนพระพุทธเจ้า เรื่องสมาธิ อาตมาเอาจาก มหาจัตตารีสกสูตรเป็นหลัก พระพุทธเจ้าตรัสว่า… เราจะอธิบาย สัมมาสมาธิของพระอริยะ พวกเธอจงฟัง อันนี้คือเลือดเนื้อแท้ๆ ของพระพุทธเจ้า ในมหาจัตตารีสกสูตร คือสัมมาสมาธินี้ ถ้าใครเข้าใจนี้ไม่ได้ อาตมาว่าไม่ใช่พุทธ ถ้าใครเข้าใจตรงกัน ในสูตรนี้มีศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ ก็อยู่ในนี้สมบูรณ์แบบ แต่คนเข้าใจไม่ถึงเข้าใจไม่พอ พระพุทธเจ้าท่านตรัสชัดเจนว่า สมาธินั้น จะต้องปฏิบัติ มรรค 7 องค์ ไม่ใช่นั่งหลับตา ไม่ใช่ไปอยู่ในภพ มรรค 7 องค์ ต้องปฏิบัติตาม ปฏิจจสมุปบาท ต้นเหตุปัจจัย จะขึ้นต้นด้วย ภพชาติ หรืออวิชชาสังขาร คือหัวหรือท้ายของ ปฏิจจสมุปบาท ก็ได้ ถ้าภพชาติ ต้องเรียนรู้ มีผัสสะเป็นปัจจัย แม้ขึ้นต้นด้วย อวิชชา สังขารก็ขึ้นต้นด้วย มีผัสสะเป็นปัจจัย อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ ต้องมีภพทุกภพ เรียนรู้ตั้งแต่ภพ กามภพ ทางภายนอก เป็นกามคุณ 5 เมื่อปฏิบัติมีผัสสะ ก็เกิดอายตนะให้รู้ แล้วก็รู้ธรรมะสอง จากการสัมผัส เกิดภาวรูป เป็นภาวะสอง สำหรับคนอวิชชา คนต้องมีอวิชชาก่อน จึงจะมีวิชชา เป็นโสดาบันก็ข้ามชาติมา ต้องศึกษาปฏิบัติมาก่อน จากสัตบุรุษ ถ้าไม่ได้พบสัตบุรุษ จะมีอารยธรรมก่อนก็เป็นอวิชชาทุกคน ต่อให้ศาสนาเทวนิยมไหนก็ตาม ยังอวิชชาอยู่ทั้งนั้น จะไม่รู้สังขาร แยกแยะธรรมะสองไม่ได้ ต่อเมื่อรู้ก็แยกแยะ และทำธรรมะสองนี้ ทีละสองๆ แม้มันมีเยอะ ก็เอาทีละสอง โดยเฉพาะเอาที่เวทนา ผัสสะ ตัวหนึ่ง ที่เป็นปัจจัยคือ เวทนา จะเกิดอายตนะให้เรารู้ได้ มันจะเกิดเวทนา เวทนาของคนอวิชชา คือสังขาร อารมณ์หรือความรู้สึกที่เกิด เพราะมีผัสสะเกิดของคนอวิชชาคือสังขาร สังขารของคนธรรมกาย เพ่งที่สุข เขาจะไม่มองที่ทุกข์เลย เขาก็ทิ้งทุกข์ไปหมด ให้หลับตาเห็นแต่ความใส มันจะหายไปหมดเลย ทุกข์จะไม่มี มีแต่สุขเท่านั้นอยู่กับสุข ตายไปอยู่กับพระพุทธเจ้า ก็จะเป็นสุข เขาจึงเป็นศาสนา นิจจัง สุขัง อัตตา ไง ส่วนศาสนาของเชน พวกหลับตาเช่นกัน เหมือนพุทธมาก แต่เป็นสายปลีกเดี่ยว ไม่เอาอะไรเลย สุดโต่ง สายอัตตกิลมถะ ไม่ใช่อัตตาที่เป็นสุขขัลลิกะ สายสว่าง อาภัสสราเป็นสาย สุขขัลลิกะ ส่วนพวกเชนเป็น สายอัตตกิลมถะ กลิ หรือกิละ กลิคือโทษ ส่วนกิละคือทุกข์ ม คือธาตุวิญญาณ กิลมะ + สิ่งที่คุณได้คืออัตตา เขาก็ได้ประโยชน์คือ กิลมะ
สรุปแล้ว สมาธิของพระพุทธเจ้า จะต้องมี ผัสสะเป็นปัจจัย มีอายตนะ มีเวทนา แล้วเรียนขณะมีเวทนา เรียนการล้างเวทนา เวทนาจึงเป็นกรรมฐานเอกของพุทธ คนที่อวิชชา กระทบสัมผัสแล้วจะเพ่งที่สุข ก็คือเวทนา ทุกข์ก็คือเวทนา แต่ที่จริง สุข คือทุกข์ สุขคือหมาป่า ที่เอาหนังราชสีห์ มาหุ้มหลอกคนอื่น เนื้อแท้คือทุกข์ หมาป่า ตัวหลอกคือหนังราชสีห์ มาหลอกคนอื่นว่ายิ่งใหญ่ แต่ที่จริงคือหมาป่า คือตัวทรมานทรกรรม ความโต่งสองด้านที่ พระพุทธเจ้าตรัส ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อาตมาก็สงสาร คนที่ไปท่อง ธัมมจักกัปปวัตนสูตร 11 ล้านเที่ยว พวกนี้เป็นพวก ใกล้เกลือกิน ขี้ เขาไม่ได้รู้จัก อัตตกิลมถะ และ สุขขัลลิกะ สองฝ่ายนี้คืออะไร เขาไม่รู้เรื่อง สายธรรมกาย เป็น สุขขัลลิกะ ส่วนสายเชน เป็นอัตตกิลมถะ พวกมักน้อยจนพุทธสู้ไม่ได้ พุทธนุ่งห่มน้อยสู้เชนไม่ได้ แม้จะไม่มากมีไตรจีวร แต่ทางโน้นไม่นุ่งเลย อาตมาจะมีขยายความไปอีก 60 ปียังได้
591227_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ฉีกหน้ากากหลักฐานธรรมกาย