ประวัติพ่อครู จากมุมมองคนนอก.docx
เนื้อหาในไฟล์
๘๔ ปีพ่อครูโพธิรักษ์ ถ้าจะให้กล่าวถึงพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ จากมุมมองของคนนอก คงต้องขอเท้าความถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ทำให้ ชื่อของสมณะโพธิรักษ์ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างครึกโครมทั้งบ้านทั้งเมือง ถ้ามองย้อนกลับไปอย่างเป็นธรรม โดยอาศัยภาพรวมของเรื่องราวทั้งหมด การตัดสินลงโทษของฝ่ายปกครองและศาสนจักรอย่างเอาเป็นเอาตายนั้น ทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า จากนายรัก รักพงษ์ พิธีกรชื่อดัง พอเข้าสู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และถูกพุทธกระแสหลักทั้ง๒นิกาย ตราหน้าว่านอกรีด ขับออกจากเถรสมาคม และถูกฝ่ายบ้านเมืองใช้กฎหมาย ดำเนินคดี บังคับให้ สละผ้าเหลือง ทำไม? อะไรคือสาเหตุ? ย้อนอดีตกลับไปในสมัยที่ พ่อครูอายุประมาณ๒๖ปี ยังเป็นฆราวาสอยู่ ในช่วงนั้นประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว ทั้งพิธีกรTVชื่อดัง และ นักแต่งเพลง ที่แต่งเพลงดังในสมัยนั้นมากมาย ได้หันเหความสนใจมาศึกษาพวกศาสตร์ลึกลับทั้งหลาย ทั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์ และไสยศาสตร์ เช่น พลังจิต สะกดจิต ทั้ง เข้าทรงนั่งทางใน และโหราศาสตร์ อย่างที่ พุทธ+พราหมณ์แยกกันไม่ออก เป็นต้น จนสำเร็จได้รับการยอมรับ หลังจากเล่นไสยศาสตร์อยู่หลายปี จนประจักษ์แจ้งถึงความเสื่อมอันเกิดจากอัตตาของมนุษย์ เกิดความรู้สึกว่าพุทธแท้ๆจะทำให้เข้าใจความลึกซึ้งในจิตใจของมนุษย์ได้ดีกว่า จึงหันมาปฏิบัติธรรมเมื่ออายุ๓๓ปี หลังจากนั้นชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนพลิก เริ่มศึกษาจากดูๆพระอาจารย์ต่างๆว่าเขาสอนอย่างไร จากบางสำนัก จากตำรับตำรา จากการไปฟังท่านบรรยาย จนมาสรุปได้ว่า “ พุทธศาสนาสอนคนให้ทำจิตที่เปื้อน.....ให้เปื้อนน้อยลง ทำสิ่งที่วุ่น....ให้วุ่นน้อยลง และให้หยุดเรื่องเลอะๆเทอะๆ เรื่องชั่วๆต่ำๆเบื้องต้นขั้นโลกอบายให้ได้เสียก่อน.....” นับแต่นั้นมา....พ่อครูก็เริ่
อ่านต่อ
มฝึกปฏิบัติลดละอย่างเอาจริงเอาจัง ลดความฟุ่มเฟือย เลิกอบายมุขทั้งหมด เลิกกินเนื้อสัตว์ ลดมื้ออาหาร ทานอาหารเรียบง่าย ไม่ปรุงแต่ง เสื้อผ้าก็เริ่มสมถะ ไม่ตามแฟชั่น นอน ...ก็หัดนอนแบบสีหไสยาสน์ ปฏิบัติศีล ๕ อย่างเคร่งครัด จริงจัง ลด.. ละ.. เลิก รูป รสกลิ่นเสียงสัมผัสทั้งหลาย ฝึกกินน้อย ใช้น้อย วันที่ ๓๑ สค. ๒๕๑๓ พ่อครูอายุ ๓๖ ปี ตัดสินใจลาออกจากงาน ไปอยู่ วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ โดยไปสร้างกุฏิเล็กๆในดงป่าแสมซึ่ง พ่อครูเตรียมการมาเป็นระยะๆอยู่แล้ว ช่วงที่ยังไม่ได้บวชนี้ ก็ได้เขียนหนังสือธรรมะ ตอบปัญหาธรรมะในนิตยสารต่างๆ และพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นธรรมทานอยู่แล้ว และยังรับเชิญออกมาบรรยายธรรมะตามสถานที่ต่างๆอีกด้วย การบรรยายธรรมของพ่อครูเข้าใจง่าย ประดุจหงายของที่คว่ำให้เปิดเผย ตรงไปตรงมาไม่ตามใจฆราวาส ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่บกพร่องละเลย และตีความผิดๆอีกด้วย จีงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่กระทบถึงฝ่ายกระแสหลัก แต่ก็ทำให้สิ่งที่ญาติโยมเคยอึดอัดไม่เข้าใจ บัดนี้ กระจ่างแจ้ง ถีงกระนั้นก็ยังมีญาติโยมที่ยังทำใจรับไม่ได้ ติดขัดในสมมุติ ของการที่พ่อครูยังไม่ได้บวช แม้ว่าชื่อเสียงของนักบวชในสมัยนั้นไม่ค่อยสู้ดี โดยเฉพาะเรื่องศีลและพระธรรมวินัย ทั้งยังมีสมีต่างๆ และพุทธพาณิชย์อีกหลากหลาย เพราะเห็นแก่ประโยชน์ท่านยิ่งกว่าประโยชน์ตน เช่นนี้เอง พ่อครูจึงตัดสินใจขอบวชเพื่อกอบกู้พระศาสนาให้มีมรรคผลนิพพานกันจริงๆเสียที วันที่ ๗ พ.ย. ๒๕๑๓ วันอุปสมบทของพ่อครู โดยเจ้าอาวาสวัดอโศการามเป็นอุปัชฌาย์ เมื่อบวชเป็นพระแล้ว การบรรยายธรรม การเผยแพร่ธรรมก็ถูกฝาลงตัวมากขึ้น ญาติโยมเปิดใจรับด้วยศรัทธาเต็มพร้อม พ่อครูมีลีลาการบรรยายธรรมที่เข้มแข็งดุดัน เจ็บ – เจาะลึก – จริงจัง – จริงใจ – จริงแท้ แต่ก็เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงเมื่อมีหนุ่มสาวมากมาย ศรัทธาคำสอนของพ่อครู พากันมาฟังธรรม แล้วนำไปปฏิบัติ นำไปลด ละ เลิก สิ่งที่ติดหลง จนเกิดผลจริง เห็นจริง บ้างก็เข้ามาเป็นโยมอุปัฏฐาก บ้างมาเป็นลูกศิษย์ คอยติดตาม อย่างที่ภาษาสมัยใหม่อาจเรียกว่าเป็น “แฟนคลับ” และอีกมากมายหลายคน ถึงขั้นลาการลางาน ละทิ้งอนาคตของชีวิตทางโลก มาทำงานศาสนาเต็มตัว โดยไปบวชแล้วมาขอร่วมปฏิบัติธรรมกับพ่อครูก็มี นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เรามักจะพบพระเกจิเสกประจุอิฐหินดินทราย แต่พ่อครูกลับเสกคนเป็นๆ เป็นพระได้ทั้งชายและหญิงอย่างเหลือเชื่อ วันที่ ๒๐ ก.พ. ๒๕๑๖ พ่อครูอายุ ๓๙ ปี ได้นำคณะหนุ่มสาวเกือบ ๒๐ คนที่มาขอบวช ยอมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง เคร่งครัดในพระธรรมวินัย, ฉันอาหารวันละ 1 มื้อและเป็นมังสวิรัติเท่านั้น ไม่ฉันเนื้อสัตว์, ไม่ใช้เงินทอง, นุ่งห่มผ้าย้อมสีกรัก, ไม่มีการเรี่ยไร, ไม่รดน้ำมนต์-พรมน้ำมนต์, ไม่ใช้การบูชา ด้วยธูปเทียน, ไม่มีไสยศาสตร์ฯ ออกเดินจาริกธรรมยาตราไปยังสถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งใหม่อันเป็นที่สัปปายะกว่า คือ “แดนอโศก” ตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม แต่กลับถูกสงฆ์กระแสหลักกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีต มารศาสนา เพราะประพฤติปฎิบัติเคร่งครัดในศีลและพระธรรมวินัย แตกต่าง ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง เกิดการเปรียบเทียบ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายของพุทธศาสนิกชน ทำให้ทั้งๆที่ยอมรับการประกาศนานาสังวาสของพ่อครูไปแล้วก็ตาม เถรสมาคมยังฟ้องร้องทางกฎหมาย ดำเนินคดีความทางศาล จะบังคับให้พ่อครูสึก ให้จงได้ และแล้ว.... การต่อสู้กับศาสนจักรเพื่อยืนหยัดยืนยันพระสัทธรรมที่แท้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็อุบัติขึ้น ประกอบกับช่วงเวลานั้น พลตรี จำลอง ศรีเมือง ซึ่งในสมัยนั้นเป็นผู้ว่า กทม. และผู้ก่อตั้งพรรคพลังธรรม ก็เป็นญาติโยมสำคัญผู้หนึ่ง ที่เคารพศรัทธาพ่อครูอย่างสูง และปฏิบัติตามแนวทางคำสอนของพ่อครูมาโดยตลอด กำลังได้รับความนิยมอย่างมากจากชาวกรุงเทพฯ จึงทำให้ฝ่ายที่ครองอำนาจทางการเมืองในสมัยนั้น นิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไป! ในที่สุดผู้เสียหายฝ่ายศาสนา กับฝ่ายการเมืองก็จับมือกัน การสู้ด้วยความจริงที่แผ่วเบา เพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถกลบเสียงคำรามแห่งความลวงได้ กรณีสันติอโศก คือค่าตอบแทนที่ต้องจ่าย ที่หาญกล้าไปกอบกู้พุทธศาสนา และสร้างคนดีเข้าไปเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ดีขึ้น ทั้งหมดนี้แหละคือสาเหตุ!!! แพ้ก็แพ้ชะตาทราม แต่ความตั้งมั่นที่ดีงามนั้นมั่นคง ถึงจะต้องเริ่มใหม่จากติดลบ พ่อครูก็แปลงวิกฤตให้เป็นแรงใจ ถือเอาโอกาสดีที่เป็นผู้แพ้นึ้ ปรับเปลี่ยนการนำพาแบบใหม่ โดยการหล่อหลอมสร้างชาวอโศกขึ้นใหม่ ให้ธรรมะเข้มแข็งจากภายในก่อน ในรูปแบบชุมชนชาวอโศก หยุดการออกเผยแพร่สู่ภายนอก คิดจะเปลี่ยนแปลงโลกต้องเริ่มต้นที่ตนเองก่อน จากแดนอโศก จึงมุ่งสู่ ปฐมอโศก ประวัติศาสตร์ย่อมถูกเขียนขึ้นจากผู้ที่เสียงดังกว่า แต่กาลเวลาจะเป็น ผู้เปิดเผยความจริง ช้าหรือเร็วเป็นเรื่องของความพร้อมในการรับรู้และเข้าใจ ในสายตาของคนภายนอกที่นิยมทุน ซึ่งมีเวลาจำกัดในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่แท้จริง ย่อมต้องเข้าใจตามที่ เขาต้องการให้เข้าใจ เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยเหตุที่ไม่ยึดมั่นในศีล เลยบกพร่องในพระวินัย แล้วยังหลับตาสะกดข่มสมาธิ ผลจึงเฉกามิใช่ปัญญา เรื่องอื้อฉาวมากมาย ที่เกิดขึ้นภายในองค์กรพุทธศาสนาเอง สร้างความเสื่อมเสียอย่างมาก แก่ศาสนาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดมหาวิกฤตแห่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ทั้งยังสร้างความวุ่นวาย สับสนในการแยกแยะถูกผิด ดีชั่วแก่สังคม ทั้งหมดเป็นผลพวงมาจากความเสื่อมทรามในอดีต ที่ไม่ยอมรับความจริงแล้วแก้ไข แต่ยังคงปฏิบัติอย่างผิดๆต่อเนื่องจนลุกลามใหญ่โตมาถึงปัจจุบัน ในขณะที่พ่อครูมุ่งมั่นที่จะกอบกู้ชื่อเสียงและศรัทธาให้กับศาสนาของพระพุทธเจ้า ด้วยการฝึกอบรมสมณะ สิกขมาตุ และชาวอโศก ให้เป็นแบบอย่าง เพื่อให้ศาสนาได้เป็นอย่างที่ควรจะเป็น นักบวชผู้ปฏิบัติธรรมเคร่งครัดในศีลในธรรม เป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสของญาติโยม ภาพความชัดเจนในองค์ประกอบของความเป็นชุมชนชาวอโศกก็เด่นชัดมากขึ้น สิ่งที่พ่อครูพา ชาวอโศกทำ ก็พร้อมที่จะเผชิญการทดสอบจากโลกภายนอก เมื่อชาวอโศกออกสู่สังคภายนอก เพื่อปฏิบัติหน้าที่รับใช้สังคมอีกครั้ง ได้สร้างความฉงนแก่ผู้พบเห็น และผู้ที่ได้สัมผัสถึงความนึกคิดของชาวอโศก ซึ่งมีทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีทั้งเหยียดหยามและชื่นชมมหัศจรรย์ใจ คนเหล่านั้นต่างพากันตั้งคำถามว่า ชาวอโศกคือใคร? ต้องขอสารภาพตามความสัตย์ว่า ตนเองก็งงเหมือนกัน ตอนที่ได้พบและพูดคุยกับชาวอโศกครั้งแรก ความกระหายใคร่รู้ ได้กระตุ้นให้ค้นหา ที่มาที่ไป แรงบันดาลใจเหตุปัจจัยต่างๆของเรื่องราว และข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ได้รับการย่อยสลายแล้ว ได้นำไปสู่บทสรุป ที่เป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวระดับตำนานของมหาบุรุษ ผู้แบกรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของการเป็น ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนา พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ที่เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและผู้นำแห่งจิตวิญญาณของชาวอโศก ผลงานทั้งชีวิตของพ่อครู ก็คือคำตอบ ของคำถามที่ว่า ชาวอโศกคือใคร? จากสายตาของคนนอก พอจะสรุปได้ดังนี้ ชาวอโศกก็คือ กลุ่มคนที่พ่อครูได้นำพา อบรมสั่งสอน ตั้งแต่อยู่วัดอโศการาม มาแดนอโศก ถึงปฐมอโศก เรื่อยมาจนเป็นผู้หลุดพ้นจากสังคมโลกีย์ ใช้ชีวิตเรียบง่าย มักน้อยสันโดด ถือศีล ๕ เป็นอย่างน้อย กินอาหารมังสวิรัติ ลด ละ เลิกอบายมุข ขยันสร้างสรรค์เสียสละ พ่อครูได้พาตั้งชุมชนอยู่ร่วมกันในระบบบุญนิยม ซึ่งใช้บุญเป็นเครื่องมือ ประหารกิเลส ทำให้กิเลสหมดไป สิ้นกิเลสก็สิ้นบุญ ไม่สะสมบุญ หรืออุทิศส่วนบุญ หรือทำบุญเพื่อติดสินบนขอนู่นนี่ หรือเพื่อสะเดาะเคราะห์ต่างๆนานา มีนักบวช ที่เป็นชายเรียกว่าสมณะ หญิงเรียกว่าสิกขมาตุ ซึ่งยังคงความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย เหมือนตอนอยู่แดนอโศก สมณะและสิกขมาตุ จะทำหน้าที่อบรมสั่งสอน หลอมรวมจิตวิญญาณและความกลมเกลียวให้กับชุมชน มีสถานศึกษาให้ความรู้อยู่ภายในชุมชน ทำให้เกิดเป็นบ้าน วัด โรงเรียนหรือ บวร ดังที่สังคมไทยเคยมีวัดเป็นศูนย์กลางมาในอดีต ชุมชนของอโศกจะเรียกว่า พุทธสถาน (สันติอโศก ปฐมอโศก ศาลีอโศก ศีรษะอโศก สีมาอโศก ลานนาอโศก ฮอมบุญอโศก เรไรอโศก ....... เป็นต้น) โดยมีราชธานีอโศก ที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นศูนย์กลาง พ่อครูได้นำหลัก สาธารณะโภคี ของพระพุทธเจ้า มาใช้ในการอยู่รวมกันของชุมชน ซึ่งมีลักษณะของ บ้านเล็กเมืองน้อย ทุกคนช่วยเหลือกันเหมือนญาติ ลูกหลานก็ช่วยกันเลี้ยง คนแก่เฒ่าก็ช่วยกันดูแล คนเจ็บป่วยก็ช่วยกันพยาบาลรักษา ตายก็เผากันในชุมชน กินอยู่ร่วมกัน ใช้ร่วมกัน ทำงานให้ส่วนกลาง เป็นเจ้าของส่วนกลางร่วมกัน ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นประชาธิปไตยแบบในสมัยพุทธกาล ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติขึ้น ทุกคนมีหน้าที่การงาน อาชีพและกิจการต่างๆในฐานงานของตนเอง ที่แตกต่างกันไปตามความถนัดและความเหมาะสมของแต่ละคน ด้านอาชีพ เป็นวิสัยทัศน์ของพ่อครูที่ตอกย้ำกับชาวอโศกมากกว่าสี่สิบปีแล้ว เพื่อให้เห็นว่าปัญหาใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้คือ ขยะจะล้นโลก อาหารจะขาดแคลนในโลกนี้ พ่อครูจึงได้เน้นย้ำกับชาวอโศกตลอดมาว่า “สามอาชีพกู้ชาติเป็นอาชีพที่ชาวอโศกต้องทำ!” ซึ่งก็คือ ๑.กสิกรรมธรรมชาติ ทำเกษตรอินทรีย์ ผลิตพืชผักไร้สารเคมีที่เป็นพิษ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคทั้งภายในชุมชนและสังคมภายนอก ๒. ปุ๋ยสะอาด ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในชุมชนและจำหน่ายแก่เกษตรกรภายนอกในราคาถูก เพื่อลดการใช้สารเคมีที่เป็นพิษทั้งต่อคนและสิ่งแวดล้อม ๓. ขยะวิทยา คัดแยกและrecycleขยะ ทั้งสามอาชีพนี้จะเป็นเนื้อหาสาระสำคัญของการประกอบสัมมาอาชีวะที่จะกู้ตัวเองแล้วกู้ชาติได้จริงๆ พ่อครูยังได้บัญญัติ พาณิชย์บุญนิยม โดยมีหลักการตลาดคือ ขายของที่ดี ราคาถูก มีน้ำใจ และซื่อสัตย์ โดยสินค้าจะต้องติดราคาทุน-ราคาขาย ให้ผู้ซื้อได้เห็น พาณิชย์บุญนิยม แบ่งเป็น ๔ ระดับคือ ขั้นที่ ๑ ขายต่ำกว่าท้องตลาด ขั้นที่ ๒ ขายเท่าทุน ขั้นที่ ๓ ขายต่ำกว่าราคาทุน ขั้นที่ ๔ แจกฟรี ร้านค้าของชุมชนจะยึดหลักการนี้อย่างเคร่งครัด โดยจะขายต่ำกว่าทุนในทุกวันพระ และจัดให้มีเทศกาลตลาดอาริยะ เพื่อขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ในราคาต่ำกว่าทุน เป็นประจำทุกปี ในช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่ของไทย ด้านการศึกษาของชาวอโศก พ่อครูยังคงยึดหลัก บวร หรือบ้านวัดโรงเรียนโดยนำมาต่อยอดเป็น การศึกษาบุญนิยม การศึกษาในปัจจุบันเป็นไปตามระบบทุนนิยม ที่