ปฏิจจสมุปบาทสลายอวิชชาให้สิ้นอาสวะอนุสัย.docx
เนื้อหาในไฟล์
ปฏิจจสมุปบาทสลายอวิชชาให้สิ้นอาสวะอนุสัย พ่อครูว่า…เรามาทวน อาตมาเทศน์มาฆบูชาปีนี้ ก็มีเวลาแค่นั้น โดยอาตมาหยิบเอา ปฏิจจสมุปบาทมาไล่ ตั้งแต่อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหาอุปทาน ภพชาติ ชรา มรณะ โศก… จนกระทั่งสามารถเข้าใจคำว่า ชาติ สมบูรณ์แบบ คำว่าชาติ มันก็ซ้อน ในตัวท้ายของปฏิจจสมุปบาทก็คือ จับเอาตัวคำว่าชาติ หลังจากชาติก็คือชรามรณะซึ่งเป็นโลกียะวนเวียน ซึ่งคุณก็จะตกอยู่ในสภาพของ โศกปริเทวะ ทุกข โทมนัสอุปายาสะ ไม่มีสิ้นซากไอ้พวกนี้หรอก ถ้าไม่รู้จักชรา มรณะ การเกิด การตาย โดยการทำ มรณะนี้ การทำคือ ต้องพยายามพัฒนา มรณะด้วยสรณะ ด้วยการทำสงคราม ส คือประกอบขึ้น ประกอบสงคราม สงครามที่ทำให้เราต้องมรณะแล้วมรณะเล่า สงครามทีไรก็เป็นสงครามตัวแพ้ทางจิต จิตเราก็ถูกฆ่าทุกชาติ แล้วก็ไม่เคยชนะสักที จนให้เราสามารถที่จะไม่ถูกฆ่า จิตของเราไม่ถูกฆ่า กิเลสถูกฆ่า แล้วเราชนะเรียกว่า อรณะ สรณะ มรณะ อรณะ มรณะคือ จิตตายแล้วตายเล่า จิตก็ยังไม่ยอมตาย แทงด้วยหอกเช้า 100 เล่ม เที่ยงอีก100 เล่ม เย็นอีก100 เล่ม ก็ยังไม่ตาย นั่นแหละคือมรณะ สงครามมรณะ ไม่มีวันจบ จิตไม่ตาย ฆ่าอย่างไร จิตก็หนังเหนียว ฆ่าไม่ตาย โง่อยู่อย่างเก่า กูก็จะทำ ไม่เปลี่ยนแปลง สัตบุรุษจะให้เลิกก็ไม่ฟัง ยึดถือสิ่งเก่ามรณะแล้วมรณะเล่า สงคราม สรณะ อะไรคือสงครามที่ชนะแท้ อะไรที่สงครามที่แพ้แท้ ก็ต้องแยกกิเลสออก คุณจะแยกกิเลสได้ก็จะต้องแยกธรรมะ 2 แยกเทวะได้ เป็นนาม รูป จิตวิญญาณ ผู้ไม่รู้ อวิชชา ก็จะเกิดการปรุงแต่งเป็นสังขาร สังขาร นั่นแหละคือวิญญาณเป็นปัจจัย คุณก็ไม่สามารถที่จะเรียนรู้สังขารได้เพราะคุณไม่มีวิญญาณมาเรียน เพราะฉะนั้นคุณจะต้องมีวิญญาณมาเรียน วิญญาณ จะเกิดได้อย่างไร?.. วิญญาณจะเกิดได้ก็ต่อเมื
อ่านต่อ
่อวิญญาณนี้รู้ว่าวิญญาณคือเทวะ พระเจ้าคือเทวะ เป็นวิญญาณ เทวะแปลว่า 2 เทวนิยมไม่รู้ว่าตัวเองเป็นสภาพ 2 แต่หลงว่ากูนี่แหละเป็นหนึ่ง ใหญ่ ใครอย่ามาแตะใครอย่ามาแยก ห้ามด้วยนะ กูใหญ่ใครอย่ามาแยกกูเป็น 2 ไม่ได้นะ คนนี้ก็เลยเป็นหนึ่งนิรันดร ไม่สามารถแยกสภาพ 2 ได้เป็นเทวนิรันดร พระบุตรเอาคำสอนมา 1 อย่างไรก็อย่างนั้น โลกมันจะพลิกแพลงเปลี่ยนไปเป็นองค์ประกอบไม่เหมือนเดิมหรอก ก็เอาสูตรเก่านี่แหละทำ ตะบี้ตะบันอยู่อย่างนี้ เขามีเหตุปัจจัยไปตอนไหนแล้วพูด เหตุ ปัจจัย อยู่อย่างเก่ามันคร่ำครึอยู่อย่างเก่ามันเป็นเศษสวะหมดแล้ว ก็ยังงมงายอยู่อย่างนั้น เทวนิยมคือโง่งมงาย ขออภัยที่ต้องพูดสัจธรรม เทวนิยมมีเยอะยังไม่เข้าใจสัจธรรมโลกุตรธรรม สมัครเป็นอเทวนิยมโลกุตระที่สัมมาทิฏฐิ ทุกวันนี้ก็ยืนยันชาวอโศกเป็นหลัก จนอาตมายืนยันว่าที่นี่เป็นแผ่นดินพุทธ เป็นชมพูทวีป เป็นมวลชาวพุทธแท้ ที่มีโลกุตระธรรมจริง รู้จักโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ที่เป็นสภาวะในชีวิตจริง ไม่รู้นามธรรมแยกรูปไม่ได้ แยกภาวะ 2 ไม่ได้ วิญญาณก็แยกไม่ได้ จิตก็แยกไม่ได้ พระเจ้าไม่ให้แยกจิตวิญญาณ ห้ามเด็ดขาด ก็จึงจมเป็นหนึ่งอยู่นิรันดร จึงต้องมาแยกให้รู้สภาวะธรรม พระพุทธเจ้ารู้จุดที่จะให้แยกคือ เวทนา นามรูป ก็เป็นสภาวะ 2 อันหนึ่งเป็นตัวถูกรู้ อันหนึ่งเป็นธาตุรู้ของตัวเอง วิญญาณมีแยกเป็น 2 คือนามรูป พอผัสสะ มีผัสสะ ภายนอกกับภายใน เอาหยาบก่อน จึงเกิดเวทนา เกิดอารมณ์ เกิดความรู้สึกจากอันนี้แหละ มาแยกนามรูป สัมผัสกันก็จะเกิดอายตนะเกิดความเชื่อมต่อระหว่าง 2 อายตนะอยู่ที่ไหนจะเกิดได้ต่อเมื่อมีนามรูปกระทบกัน หากว่านามรูปไม่กระทบกันอายตนะไม่เกิด อายตนะเกิดในระหว่างที่มีนามรูปทำงานร่วมกัน สะพานเชื่อมต่อ พอนามรูป เหลือ หนึ่งเดียวไม่กระทบกัน อายตนะก็ไม่มีหายไป อายตนะ จึงไม่เกิดในที่ไหน ไม่ตั้งอยู่ในที่ไหน ต่อเมื่อมีผัสสะจึงจะเกิดอายตนะ ผัสสะกับอายตนะ จึงคล้ายกันมากตรงประเด็นที่ต้องมี 2 อันกระทบสัมผัสกันจึงมีอายตนะเกิด เพราะผัสสะมีอายตนะจึงเกิดมี อายตนะมีเพราะมีเหตุจากผัสสะ ก็ถึงรู้ว่ามีวิญญาณ แล้วต้องเกิดอายตนะ เกิดผัสสะสองตัวขึ้นมา ต้องเอาหยาบก่อน หมดหยาบชนะก่อน จนกระทั่งเหลือรูป ก็ลดลงไปให้หมดรูป เหลืออรูป กามก็ยังเหลืออยู่แต่มันทำอะไรเราไม่ได้เลย จะมาหักล้างเราให้เป็นอื่นไปอีกไม่ได้เลย นี่คือประสิทธิภาพอันวิเศษของธรรมะพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นถ้ารู้พยัญชนะแล้วมารู้สภาวะดังที่อาตมาขยายความให้ฟัง วิญญาณสภาวะเป็นอย่างนี้ นามรูปเป็นอย่างนี้ พอแยกนามรูปกระทบกันผัสสะก็จะมีอายตนะอย่างนี้ คือมันต่อเนื่องในปัจจุบัน มีผัสสะจึงมีเวทนา คนไม่รู้ก็แยกเวทนา แยกวิญญาณ แยกสังขารไม่ออก จะแยกไม่ออกหรอก เวทนาคืออย่างไร สังขารคืออย่างไร วิญญาณคืออย่างไร แยกไม่ออก วิญญาณคือองค์รวมของทั้งหมดทั้งมวล วิญญาณคือคำต้นกับคำท้าย หรือเรียกอีกภาษาว่าจิต อาตมาไม่อยากลงลึกถึงพยัญชนะ มันจะยาก อาตมาสามารถแยก วิญญาณ กับจิต ในวรรค จ แต่ไม่เอามาแยก เพราะมันยาก คนจะไปยุ่งในรายละเอียดเปล่าๆ เอาสภาวะมาก่อน คุณได้สภาวะแล้วก็เอามาแปะชื่อทีหลังได้ เพราะงั้นมาเรียนรู้สภาวะก่อน ทางโลกีย์ ทางเถรสมาคม เขาไม่ได้เรียนสภาวะ เขาเก่งโก้พยัญชนะ เอาพยัญชนะมาข่มขู่อาตมา เอ้าข่มก็ข่มไป อาตมาก็ว่าให้คุณชนะก็แล้วกัน แต่อาตมาเอาสภาวะมาพูดให้คนรู้เรื่อง คนเห็นอาตมามีสภาวะจริงกว่าพยัญชนะก็มาเอาสภาวะ แต่คนหลงยึดในพยัญชนะก็ให้เอาแต่พยัญชนะไป ซึ่งก็น่าสงสาร ผู้ติดพยัญชนะ จนกระทั่งไม่รู้จบไป พยัญชนะของเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็พาไปเป็นโลกจินตายาวไกล หลงโลกจินตา หลงความคิดโลกๆ พยัญชนะบอกสภาวะของโลก ไปกับโลกไกลเกิน สรุปไม่ลงว่าคุณ จะจบเมื่อไหร่ คุณจะรู้จักตัวเองเมื่อไหร่ คุณจะรู้จัก กาย จนทำกายไม่เหลือกายแล้ว คุณเข้าใจไหม ไม่มีกายแล้วตั้งแต่พีชะ อุตุ ยิ่งไม่มีกายใหญ่ ยังมีกายอยู่แต่จิตนิยาม หมดจากจิตไปไม่มีกายแล้วนะ โอ้โห! กายของบักหุ่งลูกนี้ผ่องแผ้วจังเลย จะเป็นอย่างนั้นไหม มะละกอลูกนี้สีนวลผ่องแผ้วเลย หยิบมาดู โอ้โห ด้านนี่นวลสีเหลืองดี แต่ถ้าอีกด้านหนึ่งผิวขรุขระ คุณติดแต่เฉพาะเปลือกๆก็จะได้เฉพาะเปลือกๆ ผู้ที่สามารถรู้พยัญชนะ รู้กรอบ เรียกว่าปริเฉท แต่ละกรอบเราทำความรู้ในแต่ปริเฉทให้ได้ เป็นสามเส้า ก็จะเกิดวงวน ก็ลดวงวนโดยลดเหตุที่เกิด กระทบผิวผ่องมะละกอ สวยจังเลย อาการสวยเป็นสภาวะ ชอบสวย คุณก็ชอบพยัญชนะสภาวะนั้น ติดตรงเปลือกที่สวย แล้วข้างในเป็นอย่างไร ข้างนอกขรุขระข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง หรือข้างนอกสดใสข้างในเป็นโพรง สวยแต่ข้างนอกแต่ข้างในเป็นโพรง ไม่ได้เรื่องได้ราว ดีไม่ดีมีแต่แมลงหวี่ มีแต่หนอนเจาะอยู่ข้างใน ลองสาวข้างในหรือข้างนอก คนติดอยู่ข้างนอกง่ายเยอะ ยังไม่เข้าลึกไปหาเนื้อ เพราะฉะนั้นติดผิวโดยเฉพาะไม่รู้จักสิ่งที่ว่าตัวเองติดผิวตั้งแต่อุปาทาน 4 1. กามุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในกามภพ บำเรอรูปรสฯ) . 2. ทิฏฐุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในทิฏฐิ เช่น เห็นว่าผีมีตัวตน) 3. สีลัพพตุปาทาน (ถือมั่นติดยึดในศีลและวัตรปฏิบัติธรรม) 4. อัตตวาทุปาทาน (ถือมั่นเข้าใจในอัตตาหรืออาตมันได้แค่ วาทะ แต่ไม่เคยรู้เห็นอัตตาตัวปรมาตมันจริงๆนั้นเลย) . . . (พตปฎ. เล่ม 11 ข้อ 262) ติดอัตวาทุปาทาน คนที่ติดอัตวาทุปาทานยังไกล ผู้ที่ติดอยู่ในอัตตวาทุปาทานมีอีกเยอะไม่รู้หลักเกณฑ์ที่จะมีศีลเอาไปปฏิบัติยังไม่มี ขออภัยพูดชัดๆสายเปรียญ 9 เป็นพยัญชนะวาทะทั้งนั้น ติดกันเป็นกระบุงโกยทั้งนั้น นึกว่าเก่งนึกว่ารู้ แล้วเอามาหากินได้เพราะรับรองว่าเป็นผู้รู้ รู้อะไรรู้พยัญชนะเป็นราชบัณฑิตกันเยอะ ได้เงินเดือนกินไป นานๆทีก็ประชุมกันที มันก็เป็นตัวอย่างให้ศึกษาขออภัยที่เอาทุกอย่างมาพูด ให้เป็นวิชาการให้รู้ว่าเป็นสาระอะไรบ้างมันได้ประโยชน์จะคุ้มกันไหม เงินเดือนได้ไปแล้วทำงานคุ้มเงินเดือนไหม น่าจะรู้ควรจะปรับให้เข้าเรื่อง ถ้าคุ้มมันก็ดี ราชบัณฑิตก็มีทำงานคุ้มไหม ยกย่องกันสูงส่งนะ เงินเดือนเท่าไหร่อาตมาไม่รู้หรอก
ความรู้ที่พูดถึงปฏิจจสมุปบาท เทียบจากสองไปเป็นหนึ่งคนรู้ก็จะมีประธานเป็นตัวรู้รู้ว่าอะไรควรเอาไว้อะไรไม่ควรเอาไว้เปรียบเทียบทีละคู่ 2 อันนี้อะไรควรเอาไว้ อะไรควรเป็นหนึ่ง อะไรเป็นเรื่องรอง ก็เลิกจากเรื่องรอง แล้วไปเปรียบเทียบคู่ใหม่อีก ก็จะได้ละเอียดเป็นลำดับ เรียกว่าแข่ง Champion ทีละคู่ๆ ก็จะได้เป็นแชมป์เปี้ยน ไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้แชมป์ จะได้ Champion แบบนี้แหละ เพราะฉะนั้นเมื่อนามรูปวนเข้ามาหาผัสสะ ก็จึงเกิดอายตนะ เกิดผัสสะ จึงเกิดสภาพองค์รวมเรียกว่า สังขารหรือเวทนา สังขารหรือเวทนา ก็ดี มันก็คือวิญญาณ แยกเป็นนามรูปเป็นสภาวะ 2 กระทบสัมผัสกันแล้วเกิดการปรุงแต่งเรียกว่าสังขาร เรียกว่าอารมณ์เป็นความรู้ลึกเข้าไปอีก กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร รู้กายสังขารก่อนแล้วคุณก็ยังติดรูปหยาบๆอยู่เลย หยาบคุณควรจะเลิกแล้วก็ไม่ทำ คุณก็จะลัดไปเอากลาง ลัดไปเอาแก่นกันเลย มันไม่ได้ มันตลก อาตมาก็มาคิดได้เหมือนคุณจะไปอยู่กลางภูเขา คุณไม่ทะลุเปลือกภูเขาก่อน เข้าไปหาในภูเขา แล้วก็จะเข้าไปถึงใจกลางภูเขาได้ คุณจะหายตัวเข้าไปได้อย่างไร เนรมิตอย่างไร มันเป็นเรื่องไม่จริง เพราะฉะนั้นคุณจะต้องทะลุก่อน จนกระทั่งสลายไม่มีแล้ว คำว่าข้างนอก ถ้าภูเขาก็สลายภูเขาออกหมดเลย เหลือแต่แกนกลางของพวกภูเขา คุณก็เอาแกนกลาง เปลือกนอกออกหมด สลายแกนกลางของภูเขาหมด ก็เหลือเนื้อใน จึงเข้าไปสู่กลางของเนื้อในได้ ไม่เช่นนั้นคุณพูดเป็นเล่นเกมมายาหลอกคน ความจริงสภาวะต้องเป็นอย่างนี้ นั่งหลับตาหลับไปอยู่ข้างในเลย เป็นโมฆะแท้ๆ เป็นไปไม่ได้เลย อาตมาเคยอธิบายซ้อนด้วยซ้ำว่า ภูเขาลูกนี้คุณจะเข้าไปในกลาง คุณก็พยายามทำจิตให้เป็นทิพย์ หายตัวปั๊บเข้าไปอยู่ตรงกลางเลย คุณคิดเอาเอง คุณก็จะทำพิธีนั่งสะกดจิตนั่งหลับตาเข้าไปถึงใจกลางภูเขา คุณเข้าไปตั้งภพใหม่ ตั้งชาติใหม่ ตั้งภูเขาลูกใหม่ แต่ภูเขาลูกนั้นเป็นภูเขาลมๆแล้งๆ เป็นนิรมาณกาย เป็นรูปนามที่ปรุงแต่งกันเอง เจ้าของรูปนามปรุงแต่งเป็นวงวนเป็นรูปภูเขาเอง คิดเอาเอง เพ้อพก สร้างสิ่งที่ไม่มีให้มามีเอง พวกนั่งหลับตาจึงเป็นพวกนิรมาณกายทั้งหมด และพวกนี้ก็เชื่อว่าอย่างนั้นจริงจึงเป็นสัมโภคกาย ก็ไปร่วมกลุ่ม ร่วมสมาชิก ร่วมเอาด้วยว่าอย่างนี้ใช่ อย่างนี้ดี ไม่ต้องไปนั่งเสียเวลากับของหยาบ เอาไปอย่างนี้แหละดีแล้ว คุณก็เป็นสัมโภคกายก็ร่วมกันด้วยกันไป แต่ตาบอดทั้งหมด อาทิสมานกาย พวกนี้ตาบอดหูหนวกไม่รู้จักความจริง ต่างคนต่างมืดบอด หลงเลอะไปกับสิ่งสมมุติ ไม่มีแก่นแท้จริงจังอะไรเลย อาทิสมานกายเป็นคนไม่มีเหตุไม่มีรู้อะไรหรอก ดับไม่มีเหตุไม่มีรู้อะไร แล้วนั่งทำกันอยู่อย่างนั้น พวกหลับตาทั้งหลายแหล่คือพวก กาย 3 นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย อาตมานำมาฉีกหน้าว่า พวกคุณคือพวกนี้ทั้งหมดไม่รู้กาย ไม่รู้จักนิรมาณกาย ไม่รู้จักสัมโภคกาย ไม่รู้จักอาทิสมานกาย แต่คุณเป็นครบทั้ง 3 กายเลย น่าสงสารจริงๆ พูดไปแล้ว ถ้าเกิดว่าคนไทยเป็นพุทธศาสนิกชน ยอมรับศาสนาพุทธ เชื่อมั่นในพระไตรลักษณ์พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อาตมาเป็นพระสงฆ์แต่เขาไม่นับว่าเป็นพระสงฆ์นี่คือความซวย อาตมานี่ยอดสงฆ์ พูดแล้วน่าหมั่นไส้ ยกตัวยกตนอวดอ้างยืนยัน จริง แต่เขาก็เข้าใจผิด ไปเข้าใจผิดไปนึกถึงพวกโมฆะเดียรถีย์เป็นหมู่สงฆ์ แล้วไปหลงยึดติดนับถือวิธีการผิดๆอยู่อย่างนั้น ผู้ใดเข้าใจแล้วนะ แม้ทุกวันนี้มันจะตกกระไดพลอยโจนไปอยู่เป็นสมเด็จ เป็นเจ้าคุณ ตั้งแต่ชั้นราชไปจนถึงขั้นสมเด็จก็ตามใจ ก็เอา อันนั้นเป็นสมมติ ให้ตั้งใจมาเอาสาระแท้ ก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นในปฏิจจสมุปบาท ถ้าคุณรู้ละเอียดละลออจริงๆ อาตมาพูดถึงหมู่ระหว่าง อายตนะ ผัสสะ เวทนา เวทนาคือวิญญาณ เวทนาคือสังขาร งงไหม? เห็นไหม เราก็จะเข้าใจ ไม่สับสนในสิริมหามายาพวกนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้แล้ว สังขารคือความปรุงแต่งขึ้นมา แล้วยึดถือเป็นวิญญาณ มันก็บื้ออยู่อย่างนั้น ไม่แยกรูปนาม ไม่เรียนรู้ผ้สสะ คุณก็ไม่มีตัวเหตุปัจจัยที่จะไปถึงขั้นมีเวทนามาเรียนรู้ แกนหลักของศาสนาจึงเอาที่เวทนา ศึกษาเวทนา แล้วคือหัวใจของศาสนาคือเทวคือสุขทุกข์ 2 อย่างนี้ เป็นแกนหัวใจของธรรมะเลย ดีชั่วนั้นเป็นโลกีย์ สุขทุกข์จึงเป็นหัวใจของศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นๆก็หลงสุขเป็นทุกข์ หลงทุกข์เป็นสุข เป็นพวกวิปลาส วิปลาส หลงไปเห็นทุกข์ว่าสุข ก็เลยติดความสุข เพราะมันเป็นกระดาษแผ่นเดียวแยกกันไม่ได้ ก็เลยไม่มีสิทธิ์ที่จะไปละลายล้มสุขล้มทุกข์ ก็กลัวจะไม่มีสุข ไม่ได้นะ หมดสุขแล้วจะอยู่อย่างไร หมดสุขก็ซวยตายสิ เห็นไหม ยังติดหลงอยู่ในความสุข ทั้งๆที่ในพยัญชนะอาตมาก็เคยแยกให้ฟัง สุข คือ สุ กับ ข ทุกข์ทำไมมี ก.และ ข. แต่สุข มี ข.ไข่ตัวเดียว สุ กับ ข เขาก็แยกไว้ในพจนานุกรมดี ตัว ข แปลว่าว่าง สุ แปลว่าดี ว่างจากกิเลสไปนี่แหละดี สุขใช้ได้ แต่ทุกข์ไม่ว่าง ทุกข์ ไปหลงเอาตัว ทุ มันเป็นตัวไม่ดีไม่ถูกมาเป็นแกนแก่น อักข คือแกน ไปติด ก ข เป็นคู่ กะ มี, ขะ ไม่มี คุณแยก กะ ขะ ไม่ออก ก็มี กะ ขะ แล้วเอา กะ ขะ มารวมกันเป็น กะขะ ก็ติดยึด กะขะ เอา อุ ใส่เข้าไปที่ ท.ทหาร ทุกข์ เสร็จอีด่างเลย นี่คือการขยายพยัญชนะให้ฟังอาตมามีสภาวะจึงอธิบายได้ พวกเรียนเปรียญมาฟังแล้วหูหัก เมื่อมาเรียนรู้แยก กลุ่มแค่นามรูป อายตนะผัสสะไม่มี นามรูปสภาวะ 2 แล้วก็อายตนะ ผัสสะไม่มี เมื่อไม่มีผัสสะ เวทนาก็ไม่มีให้เรียน ถ้ามีผัสสะ มีนามรูป มีอายตนะเกิด มันก็จะมีสภาพ1 ขึ้นมาคือเวทนา 3 ตัวนี้ ผัสสะอายตนะนามรูป สัมผัสกันอายตนะเกิด เกิดผัสสะอายตนะเกิดมันก็เกิดตัวที่ 4 คือเวทนา หัวใจของศาสนาในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ทำ 2 เวทนาให้เป็นเวทนาเดียว เวทนาอันหนึ่งเป็นเวทนาเก๊ วิธีการแบ่งเป็นเวทนาแท้ คุณยังมีตากระทบรูปก็ต้องเห็นรูปแท้ สีแท้ ผิวแท้ รูปรางแท้ มิติแท้ เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียงก็จะได้ยินเสียงอยู่ ของแท้เป็นอย่างไร ถ้ามีของเทียมก็จะมีความชอบไม่ชอบ มีผลักมีดูด มันเป็นของปลอมของเก๊ แล้วก็ไปหลงรสชาติของมันดีเว้ย สนุกเว้ย ชอบเว้ย คนเขานิยมอันนี้เว้ย ก็ไปนิยมตามโลกเขา ให้มานิยมทางโลกุตระสิไปนิยมทางโลกทำไม นี่แดนโลกุตระมานิยมอันนี้มาตามทางนี้ดีกว่า อย่าไปตามทางโลก พอพูดอย่างนี้เข้าเขาจะบอกว่าคนพวกนี้หลงตัวหลงตน ที่นี้ทางนี้ไม่มีตัวตนหรอก มันหลงตัวตนที่ไม่มีตัวตน มันรู้ตัวตนที่ไม่มีตัวตนต่างหาก แต่คุณใส่ความว่ามันหลง เรารู้ตัวตนอาศัยตัวตน พูดอยู่กับคุณเท่านั้นเอง จริงๆแล้ว สูญมันก็ไม่มีตัวตนหรอก ต้อง อาศัยพยัญชนะเพื่อเข้าใจสภาวะ เมื่อมาจับฐานสุขทุกข์ได้ เวทนานี่เป็นแก่น ล้างสุขทุกข์ได้ เข้าใจสุข เข้าใจทุกข์ว่าเป็นมายาคู่ที่แยกไม่ออก เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปเรียนความสุขหรอกมันยากไม่มีใครอยากจะทิ้งความสุข แต่ความทุกข์มีคนอยากทิ้ง ก็มาเรียนเหตุแห่งทุกข์ แล้วก็ดับเหตุที่มันเป็นตัวพาทุกข์ ดับเหตุได้ ความทุกข์มันก็ดับ พอดับทุกข์ได้ความสุขมันก็ไปด้วย เพราะมันเป็นอันเดียวกัน ใช่ไหม อาตมาเปิดเผยความจริง พระพุทธเจ้าท่านสอนแต่ทุกข์อริยสัจ ท่านไม่สอนสุขัลลิกะ ท่านก็บอกว่าเป็นของหลอก อัลลิกะ แปลว่าเท็จ แปลว่าเก๊ ไม่จริง หลอก พวกเปรียญก็บอกว่า เขาไม่ได้เรียนมาอย่างนี้ เขาก็ว่าอาตมาพูดเอาเอง ก็ใช่ อาตมามีเอง อาตมาเอาสภาวะมาพูด ไม่ได้เอาพยัญชนะมาพูดอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อรู้ของเก๊ เราก็รู้ว่าตัวเก๊ ไม่มีตัวจริงเป็นตัวอนัตตาเป็นตัวมายาหลอก ให้เราหลงตามอยู่อย่างนั้น มันไม่จริงหรอก มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ด้วย เอาสุขมาหลอก สุขก็ไม่ใช่ตัวจริง มันหลอกอยู่ทั้งนั้นแหละ นอกจากไม่ใช่ตัวจริงแล้วพวกนี้ไม่มีอะไรอยู่นานหรอก เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปเดี๋ยวก็เคลื่อนไปตามภาวะของสิ่งที่กำหนดว่ามันมีเท่านั้นเองในตามกาละ จริงๆ ในกาละมันไม่มี มันเป็นอนัตตา คุณก็มาลดสภาวะนี้ให้หมด คำว่าหมดไปจากจิต มันหมดจริงๆ คำว่าอุเบกขา คำว่าบริสุทธิ์ คำว่าเฉยๆกลางๆ จิตของคุณต้องกำหนดรู้อาการกลางๆ กับ อาการที่ยังมีแม้น้อยแม้นิด คุณต้องเทียบคู่กันให้ได้ นิดนึงน้อยหนึ่ง มันไม่มีอากิญจัญญายตนะ นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี มันอันเดียว กลาง 0 เป็นอันเดียวไม่เป็น 2 นะ คุณต้องชัดเจนในความรู้สึกในเวทนาอารมณ์อย่างนี้ อุเบกขาอันนี้อ่านดีๆ พวกที่ยังมีสุขน้อยนึงนิดนึงมันยังไม่ใช่ วิญญาณฐิติ พระพุทธเจ้าจึงสอนให้เปิดตา มีทุกอย่างครบครันชัดเจน ก็ทำแค่นิดนึงน้อยนึง ให้ไม่มี ก็จบเลยชัดเจน ก็เรียนรู้ตามลำดับมาชัดเจนหมดทั้งกายและสัญญา จนกระทั่งมาถึงตัวที่ 7 วิญญาณฐีติ 7 อากิญจัญญายตนะ จบ มีคนสงสัยว่าทำไมไม่มีเนวสัญญายตะนะ ก็มันไม่มีวิจิกิจฉา มันไม่มีที่เหลือว่าใช่หรือไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ มันไม่มี มันใช่ๆๆๆ มาเป็นลำดับจนใช่ตัวที่ 7 จบกิจเลย จะพูดว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ มันก็นิโรธอยู่ในนั้นแหละ มันดับมันไม่มี นิโรธ ดับสนิท ไม่เหลือแม้แต่นิดนึงน้อย นึง เลย เพราะฉะนั้นอากิญจัญญายตนะกับนิโรธ จึงเป็นซินโนนีมใช้แทนเป็นไวพจน์กันได้ ในสภาวะที่แท้จริง ผู้ใดรู้สภาวะจึงรู้จัดลำดับให้ครบทั้งพยัญชนะทั้งสภาวะเป็นอนุปุพพวิหาร 9 คนจะสงสัยว่าในอนุปุพพวิหาร 9 ทำไมมีเนวสัญญายตนะอีก อนุปุพพะ แปลว่าตามลำดับ ฌาน 4 แล้วอรูปฌาน 4 ซึ่งจะมีสัญญาเวทยิตนิโรธ อรูปฌาน มีแตเนวสัญญานาสัญญายตนะด้วย แต่ของวิญญาณฐิติไม่ต้องมีเนวสัญญานาสัญญายตนะ มันจบที่น้อยหนึ่งนิดหนึ่งก็ไม่มีเป็นไวพจน์ของนิโรธแล้ว มันดับแล้ว ไม่มีวิจิกิจฉา เพราะฉะนั้นตัววิจิกิจฉากับตัวทิฐิในอาสวะ วิจิกิจฉาตัวที่ 2 วิจิกิจฉา ในอนุสัย 7 เป็นตัวที่ 4 ตัวกลาง 1. กามราคานุสัย (ความดึงดูดกำหนัดในกาม) 2. ปฏิฆานุสัย (ความผลักไส ขัดเคือง ขึ้งเคียด) 3. ทิฏฐานุสัย (ความยึดถือความเห็นเป็นตนของเรา) 4. วิจิกิจฉานุสัย (ความลังเลสงสัย ทำให้เนิ่นช้า) 5. มานานุสัย (ความถือตัวทั้งหลาย) 6. ภวราคานุสัย (ความใคร่อยากในภพละเอียด) 7. อวิชชานุสัย (ความไม่แจ้งในอริยสัจ) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 11) ส่วนอาสวะ คือสังโยชน์ 10 เดาไม่ได้นะ ต้องมีสภาวะและรู้พยัญชนะจึงจะพูดได้ ภวตัณหา ไปอยู่ในตัวที่ 6 ของอนุสัย 7 หรืออยู่ในตัวที่ 2 ของ กาม (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) อยู่ในสังโยชน์ 10 ภวตัณหาต้องหมดกาม ปฏิฆะก่อน มีสามเส้า คือกาย ต้องรู้กายอย่างพ้นวิจิกิจฉา ต้องรู้ตัวตนสักกะ ต้องรู้กาย ความเป็นนอกเป็นใน ความเป็นรูปเป็นนามความเป็นภาวะ 2 อย่างพ้นวิจิกิจฉา ไปอธิบายวิจิกิจฉาว่าเราไม่สงสัยในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์นั้นก็ใช่ยกยอดไปเลย แต่ในสภาวะปฏิบัติคุณต้องหมดวิจิกิจฉาใน กายในตัวตน สักกะคือตัวตนกาย คือสภาวะ 2 ต้องมีทิฐิความรู้ความเห็นเข้าใจพ้น สักกายะ คือคุณจับมั่่นคั้นตายระหว่างตัวตนระหว่าง กาย ชัดเจนแล้วไม่สงสัย พ้นวิจิกิจฉา ว่าตัวเองรู้จักกายชัดเจนเอามาใช้งานได้แล้วจึงปฏิบัติศีลพรต ปฏิบัติตามข้อหลักปฏิบัติและประพฤติจริง ศีล คือหลักปฏิบัติ พรต คือ คือประพฤติจริง อย่าทำแค่ลูบๆคลำๆเล่นหัวต้องทำเอาจริง สีลัพตปรมาส ต่างกับสีลัพพตุปาทาน ที่ยังยึดถือผิดๆ ยังเป็นผีไม่เป็นผู้เป็นคน แต่สีลพัพตปามาส งั้นเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาแล้วพ้นวิจิกิจฉาขึ้นมาแล้ว รู้จักตัวตนแต่ยังเหลือไม่เอาจริงปรามาสลูบๆคลำๆเล่นหัวอยู่กับโจรเลี้ยงโจรไว้ใช้งานอยู่อย่างนั้นแหละ ฆ่าโจรซะบ้างสิจะได้สำเร็จสักที นี่ก็ยกตัวอย่างไม่รู้กี่อย่างแล้ว จัดการ โอรัมภาคิยสังโยชน์เสร็จ จึงเหลือกามราคะกับรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา 1. กามราคานุสัย (ความดึงดูดกำหนัดในกาม) 2. ปฏิฆานุสัย (ความผลักไส ขัดเคือง ขึ้งเคียด) 3. ทิฏฐานุสัย (ความยึดถือความเห็นเป็นตนของเรา) 4. วิจิกิจฉานุสัย (ความลังเลสงสัย ทำให้เนิ่นช้า) พ้นจากความสงสัยไม่มีที่ไม่รู้ก็จะเหลือสภาพของมานะที่ยังมีกับรายละเอียดของภพ รายละเอียดใน ภวานุสัย คนจบ ภาวนุสัย มานานุสัย อาศัยภพ กับวิชชา พอจบแล้วไม่มีอวิชชา เป็นวิชชากับภพ ภพลำลอง 5. มานานุสัย (ความถือตัวทั้งหลาย) 6. ภวราคานุสัย (ความใคร่อยากในภพละเอียด) 7. อวิชชานุสัย (ความไม่แจ้งในอริยสัจ) ผู้ที่จบปฏิจจสมุปบาทจะยังมีชาติมีภพที่อนุโลมตามเขา มีอุปาทานที่ไม่เป็นอุปาทานแต่เป็นสมาทานเป็นความยึดถือตามโลกเขาไปบ้าง ตัณหาก็เป็นวิภวตัณหา ผัสสะก็มีได้ แต่อยู่เหนือเลย ลูบคลำหัวล้านของพระอาทิตย์เล่นสบาย ไม่ไหม้มือเราเลย นี่ผัสสะของผู้ที่ทวนกระแสแล้ว ปฏิโลมทวนมาบ้าง อยู่เหนือพระอาทิตย์แล้ว ก็สามารถลูบคลำหัวล้านพระอาทิตย์เล่นได้ ไม่มีร้อนไม่มีไหม้ อาตมาเคยพูดถึงลูบคลำหัวก็ล้านพระอาทิตย์ไว้นานแล้วอยู่ในอิทธิวิธญาณ ลูบคลำหัวล้านพระอาทิตย์ได้เลย เหมือนนนทุกข์ ไปก็ลูบหัวล้านเล่นนนทุกข์ก็ทำอะไรไม่ได้ ลูบหัวล้านพระอาทิตย์เหมือนกับลูบหัวล้านนนทุกข์ได้เลย พระอาทิตย์ไม่มีฤทธิ์เดชกับเรา มันมีอำนาจเหนืออย่างนั้น เป็นอจินไตย มีจริงแล้วก็จะรู้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่ได้พูดเอาเด่นเอาดังเอาอวดดีอะไรแต่มันเป็นจริง เป็นตถตา เป็นจริงอย่างนั้นเช่นนั้นจริงด้วย พวกที่ทำได้แล้ว จึงอนุโลม ชาติมีไหม?.. มี, ภพมีไหม?.. มี อุปาทานไม่มีแล้ว มีสมาทาน สมะคือ ผู้สงบ ถือได้ยึดได้ ด้วยความสงบมีฤทธิ์มีอำนาจ สมาทานแล้ว ต่อมามีตัณหาไหม มี วิภวตัณหา เป็นตัณหาอุดมการณ์ ตัณหาที่ไม่มีภพ ดับภพจบชาติ แต่อาศัยลำลองมาเป็นวิภวตัณหา เป็นผู้มีความต้องการอย่างไม่มีอัตตาเพื่อตัวตน มีแต่เพื่อผู้อื่น วิภวตัณหา เพราะฉะนั้นจึงมีเวทนาอาศัย เวทนาอาศัย เป็นเวทนาที่มีอุเบกขา 5 เป็นเวทนาที่บริสุทธิ์จากกิเลส ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ยิ่งทำงานยิ่งแข็งแรงยิ่งเจริญด้วยองค์ 5 ของอุเบกขา จึงเป็นเวทนาที่เจริญมีผัสสะได้สบาย ลูบหัวล้านพระอาทิตย์ได้สบาย แล้วเมื่อมีผัสสะก็ต้องมีอายตนะก็ต้องมีนามรูปก็ต้องมีวิญญาณ เป็นวิญญาณสุดยอดแล้ว ขออภัย เมื่อกี้มโนสังขารของอาตมาบอกว่ายิ่งกว่าพระเจ้า ขออภัย มันยิ่งกว่าพระเจ้า เพราะตัวพระเจ้าจริงๆเลยยิ่งใหญ่ที่สุดในวิญญาณ เพราะอะไร เพราะวิญญาณนี้รู้ว่าวิญญาณเป็นของของตน ไม่ใช่ของพระเจ้าที่ไหนหรอก เราเองเป็นเจ้าของวิญญาณ แล้วเราก็สลายวิญญาณเป็นอุตุธาตุได้ เลิกเลย ทำเกิดทำตายเอง เป็นเจ้าของเอง พระเจ้าอย่ามาคิดว่าเป็นวิญญาณของเรา แล้วเขาจะบอกว่าเราหลอก ทำลายเขาเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ก็ทำลายได้สิ ตั้งแต่โลกหยาบ อบายเราทำลายได้เป็นอุตุได้ โลกมันร้อนแรงยิ่งกว่าอะไรดี ยิ่งกว่าพระอาทิตย์ โลกมันปรุงแต่งยั่วยุเราทุกอย่างเลย แต่เราก็เฉยๆ ลูบคลำหัวล้านพระอาทิตย์เฉยเลย พระอาทิตย์ก็ร้อนแรงไปสิ คุณดีดดิ้นคุณร้อนของคุณเอง เราไม่ได้ร้อนกับคุณ นอกจากไม่ร้อนแล้วเรายังเย็น พาคุณสงบด้วย ช่วยคุณให้สงบขึ้นมาได้ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นวิญญาณจึงเป็นวิญญาณยิ่งใหญ่จริงๆ เพราะสามารถที่จะรู้ว่าวิญญาณเป็นของเรา เราเป็นเจ้าของวิญญาณ เราสามารถจะให้วิญญาณมีอยู่หรือสลายวิญญาณก็ได้แล้ว เมื่อกี้นี้กำลังทวนว่า ในโลกอบายที่จัดจ้าน เราก็สามารถที่จะสลายเวทนาของเราเฉยกลาง สัมผัสอยู่กับเรื่องนั้น คุณก็ยังมีอยู่หลงจัดจ้าน ไม่ต้องเอาอะไรมาก แฟชั่นของผู้หญิงพวกคุณเป็นผู้หญิง เขาแต่งตัวอย่างไร? คุณริษยาเขาไหม? อยากจะได้อยากจะเป็นอย่างเขาไหม?.. ก็ไม่ เขาได้เป็นนางงามนะ เขาได้ถ้วยรางวัลนะ ได้เงินรางวัลเป็นล้านได้มงกุฎเพชรนะ ได้เป็นทูตแห่งสันติภาพ ยิ่งใหญ่จะตาย ไม่อยากเป็นเหรอ ทูตวัฒนธรรม ไม่อยากเป็นเหรอ คุณไม่งาม คุณไม่สามารถจะไปแข่งกับเขาได้ หมาเห็นองุ่นเปรี้ยว แท้ๆตัวเองก็ไม่งามพอที่จะแข่งกับเขาได้ เห็นไหม ต่างๆนานาพวกนี้ก็เอาเถอะไม่เป็นไร เดี๋ยวนี้เขาผ่าตัดเป็นนางงามได้ประกวดเดี๋ยวนี้ มันงามของจริงหรืองามตกแต่งกันก็ไม่รู้ นางงามพลาสติกทั้งนั้นเลยทุกวันนี้ จะเอารูปไหนปั้นได้เลย มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาบอกว่าพวกดาราเกาหลี มันเป็นศัลยกรรมพลาสติกกันทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ใครอยากจะงามหล่อตามที่ต้องการ จะเอาแบบไหนคุณก็เอาแบบให้เขาเลย เขาทำให้เป๊ะหมดเลย จ่ายเงินครบ หล่อได้สวยได้ตามที่คุณอยากจะเป็น แต่เราเห็นว่าเป็นสิ่งไร้สาระ ของเราขะมุกขะมอมอย่างไรก็ได้ จะดำๆเหมี่ยงๆก็ได้ เบี้ยวๆบิดๆอะไรยังไงก็ได้ อยู่ที่สัจจะสาระของเรา อยู่ที่กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมของเราดีเป็นประโยชน์คุณค่าอย่างมหาศาล เพื่อโลก เพื่อมนุษยชาติ
640305_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปฏิจจสมุปบาทสลายอวิชชาให้สิ้นอาสวะอนุสัย