ประวัติพ่อครู ในแง่ความเป็นครู.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความเป็นครูของสมณะโพธิรักษ์ อาตมาเคยเล่าเคยเขียนไว้ว่า อาตมาไม่ชอบอาชีพครู ไม่คิดไม่อยากเป็นครู บอกไม่ถูกเหมือนกัน ตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่รู้สึกว่า ครูจะเป็นงานที่น่าทำตรงไหน แต่ว่าสุดท้าย ทุกวันนี้ ก็ต้องจำนนว่าชีวิตเราต้องมาเป็นครู ไปเรียนหนังสือก็ไม่ได้เรียนสายครู แต่ไปเรียนศิลปะ(Pure Art) โดยตรง แต่แล้วพอจบออกมา มีคนขอร้องให้ไปเป็นครู ก็เลยต้องไปเป็น เป็นครูตั้งแต่อยู่ที่ทำงานโทรทัศน์ เป็นครูสอนคนร้องเพลง สอนนักร้องต่างๆ จนกระทั่งมีคณะ คัดเลือกนักร้อง เสร็จแล้วเป็นดาราโทรทัศน์ คนรุ่นอายุ ๕๐ ปีขึ้นไปก็คงจะรู้จัก เพราะว่าอาตมาเลิกออกจากโทรทัศน์มาบวช ตอน ๒๕๑๓ ใครเกิดก่อนนี้ก็ไม่น่าจะรู้จักอาตมา ตอน ๒๕๑๐ ก็ค่อยๆลดงานทางโทรทัศน์แล้ว ออกจากงานทางโลกเดือนส.ค. ๒๕๑๓ ในขณะที่ทำงานอยู่โทรทัศน์ มีรายการออกอากาศเกือบทุกวัน บางวันออก ๒ ถึง ๓ รายการ รายการสารคดี รายการเด็ก รายการวิชาการ รายการสังคม และทางราชการ อาตมาดูแลทั้งนั้น ก็เลยเป็นคนเหมือนดารานะ เพราะโทรทัศน์มีเป็นช่องแรกของประเทศ มันพึ่งใหม่ ๆ คนก็เห่อ เสนออะไรเขาก็ดูทั้งนั้น ช่วงที่อาตมาสอนร้องเพลง ต่อมารร.ต่างๆ เช่นเบญจมราชาลัย สตรีวิทย์ ฯ ก็ไปสอน เมื่อมีงานกาชาด งานศิลปะต่างๆ ก็มีการประกวดร้องเพลงชิงถ้วยรางวัล อาตมาก็แต่งเพลง ให้เด็กไปร้อง กวาดถ้วยรางวัลมากมาย เขาก็ยิ่งรู้จัก ก็ให้ไปสอนร้องเพลงด้วย ทั้งสอนภาษาไทยด้วย เขาให้สอนเป็นครูพิเศษ ยุคนั้น สอนโรงเรียนระดับ ประถม มัธยม ตั้งแต่ พศ.๒๕๐๐ กว่าๆ เขาให้อาตมาชม.ละ ๓๐ บาท ซึ่งครูธรรมดาจะได้ชม.ละ ๑๕ บาท อาตมาต้องเลี้ยงน้อง ๖ คนด้วย เพราะเงินเดือนชั้นตรีตอนนั้น สตาร์ท ๑๐๐๐ บาท ชั้นโท ๒๕๐๐ บาท แต่อาตมาต้องจ่ายค่าเช่าบ้านเดือนละ ๗๕๐ บาทแล้ว ตอนนั้นยังเรียนไม่จบ ก็ต้องหารายได้
อ่านต่อ
พิเศษ เพื่อเลี้ยงดูกันไป ก็เลยกลายเป็นครู หลายรร.ก็ให้ไปสอน ก็เลยต้องวิ่งสอนหลายที่ เป็น ครูรัก รักพงษ์ นอกจากจะได้เงินจากสอนพิเศษอย่างนั้นแล้ว ก็หารายได้พิเศษอื่นๆ จากงานทางศิลปะ ตอนนั้นนายกฯ เงินเดือน ๘๕๐๐ บาท แต่อาตมาทำรายได้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนเงินเดือนอาตมาได้ถึง ๒ หมื่นบาทแล้ว อาตมาก็ไม่ได้ชินชากับอาชีพครู ก็รู้จักวิธีสอน วิธีพูด ที่จะทำให้ผู้มาเรียนสนใจและได้ประโยชน์ พอออกบวช ออกมาทำงานศาสนา จึงมารู้ตัวว่า ตนเป็นครูจริงๆ จังๆ ไม่มีงานอื่น ยิ่งมีงานบรรยายมาตลอด ก็เลยกลายเป็นครูแท้ ๆ ถึงได้มารู้ว่า งานครู เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าผู้เป็น “บรมครู”สอนไว้ว่า ผู้เป็นครูก็ต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ “ ต้องสร้างคุณอันสมควรก่อน แล้วค่อยพร่ำสอนผู้อื่นจึงไม่มัวหมอง” ต้องปฏิบัติตนจนได้ความจริง จากสิ่งที่ตนสอนแล้ว ทุกวันนี้ศาสนาเสื่อมเพราะผู้สอนไม่บรรลุธรรม การบรรลุธรรมคือกิเลสลดได้ตามลำดับ ต้องลดกิเลสได้มากพอ ก็จะเป็นผู้สอนได้ อาตมามุ่งมั่นทำโรงเรียน เพื่อแก้ไขการศึกษาที่อยู่แต่ในกล่อง ให้ออกมาเรียนรู้สังคม“บวร” บ้าน-วัด-โรงเรียน ที่มีความสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ แต่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนกองกลางสงฆ์ เป็นระบบ “สาธารณโภคี” ที่บ้านของฆราวาสก็ดี วัดอันเป็นที่อยู่ของนักบวชก็ดี และโรงเรียนอันเป็นสถานศึกษาของเด็กนักเรียน และผู้ใหญ่สมาชิกหมู่บ้านก็ดี ต่างอยู่ร่วมกันผสมผสานกัน เป็นบวรที่มีออสโมสิส ซึมซับแก่กันและกัน ถ่ายทอดถ่ายเทซึมลึกสัจธรรมอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า ผู้ที่เป็นตัวอย่างที่ดีทางกาย วาจา และจิตใจ ผู้นั้นคือครูโดยธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเราต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่างที่ดีในโลกให้ได้ การทำตัวอย่างที่ดี เราก็ต้องเป็นให้จริง กายกรรมก็เป็นจริง วจีกรรมก็เป็นจริง โดยเฉพาะจิตใจก็เป็นจริง เมื่อเราทำ”ดี”บ่อย ๆ แม้เราไม่สอนใครก็ตาม เราก็มีความเป็น “ครู” แล้วโดยสัจจะ สอนคำนี้ไม่ได้แต่ปากพูด ถึงเราไม่ได้ตั้งใจว่าจะสอนใคร ถ้าเรายังอยู่กับสังคม เราก็คือครูที่สอนใครๆ อยู่โดยจริงแท้ เป็นตัวอย่างให้แก่คนทั้งนั้น และยิ่งเราตั้งใจเป็นครูจริงๆ ก็ยิ่งดี ทุกวันนี้บอกได้เลยว่า อาตมาตั้งใจเป็นครู เต็มใจเป็นครู และจะเอาชีวิตเลือดเนื้อนี้เป็นครูไปจนตาย อาตมาต้องขอขอบคุณ “ครู”ทุกคน ใครก็ตามทำมากทำน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้รับผิดชอบแบกหามเอาภาระในหน้าที่นี้ ครูที่ได้เสียสละ ที่ได้ตั้งอกตั้งใจสอนนั้นไม่เสียหลายหรอก ขอยืนยันว่าเป็นบุญเป็นกุศลอย่างแท้จริง เป็นคุณค่าอย่างแท้จริง