สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน จรณะ 15 ทางปฏิบัติของพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข23 มีนาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน จรณะ 15 ทางปฏิบัติของพุทธ พ่อครูว่า...อาตมาจะสรุป วิชชาจรณะสัมปันโน ย้ำว่าเป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า ในพุทธคุณ 9 พระพุทธเจ้าไม่ได้บรรลุอะไร แต่บรรลุวิชชาและจรณะ ทวนพุทธคุณ 9 อะระหังสัมมาสัมพุทโธภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโตโลกะวิทู อะนุตตะโรปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ วิชชา คือ ความรู้ ทุกคนต้องปฏิบัติจรณะ แล้วก็เกิดวิชชาเกิดความรู้ทุกคน อันนี้ไม่ใช่เป็นแต่ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ทุกคนต้องมาทำแบบนี้ถึงจะได้วิชชาจรณะของพระพุทธเจ้า ความประพฤติปฏิบัติของคุณทั้งหมด แล้วจะได้บรรลุในผลของการประพฤตินั้นเป็นแบบของพระพุทธเจ้า ความประพฤติทั้งหมดที่ประพฤติแล้ว ทำให้จิตใจบรรลุกับเกิดปัญญามีความจริงคือจิตมันบรรลุหลุดพ้นจากกิเลสหมดเป็นจิตที่สะอาด เป็นการประพฤติเพื่อให้เกิดกายบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์ วจีบริสุทธิ์ด้วย แล้วก็ต้องมีปัญญาร่วมรู้ไปด้วยเสมอไม่ได้ขาดกันระหว่างจิตกับปัญญาขาดกันไม่ได้ด้วย เป็นคู่ที่ร่วมรู้กันไปเสมอ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธถ้าไม่ได้อยู่ในร่องรอยของจรณะกับวิชชาไม่ใช่ศาสนาพุทธเป็นการปฏิบัติออกนอกพุทธเลย ในพุทธคุณ 9 มีจรณะ 15 มีปัญญา คุณต้องทำให้ถึงขั้นสูงสุดที่ท่านตัดเกรดเอาไว้ ที่พระอรหันต์ กิเลสคุณหมดอย่างถาวรทำให้ตัวเองตายแล้วสูญแยกจิตให้เป็นอุตุธาตุได้ ตายแล้วทำให้ไม่เกิดอีกได้ หรือจะเกิดอีกก็ได้ อันนี้อาตมาเอามาเปิดเผยกับสังคมในยุคนี้ที่เป็นเถรวาทในเมืองไทยเขาจะเอาอาตมาตาย บอกว่าจบเป็นพระอรหันต์แล้วเกิดได้อีก เขาก็จะเอาอาตมาตาย แต่เดี๋ยวนี้เงียบไปเลยไม่กล้าแย้งอาตมาแล้ว เพราะว่ามันเป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียด อาตมาก็ขยายความยืนยันหลักฐานตามพระไตรปิฎกไม่รู้ต่อกี่สูตร มีพยัญชนะ พระบาลีมีหลักฐานตำนานก็

อ่านต่อ

เลยจำนนต่อสิ่งที่อาตมาพูด เพราะว่าเถรวาทโดยเฉพาะในเมืองไทยไม่รู้จักพระโพธิสัตว์ ถ้าหากว่าเป็นมหายาน เถรวาทคือ หินยานคือ ยานเล็ก คนจำนวนน้อย ส่วนมหายานนั้นไม่ติดใจเรื่องการเวียนตายเวียนเกิด แต่เถรวาทเป็นอุจเฉทิฏฐิ เข้าใจว่า อรหันต์ตายแล้วสูญ เกิดอีกไม่ได้

จรณะ 15 วิชชา 8 ขึ้นหัวเรื่อง ศีล ศีลเป็นตัวกำกับกำหนดกรอบขอบเขตของทุกอย่าง ส่วนอปัณณกปฏิปทา 3 คุณต้องปฏิบัติอยู่ใน 3 หลักนี้ให้ได้ ต้องมี ถ้าไม่มี 3 หลักนี้ ไม่ใช่พุทธ ต้องมี 3 ข้อนี้จึงเป็นพุทธคือ สำรวมอินทรีย์ 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคคะ ถ้าคุณบอกว่าจะถือศีล แต่ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายไปสัมผัสคุณไปนั่งหลับตาปฏิบัติ นั่งหลับตาแล้วคุณจะต้องไปถือศีลทำไม ศีล มันต้องเกี่ยวข้องกับสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 จะต้องเกี่ยวกับการพิจารณาของกินของใช้ โภชเนมัตตัญญุตา อาหารการกินเครื่องใช้ไม้สอยที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ ถ้าหากเกี่ยวข้องกับสัตว์มันจะอยู่ในอาหาร ถ้าเผื่อว่าเกี่ยวข้องกับของกับพืชมันจะอยู่กับเครื่องใช้ เรื่องกินก็คืออาหาร กวฬิงการาหาร เครื่องใช้คือดินน้ำไฟลมกับพืช พืชเป็นพีชนิยาม ไม่มีความรักไม่มีความชัง ไม่จองเวรจองกรรม ไม่สุขไม่ทุกข์อะไร มันมีชีวะแต่มันมีคุณสมบัติเหมือนกับวัตถุหลายอย่าง แต่ว่ามันเป็นชีวะมันก็มีความต่าง ความต่างพวกนี้ต้องเปรียบเทียบกันถึงจะรู้ว่าเราก็จะรู้จัก ลิงคะ คือความต่าง การศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าจึงต้องมีอาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส อุเทส คือ คำบรรยาย เป็นการแสดงหัวข้อธรรม ธรรมะรายละเอียดของผู้ที่อยู่ในฐานะของครูให้ฟัง เสร็จแล้ว ต้องมีการสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค ให้ครบ ชาคริยานุโยค ไปแปลแค่ว่า ต้องตื่นจากหลับ อย่าเอาแต่นอนหลับ ตื่นขึ้นมาบ้าง ก็คนเราก็ต้องตื่นอยู่แล้ว ก็เลยไม่ต้องไปปฏิบัติอะไร ก็เลยไม่ลึกซึ้ง ชาคริยานุโยค เป็นสิ่งที่ยืนยันว่า คุณจะต้องมี อนุโยคะ คือความเพียร เพียรให้ตื่นทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม การนั่งหลับตานั้นมีแต่มโนกรรม คุณก็ตื่นอยู่ในภพของคุณ มันจะไปยากอะไร แต่มันไม่พอ มันไม่ได้เรื่องอะไรหรอก มโน มันต้องควบคุมวาจาและกายอยู่แล้ว หากว่าคุณฝึกชาคริยา กับกายกรรม วจีกรรม จิตของคุณก็เก่งขึ้นแล้ว หากฝึกกับกาย วจี จิตก็จะเก่ง คุณล้างกิเลสได้ตั้งแต่ภายนอก ได้แล้ว เหลือแต่ภายในก็เรื่องเล็กของคุณเลย ไม่ต้องอาศัยข้างนอกก็ยังได้ สะดวกที่สุดแล้วก็มีเวลามากที่คุณจะจัดการมัน แต่ภายนอกคุณไม่รู้เรื่องเลย ขออภัยอย่างมหาบัวไม่รู้เรื่องกามภายนอก ไม่รู้เรื่องการเสพติด แล้วจะไปรู้เรื่องภายในจิต ที่เป็นอุปกิเลส ที่เป็น มานะ อติมานะ ก็ไม่มีทางรู้ได้ อย่างที่เห็นว่าตนทำดี โดยเฉพาะไปติดลาภยศสรรเสริญ ไปเรี่ยไรได้ลาภ ก็อ้างว่าเอาเข้าคลัง เขาก็ให้สิ แต่ก็ต้องนับถือว่าทำจริง จะหกตกหล่นบ้างก็แล้วแต่ จนได้เยอะ จนคนอื่นทำไม่ได้เพราะมีองค์ประกอบมาก มันก็ได้มีเครื่องช่วยตัวช่วยเยอะ อย่างน้อยเอาชาติอ้างก็ได้ มีคนยอมรับก็ได้เข้าใจหาเหตุแวดล้อมเพื่อให้ทำได้ แต่หลงภูมิใจว่าไม่มีใครทำได้อย่างนี้ มันก็จริงอยู่ ที่ทำได้มันก็ดีส่วนหนึ่ง แต่ในส่วนที่เสียที่ตัวเองไม่รู้ในสิ่งเหล่านี้ตัวเองติดแล้วจมไม่ลงหนักหนาอยู่ไม่รู้แม้แต่เรื่องของกาม จิต อัตตามานะ อติมานะที่ตัวเองติด สาเฐยยะ ก็เป็นอัตตาภายในจิตก็ไม่รู้จัก แล้วหลงแถมอีกว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว แค่นี้ก็มืดยกกำลังมืดเลย สมณะฟ้าไท...หากหลวงตาได้ฟังก็จะเข้าใจ พ่อครูว่า...ที่อาตมาจำเป็นต้องทำคือ จำเป็นต้องแทงด้วยหอก แต่หอกอาตมาหักหมด ไม่รู้กี่เล่มแล้ว เขาไม่รู้เรื่องวิญญาณ นามรูป วิญญาณก็ไม่รู้เรื่อง ไปหลงวิญญาณ นิรมาณกาย ยิ่งกว่าวิญญาณล่องลอย แต่ไม่รู้วิญญาณนามรูป อาตมาต้องย้ำ พูดมากก็เพราะ ลูกศิษย์ลูกหาเขามีเยอะ ไม่ว่าจะเป็นสำนัก News 1 นี่ก็ตาม ก็เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์เขา ขออภัยยกตัวอย่างชัดเจน มันยาก อาตมาจึงจำเป็นจะต้องแรงและชัดเจนแยกให้ขาด เพื่อที่จะให้รู้ชัดเจน ไม่ใช่ไปกระหน่ำย่ำยี ท่านมหาบัว ไม่ใช่ อาตมาก็ขออภัยท่านอยู่แล้วในฐานะที่ท่านเป็นภันเต บวชก่อนอาตมาจนสิ้นไปแล้วอายุ 96 ปี

หากว่าไม่รู้ตั้งแต่กามหยาบ ไม่รู้อัตตาภายใน แล้วไปประกาศว่าเป็นพระอรหันต์มันจะได้อย่างไรไม่รู้ 2 อย่างนี้ ไม่ได้ดับเหตุที่เกิดกาม เกิดอัตตา จึงเป็นจิต 0 ไม่ไปหากาม ไม่ไปหาอัตตา ซึ่งอันนี้เขาอธิบายเพี้ยนไปจนกลายเป็นทางสายกลาง อธิบายผิดไปหมด ธรรมะพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) อาตมาก็ประกาศหาผู้พี่อยู่ ในยุคไอที Globalization ก็น่าจะรู้กันได้ ฟ้าบ่กั้น มันรู้กันหมด ไม่มีอะไรเป็นความลับ ก็ไม่น่าจะไม่รู้ว่าใครอยู่ที่ไหนเป็นอย่างไร สมณะฟ้าไทว่า..พ่อครูประกาศว่าจบระดับ 7 ขึ้น 8 แล้วไหม พ่อครูว่า..ก็ทำไป ให้รู้จักอีกทีก็สูงเสียแล้ว

ศีลข้อ 1 คุณต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสัตว์ โดยเฉพาะกับคน คุณจะต้องศึกษาความโกรธ ความซื่อสัตย์ ความรัก ความชัง มีเยอะแยะในคน แต่คุณไม่ โยนทิ้งไปดื้อๆ แล้วคุณจะได้ปฏิบัติกิเลสที่หมักหมมอยู่ในใจได้อย่างไร คุณละเลยมันแล้ว ก็เสร็จสิ กลายเป็นอุจเฉททิฏฐิ เป็นพวกขาดสูญ คุณไม่ได้ปฏิบัติกามคุณ 5 ตีทิ้งไปเลย อย่างมหาบัวเป็นต้น ไม่รู้ว่าตัวเองติดในสิ่งเสพติดอื่นๆกินหมากไม่ขาดปาก ติดหนัก ก็ไม่เข้าใจมันเป็นการเสพติด ซึ่งมันไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร จนกระทั่งเขาบอกให้เลิกกันได้หลายประเทศแล้ว ในเรื่องการติดหมากพลู เมืองไทยแต่ก่อนเคี้ยวกันตั้งแต่อำดำ อำแดง สายนั่งหลับตามหาบัวกินหมากจับๆ กันทั้งนั้น เพราะว่าไม่รู้ก็เลยพากันเลอะเทอะ อาตมาก็สงสาร ฟังธรรมะดีๆ อาตมาไม่ได้ไปด่ามหาบัวหรอก แต่ตักเตือนขนาดนี้ก็ยังไม่รู้ตัว ว่าพูดเยอะแยะคนจะไปรู้ได้อย่างไร เอาสำลีไปเช็ดหนามทุเรียนมันจะไปรู้ได้อย่างไร

ศีลข้อที่ 2 เกี่ยวกับข้าวของเกี่ยวกับพืช หากว่าคุณไม่สัมผัสไม่เกี่ยวข้องกับพืช กับข้าวของเลย ไม่ปฏิบัติ คุณก็จะได้พิจารณากับอะไร เพราะว่ากิเลสมันเกิดกับของกับพืช ซึ่งมันก็มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสของ ของกับของพืช เช่นอันนี้กลมสวย โต๊ะสวย บ้านสวยอะไรก็ได้ทั้งนั้น เหมือนพวกเราชมพืชพวกนี้ แต่พวกเราไม่ได้ติดใจอะไร เขาก็ว่ายังติดเลย แต่เราไม่ได้ติด เราก็โชว์เพื่อให้คนได้ประโยชน์ ไม่ได้ทำให้เจริญอย่าง เจริญ สิริวัฒนภักดีกับเจริญเครือโภคภัณฑ์นะ แต่เจริญกิเลสลด เจริญไม่สะสม ไม่กอบโกย ถ้าหากคุณไม่ได้ปฏิบัติเพื่อที่จะเกี่ยวกับสัตว์เกี่ยวกับของ สัมผัสแล้วกิเลสมันเกิดหรือไม่เกิด คุณต้องอ่านความจริงในปัจจุบัน กิเลสมันเกิดต้องเกิดในปัจจุบันที่มันมีผัสสะ ไม่มีผัสสะ กิเลสไม่เกิดในปัจจุบัน ก็มีแต่สัญญานึกคิดเอา เป็นอดีตที่นึกคิดขึ้นมา หรือเป็นอนาคตที่สร้างขึ้นไป มันก็ลอยลม อดีตกับอนาคต มันมีที่ไหนเล่า ศาสนาของพระพุทธเจ้าจึงให้ปฏิบัติที่ ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ต้องมีความเข้าใจว่านิพพานนั้นต้องมีทิฏฐธรรม มีกาละ เป็นปัจจุบันชาติ ทิฏฐกาละหรือทิฏฐธรรม แปลว่า เห็นอยู่หลัดๆโต้งๆ สัมผัสอยู่ก็ยังไม่หายไปยังไม่ขาดจากปัจจุบัน ถ้าหากขาดจากปัจจุบันเมื่อไหร่ ก็ไม่ต่อนะเป็นอดีต คุณก็จะนึกขึ้นมาเป็นสัญญา ถ้าต่อเนื่องกันไปไม่ได้ ขาดสันตติ คุณอยู่ในปัจจุบัน แต่ถ้าหากสันตติคุณยังไม่ต่อมันขาดไป ขาดไปแค่ 1 วินาทีก็เป็นอดีตแล้ว ครึ่งวินาทีก็ขาดไปแล้วครึ่งวินาที ละเอียดหน่อยนะอาตมาอธิบาย สรุปแล้ว หากคุณไม่มีสิ่งสัมผัสเป็นปัจจัยก็ไม่มีฐาน ไม่มีฐานะไม่มีที่ตั้งให้คุณได้ปฏิบัติธรรม ไม่มีแหล่งให้คุณปฏิบัติธรรม ในพรหมชาลสูตรว่าไว้อ่านพระไตรปิฎกให้แตก ไปหลับตาจึงตีทิ้งได้เลย แต่เขาก็ไม่เข้าใจกันเลยอยู่ในพรหมชาลสูตร สูตรที่ 2 สามัญญผลสูตร เป็นสูตรที่ให้เป็นสมณะเป็นสามัญ สูตรที่ 3 อัมพัฏฐสูตร ก็ว่าด้วย ความเสื่อม เน้นที่ความเสื่อม ชาวพุทธในการออกป่า

เมื่อศีลเป็นตัวกำหนดแล้วปฏิบัติอปัณกธรรม 3 ก็เกิด ศรัทธา เกิดความเข้าใจ เกิดความรู้ เกิดความเชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อมั่น แล้วปฏิบัติตาม เมื่อมีการสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียงสัมผัสแล้วเกิดกิเลส แต่ก่อนคุณไม่ได้ละอายเลยที่คุณเกิดกิเลส ได้แต่สวาปามเอาเพิ่มกิเลสพวกนั้น ผูกสัมพันธ์เพิ่มน้ำหนักให้มันโตมันหนามันอ้วนอยู่ทุกวัน แต่ตอนนี้มารู้แล้วว่าเราเอ๋ย เพิ่งจะรู้ความโง่ของตัวเอง มันก็เกิดความละอาย ผู้สำนึกรู้จักละอายต่อความความผิดความติดของตัวเอง กิเลสมันมีเยอะแยะเราก็ละอายหมดก็คงจะหมดแรง ไม่ใช่ไม่ได้ ต้องเอาตัวไหนที่คุณกำหนดก่อน เรื่องไหนที่คุณจะปฏิบัติก่อน ไม่อย่างนั้นคุณทำไม่ไหวหรอก มันต้องทำเป็นตัวๆเป็นคู่ๆไป เมื่อเก่งขึ้นก็ 2 คู่ เก่งขึ้นก็ 3 คู่ เป็นศีล 5 ก็ทำให้เต็มที่เถิดรับรองว่าศีล 5 อย่างละเอียดขึ้นไป คุณบรรลุพระอรหันต์แน่นอน เมื่อคุณปฏิบัติถึงขั้นที่เกิดจิตใจที่ละอายต่อสิ่งที่แต่ก่อนว่าตัวเองทำ แต่ก่อนนี้ทาปากแดงใครก็ชื่นชมชื่นใจ แต่เดี๋ยวนี้ละอายหากว่าเราต้องทาปาก หรือแม้แต่นัยอื่นก็แล้วแต่ คุณต้องรู้สึกตัวว่า แต่ก่อนคุณไม่รู้ประสีประสา แต่เดี๋ยวนี้คุณรู้แล้ว มีเดียงสาแล้ว แต่ก่อนไม่รู้เดียงสาทำอะไรเหมือนเด็กๆ จนกระทั่งเกิดความละอาย อาย ที่มีน้ำหนัก อาย นี้ต่อหน้าไม่ทำ แต่ลับหลังเอาละน่า ไม่มีใครรู้ใครเห็นนี่หว่าทำลับหลัง แต่ถ้าเป็นโอตตัปปะ ต่อหน้าก็ไม่ทำลับหลังก็ไม่เอา เพราะเราเชื่อในกรรมวิบาก พอมันแวบขึ้นมา เราก็ไม่เอาแล้ว โอตตัปปะ ความกลัวต่อบาปต่อสิ่งที่ไม่ดีไม่งามที่เราตั้งใจจะลดละ มันก็เกิดน้ำหนักของความไม่เอาความปล่อยความวางความไม่คลุกคลีไม่เกี่ยวข้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าดับความจำ ดับความรับรู้ ดับความกำหนดรู้ ไม่ใช่ แต่กำหนดรู้อยู่ รู้อยู่แต่อ่านสอนว่าจิตใจเรา ให้ไม่มีอาการของกิเลสเคลื่อนไหวเลย สัมผัสอยู่ มันยั่วยุ ทีรู้ตัว ทีไม่รู้ตัว สัมผัสแล้วกิเลสก็ไม่เกิดอย่างนี้ เราก็จะอ่านจะเจอ เราได้อย่างสนิทขึ้นๆ มันจะเห็นจริงเลย เพราะฉะนั้นอำนาจของ หิริ โอตตัปปะ ต้องเกิดจริง คุณก็ทำการลดละได้ สั่งสมลงเป็นพหูสูต แปลว่าเป็นผู้รู้มากขึ้น พหุ มาก สูตะ คือรู้ เป็นผู้รู้

ถ้าแปล พหูสูตรว่า (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ว่าคงแก่เรียน ไม่ใช่ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท...ได้ฟังพ่อครูเทศน์ จรณะ15 อปัณนกธรรม3 สัทธรรม 7 ก็จะได้รายละเอียดเพิ่มขึ้นๆ พ่อครูว่า...เราทำได้ สั่งสมพหูสูตร ก็ทำซ้ำทำให้มาก อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ภาวนา แปลว่า การเกิดผล แล้วก็ต้องอย่างที่ทำได้ ภาวนา แปลว่า ความสำเร็จ ไม่ใช่การท่องบ่น ไปนั่งสมาธิ ไม่ใช่ แต่ภาวนาคือทำอย่างสำเร็จผล ทำให้มาก พหุลีกัมมัง นี่คือการรักษาผลสามอย่าง อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง คุณก็จะสั่งสมตกผลึกเป็นพหูสูต อันนี้คือคุณธรรมของ วิริยะ สติ ปัญญา มีความเพียรทำด้วยสติ ปัญญาเป็นผู้ช่วยสติ กับปัญญาเป็นหวังเฉาหม่าฮั่น วิริยะคือผู้ช่วย ทำให้เกิดสัทธรรม 7 ทำอย่างนี้เป็น 7 คุณธรรมอันนี้เข้าไปสะสมเป็นบุญ คือพลังงานที่ทำนั้นเป็นพลังงานฌาน 1 2 3 4 พลังงานฌาน คือ อุณหธาตุ ทำงานเผากิเลส เผาตัวเป็นโทษภัยของจิตเจตสิกต่างๆ ตัวไหนก็แล้วแต่ที่เราตั้ง ศีล แล้วจัดการมันเผามันเผามัน เดี๋ยวก็ได้กินมัน เพราะฉะนั้นฌานเผา เป็นผลสำเร็จเรียกว่าเป็นบุญ บุญนี้เกิดตามหลังฌาน ฌานคือพลังงานที่เผา ฌาน 1 2 3 4 เผาเสร็จเรียกว่าปุญญะ ถึงเรียกว่านักฆ่า ตัวประหาร ตัวเพชฌฆาต เป็นตัวประหารให้คอขาด ตายเสร็จจบหมดสิ้นชีวิตอย่างถาวร เพราะฉะนั้น ตัว บุญ จึงทำงานฆ่ากิเลส เป็นตัวจบ แล้วก็ไม่มีตัว จฝแสดงตัวอีก ซึ่งอาตมชขยายความไม่รู้กี่ทีแล้ว 630306_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จรณะ 15 โดยพิสดาร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน