สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ความเห็นต่างช่วยสร้างปัญญา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข15 ธันวาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ความเห็นต่างช่วยสร้างปัญญา มาเข้าสู่เรื่องของธรรมะ Panya Prachachit ...ผมไปดูคลิปเต็มมาแล้วนะครับ

อยากจะขอชี้แจงดังนี้

1. ที่ผมบอกว่าท่านสามารถฝืนธรรมชาติได้เลยนับถือ แล้วท่านบอกว่าท่านไม่ได้ฝืน แล้วบอกว่าผมไม่เข้าใจธรรมชาติ

แล้วผมก็ไม่ได้บอกว่าธรรมะคือธรรมชาติด้วย

ท่านลองตรึกตรองดี ๆ จากที่จะอธิบายไปนะครับ ว่าแท้จริงท่านฝืนธรรมชาติได้ในส่วนนี้จริงๆ หรือไม่ และมันเป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำได้ง่ายๆ

คุณปัญญา ประชาชิตว่า….ธรรมชาติในความเข้าใจที่ผมเขียนไปคือ ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นมาเผื่อส่งต่อเผ่าพันธุ์หรือสืบพันธุ์เพื่อส่งต่อยีน เพราะยีนเปรียบเสมือนเบ้าหล่อหรือแม่พิมพ์ที่สามารถสร้างชีวิตใหม่ได้ ธรรมชาติออกแบบมาให้สิ่งมีชีวิตต้องเป็นอย่างนั้น (ผ่านกระบวนการ natural selection) แต่นักบวชที่ครองศีล ละในกิเลสและกาม จะไม่ต้องการส่งต่อเผ่าพันธุ์ ข้อนี้เองที่เป็นการชนะ(ฝืน) "ยีนเห็นแต่ตัว" ที่น่านับถือ

พ่อครูว่า...เขาคิดว่าการชนะเท่ากับฝืน แต่อาตมาว่า การชนะนั้นไม่ใช่การฝืน ถ้ายังฝืนอยู่ยังไม่ชนะ เราบอกว่าเราไม่ได้ฝืนเราชนะเขาก็บอกว่าเราฝืน อันนั้นเป็นสามัญโลกียะ แต่อันนี้มันเกินสามัญ โลกุตระ อันนี้จะคิดเอาไม่ออก เดาไม่ได้ จะต้องมาเป็นของตัวเองแล้วจะรู้ เพราะมันไม่มีทั้งความแย้งและความเถียงทั้งเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย มันไม่มี มันจบในตัวมันเอง ก็คนมันมีสองก็เห็นแย้งกันไปกันมา แต่นี่มันไม่มีสองมันมีแต่ 0 1 มันก็ไม่มีด้วย 1 มันก็เหลือฝั่งใดฝั่งหนึ่งแล้วมันไม่แย้งไม่เถียง แต่นี่แม้แต่ 1 ก็ไม่มี ก็เลยคิดไปเองเป็นศูนย์ไม่มีเลย เป็นภาษาที่ถ้าไม่มีเลยคุณจะต้องปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณก็ยังไม่ตายอาตมาก็ยังไม่ตายเลยเถียงกันอย

อ่านต่อ

่างคนไม่ตายมันก็เลยไม่ดี แต่อาตมารู้เลยไปว่าถ้าตายแล้วจะเป็นอย่างนี้ แต่คุณยังไม่รู้หรอก ขออภัยที่พูดแล้วดูเหมือนข่มคุณ ก็เอาไปศึกษาต่อ

2. ถูกหมด ของผมคือ ไม่ใช่เอาเรื่องของธรรมะไปอธิบายเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกได้ บางเหตุการณ์ก็ต้องอธิบายด้วยศาสตร์อื่นๆ ครับ ถ้าท่านบอกว่าท่านเข้าใจธรรมะถูกหมด ผมไม่เถียงครับ เพราะผมก็ไม่ได้ศึกษาจนที่จะสามารถจะไปเถียงท่านได้ พ่อครูว่า...ธรรมะแปลว่าทรงอยู่ทรงไว้ แต่ธรรมะที่ไม่ทรงไว้นี้ อธิบายไม่ได้ มันจะมีภาวะที่พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็น โลกจินตา คือ ความคิดของโลก ความคิดของชาวโลกมันคิดไปเกินกว่าที่จะตามไปรู้ทั้งหมดแน่นอนมันดูทั้งหมดไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นสิ่งอย่างนั้น มันก็เป็นส่วนของแต่ละคนที่เขาคิด มันเป็นจริงมันเป็นได้ของแต่ละคนคิด พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า สัญญายนิจจานิ มันเป็นความจริงของสัญญาแต่ละคน ถ้าเป็นธรรมะมันจะต้องยืนยันว่ามันมี 2 ธรรมะจะต้อง เทวธัมมา ต้องมี 2 คนเป็นอย่างน้อยยืนยันจึงจะถือว่าจริง เป็นสัจธรรมเป็นธรรมะที่เป็นจริงต้องมี คนผู้เป็นพยานหลักฐาน หากคุณคิดอยู่ของคุณคนเดียว สัญญายนิจจานิ คนอื่นไม่รู้ด้วยเลย จะนับถือว่าอันนั้นเป็นธรรมะเป็นสัจจะ มันจะไปถือกันอย่างไร คนอื่นไม่ได้ร่วมตกลงยอมรับด้วยมันไม่มี สิ่งอย่างนี้จะมาเรียกว่าเป็นสัจจะในสังคมมนุษย์ ในโลก มาอยู่ในโลกในตัวคุณคนเดียวเป็นอัตตาตัวคุณคนเดียว มันไม่ใช่ของโลก ของโลกต้องมีภายนอกด้วย อัตตาของคุณก็มีของคุณคนเดียวใครจะไปรู้กับคุณด้วยศีรษะใครศีรษะมัน กะโหลกใครกะโหลกมัน กบาลใครกบาลมัน

3. ผมไม่ได้บอกว่าสังคมอโศกไม่ดี ไม่น่าเอาเป็นตัวอย่าง แต่ท่านบอกประชาธิปไตยที่แท้จริง ให้ไปดูที่อโศก แสดงว่าท่านนิยามสภาวะที่อโศกเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งมันขัดกับคำนิยามที่ประชาชนในประเทศที่หล่อหลอมประชาธิปไตยขึ้นมาเข้าใจ (หมายถึงประเทศที่ประชาธิปไตยเกิดขึ้นเอง แล้วค่อยเรียกสิ่งนั้นว่าประชาธิปไตยภายหลัง) ท่านต้องเรียกสังคมอโศกว่าเป็นการปกครองแบบอื่นไม่ใช่เรียกว่าประชาธิปไตยครับ เพราะสภาวะของประชาธิปไตยที่หล่อหลอมขึ้นมามันคนละสภาวะกับที่อโศก ดังนั้นจึงไม่ควรไปเปลี่ยนสภาวะของประชาธิปไตย แต่ควรใช้คำใหม่นิยามสภาวะของอโศก ถ้าท่านยังไม่รู้ว่าจะนิยามสภาวะการปกครองของสังคมอโศกว่าอย่างไร คนรุ่นหลังก็จะมานิยามให้กับท่านเองครับ

ขอบคุณที่แสดงความเห็นกลับเหมือนกันครับ

พ่อครูว่า...คุณไปจดลิขสิทธิ์ของคุณไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ คุณไปนิยามของคุณตั้งแต่เมื่อไหร่บอกมา อาตมาว่า อาตมาไม่เอาเหมือนคุณหรอกของอาตมาหรือของอโศกไม่เหมือนของคุณหรอก ที่พูดอย่างนี้ก็ชัดเจนว่าของคุณกับของอโศกไม่เหมือนกัน ถ้าเหมือนกันไม่ขัดแย้งกันแล้ว คุณเข้าใจอโศกไม่ได้ แต่อโศกก็เข้าใจคุณไม่ได้ว่าคุณนิยามของคุณไว้เหมือนกัน ส่วนนิยามของอาตมา อาตมานิยามเองไม่ต้องให้ใครมานิยามให้ อาตมาพยายามอธิบายคำว่าประชาธิปไตยที่เป็นความหมายของพระพุทธเจ้าอย่างไรก็คือคำว่า พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) สภาวะความหมาย 3 อย่างนี้หมายถึงประชาธิปไตยเต็มตัวแล้วโดยที่พระพุทธเจ้าไม่ได้ใช้คำว่าประชาธิปไตย แต่เป็นการรับใช้ประชาชน พหุชนคือมวลประชาชน ทำประโยชน์ให้แก่มวลประชาชน ทำให้มวลประชาชนมีสุข โลกานุกัมปายะ ช่วยเหลือรับใช้โลก อย่าว่าแต่ประชาชนเลย แต่รวมทั้งวัตถุและมนุษย์รวมทั้งหมดเรียกว่าโลก หากเอาพหุชนะคือเอาที่ประชาชน โลกานุกัมปายะ เอาทั้งประชาชน ส้มโอ มะละกอ กล้วย รวมทั้งดินน้ำลมไฟหมดพระพุทธเจ้าเข้าใจหมดทั้ง อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม โดยจัดการกรรม ให้เป็นธรรมะ ธรรมนิยามนี้รวมไว้หมดแล้วทั้งมหาเอกภพ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยามธรรมนิยาม อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 เข้าใจได้ขนาดนี้ เป็นโพธิสัตว์ระดับ 8 ระดับ 9 จะต้องยิ่งละเอียดกว่านี้อีก แต่ไม่มีใครรู้รายละเอียดที่จะเอามาแย้ง อาตมาก็กำลังตามหาโพธิสัตว์ที่เป็นพี่ จะได้รายละเอียดเพิ่มขึ้น อาตาไม่ได้ปิดกันว่าจะมายิ่งใหญ่ที่สุดแล้วไม่มีใครเท่าเทียม ซึ่งจะมีได้มนุษย์ที่อธิบายได้ก็แสดงความจริงออกมา หากคุณอยู่ของคุณคนเดียวไม่แสดงออกมาใครจะไปรู้ มันก็อยู่ในกะโหลกของคุณ ก็ต้องเอามาพูดกันให้คนอื่นได้รับรู้ พูดภาษาที่อาตมารับรู้คนอื่นรับรู้ได้ด้วย หัดพูดภาษาอื่นก็เข้าใจด้วยไม่ได้ ดี คุณคนนี้ก็เป็นคนขยันหมั่นเพียรไม่ยึดถืออัตตามานะอะไรมากมายนับถือๆ เป็นคนที่ศึกษา มองมุมแย้งมา อย่างนี้ดี จะได้พัฒนาความรู้โดยไม่ต้องไปถือดีมีมานะอัตตา อันไหนรับได้ก็เอา ส่วนใครจะถือดีถือตัวก็เรื่องของเขา อาตมาก็ว่า อันนี้เป็นคนน่าคบศึกษากันให้ดีๆ

611209_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ สิ้นยุคประชาธิปไตย-เผด็จการ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน