กตญาณของอวิชชาสูตรข้อ 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
กตญาณของอวิชชาสูตรข้อ 7 _สมณะลือคม(ศาลีอโศก)…ช่วงแรกผมสัมผัสชาวอโศก ได้พบสัจจะความจริง สมัยแรกไม่เข้าใจว่า คือสัจญาณ จากนั้นเราก็มีการปฏิบัติ และเป็นห้องเรียนที่ดีมาก เราก็ได้ทำกิจญาณ แรกๆก็ไม่เข้าใจ ทำก็ทำแต่งานนอก แต่กิจญาณ จะต้องมีญาณ 7 ของพระโสดาบัน สุดท้ายผมก็เพิ่งมาสัมผัส กตญาณ ได้เข้าใจว่า นี่คือคำตอบที่พ่อท่านได้อธิบายเรื่อง กาย เรียนรู้เวทนา สุดท้ายจนความสุขทุกข์มันลดลงไป ถ้าเป็นกตญาณที่มั่นคงแข็งแรงมีคำแนะนำไหมครับ พ่อครูว่า…ถูก ได้ดี ใช้ได้ ญาณที่สำเร็จกิจ คือ กตญาณ กิจที่เราทำเมื่อสัมผัสกับผัสสะแล้วเกิดกิเลส สิ่งที่เป็นเหตุถูกกับการสัมผัสกับจิตวิญญาณ เราก็ไปรับรู้และจิตเป็นสังขารต่างๆ มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และเราก็เอามาวิจัย วิตก วิจาร แยก จนกระทั่งเราสามารถรู้ปฏิบัติไป อ่านไปได้เรื่อยๆ เมื่อมันมีมรรค มีวิธีการที่ถูกต้อง ทั้งมีการกดข่มช่วย จนไม่ต้องกดข่ม แต่ปัญญามีพลัง ความเข้าใจเห็นจริง รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง มีพลังทำให้กิเลสมันฝ่อ มันหงอ มันหยุด มันไม่มีบทบาท จางคลาย จนมันหยุดมันดับ เพิ่มอันดับเราก็จะรู้ว่ามันต่างกับความเหลือ จะเหลือน้อยเราก็เทียบได้เป็นคู่ คู่ของความเหลือแม้น้อยกับหมด เราก็จะศึกษาคู่ที่มีเหลือน้อยๆๆ กับหมดๆๆ จนกระทั่งเราแน่ใจว่าหมดนะ น้อยนี่มันไม่มี เรียกว่า เนวสัญญานาสัญญายะตะนะ มันจะคลางแคลง จนกระทั่งไม่มีเนวสัญญานาสัญญายะตะนะก็คือ อากิญจัญญาฯ คือนิดนึงน้อยนึงก็ไม่มี ในขณะที่ตื่นมีวิญญาณฐิติ มีการสัมผัสจักษุปัญญาญาณวิชาอาโลก ครบกระบวนการ 5 สมบูรณ์แบบของการตรัสรู้ การตรัสรู้จบรู้ครบสมบูรณ์แบบทั้งสัจญาณ กิจญาณ กตญาณ ครบสาม ต้องมีกระบวนการ 5 ครบ หากขาดแสงสว่าง ไปหลับตาสะกดจิตอยู่ภายในจึงเป็นโมฆะ ต้องสว่าง มีจิตสัมผัสเต็มๆ ตื่นเต็มร
อ่านต่อ
้อย ไม่ใช่สัมผัสนิดๆหน่อยๆ สติต้องเต็มร้อย ต้องมีความรู้เป็นลำดับขั้นที่เรียงลำดับ ปัญญา ญาณ วิชชา ซึ่งตามลำดับเป็น 3 เส้าก็ได้ต้นกลางปลาย อย่างนี้เป็นต้นแล้วเราก็จบ ทบทวน อาศัยเวลาแต่ละครั้ง แต่ละครั้ง กระทบสัมผัสร้อยครั้งหมื่นครั้งแสนครั้งก็ 0000 ท่านใช้หลักการของตัวพิสูจน์เวทนา 108 ก็คือการปฏิบัติเป็นกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่เวทนา 18 กับ 18 เป็น 36 คือเคหสิตะ 18 กับ เนกขัมมสิตะ 18 จนหมดความเป็นโลกีย์ เหลือแต่ความเป็นโลกุตระชัดเจนอยู่ในปัจจุบันทุกปัจจุบันที่สัมผัส แล้วทุกปัจจุบันที่สัมผัส ครั้งแล้วครั้งเล่าๆ ไม่มีกิเลส แหยมนิดนึงน้อยหนึ่ง ตลอดในวิญญาณฐิติตลอด ไม่มีเลย อากิญจัญญายตนะนิดนึงน้อยนึง ก็ไม่มีๆ ไม่มีแม้แต่นิดแต่น้อยก็ไม่มีๆๆๆ จนตัดสินได้เลยว่าจบกิจ โดยเอา ปัจจุบันเป็นตัวหลัก ผัสสะมาทั้ง 108 ของเวทนาในทุกปัจจุบัน ปัจจุบันของ 36 ทั้งเคหสิตะ 18 เนกขัมสิตะ 18 ทุกปัจจุบันของ 36 มาเมื่อไหร่ในปัจจุบันจบเป็น 0 กิเลส 0 อนาคตมาเมื่อไหร่ก็เป็น 0 มาอีกก็ 0000 ครบทั้ง เคหสิตะ และเนกขัมมะ จะ 36 อีกกี่เที่ยว ถ้วนรอบทุกปัจจุบันสั่งสมเป็นอดีต เพราะฉะนั้นส่วนที่เป็นอดีตกับส่วนที่เป็นอนาคต ถ้ายังไม่เที่ยงก็ยังไม่จบ ในอวิชชาความไม่สมบูรณ์แบบ 8 ข้อที่มีอริยสัจ 4 แล้วก็มีส่วนอดีต 1 ส่วนอนาคตอีก 1 เป็น 5, 6, 7 เป็นทั้งส่วนอดีตและส่วนอนาคต คือความไม่เที่ยงไม่ใช่ 0 แต่ทั้งส่วนอดีตและส่วนอนาคตที่เป็น 0 อดีตก็เป็น 0 อนาคตก็เป็น 0 มาทุกปัจจุบันก็เป็น 0 เพราะฉะนั้นในส่วนอดีตของอันที่ 7 ของอวิชชา 8 ส่วนนี้แหละต่างกันกับส่วนอดีตและส่วนอนาคตที่เคยมีมา เพราะ 2 อันนี้ทั้งส่วนอดีตและอนาคตไม่มีเที่ยง ไม่เที่ยงเพราะส่วนอดีต เหตุปัจจัยมากระทบสัมผัสกับปัจจุบัน ปฏิบัติได้ 0 ก็มี 0 สั่งสมลงในอดีต คำว่า 0 ของสภาวะกิเลสไม่มี มันก็เป็นคุณธรรมที่เติมให้สภาวะอดีตมีแต้ม เพราะฉะนั้นก็ไม่เที่ยง อดีตก็ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงตรงแต้มของความชนะเติมเข้าไปอีก 1 หน่วย แต่ถ้ามันไม่ชนะก็ไม่ได้เติม เพราะฉะนั้นจะปัจจุบันไปเป็นอดีตมันก็ไม่เที่ยง อนาคตมันจะมาทุกตัว มันจะ 0 ได้ทุกตัวหรือไม่ อนาคตตัวไหนมาไม่ 0 ก็ไม่เที่ยง อนาคตมาถึงปัจจุบันเมื่อไหร่เป็น 0 ทั้งหมด จนคุณมั่นใจ ส่วนอดีตกับส่วนอนาคต ทั้งที่มันทำให้อดีต 0 ได้ ทั้งทำให้อนาคต 0 ได้ แต่ถ้าตัวอดีตและอนาคตของมันเองไม่เกิดปัจจุบันนี้ไม่เกิดการผัสสะและทำปฏิกิริยากันจนเป็น 0 แล้วมันกลายเป็นอดีต อดีตมันก็ต้องไม่เที่ยง มันกลายเป็นอดีต อดีตมันก็คงจะเที่ยงเพราะไม่มีตัวใหม่ไปเติมให้มันละกิเลสไม่ได้อดีตมันก็เที่ยง เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีเที่ยง อดีตจะต้องไม่เที่ยง แต่กลายเป็นว่าอนาคตมันเที่ยง เพราะอนาคตมันชนะมาถึงปัจจุบัน คุณตัดกิเลสไม่ได้อดีตเลยไม่ได้แต้มอนาคตเลยได้แต้ม อย่างนี้น่ะ พอฟังเข้าใจไหม เพราะฉะนั้นคำว่าส่วนอดีตกับส่วนอนาคตจึงคือความไม่เที่ยง ถ้าเอาเที่ยงไม่ว่าอดีตอนาคตก็คือตัวที่ 7 เป็น 0 อย่างไรก็เป็น 0 อดีตก็ได้ 0 อนาคตมาก็ทำได้ 0 ในทุกปัจจุบันส่วนตัวที่ 7 จึงต่างกันกับส่วนอดีตและส่วนอนาคต คนสงสัยว่าทำไมต้องเอาส่วนอดีตและอนาคตมาแยกเป็นอีกหนึ่ง ส่วนอดีตก็พูดแล้ว ส่วนอนาคตก็พูดแล้ว มาทั้งเป็นส่วนอดีตและอนาคตเป็นอันที่ 7 แยกทำไม แยกเพราะเหตุนี้ คนไม่รู้จักสภาวะเดาเอาไม่ได้ และคนที่จะฟังเข้าใจแค่ไหนก็ฟังให้ดีๆ บางคนจะเข้าใจด้วยเหตุผลที่พอเพียง แต่สภาวะยังไม่มีก็ยังทำไม่ได้ แต่คนที่มีสภาวะบ้างแล้วเทียบเคียงกับตัวที่ตัวเองทำได้แล้ว กิเลสอะไรกิเลสที่พวกเราทำได้ในแต่ละคน เพราะฉะนั้นคุณสามารถรู้จัก อวิชชาทั้ง 7 แหม เยี่ยมแล้ว นอกนั้นก็จัดเข้าไปในกระบวนการของปฏิจจสมุปบาทเป็นตัวที่ 8
640308_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 30