ประวัติครู สมณะโพธิรักษ์ (รัก โพธิรกฺขิโต) ลงหนังสือประวัติครู ของคุรุสภา.docx

โฟลเดอร์ประวัติชีวิตและผลงาน พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์202 KB
วันที่แก้ไข20 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

สมณะโพธิรักษ์ (รัก โพธิรกฺขิโต)

สมณะโพธิรักษ์เกิดที่จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันอังคารที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๗ เดิมชื่อ มงคล รักพงษ์ (แป๊ค) ตระกูลฝ่ายคุณแม่มีเชื้อสายเจ้าเมืองอุบลราชธานีและเจ้าเมืองพิบูลมังสาหาร คุณแม่บุญโฮมเป็นลูกคนที่ ๑๐ คนสุดท้อง พี่ชายคนหนึ่งของคุณแม่คือนายแพทย์สุรินทร์ พรหมพิทักษ์ ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ โรงพยาบาลรักษาโรคจิตแห่งแรกในภาคอีสาน คุณพ่อทองสุขเสียชีวิตตั้งแต่ท่านอายุไม่ถึงขวบ คุณแม่บุญโฮม แต่งงานใหม่กับคุณพ่อบุญเฉย มีลูก ๙ คน เสียชีวิตไป ๔ คน มีชีวิตอยู่ ๕ คน คือ ชาติ รักพงษ์ กิ่งรัก ต้นตระกูล บัวบูชา ซื่อตรง ฟ้า รักพงษ์ และนิตยา เจริญศรี ช่วงอายุ ๒ – ๖ ขวบ ท่านไปอยู่กับคุณลุงสุรินทร์ จนกระทั่งคุณลุงต้องย้ายไปทำงานที่กรุงเทพฯ จึงส่งท่านกลับไปอยู่กับคุณแม่ ในด้านการศึกษา ท่านต้องย้ายโรงเรียนบ่อยเนื่องจากคุณแม่ให้ไปอยู่กับคุณลุงบ้าง ไปอยู่กับคุณยายบ้าง หนีภัยสงครามบ้าง ท่านเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่ง ที่โรงเรียนของครูอนงค์ (จำชื่อโรงเรียนไม่ได้) จังหวัดหนองคาย ประถม ๒ - ประถม ๓ โรงเรียนวัดหลวงพ่อโต จังหวัดศรีสะเกษ ประถม ๔ โรงเรียนเทศบาลวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มัธยม ๑ โรงเรียนเทพอำนวย อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี มัธยม ๒ โรงเรียนสิทธิธรรมวิทยา อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มัธยม ๓ - มัธยม ๔ โรงเรียนวัดกลาง อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี มัธยม ๕ โรงเรียนอุบลวิชาคม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ท่านเรียนจบมัธยม ๖ ที่โรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี และอนุปริญญาด้านวิจิตรศิลป์ ที่วิทยาลัยเพาะช่าง เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๑ หลังจากนั้นท่านก็ใช้ชีวิตเพื่อการพัฒนาคนจนถึงวาระสุดท้าย ทั้ง

อ่านต่อ

ที่เป็นการศึกษาตามอัธยาศัย ( Informal Education ) การศึกษานอกระบบ (Non-formal Education) และการศึกษาในระบบ (Formal Education)

การศึกษาตามอัธยาศัย หลังจบการศึกษาจากวิทยาลัยเพาะช่าง ท่านเข้าทำงานที่ไทยทีวีช่อง ๔ ที่นี่ท่านได้พัฒนาศักยภาพเต็มที่ ได้จัดรายการให้ความรู้และเปิดประสบการณ์สำหรับเด็ก เป็นการพัฒนาการเรียนรู้ ส่งเสริมให้กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก เช่น รายการคนเก่งรุ่นจิ๋ว นักกีฬาน้อย สวนอักษร ลับสมอง คนกล้า ปัญหาสาธิต ฯลฯ ส่วนรายการสำหรับผู้ใหญ่ ก็เป็นด้านวิชาการ เช่น โรงเรียนโทรทัศน์ ยี่สานวิทยา ลับแลกลอนสด สิงสาราสัตว์ เป็นต้น นอกจากนี้ท่านยังบ่มเพาะคุณธรรมและส่งน้องๆ ให้เล่าเรียนตามที่แต่ละคนต้องการ ในฐานะผู้นำครอบครัวเนื่องจากคุณแม่บุญโฮมเสียชีวิตตั้งแต่ท่านยังเรียนชั้นปี ๓ วิทยาลัยเพาะช่าง คุณลุงสุรินทร์รับเลี้ยงหลานๆ ทุกคนอยู่ที่อุบลราชธานี เมื่อท่านมีอาชีพการงานแล้ว จึงรับน้องทุกคนมาอยู่ด้วย ท่านเต็มใจทำงานหนักเพื่อดูแลน้องๆ ให้มีการศึก ษาเป็นพื้นฐานชีวิตที่พึ่งตนเองได้มั่นคงต่อไป บัวบูชา ซื่อตรง น้องสาวของท่าน เขียนเล่าไว้ในหนังสือสัจจะชีวิตของสมณะโพธิรักษ์ ภาค ๑ ว่า ชีวิตภายในครอบครัวก็มีความสุขไปตามประสา ในขณะเดียวกันจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม พี่แป๊คค่อยๆ อบรมสั่งสอนแนวทางและปรัชญาในการทำงานและการดำรงชีวิตที่มีประโยชน์ โดยพี่แป๊คเองนั่นแหละทำตัวอย่างที่ดีให้เราสังเกตจดจำ และโดยการแนะนำด้วยวาจาบ้าง เรามักพูดคุยกันอย่างเปิดเผยในทุกๆ เรื่อง แม้พี่แป๊คจะเป็นผู้มีบุญคุณแก่เราอย่างยิ่งยวด แต่พี่แป๊คก็ไม่เคยปกครองเราด้วยพระเดช ไม่เคยลำเลิกถึงบุญคุณ ไม่เคยดุด่าหรือพูดจาด้วยถ้อยคำกระโชกโฮกฮาก พี่แป๊คจะรับฟังข้อโต้แย้งที่มีเหตุผลเสมอ . . . พี่แป๊คเป็นตัวอย่างที่ดีในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นความขยัน อดทน ความจริงจังในการทำงานและการดำรงชีวิต แม้จะทำงานหนักแสนหนักแต่พี่แป๊คก็ยังเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน มีอารมณ์ดีและพร้อมที่จะช่วยเหลือน้องๆ และคนอื่นเสมอ อีกลักษณะหนึ่งของสมณะโพธิรักษ์ คือ รักการเรียนรู้ ดังที่น้องชายของท่าน ฟ้า รักพงษ์ เขียนเล่าไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันว่า “พี่แป๊คได้ทำห้องสมุด รวบรวมหนังสือไว้หลายประเภท ทำรวมเล่มเป็นชุดๆ เป็นนิทาน-นิยายต่างๆ แม้แต่วิทยาศาสตร์ทางเพศ สารคดีความรู้ก็มีให้เราได้ศึกษาหาความรู้ได้อย่างดี พี่แป๊คแสวงหาการเรียนรู้แทบทุกศาสตร์อะไรต่อมิอะไร สนใจแม้เรื่องจิตวิญญาณ ก็จะไปเรียนรู้ทางพุทธ-ทางพราหมณ์ก็มี” อีกสิ่งหนึ่งที่น้องๆ ทุกคนของท่านเขียนถึงคือความเสียสละช่วยผู้อื่นอยู่เสมอ “พี่แป๊คได้อุปการะช่วยเหลือคนมาพึ่งพิงแทบเป็นเรื่องปกติ ใครคิดจะฆ่าตัวตาย ใครขาดที่อยู่ ใครขาดเงินเรียนหนังสือ อะไรต่อมิอะไร ถ้ามีคนไปเจอเข้า ก็จะพามาหาพี่แป๊ค หรือบางรายก็เข้ามาหาพี่แป๊คที่ไทยทีวี. เองก็มีแยะ” ท่านสอนน้องๆ ของท่านด้วยการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีเสมอต้นเสมอปลาย การปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างเช่นนี้ยังคงต่อเนื่องมาจนกระทั่งท่านอุปสมบท ท่านสนับสนุนผู้ปฏิบัติธรรมให้ศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ในสาขาวิชาที่แต่ละคนสนใจ เช่น แซมดิน เลิศบุศย์ ศิลปศาสตร มหาบัณฑิต (พัฒนบูรณาการศาสตร์) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี รินธรรม อโศกตระกูล (อัก ษรศาสตรมหาบัณฑิต (ภาษาบาลีและ สันสกฤต) และ ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต (การศึกษานอกระบบโรงเรียน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อุ่นเอื้อ สิงห์คำ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (พัฒนบูรณาการศาสตร์) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ทิวเมฆ นาวาบุญนิยม ศาสนศาสนดุษฎีบัณฑิต (พุทธศาสน์ศึกษา) มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ประเทืองธรรม รักพงษ์อโศก วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (สาธารณสุขศาสตร์) มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ กำลังศึกษาปริญญาเอก (วิจัยและประเมินผลการศึกษา) มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ฟ้าใกล้รุ่ง เลิศทรัพย์สุรีย์ รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กำลังศึกษาปริญญาเอก (ศาสนากับการพัฒนา) มหาวิทยาลัยมหิดล) HYPERLINK "https://nida.ac.th/master/public-governance-administration/" สมณะโพธิรักษ์สร้างสังคมพุทธที่มีทรัพย์สินเป็นส่วนกลาง แบ่งปันเครื่องอุปโภคบริโภคตามความจำเป็นของแต่ละคน เรียกว่า “ชุมชนสาธารณโภคี” มีความสัมพันธ์แบบญาติ เรียกว่า “ญาติธรรม” ผู้ปฏิบัติเคร่งครัดจนรักษาศีลสำหรับภิกษุได้ คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ฝ่ายชายจะอุปสมบทเป็น “สมณะ” ฝ่ายหญิงจะบวชเป็น “สิกขมาตุ” (สตรีผู้กำลังศึกษาธรรม) รักษาศีล ๑๐ เช่นเดียวกับเณร ท่านปฏิบัติตนต่อสมณะ สิกขมาตุ และญาติธรรม เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติต่อน้องๆ ของท่าน เพียงแต่อบรมคุณธรรมเข้มข้นขึ้นมาก

การศึกษานอกระบบ สมณะโพธิรักษ์อุปสมบทในธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๓ ที่วัดอโศการาม ฉายา โพธิรกฺขิโต โดยพระราชวรคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ และวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๑๖ เข้ารับการสวดญัตติฯ เป็นพระ ของมหานิกายอีกคณะหนึ่ง ที่วัดหนองกระทุ่ม จ.นครปฐม โดยมีพระครูสถิตวุฒิคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ ผู้เลื่อมใสศรัทธาเรียกท่านว่า “พ่อท่าน” ซึ่งเป็นคำที่ชาวใต้เรียกพระภิกษุผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ หรือเจ้าอาวาส ภายหลังใช้คำเรียกว่า “พ่อครู” เมื่อมีผู้ปฏิบัติตามคำสอนของท่านมากขึ้น ก็มีผู้ถวายที่ดินให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมหลายแห่ง ได้แก่ พุทธสถานศีรษะอโศก จังหวัดศรีสะเก ษ พุทธสถานศาลีอโศก จังหวัดนครสวรรค์ พุทธสถานสันติอโศก กรุงเทพฯ มีญาติธรรมย้ายมาอยู่ใกล้พุทธสถานมากขึ้น เพื่อฝึกหัดพัฒนาตนได้สะดวกขึ้น จนเกิดชุมชนชาวอโศกมี บ้าน วัด โรงเรียน (บวร) ปัจจุบันมีพุทธสถาน ๘ แห่ง คือ ศีรษะอโศก ศาลีอโศก สันติอโศก ปฐมอโศก สีมาอโศก ทะเลธรรม ลานนาอโศก และราชธานีอโศก มีการจัดการศึกษานอกระบบขึ้น โดยสมณะโพธิรัก ษ์ สมณะ สิกขมาตุ แสดงธรรมให้ญาติธรรมมีความรู้ความเข้าใจที่จะนำธรรมะไปปฏิบัติตามฐานะและอุปนิสัยของตน วันเสาร์-อาทิตย์ ญาติธรรมที่ยังใช้ชีวิตประกอบอาชีพการงานอยู่ในสังคม จะมาฟังธรรมและช่วยทำงานในชุมชนชาวอโศก แม้ไม่ได้อยู่ประจำในชุมชนชาวอโศก ก็ปฏิบัติธรรมตามฐานะของตน จนพัฒนาชีวิตให้มีคุณค่าประโยชน์ต่อสังคม ดังเช่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รัศมี กฤษณมิ ษ อดีตอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ไว้ในคอลัมน์ “น้ำซึมบ่อทราย” นิตยสารพลอยแกมเพชร (๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓) ตอนหนึ่งว่า บอกตัวเองเลยว่า เราโชคดีที่มีโอกาสช่วยเหลือเขา เพราะเราปฏิบัติธรรม ด้วย เลยรู้ว่าทุกอย่างไม่มีอะไรเป็นเรื่องบังเอิญ คำสอนอย่างหนึ่งที่บอกว่า ‘กินน้อยใช้น้อย ที่เหลือจุนเจือสังคม’ . . .มันกระทบใจเรามาก เราอาจจะไม่ค่อยได้นั่งหลับตาทำสมาธิ แต่เรามีความรู้สึกว่า ถ้าเรากินให้น้อยลง ใช้ให้น้อยลง แล้วที่เหลือ เอาไปจุนเจือสังคมได้นี่ สังคมจะน่าอยู่ขึ้นมาก เราคิดแบบนั้นนะคะ . . . แล้วมีคำสอนอีกว่า ‘ให้เคร่งครัดที่ตน แล้วผ่อนปรนที่คนอื่น’ . . . คือเราจะไม่ไปพูดหรือบอกว่าทำไมเขาไม่ทำ แต่เราต้องบอกตัวเองว่าเราโชคดีที่มีโอกาสได้ทำ ส่วนบุษกร กุลมาตย์ อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี หลังลาออกจากราชการแล้ว ได้เลือกที่จะเป็นเกษตรกร ดังที่ให้สัมภาษณ์ไว้ในคอลัมน์ “น่ารู้จัก” นิตยสารดอกหญ้า (มีนาคม-เมษายน ๒๕๔๔) ดังนี้ ความสุขจากการเลือกวิถีชีวิตเช่นนี้คือการได้ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ กินอาหารที่มีคุณค่า ไร้สารพิษ ที่สำคัญเราตระหนักว่า มันเป็นงานที่ก่อประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน เราผลิตอาหารที่มีคุณภาพเพื่อเพื่อนมนุษย์ อีกทั้งไม่ได้เบียดเบียนทำร้ายธรรมชาติแต่อย่างใด ยิ่งเมื่อได้มาปฏิบัติธรรมตามแนวทางอโศก ได้ฟังคำสอนของพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ยิ่งเป็นการตอกย้ำกับตัวเราว่า นี่คือสัมมาอาชีพที่ยิ่งใหญ่ มีคุณค่า (บุญญาวุธหมายเลข ๓) เรายิ่งเชื่อมั่นชัดเจนว่า วิถีชีวิตเรียบง่ายสมถะ อยู่อย่างกินน้อยใช้น้อย ทำงานติดดินเช่นนี้เป็นชีวิตที่ถูกต้อง มันเป็นพลัง ที่ทำให้เรายืนหยัดมาจนทุกวันนี้ บุญญาวุธคืออาวุธหรือเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างบุญ เป็นภารกิจซึ่งสมณะโพธิรักษ์เห็นว่าจะสร้างคุณค่าใหญ่หลวงแก่โลก ได้แก่ อาหารมังสวิรัติ ตลาดอาริยะ กสิกรรมไร้สารพิษ และสุขภาพบุญนิยม การพัฒนาตนเช่นนี้เกิดขึ้นได้จากการศึกษาทั้งภาคปริยัติและภาคปฏิบัติ

ภาคปริยัติ การแสดงธรรมที่เป็นกิจวัตรมี ๒ เวลา คือ ทำวัตรเช้า สวดมนต์แปลและฟังธรรม และแสดงธรรมก่อนฉัน นอกจากนี้ญาติธรรมยังปรึกษาสมณะหรือสิกขมาตุเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมหรือปัญหาอื่นๆ เฉพาะบุคคลได้เสมอ สมณะและสิกขมาตุเองก็มีกิจวัตรของนักบวช เช่น การประชุมทำสังฆกรรม หรือการประชุมอปริหานิยธรรมเพื่อปรึกษาหารือเรื่องราวต่างๆ ของพุทธสถานและชุมชน และปรึกษาสมณะโพธิรักษ์เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมส่วนตนหรือเรื่องราวของชุมชนก็ได้เสมอเช่นกัน อีกทั้งสมณะจะมีการประชุมปวารณาให้หมู่สงฆ์ว่ากล่าวตักเตือนได้หลังวันเข้าพรรษา เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการศึกษาและพัฒนาตนเองตามที่พระพุทธเจ้าทรงกำหนดไว้ เนื่องจากมีชาวอโศกกระจายอยู่หลายภูมิภาค จึงมีกิจกรรมประจำปีที่จะได้มาอยู่ร่วมกัน ปีละ ๕ ครั้ง คือ ๑. งานปีใหม่ ช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงต้นเดือนมกราคม ประมาณ ๑๐ วัน ๒. งานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ช่วงสัปดาห์มาฆบูชา เดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม ๓. งานปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธ เดิมเคยจัดในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ แต่หลังจากสมณะโพธิรักษ์มรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๗ และมีงานถวายเพลิงสรีรสังขาร วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๗ งานปลุกเสกฯ ก็จะเลื่อนมาจัดในช่วงวันที่ ๑๑-๑๖ เมษายน ๔. งานอโศกรำลึก ช่วงวันที่ ๕-๑๐ มิถุนายน และงานเพื่อฟ้าดินต่อเนื่องจากงานอโศกรำลึก ๕. งานมหาปวารณา หลังวันออกพรรษาประมาณ ๒ สัปดาห์ สมณะจากทุกพุทธสถานจะมาประชุมกันเพื่อปวารณาให้หมู่สมณะติงเตือนได้ และเพื่อประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับกิจของสงฆ์และกิจของชุมชน กิจกรรมเหล่านี้เป็นการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองและชุมชนชาวอโศกโดยรวม เป็นโอกาสที่จะได้พบปะกันและฟังธรรมจากสมณะโพธิรักษ์ และสมณะสิกขมาตุรูปอื่นพร้อมๆ กัน เป็นโอกาสให้บำเพ็ญธรรมเคร่งครัดขึ้นในระดับศีล ๘ เป็นเวลา ๗ วัน (ยกเว้นงานปีใหม่ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะขายสินค้าต่ำกว่าทุนแก่ประชาชนทั่วไป) ก่อนหน้านี้ ชาวอโศกกำหนดสถานที่จัดกิจกรรมกระจายไปตามพุทธสถานต่างๆ จนกระทั่งระยะหลังที่สมณะโพธิรักษ์อายุมากขึ้น เดินทางไม่สะดวก กิจกรรมทั้งหมดจึงจัดขึ้นที่พุทธสถานราชธานีอโศก และหลังจากท่านมรณภาพ กิจกรรมประจำปีก็จะหมุนเวียนไปจัดในพุทธสถานอื่นๆ บ้าง สมณะโพธิรักษ์มีจิตวิญญาณความเป็นครูเต็มเปี่ยม มีฉันทะสูงยิ่งในการอบรมธรรมแก่สมณะสิกขมาตุ และญาติธรรม ท่านติดตามข่าวสารบ้านเมืองเสมอ และเลือกหัวข้อธรรมที่เหมาะแก่สถานการณ์มาบูรณาการในการอธิบายธรรมะ หากเกิดสถานการณ์ไม่เหมาะสมขึ้นในชุมชนชาวอโศก เช่น การไม่ปฏิบัติตามมติที่ประชุม ท่านก็จะยกธรรมะในพระไตรปิฎกมาอธิบายให้เห็นความสำคัญของการปฏิบัติตามมติที่ประชุม อีกสิ่งหนึ่งที่ท่านเอาใจใส่และใช้เวลาอย่างมากคือการเขียนหนังสือธรรมะ ด้วยเห็นความสำคัญอย่างยิ่งถึงขนาดตั้งปณิธานว่า “เราจะพิมพ์หนังสือธรรมะให้ท่วมโลก” ท่านทำหนังสือเล่ม เช่น คนคืออะไร? ทำไมสำคัญนัก? ทางเอก พุทธเทวนิยมหรือพุทธอเทวนิยม EQ โลกุตระ คนจนที่มีแบบ รวมคนจะมีธรรมะได้อย่างไร? และสิ่งพิมพ์ที่ออกต่อเนื่อง เช่น อโศก สารอโศก แสงสูญ เราคิดอะไร ระยะหลังๆ สิ่งพิมพ์ต่อเนื่องเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินการต่อ แต่เปลี่ยนไปผลิตสื่อออนไลน์ และสื่อโทรทัศน์ บุญนิยมทีวี และท่านยังคงทำหนังสือเล่มต่อเนื่องตลอดมา นับได้มากกว่า ๑๐๐ เรื่อง พิมพ์เผยแพร่แล้วมากกว่าหนึ่งล้านเล่ม ท่านเขียนหนังสือธรรมะแม้ในช่วงอาพาธ จนถึงวันที่ท่านหมดแรงก่อนจะเข้าโรงพยาบาลและมรณภาพด้วยโรคชรา อย่างไรก็ตาม หลักธรรมสำคัญในพุทธศาสนาซึ่งสมณะโพธิรักษ์เน้นอยู่เสมอคือสัมมาอริยมรรคมีองค์ ๘ กล่าวคือ การปฏิบัติที่ถูกตรงประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ คือความถูกตรงในความเห็น ความคิด การพูด การกระทำ การประกอบอาชีพ ความเพียรพยายาม ความระลึกรู้ตัว และความมีจิตตั้งมั่น ซึ่งเป็นทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) อันเป็นทางที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ ตามคำสอนในพระไตรปิฎกเล่ม ๔ ข้อ ๑๓ ในชุมชนชาวอโศกจึงมีกิจการงานที่ต้องอาศัยสัมมาอริยมรรคครบทุกองค์จึงจะเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม ภาคปฏิบัติ งานแรกที่ชาวอโศกทำเป็นงานหลักคือการผลิตหนังสือธรรมะเองตลอดกระบวนการ ตั้งแต่สมณะโพธิรักษ์เป็นผู้เขียนต้นฉบับ ซึ่งภายหลังก็มีสมณะ สิกขมาตุ และญาติธรรมช่วยกันเขียนบทความในสิ่งพิมพ์ที่ออกประจำตามระยะเวลาที่กำหนด และมีงานที่ต้องทำต่อเนื่องคือ พิมพ์ตามต้นฉบับ ออกแบบหน้าหนังสือ พิสูจน์อักษร สมัยก่อนมีการเรียงพิมพ์ สมัยนี้เปลี่ยนเป็นการถ่ายฟิล์ม เข้าเครื่องพิมพ์ ออกมาเข้าเล่ม เข้าปก ตัดริมให้เรียบร้อยสวยงาม แล้วก็นำไปแจกจ่าย หรือส่งไปรษณีย์ให้ผู้บอกรับเป็นประจำ อีกงานหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการขายอาหารมังสวิรัติ เพื่อสนับสนุนการงดเว้นเนื้อสัตว์ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสุขภาพและจิตวิญญาณที่ไม่ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ ทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะกระบวนการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหารของมนุษย์มีส่วนอย่างมากต่อการเกิดภาวะโลกร้อน งานที่เกี่ยวข้องกับการขายอาหารมังสวิรัติคือการปลูกพืชผักไร้สารพิษและผลิตปุ๋ยอินทรีย์ งานเหล่านี้มีผลต่อการลดภาวะโลกร้อน สมณะโพธิรักษ์ยกให้กสิกรรมไร้สารพิษ ปุ๋ยอินทรีย์ และขยะวิทยา เป็นสามอาชีพกู้ชาติ งานอื่นในชุมชนชาวอโศกก็ล้วนเป็นงานในระบบบุญนิยม กล่าวคือเป็นงานที่ทำเพื่อการลดกิเลส เพื่อเสียสละและสร้างประโยชน์สังคม ได้แก่ การศึกษาบุญนิยม สื่อสารบุญนิยม พาณิชย์บุญนิยม การเงินบุญนิยม สุขภาพบุญนิยม การเมืองบุญนิยม การศึก ษานอกระบบในชุมชนชาวอโศกทั้งภาคปริยัติและภาคปฏิบัติมีผลให้ลดกิเลสได้จริงดังคำกล่าวของสิกขมาตุที่กล่าวถึงในวิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ของ รินธรรม อโศกตระกูล เรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อการพึ่งตนเองตามแนวคิดของชาวอโศก ดังนี้ ตอนที่เข้ามาเราไม่รู้หรอกว่าจะเข้ามาทำไม แต่เรารู้ว่าชีวิตนี้มันก็มีความทุกข์นะ ทุกข์เรื่องกิเลส เรื่องชอบ เรื่องชัง เรื่องหิว เรื่องโมโห เราก็อยากศึกษาทางแห่งความพ้นทุกข์ ยิ่งเรารู้ประวัติพระพุทธเจ้าบ้างแล้ว เราก็รู้ว่ามีคนที่ค้นหาความพ้นทุกข์ได้ เจอได้จริง แต่ว่าจริงอย่างไรเราไม่รู้ไง จนกระทั่งมาเจอพ่อท่าน ก็เริ่มต้นจากที่พ่อท่านปฏิบัติธรรม แล้วก็บรรลุธรรม เมื่อท่านบรรลุธรรม ท่านก็มาสอนพวกเรา พวกเราก็ได้ประโยชน์อันนั้น. . .เราก็เห็นผลว่าการปฏิบัติธรรมมีผลจริงนะ เปลี่ยนแปลงนิสัยเราได้จริง จิตใจเราพ้นทุกข์จริง นิสัยใจคอเราดีขึ้น และไม่ใช่แค่นั้น การพัฒนาการงาน สิ่งแวดล้อมต่างๆ นี่เราเจริญขึ้นจริง แล้วก็สืบทอดให้คนต่อๆ ไป ผลจากความเจริญในการพัฒนาการงาน ผู้ปฏิบัติธรรมชาวอโศกจึงได้รับรางวัลต่างๆ มากมาย เป็นต้นว่า สมณะเสียงศีล ชาตวโร สมณะรูปแรกที่สมณะโพธิรักษ์บวชให้เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษายกย่องเชิดชูเกียรติเป็นครูภูมิปัญญาไทยด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รุ่นที่ ๒ พ.ศ.๒๕๔๕ ดร.ขวัญดิน สิงห์คำ อดีตข้าราชการครูโรงเรียนกันทรลักษ์วิทยา จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณเป็น “ค่าของแผ่นดิน” ด้านการพัฒนาสังคมและส่งเสริมคุณภาพชีวิต ประจำปี ๒๕๖๕ โดยได้รับรางวัลจากนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา / ได้รับโล่เชิดชูเกียรติ ครูภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย ประจำปี ๒๕๖๗ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น / ได้รับรางวัลผู้เสียสละเพื่อสังคมไทย ด้านธรรมะ การศึกษาและอาชีพ ประจำปี ๒๕๖๗ จากมูลนิธิเพื่อสังคมไทย และรางวัลอื่นๆ อีกหลายรางวัล ดร.ใจเพชร กล้าจน อดีตข้าราชการโรงพยาบาลอำนาจเจริญ ได้รับรางวัลผู้มีผลงานดีเด่นวัฒนธรรมสัมพันธ์ สาขาแพทย์แผนไทย จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๕ / ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ ครูดีไม่มีอบายมุขของแผ่นดิน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๘ และรางวัลอื่นๆ อีกหลายรางวัล ผศ.รัศมี กฤษณมิษ อดีตอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัลอาจารย์แบบอย่างของมหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา ๒๕๔๘-๒๕๔๙ และได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณ ครูดีไม่มีอบายมุขของแผ่นดิน ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๒ นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลจากผลงานแปลวรรณกรรมอีกหลายรางวัล น.พ.วีระพงษ์ ชัยภัค อดีตหัวหน้ากองการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัลคนดีศรีตรัง ศิษย์เก่าดีเด่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ.๒๕๔๖ บุคคลเหล่านี้และญาติธรรมอีกจำนวนมากได้รับรางวัลต่างๆ จากการสร้างประโยชน์ต่อสังคม รวมทั้งมีส่วนในการจัดการศึกษาบุญนิยมในชุมชนชาวอโศกด้วย การศึกษาบุญนิยม มีทั้งการศึกษาตามอัธยาศัย ได้แก่ การสร้างชุมชนสาธารณโภคีเป็นแบบอย่างการดำรงชีวิตตามครรลองแห่งธรรมที่เด็กๆ จะเติบโตขึ้นมาด้วยความอบอุ่น ปลอดภัย และมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ การศึกษานอกระบบ มีโรงเรียนอนุบาลที่เรียกชื่อแตกต่างกันไปในแต่ละชุมชน เช่น อนุบาลตุ๊กติ้ว อนุบาลหลานปู่ สันติบาล จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับเด็กเล็ก และเมื่อเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษา มีโรงเรียนสัมมาสิกขา จัดการศึกษาในระบบของกระทรวงศึกษาธิการ

การศึกษาในระบบ โรงเรียนสัมมาสิกขา เป็นโรงเรียนเอกชนการกุศล ตามมาตรา ๑๕(๓) แห่งพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.๒๕๒๕ ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จัดการเรียนรู้ด้วยปรัชญา “ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา” ตามหลักสูตรการศึกษาบุญนิยม และ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๖ โรงเรียนสัมมาสิกขาปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม และโรงเรียนสัมมาสิกขาสันติอโศก กรุงเทพมหานคร ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๘ ปีต่อมาได้จัดตั้งโรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศก จังหวัดศีรษะเกษ หลังจากนั้นก็มีโรงเรียนสัมมาสิกขาเพิ่มขึ้นอีก ๔ แห่งคือ โรงเรียนสัมมาสิกขาศาลีอโศก จ.นครสวรรค์ โรงเรียนสัมมาสิกขาสีมาอโศก จ.นครราชสีมา โรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก จ.อุบลราชธานี และโรงเรียนสัมมาสิกขาหินผาฟ้าน้ำ จ.เชียงใหม่ โรงเรียนสัมมาสิกขาทุกแห่งเป็นโรงเรียนประจำที่นักเรียนไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ครูก็ไม่รับค่าตอบแทน สมณะและสิกขมาตุรับผิดชอบการอบรมศีลธรรมและดูแลความประพฤติของนักเรียน (ศีลเด่น) ญาติธรรมและสถานประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และฆราวาส ทั้งในชุมชนและนอกชุมชน รับผิดชอบการฝึกสอนงาน ให้นักเรียนมีทักษะ มีฝีมือในการทำงาน จนประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้ (เป็นงาน) ครูรับผิดชอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางวิชาการตามสาระการเรียนรู้ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด (ชาญวิชา) โรงเรียนสัมมาสิกขาแต่ละแห่งมีการสัมมนาครูประจำปี และมีการประชุมครูโรงเรียนสัมมาสิกขาทุกแห่งร่วมกันทุกปี เป็นโอกาสที่คณะครูจะฟังธรรมจากสมณะโพธิรักษ์เพื่อพัฒนาตนและพัฒนางานอยู่เสมอ ท่านจะเลือกประเด็นแสดงธรรมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโรงเรียน และคณะครูยังถามปัญหาและขอคำแนะนำเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาตนและงานไปพร้อมกัน สมณะโพธิรัก ษ์กล่าวถึงความสำคัญของครูและขอบคุณคณะครูไว้ดังนี้ การเป็นครูคือการถ่ายทอดด้วยพฤติกรรม การดู การรู้ การเห็น เกิดการซับซาบทางวิญญาณกับผู้ที่อยู่แวดล้อมในชุมชน โรงเรียนเรามีบวรอยู่ทุกแห่ง ก็ขอสำทับชาวชุมชนให้ทราบความสำคัญว่าถ้าเด็กไม่ดีท่านมีส่วนด้วย อาตมามุ่งมั่นทำโรงเรียน เพื่อแก้ไขการศึกษาที่อยู่แต่ในกล่อง ให้ออกมาเรียนรู้สังคม“บวร” บ้าน-วัด –โรงเรียน ที่มีความสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ แต่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนกองกลางสงฆ์ เป็นระบบ “สาธารณโภคี” ที่บ้านของฆราวาสก็ดี วัดอันเป็นที่อยู่ของนักบวชก็ดี และโรงเรียนอันเป็นสถานศึกษาของเด็กนักเรียน และผู้ใหญ่สมาชิกหมู่บ้านก็ดี ต่างอยู่ร่วมกันผสมผสานกัน เป็นบวรที่ซึมซับแก่กันและกัน ถ่ายทอดถ่ายเทซึมลึกสัจธรรมอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า ผู้ที่เป็นตัวอย่างที่ดีทางกาย วาจา และจิตใจ ผู้นั้นคือครูโดยธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเราต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีในโลกให้ได้ การทำตัวอย่างที่ดี เราก็ต้องเป็นให้จริง กายกรรมก็เป็นจริง วจีกรรมก็เป็นจริง โดยเฉพาะจิตใจก็เป็นจริง เมื่อเราทำ”ดี”บ่อย ๆ แม้เราไม่สอนใครก็ตาม เราก็มีความเป็น “ครู” แล้วโดยสัจจะ สอนคำนี้ไม่ได้แต่ปากพูด ถึงเราไม่ได้ตั้งใจว่าจะสอนใคร ถ้าเรายังอยู่กับสังคม เราก็คือครูที่สอนใครๆ อยู่โดยจริงแท้ เป็นตัวอย่างให้แก่คนทั้งนั้น และยิ่งเราตั้งใจเป็นครูจริงๆ ก็ยิ่งดี ทุกวันนี้บอกได้เลยว่า อาตมาตั้งใจเป็นครู เต็มใจเป็นครู และจะเอาชีวิตเลือดเนื้อนี้เป็นครูไปจนตาย อาตมาต้องขอขอบคุณ “ครู”ทุกคน ใครก็ตามทำมากทำน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้รับผิดชอบแบกหามเอาภาระในหน้าที่นี้ ครูที่ได้เสียสละ ที่ได้ตั้งอกตั้งใจสอนนั้นไม่เสียหลายหรอก ขอยืนยันว่าเป็นบุญเป็นกุศลอย่างแท้จริง เป็นคุณค่าอย่างแท้จริง . . . ที่อาตมาจะต้องขอบคุณนี่ ถึงไม่ต้องพูดด้วยปาก พวกคุณก็คงรู้ว่า อาตมาระลึกถึงคุณค่าของแต่ละคนที่ช่วย อาตมาซาบซึ้งประทับใจครูที่มาช่วยกันเอาภาระแบกหามเด็กๆ ซึ่งเป็นเรื่องยาก การสอนคนนี่ยากมากๆ การสอนคนเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งในโลกจริงๆ โดยเฉพาะอาตมาเป็นครูจริงๆ เป็นครูที่ตั้งใจสอนให้เขามีคุณธรรม ไม่ใช่สอนที่จะให้ได้รับความรู้ทางวิชาการแล้วก็จบเท่านั้น อาตมาบอกแล้วว่าของเรานี่ เน้นทั้งสามประเด็น “คุณธรรม-ทำงาน–วิชาการ” หรือใช้ศัพท์ภาษาของพวกเราว่า “ศีลเด่น-เป็นงาน-ชาญวิชา” นี่คือสาระสำคัญที่ครูจะต้องปลูกฝังให้เด็กของเรา นักเรียนสัมมาสิกขาใช้ชีวิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชุมชน ด้วยการฝึกฝนสัมมาอาชีพจากการทำงานในองค์การต่างๆ ของชุมชน เช่น งานสื่อสารบุญนิยม ฝึกงานที่บุญนิยมทีวี มีทั้งการถ่ายภาพนิ่ง ถ่ายภาพเคลื่อนไหว เขียนสคริป สัมภาษณ์ และเป็นพิธีกร ทั้งในห้องส่งและนอกห้องส่ง งานพาณิชย์บุญนิยม ฝึกงานการค้าปลีก การค้าส่ง และการทำบัญชีในร้านค้าของชุมชน งานอุตสาหกิจบุญนิยม ฝึกงานผลิตเครื่องอุปโภคบริโภค เช่น สบู่ ยาสระผม น้ำยาซักผ้า งาคั่ว เต้าหู้ นอกจากนี้ก็มีงานกสิกรรมไร้สารพิษ งานขยะวิทยา งานปุ๋ยสะอาด ซึ่งเป็นสามอาชีพกู้ชาติที่สมณะโพธิรักษ์เน้นความสำคัญอยู่เสมอ ขณะทำงาน นักเรียนจะสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ตลอดเวลาและเรียนรู้ที่จะอยู่และทำงานร่วมกับผู้ใหญ่ พร้อมกับเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน