๘๔ ปีพ่อครูโพธิรักษ์ ประวัติพ่อครูในมุมมองคนภายนอก.docx
เนื้อหาในไฟล์
๘๔ ปีพ่อครูโพธิรักษ์ ถ้าจะให้กล่าวถึงพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ จากมุมมองของคนนอก คงต้องขอเท้าความถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ทำให้ ชื่อของสมณะโพธิรักษ์ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างครึกโครมทั้งบ้านทั้งเมือง ถ้ามองย้อนกลับไปอย่างเป็นธรรม โดยอาศัยภาพรวมของเรื่องราวทั้งหมด การตัดสินลงโทษของฝ่ายปกครองและศาสนจักรอย่างเอาเป็นเอาตายนั้น ทำให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า จากนายรัก รักพงษ์ พิธีกรชื่อดัง พอเข้าสู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และถูกพุทธกระแสหลักทั้ง๒นิกาย ตราหน้าว่านอกรีด ขับออกจากเถรสมาคม และถูกฝ่ายบ้านเมืองใช้กฎหมาย ดำเนินคดี บังคับให้ สละผ้าเหลือง ทำไม? อะไรคือสาเหตุ? ย้อนอดีตกลับไปในสมัยที่ พ่อครูอายุประมาณ๒๖ปี ยังเป็นฆราวาสอยู่ ในช่วงนั้นประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว ทั้งพิธีกรTVชื่อดัง และ นักแต่งเพลง ที่แต่งเพลงดังในสมัยนั้นมากมาย ได้หันเหความสนใจมาศึกษาพวกศาสตร์ลึกลับทั้งหลาย ทั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์ และไสยศาสตร์ เช่น พลังจิต สะกดจิต ทั้ง เข้าทรงนั่งทางใน และโหราศาสตร์ อย่างที่ พุทธ+พราหมณ์แยกกันไม่ออก เป็นต้น จนสำเร็จได้รับการยอมรับ หลังจากเล่นไสยศาสตร์อยู่หลายปี จนประจักษ์แจ้งถึงความเสื่อมอันเกิดจากอัตตาของมนุษย์ เกิดความรู้สึกว่าพุทธแท้ๆจะทำให้เข้าใจความลึกซึ้งในจิตใจของมนุษย์ได้ดีกว่า จึงหันมาปฏิบัติธรรมเมื่ออายุ๓๓ปี หลังจากนั้นชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนพลิก เริ่มศึกษาจากดูๆพระอาจารย์ต่างๆว่าเขาสอนอย่างไร จากบางสำนัก จากตำรับตำรา จากการไปฟังท่านบรรยาย จนมาสรุปได้ว่า “ พุทธศาสนาสอนคนให้ทำจิตที่เปื้อน.....ให้เปื้อนน้อยลง ทำสิ่งที่วุ่น....ให้วุ่นน้อยลง และให้หยุดเรื่องเลอะๆเทอะๆ เรื่องชั่วๆต่ำๆเบื้องต้นขั้นโลกอบายให้ได้เสียก่อน.....” นับแต่
อ่านต่อ
นั้นมา....พ่อครูก็เริ่มฝึกปฏิบัติลดละอย่างเอาจริงเอาจัง ลดความฟุ่มเฟือย เลิกอบายมุขทั้งหมด เลิกกินเนื้อสัตว์ ลดมื้ออาหาร ทานอาหารเรียบง่าย ไม่ปรุงแต่ง เสื้อผ้าก็เริ่มสมถะ ไม่ตามแฟชั่น นอน ...ก็หัดนอนแบบสีหไสยาสน์ ปฏิบัติศีล ๕ อย่างเคร่งครัด จริงจัง ลด.. ละ.. เลิก รูป รสกลิ่นเสียงสัมผัสทั้งหลาย ฝึกกินน้อย ใช้น้อย วันที่ ๓๑ สค. ๒๕๑๓ พ่อครูอายุ ๓๖ ปี ตัดสินใจลาออกจากงาน ไปอยู่ วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ โดยไปสร้างกุฏิเล็กๆในดงป่าแสมซึ่ง พ่อครูเตรียมการมาเป็นระยะๆอยู่แล้ว ช่วงที่ยังไม่ได้บวชนี้ ก็ได้เขียนหนังสือธรรมะ ตอบปัญหาธรรมะในนิตยสารต่างๆ และพิมพ์หนังสือธรรมะแจกเป็นธรรมทานอยู่แล้ว และยังรับเชิญออกมาบรรยายธรรมะตามสถานที่ต่างๆอีกด้วย การบรรยายธรรมของพ่อครูเข้าใจง่าย ประดุจหงายของที่คว่ำให้เปิดเผย ตรงไปตรงมาไม่ตามใจฆราวาส ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่บกพร่องละเลย และตีความผิดๆอีกด้วย จีงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่กระทบถึงฝ่ายกระแสหลัก แต่ก็ทำให้สิ่งที่ญาติโยมเคยอึดอัดไม่เข้าใจ บัดนี้ กระจ่างแจ้ง ถีงกระนั้นก็ยังมีญาติโยมที่ยังทำใจรับไม่ได้ ติดขัดในสมมุติ ของการที่พ่อครูยังไม่ได้บวช แม้ว่าชื่อเสียงของนักบวชในสมัยนั้นไม่ค่อยสู้ดี โดยเฉพาะเรื่องศีลและพระธรรมวินัย ทั้งยังมีสมีต่างๆ และพุทธพาณิชย์อีกหลากหลาย เพราะเห็นแก่ประโยชน์ท่านยิ่งกว่าประโยชน์ตน เช่นนี้เอง พ่อครูจึงตัดสินใจขอบวชเพื่อกอบกู้พระศาสนาให้มีมรรคผลนิพพานกันจริงๆเสียที วันที่ ๗ พ.ย. ๒๕๑๓ วันอุปสมบทของพ่อครู โดยเจ้าอาวาสวัดอโศการามเป็นอุปัชฌาย์ เมื่อบวชเป็นพระแล้ว การบรรยายธรรม การเผยแพร่ธรรมก็ถูกฝาลงตัวมากขึ้น ญาติโยมเปิดใจรับด้วยศรัทธาเต็มพร้อม พ่อครูมีลีลาการบรรยายธรรมที่เข้มแข็งดุดัน เจ็บ – เจาะลึก – จริงจัง – จริงใจ – จริงแท้ แต่ก็เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงเมื่อมีหนุ่มสาวมากมาย ศรัทธาคำสอนของพ่อครู พากันมาฟังธรรม แล้วนำไปปฏิบัติ นำไปลด ละ เลิก สิ่งที่ติดหลง จนเกิดผลจริง เห็นจริง บ้างก็เข้ามาเป็นโยมอุปัฏฐาก บ้างมาเป็นลูกศิษย์ คอยติดตาม อย่างที่ภาษาสมัยใหม่อาจเรียกว่าเป็น “แฟนคลับ” และอีกมากมายหลายคน ถึงขั้นลาการลางาน ละทิ้งอนาคตของชีวิตทางโลก มาทำงานศาสนาเต็มตัว โดยไปบวชแล้วมาขอร่วมปฏิบัติธรรมกับพ่อครูก็มี นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เรามักจะพบพระเกจิเสกประจุอิฐหินดินทราย แต่พ่อครูกลับเสกคนเป็นๆ เป็นพระได้ทั้งชายและหญิงอย่างเหลือเชื่อ วันที่ ๒๐ ก.พ. ๒๕๑๖ พ่อครูอายุ ๓๙ ปี ได้นำคณะหนุ่มสาวเกือบ ๒๐ คนที่มาขอบวช ยอมละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง เคร่งครัดในพระธรรมวินัย, ฉันอาหารวันละ 1 มื้อและเป็นมังสวิรัติเท่านั้น ไม่ฉันเนื้อสัตว์, ไม่ใช้เงินทอง, นุ่งห่มผ้าย้อมสีกรัก, ไม่มีการเรี่ยไร, ไม่รดน้ำมนต์-พรมน้ำมนต์, ไม่ใช้การบูชา ด้วยธูปเทียน, ไม่มีไสยศาสตร์ฯ ออกเดินจาริกธรรมยาตราไปยังสถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งใหม่อันเป็นที่สัปปายะกว่า คือ “แดนอโศก” ตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม แต่กลับถูกสงฆ์กระแสหลักกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีต มารศาสนา เพราะประพฤติปฎิบัติเคร่งครัดในศีลและพระธรรมวินัย แตกต่าง ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง เกิดการเปรียบเทียบ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายของพุทธศาสนิกชน ทำให้ทั้งๆที่ยอมรับการประกาศนานาสังวาสของพ่อครูไปแล้วก็ตาม เถรสมาคมยังฟ้องร้องทางกฎหมาย ดำเนินคดีความทางศาล จะบังคับให้พ่อครูสึก ให้จงได้ และแล้ว.... การต่อสู้กับศาสนจักรเพื่อยืนหยัดยืนยันพระสัทธรรมที่แท้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็อุบัติขึ้น ประกอบกับช่วงเวลานั้น พลตรี จำลอง ศรีเมือง ซึ่งในสมัยนั้นเป็นผู้ว่า กทม. และผู้ก่อตั้งพรรคพลังธรรม ก็เป็นญาติโยมสำคัญผู้หนึ่ง ที่เคารพศรัทธาพ่อครูอย่างสูง และปฏิบัติตามแนวทางคำสอนของพ่อครูมาโดยตลอด กำลังได้รับความนิยมอย่างมากจากชาวกรุงเทพฯ จึงทำให้ฝ่ายที่ครองอำนาจทางการเมืองในสมัยนั้น นิ่งเฉยไม่ได้อีกต่อไป!
ในที่สุดผู้เสียหายฝ่ายศาสนา กับฝ่ายการเมืองก็จับมือกัน
การสู้ด้วยความจริงที่แผ่วเบา เพียงอย่างเดียว จึงไม่สามารถกลบเสียงคำรามแห่งความลวงได้ กรณีสันติอโศก คือค่าตอบแทนที่ต้องจ่าย ที่หาญกล้าไปกอบกู้พุทธศาสนา และสร้างคนดีเข้าไปเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ดีขึ้น ทั้งหมดนี้แหละคือสาเหตุ!!!
แพ้ก็แพ้ชะตาทราม แต่ความตั้งมั่นที่ดีงามนั้นมั่นคง ถึงจะต้องเริ่มใหม่จากติดลบ พ่อครูก็แปลงวิกฤตให้เป็นแรงใจ ถือเอาโอกาสดีที่เป็นผู้แพ้นึ้ ปรับเปลี่ยนการนำพาแบบใหม่ โดยการหล่อหลอมสร้างชาวอโศกขึ้นใหม่ ให้ธรรมะเข้มแข็งจากภายในก่อน ในรูปแบบชุมชนชาวอโศก หยุดการออกเผยแพร่สู่ภายนอก คิดจะเปลี่ยนแปลงโลกต้องเริ่มต้นที่ตนเองก่อน จากแดนอโศก จึงมุ่งสู่ ปฐมอโศก
ประวัติศาสตร์ย่อมถูกเขียนขึ้นจากผู้ที่เสียงดังกว่า แต่กาลเวลาจะเป็น ผู้เปิดเผยความจริง ช้าหรือเร็วเป็นเรื่องของความพร้อมในการรับรู้และเข้าใจ ในสายตาของคนภายนอกที่นิยมทุน ซึ่งมีเวลาจำกัดในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่แท้จริง ย่อมต้องเข้าใจตามที่ เขาต้องการให้เข้าใจ เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยเหตุที่ไม่ยึดมั่นในศีล เลยบกพร่องในพระวินัย แล้วยังหลับตาสะกดข่มสมาธิ ผลจึงเฉกามิใช่ปัญญา เรื่อง อื้อฉาวมากมาย ที่เกิดขึ้นภายในองค์กรพุทธศาสนาเอง สร้างความเสื่อมเสียอย่างมาก แก่ศาสนาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดมหาวิกฤตแห่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ทั้งยังสร้างความวุ่นวาย สับสนในการแยกแยะถูกผิด ดีชั่วแก่สังคม ทั้งหมดเป็นผลพวงมาจากความเสื่อมทรามในอดีต ที่ไม่ยอมรับความจริงแล้วแก้ไข แต่ยังคงปฏิบัติอย่างผิดๆต่อเนื่องจนลุกลามใหญ่โตมาถึงปัจจุบัน ในขณะที่พ่อครูมุ่งมั่นที่จะกอบกู้ชื่อเสียงและศรัทธาให้กับศาสนาของพระพุทธเจ้า ด้วยการฝึกอบรมสมณะ สิกขมาตุ และชาวอโศก ให้เป็นแบบอย่าง เพื่อให้ศาสนาได้เป็นอย่างที่ควรจะเป็น นักบวชผู้ปฏิบัติธรรมเคร่งครัดในศีลในธรรม เป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสของญาติโยม ภาพความชัดเจนในองค์ประกอบของความเป็นชุมชนชาวอโศกก็เด่นชัดมากขึ้น สิ่งที่พ่อครูพา ชาวอโศกทำ ก็พร้อมที่จะเผชิญการทดสอบจากโลกภายนอก เมื่อชาวอโศกออกสู่สังคภายนอก เพื่อปฏิบัติหน้าที่รับใช้สังคมอีกครั้ง ได้สร้างความฉงนแก่ผู้พบเห็น และผู้ที่ได้สัมผัสถึงความนึกคิดของชาวอโศก ซึ่งมีทั้งเข้าใจและไม่เข้าใจ มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีทั้งเหยียดหยามและชื่นชมมหัศจรรย์ใจ คนเหล่านั้นต่างพากันตั้งคำถามว่า
ชาวอโศกคือใคร? ต้องขอสารภาพตามความสัตย์ว่า ตนเองก็งงเหมือนกัน ตอนที่ได้พบและพูดคุยกับชาวอโศกครั้งแรก ความกระหายใคร่รู้ ได้กระตุ้นให้ค้นหา ที่มาที่ไป แรงบันดาลใจเหตุปัจจัยต่างๆของเรื่องราว และข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ได้รับการย่อยสลายแล้ว ได้นำไปสู่บทสรุป ที่เป็นต้นกำเนิดของเรื่องราวระดับตำนานของมหาบุรุษ ผู้แบกรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของการเป็น ผู้กอบกู้พระพุทธศาสนา พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ที่เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและผู้นำแห่งจิตวิญญาณของชาวอโศก ผลงานทั้งชีวิตของพ่อครู ก็คือคำตอบ ของคำถามที่ว่า ชาวอโศกคือใคร? จากสายตาของคนนอก พอจะสรุปได้ดังนี้ ชาวอโศกก็คือ กลุ่มคนที่พ่อครูได้นำพา อบรมสั่งสอน ตั้งแต่อยู่วัดอโศการาม มาแดนอโศก ถึงปฐมอโศก เรื่อยมาจนเป็นผู้หลุดพ้นจากสังคมโลกีย์ ใช้ชีวิตเรียบง่าย มักน้อยสันโดด ถือศีล ๕ เป็นอย่างน้อย กินอาหารมังสวิรัติ ลด ละ เลิกอบายมุข ขยันสร้างสรรค์เสียสละ พ่อครูได้พาตั้งชุมชนอยู่ร่วมกันในระบบบุญนิยม ซึ่งใช้บุญเป็นเครื่องมือ ประหารกิเลส ทำให้กิเลสหมดไป สิ้นกิเลสก็สิ้นบุญ ไม่สะสมบุญ หรืออุทิศส่วนบุญ หรือทำบุญเพื่อติดสินบนขอนู่นนี่ หรือเพื่อสะเดาะเคราะห์ต่างๆนานา มีนักบวช ที่เป็นชายเรียกว่าสมณะ หญิงเรียกว่าสิกขมาตุ ซึ่งยังคงความเคร่งครัดในพระธรรมวินัย เหมือนตอนอยู่แดนอโศก สมณะและสิกขมาตุ จะทำหน้าที่อบรมสั่งสอน หลอมรวมจิตวิญญาณและความกลมเกลียวให้กับชุมชน มีสถานศึกษาให้ความรู้อยู่ภายในชุมชน ทำให้เกิดเป็นบ้าน วัด โรงเรียนหรือ บวร ดังที่สังคมไทยเคยมีวัดเป็นศูนย์กลางมาในอดีต ชุมชนของอโศกจะเรียกว่า พุทธสถาน (สันติอโศก ปฐมอโศก ศาลีอโศก ศีรษะอโศก สีมาอโศก ลานนาอโศก ฮอมบุญอโศก เรไรอโศก ....... เป็นต้น) โดยมีราชธานีอโศก ที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นศูนย์กลาง พ่อครูได้นำหลัก สาธารณะโภคี ของพระพุทธเจ้า มาใช้ในการอยู่รวมกันของชุมชน ซึ่งมีลักษณะของ บ้านเล็กเมืองน้อย ทุกคนช่วยเหลือกันเหมือนญาติ ลูกหลานก็ช่วยกันเลี้ยง คนแก่เฒ่าก็ช่วยกันดูแล คนเจ็บป่วยก็ช่วยกันพยาบาลรักษา ตายก็เผากันในชุมชน กินอยู่ร่วมกัน ใช้ร่วมกัน ทำงานให้ส่วนกลาง เป็นเจ้าของส่วนกลางร่วมกัน ทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นประชาธิปไตยแบบในสมัยพุทธกาล ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติขึ้น ทุกคนมีหน้าที่การงาน อาชีพและกิจการต่างๆในฐานงานของตนเอง ที่แตกต่างกันไปตามความถนัดและความเหมาะสมของแต่ละคน ด้านอาชีพ เป็นวิสัยทัศน์ของพ่อครูที่ตอกย้ำกับชาวอโศกมากกว่าสี่สิบปีแล้ว เพื่อให้เห็นว่าปัญหาใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้คือ ขยะจะล้นโลก อาหารจะขาดแคลนในโลกนี้ พ่อครูจึงได้เน้นย้ำกับชาวอโศกตลอดมาว่า “สามอาชีพกู้ชาติเป็นอาชีพที่ชาวอโศกต้องทำ!” ซึ่งก็คือ ๑.กสิกรรมธรรมชาติ ทำเกษตรอินทรีย์ ผลิตพืชผักไร้สารเคมีที่เป็นพิษ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคทั้งภายในชุมชนและสังคมภายนอก ๒. ปุ๋ยสะอาด ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองในชุมชนและจำหน่ายแก่เกษตรกรภายนอกในราคาถูก เพื่อลดการใช้สารเคมีที่เป็นพิษทั้งต่อคนและสิ่งแวดล้อม ๓. ขยะวิทยา คัดแยกและrecycleขยะ ทั้งสามอาชีพนี้จะเป็นเนื้อหาสาระสำคัญของการประกอบสัมมาอาชีวะที่จะกู้ตัวเองแล้วกู้ชาติได้จริงๆ พ่อครูยังได้บัญญัติ พาณิชย์บุญนิยม โดยมีหลักการตลาดคือ ขายของที่ดี ราคาถูก มีน้ำใจ และซื่อสัตย์ โดยสินค้าจะต้องติดราคาทุน-ราคาขาย ให้ผู้ซื้อได้เห็น พาณิชย์บุญนิยม แบ่งเป็น ๔ ระดับคือ ขั้นที่ ๑ ขายต่ำกว่าท้องตลาด ขั้นที่ ๒ ขายเท่าทุน ขั้นที่ ๓ ขายต่ำกว่าราคาทุน ขั้นที่ ๔ แจกฟรี ร้านค้าของชุมชนจะยึดหลักการนี้อย่างเคร่งครัด โดยจะขายต่ำกว่าทุนในทุกวันพระ และจัดให้มีเทศกาลตลาดอาริยะ เพื่อขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ในราคาต่ำกว่าทุน เป็นประจำทุกปี ในช่วงเทศกาลขึ้นปีใหม่ของไทย
ด้านการศึกษาของชาวอโศก พ่อครูยังคงยึดหลัก บวร หรือบ้านวัดโรงเรียนโดยนำมาต่อยอดเป็น การศึกษาบุญนิยม การศึกษาในปัจจุบันเป็นไปตามระบบทุนนิยม ที่มีกิเลสเป็นตัวขับเคลื่อน เรียนเพื่อรวย เรียนจบแล้วจึงหลงลาภ หลงยศ ติดสรรเสริญ ลุ่มหลงจนตกเป็นทาสของกิเลสในตนเอง เรียนสูงๆเพื่อประดิษฐ์คำสำนวนยากๆ มาเป็นข้ออ้างแก้ต่างและสนองอัตตาของตนเอง ทำให้ไร้คุณค่า ไร้ประโยชน์ ล้มเหลว ขาดจิตวิญญาณ และสุดท้ายก็มีทุกข์ ส่วนการศึกษาบุญนิยม มีปรัชญาการศึกษาคือ “ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา” ซึ่งสอนคนให้มีคุณค่า อ่อนน้อมถ่อมตน สามารถลดกิเลส ลดตัวลดตนได้ เน้นการเป็นคนดีมากกว่าเป็นคนเก่ง เป็นผู้รับใช้เอาความรู้ไปช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ใช่ไปเอาเปรียบ มีจิตสำนึกสาธารณะ มีอัญญาชนะอุปสรรคและพ้นทุกข์ผ่านทางทุรกันดารโดยไม่สูญเสียจิตวิญญาณ สถานศึกษาที่ตั้งขึ้น มีกระทรวงรับรองอย่างถูกต้อง เริ่มสอนตั้งแต่เด็กเล็ก ที่เรียกว่าสมุนพระราม ระดับประถมถึงมัธยม เรียกว่าสัมมาสิกขา และจะมีระดับปริญญา ในอนาคต ซึ่งอยู่ระหว่างรอทางกระทรวงเห็นชอบ ทั้งยังดำริ ให้มีหลักสูตรการศึกษาธรรมะ ในชื่อว่า วบบบ. วิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม และ วนบ วิชชาลัยนาวาบุญนิยม เพื่อผลิตคนดีที่มีศีลมีธรรมให้แก่สังคมอย่างต่อเนื่อง
ด้านสื่อสารมวลชน พ่อครูก็ทำสื่อบุญนิยม ทุกวันนี้บทบาทของสื่อมีความสำคัญอย่างยิ่งในการชึ้นำสังคม เป็นเครื่องมือทรงอานุภาพที่สุด ที่ใช้ในการสร้างภาพ บิดเบือน สร้างความสับสน เข้าใจผิดให้ผู้คนในสังคม จนไม่สามารถแยกแยะความชั่วความดีได้ ทั้งยังมอมเมา สร้างกิเลส และปล้นเวลาส่วนใหญ่ของมนุษย์ไป เจ้าของสื่อที่แท้จริงส่วนใหญ่คือนายทุนผู้อยู่หลังฉาก ส่วนสื่อของรัฐบาลก็มีอิทธิพลทางการเมืองครอบงำ สื่อที่ชาวอโศกทำ และเผยแพร่ออกไปสู่สังคม ทั้งหนังสือธรรมะ วิทยุ เผยแพร่รายการธรรมะ โดยเฉพาะ FMTV หรือ For Mankind TV ทีวีเพื่อมนุษยชาติ ปัจจุบันในชื่อ บุญนิยมทีวี มีconceptเดียวกันว่า ทุกบรรยากาศคือการรายงานความจริง ไม่มีโฆษณาทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ใดๆทั้งสิ้น เป็นสื่อที่บริการฟรี ทำออกไปในสังคมแบบให้เปล่า โดยไม่มีรายได้ใดๆกลับมา บุญนิยมทีวี อยู่ได้จากโครงการดินอุ้มดาว ภายใต้แนวคิดของขยะวิทยา ซึ่งขยะที่มีผู้มาบริจาคล้วนแต่ได้นำกลับมาเป็นทุนสนับสนุน บุญนิยมทีวี ทั้งสิ้น ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเอาใจผู้สนันสนุนหรือผู้มีอิทธิพลใดๆ และไม่มีความจำเป็นต้องป้ายสีสาดโคลนฝ่ายไหน เพราะปราศจากอำนาจการครอบงำทางการเมือง ทุกบรรยากาศคือการรายงานความจริง ตามที่พ่อครูดำริไว้ ให้ช่วยเหลือและเป็นผู้รับใช้ชาวโลก ชาวอโศกจึงได้ศึกษารวบรวมองค์ความรู้ ผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเน้นในบริบทของการเกษตรและการดูแลรักษาสุขภาพ นำเสนอเผยแพร่สู่สังคมผ่านทางบุญนิยมทีวี ในรูปแบบของ กสิกรรมธรรมชาติ และแพทย์วิถีธรรม ซึ่งมีสาระรายการเกี่ยวกับการทำเกษตรไร้สารพิษ วิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชนิดต่างๆ ให้ได้อาหารปลอดภัย และสอนการดูแลสุขภาพด้วยตนเอง ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ เนื่องจากนำเสนอสาระที่โดนใจ ปฏิบัติเองได้จริง และสอดรับกับกระแสรักสุขภาพของโลกปัจจุบัน จึงได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้ชาวอโศกมีชื่อเสียงดีเป็นที่น่าเชื่อถือทางด้านนี้
ด้านงานการเมือง ต้องขอเวลาปูพื้นทำความเข้าใจกันสักเล็กน้อยก่อน จะทำการเมืองให้ดีมีศีลธรรมให้ได้นั้น เป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงจากการถูกขัดขวาง และตอบโต้ ทุกรูปแบบจากกลุ่มผู้ผูกขาดทางการเมือง ที่จะต้องเสียอำนาจและผลประโยชน์ กลับคืนสู่สังคม ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง พวกนี้ไม่ต้องการให้มีคุณธรรม กีดกันไม่ให้มีธรรมะเข้ามาเกี่ยวข้อง ตีกันธรรมะ ตีกันนักบวชออกไป รักษาช่องโหว่ทางกฎหมายให้โหว่ไว้ ไม่ยอมอุดด้วยศีลธรรม เพื่อจะได้เกาะกินการเมืองได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมารู้สึกตะขิดตะขวงใจจากจริยธรรม และจะทำทุกวิถีทางที่จะคงสภาพเช่นนี้ไว้ตลอดไป เปรียบได้กับ การถูกเกลียดชัง อันเนื่องมาจากไปขัดเกลากิเลสที่ผู้ขาดการยึดครอง ความเป็นปุถุชนไว้ ไม่ยอมที่จะเปลี่ยนเป็นอาริยชน การทำให้คนมีศีลมีธรรม กับการทำการเมืองให้มีศีลธรรม จึงเป็นเรื่องเดียวกัน ศีลธรรมคือรากฐานของความเป็นมนุษย์ ถ้าไร้ศีลธรรม มนุษย์ก็ไร้ค่า มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นสังคมเมือง การเมืองจึงต้องมีศีลธรรม การเจตนาสร้างความเข้าใจผิดแก่ผู้คนส่วนใหญ่ว่า ศาสนาไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง นักบวชผู้ปฏิบัติธรรมที่ดีต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก เหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของวาระซ้อนเร้น ที่ใช้ในการกีดกัน มันเป็นเรื่องของคนตั้งใจทำ กับคนไม่ทันระวัง จนถูกครอบงำ และตกเป็นเครื่องมือ แม้แต่พระมหากษัตริย์ยังถูกวาทะกรรมเช่นนี้กันออกไป การเลือกตั้งก็ไม่อาจทำให้การเมืองมีศีลธรรมขึ้นมาได้ หย่อนบัตรแล้วก็ยังไม่จบ เพราะในความเป็นจริงผู้แทนที่เราเลือก กลับไปรับใช้พวกทุนสามานย์ ส่วนคนที่ไม่เคยโกง ก็อาจเป็นเพราะยังไม่มีโอกาส การเมืองไม่ใช่เรื่องว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบใด เลือกตั้งหรือแต่งตั้ง การเมืองเป็นเรื่องของการเฝ้าระวัง ทุกคนในสังคมต้องรับผิดชอบเฝ้าระวังร่วมกันหมด เพราะทุกคนจะต้องได้รับผลกระทบ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ไม่มีวิธีการใดที่จะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ แต่การเฝ้าระวังสามารถป้องกันคนไม่ดี ไม่ให้ทำชั่วได้ ความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นในสังคมได้ด้วยการเฝ้าระวังของทุกคน ไม่ใช่ด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียว กฎหมายได้แย่งชิงอำนาจหน้าที่ในการชี้ความถูกผิดไปแล้ว จากศีลธรรม อย่าให้วาทะกรรมใดๆ มาแย่งหน้าที่และกีดกันนักบวชผู้ปฏิบัติธรรม ออกจากการชี้ความเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมในสังคมอีกเลย ศีลธรรมจะกลับมาได้ ก็ด้วยผู้มีศีลมีธรรม เคยคิดหรือไม่ว่า พระพุทธเจ้า ทำอย่างไรจึงพาชาวอินเดียออกบวชเป็นพระสงฆ์ที่มีความเท่าเทียมกันได้ ทั้งที่คนอินเดียมีการแบ่งชั้นวรรณะอย่างเข้มงวด ถ้าไม่ใช่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
หรือว่า พอใจกับวิกฤติการเมืองในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความมิจฉา ความโลภ โกรธ หลง ไร้จริยธรรม ที่ทำให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟเช่นนี้? ไม่อยากให้การเมืองมีศีลธรรม คุณธรรม บริสุทธิ์ใสสะอาดหรือ? ศาสนาพุทธแท้ๆของพระพุทธเจ้า ที่พ่อท่านได้นำเสนอต่อสังคม โดยผ่านทางชาวอโศก ไม่ใช่เป็นแบบฤาษีที่หลับหูหลับตาอยู่แต่ในป่าเขาโดยไม่สนใจบ้านเมือง แต่ศาสนาพุทธเป็นศาสนาสังคม เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เป็นศาสนาที่อนุเคราะห์โลก เรียกว่า โลกานุกัมปายะ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ศาสนาต้องออกมากอบกู้ศีลธรรม ช่วยงานการเมือง ซึ่งเป็นงานของทุกคนในสังคมต้องร่วมกันทำ โดยเฉพาะนักการศาสนายิ่งต้องร่วมทำในขอบเขตสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายที่เป็นธรรม เพื่อสร้างงานการเมืองให้เป็นงานของคนที่มีศีลธรรมและคุณธรรมเข้าไปช่วยกันทำ ใครหละจะกอบกู้ศีลธรรมได้ดีไปกว่าผู้ปฏิบัติธรรม! ไม่ว่าจะเป็นนายทุนต้องการเอาบริษัทเหล้าเบียร์เข้าตลาดหลักทรัพย์ การคอรัปชั่นของนักการเมือง ความอหังกาของทักษิณ ที่เป็นเผด็จการรัฐสภา ต่อเนื่องถึงการสืบทอดอำนาจของตระกูลชินวัตร รวมถึงการที่ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดนของประชาธิปัตย์ และการเป็นนอมีนีของยิ่งลักษณ์ที่ทำให้ข้าวไทยพินาศ พ่อครูผู้นำพาชาวอโศกออกมาช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมร่วมกับประชาชนทุกครั้ง ไม่เพียงแต่เป็นผู้รับใช้ รับผิดชอบด้านอาหารการกินรวมทั้งระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ยังมีสมณะ สิกขมาตุ คอยเทศน์ลดอุณหภูมิทางอารมณ์ของผู้ชุมนุม เพื่อให้เกิดความสงบและยืนหยัดในสันติอหิงสาได้ตลอดการชุมนุม แม้อยู่ท่ามกลางสมรภูมิที่มีทั้งระเบิด กระสุน และแกสน้ำตาพ่อครูก็ไม่หวั่น ไม่ว่าจะเป็นงานรับใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติจากสึนามิ ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ฟื้นฟูบ้านเมืองให้กลับคืนสู่สภาพเดิม จนถึงงานรับใช้ ต้อนรับแขกของพระราชาที่สนามหลวง ที่ได้รับเกียรติและความไว้วางใจจากทางการ ให้รับผิดชอบเป็นกำลังหลัก ชาวอโศกเป็นหลักฐานที่มีชึวิต ที่ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า สิ่งที่พ่อครูได้นำพาให้ชาวอโศกทำมาทั้งหมด ตลอด๔๐กว่าปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถเปลี่ยนแปลงคนให้ดีขึ้นได้จริง ให้สังคม บวร เกิดขึ้นจริง ทั้งการศึกษาบุญนิยม พาณิชย์บุญนิยม มีตลาดอาริยะที่ยอมขายขาดทุนจริง เข้าใจและปฏิบัติตามคำ Our loss is our gain ของในหลวง ร.๙ จริงๆ เข้าใจแก่นแท้ในศาสนาพุทธของพระพุทธองค์ มากขึ้น รู้ว่าบุญคือเครื่องมือในการชำระกิเลส จะไม่สะสมบุญ ฝึกให้ชาวอโศก เป็นผู้แพ้ ผู้ให้ ผู้ทำ และผู้รับใช้ และอื่นๆอีกมากมาย ไม่สามารถที่จะบรรยายได้หมดในเวลาอันสั้น ด้วยวัย๘๔พรรษา เวียนมาจนครบ๗รอบ สำหรับคนทั่วไปคงจะเกษียณ วางมือจากการงาน แต่พ่อครูก็ยังคงอุทิศตนและทุ่มเทในการสอนและพาทำอย่างมุ่งมั่นไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อจะสืบสานพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า ให้สิ่งที่บิดเบี้ยว กลับมาตรง เป็นบรรทัดฐานเดิม เหมือนดั่งในสมัยพุทธกาล จะได้มีผู้บรรลุธรรมมากขึ้น สังคมจะได้ดีขึ้นบ้าง ไม่ได้มีเจตนามิจฉาใดๆ แอบแฝงอยู่เลย เพราะได้ประกาศนานาสังวาสกันไปตั้งนานแล้ว พ่อครูหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความสัมมาทิฐิจะช่วยให้เข้าใจ เลิกเพ่งโทษ แล้วหันไปขจัดปลาเน่าที่ทำให้ทั้งเข่งเหม็น ออกไป เพราะยังไงพุทธกระแสหลักก็ยังคงต้องเป็นกำลังหลักที่จะเผยแพร่พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์สู่สังคมต่อไป ต่างฝ่ายต่างประสานเสริมให้พุทธศาสนากลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง และเรืองรองต่อไปอีก๒๕๐๐ปี เป็นอย่างน้อย ช่วยกันนำพาศีลธรรมกลับคืนสู่สังคมให้ได้ แล้วถ้าสังคมไทยใจกว้างกว่านี้อีกนิด การเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงดีขึ้นอย่างแน่นอน ประเทศไทยจะเป็นชมพูทวีป เป็นแบบอย่างของชาวโลก โลกจะน่าอยู่มากขึ้น มวลมนุษยชาติจะอยู่อย่างผาสุข มีความดีงามให้สืบสาน และส่งต่อไปสู่ชนรุ่นหลังอย่างวางใจ
ท้ายที่สุดนี้ หลังจากได้รับเกียรติย่างสูงให้นำเสนอเรื่องราวทั้งหมดจากสายตาของคนนอก ทำให้แจ้งประจักษ์ในสัทธรรมมากขึ้น จนไม่สามารถที่จะฝืนมโนธรรมในใจได้อีกต่อไป ต้องขอสละความเป็นคนนอกไว้แต่เพียงเท่านี้ แล้วปวารณาตัว ขอลงเรือล่องนาวาบุญนิยมของพ่อครู ฝ่ามรสุมร่วมกับชาวอโศก ให้บรรลุถึงชมพูทวีป ด้วยอีกคน