พ่อครูกับเหตุการณ์ วันพิพากษา ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕.docx
เนื้อหาในไฟล์
พ่อครูกับเหตุการณ์ วันพิพากษา ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ในชีวิตการต่อสู้ เหตุการณ์ที่ประชาชนผู้รักชาติถูกยิงถล่มด้วยแก๊สน้ำตาที่หมดอายุของตำรวจไทย ทั้งช่วง๘โมงเช้าและช่วงบ่ายสองโมงของวันเสาร์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ นับเป็นอีกหนึ่งบทเรียนของวิชา “รัฐพุทธศาสนศาสตร์” (การเมืองการปกครองแบบพุทธ) ภาพที่ประชาชนผู้รักชาติถูกถล่มจนแตกกระเจิงด้วยระเบิดแก๊สน้ำตา ไม่เว้นแม้แต่นักบวชก็ยังถูกอิทธิฤทธิ์ของแก๊สพิษนี้เล่นงานเอาแทบเอาชีวิตไม่รอด ภาพเหล่านี้ ถูกถ่ายทอดสู่สายตาผู้ชมทาง FMTV และช่องทีวีต่างๆที่ถ่ายทอดสด เหตุการณ์ชุมนุมขององค์การพิทักษ์สยามและภาคีเครือข่ายรวมทั้งกองทัพธรรม ที่นำโดย เสธ.อ้าย(พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์) เพื่อภารกิจหยุดรัฐบาลที่ผลาญเงินแผ่นดิน ดูหมิ่นสถาบันฯและเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดให้กับทักษิณ ชินวัตร ในวันพิพากษา ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า รัชกาลที่ ๕ ในช่วงเช้านั้นผู้ชุมนุมยังไม่เต็มถนนหน้าลานพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ ๕ แต่พอเกิดเหตุการณ์ประชาชนถูกถล่มด้วยแก๊สน้ำตาเป็นครั้งที่สองในรอบบ่าย ผู้คนที่ทนไม่ไหวกับความโหดร้ายรุนแรงของรัฐตำรวจ ต่างหลั่งไหลกันออกมาร่วมชุมนุมจนเต็มถนนราชดำเนิน ขณะที่บนเวทีก็มีการปลุกระดมมวลชนกันอย่างคึกคัก เป็นสภาพการชุมนุมที่ถูก ”จุดติด” ขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเจน แม้พื้นที่จะเต็มจนล้น มวลชนยังหลั่งไหลมาอย่างไม่ขาดสาย ในเวลาประมาณ ๕ โมงเย็นพ่อท่านได้ขึ้นแสดงธรรมบนเวทีและได้เล่าประสบการณ์ในการเจอกับแก๊สน้ำตา พ่อท่านได้แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ไม่ได้หวั่นไหว แม้ แก๊สน้ำตาจะทำเอาพ่อท่านหายใจไม่ออก มีสภาพเหมือนจะขาดใจเลยทีเดียว พ่อท่านกล่าวถึงการมาชุมนุมครั้งนี้คือการแสดงพลังวิถีประชาธิปไตยที่สวยงามที่สุด เพราะมวลชนครั้งนี้มากกว่าการชุมนุม
อ่านต่อ
ครั้งก่อนที่สนามม้านางเลิ้ง พ่อท่านชี้ว่า การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน ที่มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ม.๗๐ “บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้” แม้การชุมนุมครั้งนี้ไม่อาจทำให้คนพาลยอมรับได้ ต้องอาศัยสถาบันตุลาการ ประชาชนมีสิทธิเป็นเจ้าของบ้านเมือง การชุมนุมนี้จึงถือเป็นการแสดงประชาธิปไตยอย่าง "อันดับหนึ่ง" เลย เพราะกระทำตามกฎหมาย รธน. (อำนาจลำดับหนึ่ง) ดังนั้นประชาชนถือเป็นอำนาจที่หนึ่งในทางการเมือง และแม้แต่พระมหากษัตริย์ยังทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ลักษณะประชาธิปไตยแท้ๆ จึงเป็นการ "แสดงมวล อำนาจอธิปไตยของเราเองแท้ๆ เป็นเสียงจากเรา ไม่ใช่เลือกตั้งหาผู้แทน" สรุป ขอให้ผู้ชุมนุมเข้าใจว่า เราเดินทางในครรลองประชาธิปไตยอย่างถูกที่สุดแล้ว อย่าได้ละเมิดไปเอาชนะคะคาน แม้จะถูกมองว่าชุมนุมไม่สัมฤทธิ์ผลตามที่ได้ประกาศไว้ก็ตาม เราไม่ได้แพ้ เราชนะอย่างสวยงาม เพราะเราไม่ได้ละเมิดอะไร ก่อนการชุมนุมศาลรธน.ได้ตัดสินว่าการชุมนุมครั้งนี้สามารถกระทำได้อย่างถูกกฏหมาย ซึ่งทางองค์การพิทักษ์สยามก็ได้ประกาศว่าจะชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ สันติ อหิงสา ไม่เคลื่อน ไม่ยึดสถานที่ใดๆ แต่รัฐบาลก็ได้ประกาศใช้พรบ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร อย่างไม่สมเหตุสมผล เป็นการออกพรบ.มาปกป้องรัฐบาลแต่ไม่ใช่ปกป้องประเทศชาติแต่อย่างใด เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ ก่อนหน้าการชุมนุมรัฐบาลก็มีวิชามารมาสกัดมวลชน เช่นกักรถ ตรวจปัสสาวะ ข่มขู่ทำร้าย ปล่อยงูวางตะปูเรือใบ และสารพัดวิชามารซึ่งการกระทำของรัฐตำรวจเช่นนี้ ถือว่าเป็นการแพ้ฟาล์วของรัฐบาลที่ทำผิดกติกา ข้อสำคัญคือ ตำรวจไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก แม้จะมีการเตือนก่อน ก็มีเพียงป้ายบอกว่าจะใช้แก๊สน้ำตา เป็นการเลี่ยงกฎหมายเท่านั้นไม่ได้แสดงเจตนาจะเตือนอย่างจริงใจ การฉีดน้ำไล่ซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนการยิงแก๊สน้ำตา ท่านก็ทำเพียงเป็นพิธี ถือว่าตำรวจกระทำแบบหนักไปหาเบา ดังนั้นโดยความจริง ตำรวจและรัฐบาลพ่ายแพ้แล้วตามวิถีประชาธิปไตย หลังจากที่พ่อท่านได้แสดงธรรม ในเวลาประมาณ ๑๗.๒๒ น. พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานองค์การพิทักษ์สยามผู้นำการชุมนุม ก็ได้ออกมาประกาศยุติการชุมนุม โดยได้กล่าวแสดงความเสียใจและขอบคุณประชาชนผู้รักชาติที่เสียสละมาร่วมชุมนุม และเพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตของผู้ชุมนุมจึงประกาศยุติการชุมนุม การประกาศยุติการชุมนุมอย่างกะทันหัน ท่ามกลางบรรยากาศผู้ชุมนุมเนืองแน่นและยังคงหลั่งไหลกันมาอย่างไม่ขาดสาย ทำเอาทั้งผู้ชุมนุมหน้าเวทีและหน้าจอ ต่างเกิดอาการ “งง” ไปตามๆกัน แต่ด้วยธรรมฤทธิ์ ผู้ร่วมชุมนุมต่างพร้อมใจกันปรบมือให้กับ ความกล้าหาญในการตัดสินใจของเสธ.อ้าย ที่ยอมเสียหน้า แต่ไม่ยอมเสียชีวิตของพี่น้องผู้ร่วมชุมนุมแม่แต่คนเดียว การได้มีผัสสะจริง ในเหตุการณ์จริง เป็นปรากฏการจริง เอากายไปสัมผัสทั้งแก๊สน้ำตาและฝ่ามือฝ่าเท้ารวมทั้งกระบองของตำรวจ ทำให้นักปฏิบัติธรรมได้เห็นอาการจิตโกรธ โมโห มีความหวั่นไหว กังวล กลัวบาดเจ็บ กลัวตาย แม้แต่มีความทุกข์ใดๆเกิดแล้วได้รู้ได้เห็นเป็นปัจจุบันธรรม นั่นคือเราได้ “เห็นเป้าหมาย” ของการไปชุมนุม และยิ่งเราได้ทนอยู่กับอารมณ์ทุกข์ในขณะนั้นโดยไม่หลุดแสดงความโกรธ เกลียดเคียดแค้นชิงชังทางกาย วาจาออกไป แม้จะมีอาการอารมณ์อยู่ในใจแต่ก็ไม่หนีผัสสะถือว่าได้ปฏิบัติธรรม “เข้าเป้า” แล้ว และจะเป็นการปฏิบัติธรรมได้ทะลุเป้า เมื่อเรามีปัญญา พิจารณาจนจิตสงบจากอาการกิเลส อดทนกับทุกข์นั้นได้อย่างไม่ยากไม่ลำบาก สามารถมีเมตตาและให้อภัยได้ นั่นก็คือได้ปฏิบัติธรรมมีผลจริงแบบ “ทะลุเป้า” ภาพรวมของการชุมนุมครั้งนี้ประชาชนผู้รักชาติส่วนใหญ่รวมทั้งนักปฏิบัติธรรมของกองทัพธรรม ล้วนปฏิบัติได้อย่าง “เข้าเป้า” เห็นได้อย่างชัดเจนในการยุติการชุมนุมในขณะการชุมนุมถูก “จุดติด” เป็นการยุติการชุมนุมอย่างสงบเย็น ท่านกลางสายฝนที่ตกลงมาในเวลาที่เสธ.อ้ายได้ประกาศยุติการชุมนุม ทำให้บรรยากาศยิ่งผ่อนคลายทั้งจนท.ตำรวจและผู้ร่วมชุมนุม ที่ได้ทยอยเดินทางกลับด้วยความสงบเรียบร้อย ชาวกองทัพธรรมได้แสดงถึงสัมมาอาชีวะ ว่าเรามาจัดการชุมนุมแสดงมวลประชาธิปไตยอันดับหนึ่ง เป็นงานการเมืองที่แท้จริง คือการได้มาเสียสละได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถระดมสรรพกำลังได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเพรียง ทั้งกำลังคนที่แม้มีไม่มากแต่มีเอกีภาวะ มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน มีวินัย มีความศรัทธา ประกอบด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน จะเห็นภาพของโรงบุญมังสวิรัติพร้อมแม่ครัวและวัตถุดิบที่พร้อมบริการให้ฟรีด้วยน้ำใจ มีเต็นท์ใหญ่ให้บังฝนบังแดดพร้อมกางให้ในชั่วข้ามคืน รวมถึงเวที มีแสงสีเสียง พร้อมถ่ายทอดสดทาง FMTV ด้วยเทคโลโลยีแบบคนจนมหัศจรรย์ แต่ครบครันด้วยเนื้อหาสาระที่ทุกบรรยากาศคือการรายงานความจริง ที่ขาดไม่ได้คือมีให้แม้แต่ส้วมหลากสีสัน พร้อมเก็บพร้อมสร้างในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง สาธารณูปโภคที่จำเป็นสำหรับการชุมนุมและการอยู่อาศัยเหล่านี้ เป็นการประกาศระบบสาธารณโภคี ที่ล้วนเนรมิตมาจากกำลังสมองเละสองมือเปล่าของชาวอโศก ไม่มีเงินของนายทุนหนุนหลังแม้แต่สัก ๖ พันล้านบาทแต่อย่างใด เป็นการทำตามปรัชญาในหลวง การเสียสละคือการได้ “Our loss in Our gain” เราทำอย่างไม่ได้หวังว่าจะได้อะไรนอกจากการมาลดละเสียสละ ไม่หวังความช่วยเหลือจากมือที่สอง สาม สี่หรือมือสีใดๆ เสร็จจากการชุมนุมเราก็มาเก็บกวาดทำความสะอาดอย่างเบิกบาน มีพี่น้องจากหลากหลายกลุ่มที่ไม่ใช่ชาวอโศกมาร่วมเก็บงานด้วย นี่คือการได้มาทำงานการเมือง เป็นประชาธิปไตยแบบพุทธ ที่มีความยิ่งใหญ่ในโลก เป็นการศึกษา “รัฐพุทธศาสนศาสตร์” ที่ว่าด้วยประชาธิปไตยบทแรกของโลก ตามองค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงทำเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนเป็นอันมาก