สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน มนสิการคือต้นธาตุต้นธรรมของตน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.64 KB
วันที่แก้ไข23 มีนาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร 10) ตอน มนสิการคือต้นธาตุต้นธรรมของตน _ฟ้าใส แซ่หว่อง...ขอนอบน้อมกราบนมัสการพ่อครูผู้มีวิถีโลกุตระ The way of life ลูก ขอถามดังนี้ค่ะ 1. มนสิการ จะถือว่าเป็นต้นกำเนิด /เป็นต้นตระกูลของธรรมทั้งปวงได้ไหมคะ? พ่อครูว่า...คุณทำใจในใจ หากทำมนสิการเป็น คุณก็จะสร้างใจสร้างกายสร้างชีวิต ตามที่คุณปรารถนาจะให้เป็น ก็เรียกว่ามันเป็นต้นกำเนิด คุณเป็นต้นธาตุต้นธรรมของตัวเองนะเป็นต้นตระกูลของธรรมะในตัวเอง เป็นสิ่งที่ทรงไว้ของใครก็ของใครของผู้นั้นทรงไว้ซึ่งสภาวะธรรม แล้วก็จัดการให้สะอาดบริสุทธิ์ เป็นสิ่งอาศัยเป็นประโยชน์คุณค่าไม่มีโทษแก่ใครๆเลยนี่เป็นการทรงไว้ หรือว่าคุณจะแยกธรรมะที่ปรุงแต่งหรือนี้ให้แตก เป็นธาตุอุตุเป็นธาตุดินน้ำไฟลมไปเลย คุณก็หมดทุกอย่างธรรมะก็ไม่ทรงอยู่ไว้อัตภาพ ก็ไม่มีชื่อว่าของคุณไม่เหลือเลย เป็นธาตุดินน้ำไฟลมไปเลย นั่นคือสูงสุดของความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แต่ถ้าคุณบรรลุแล้ว คุณทำได้ทำให้จิตทั้งหมดเลยที่คุณสัมผัสสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับอะไรทั้งหมดอะไรมาสัมผัสคุณก็ทำให้เป็นอุตุได้ ตายแล้วคุณก็สามารถแยกจิตของคุณให้เป็นอุตุได้สูญแล้วสูญเลยจะกลับมาอีกไม่ได้ พระโพธิสัตว์ยังไม่สูญเลยทีเดียวยังต่อไปได้อีก ไม่เป็นไรลึกซึ้งรู้ไว้เข้าใจไว้อาตมาพูดได้เพราะว่าอาตมามีสภาวะนั้นแล้วเอามาอธิบาย ในพระไตรปิฎกไม่มีอธิบายไว้ฉบับสยามรัฐยังไม่เห็นว่าใครอธิบายไว้ อาตมาอาจอ่านไม่เจอก็ได้ อาตมามั่นใจว่าที่พูดไม่ผิด สรุปคำตอบ คือ ถือว่าเป็นต้นกำเนิดก็ได้

2. พ่อครู เคยเทศน์ว่า จิต มันรับรู้เร็วมาก โดยเฉพาะการเกิด อายตนะ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ฯ มันเกิดทีละอย่าง แต่เร็วมากแต่เรารู้สึกว่าเกิดพร้อมกัน เช่น เราดูพ่อครูแสดงธรรม ทางทีวี การเห็นรูปกับ ได้ยินเสียงเรารู

อ่านต่อ

้สึกว่า มันเกิดพร้อมกัน แต่จริงแล้ว เห็นรูป กับการได้ยิน ไม่เกิดพร้อมกัน ลูกเข้าใจถูกไหมคะ? กราบนมัสการค่ะ พ่อครูว่า...หากแยกแยะไม่ออก เห็นดีเป็นชั่วเห็นชั่วเป็นดีได้ เห็นโพธิรักษ์เป็นพระเทวทัตไปได้ มันคนละฟากฝั่งเลยต้องชัดเจน การแยก 2 เป็น 1 ได้หรือทำ 1ให้เป็น 2 ตามที่พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ สามารถทำ 1 ให้เป็น 2 ให้เป็น 3 ให้เป็น 4 ให้เป็นหลายได้ แต่ในพระไตรปิฎกท่านบอกว่าทำให้คนหนึ่งเป็นหลายคนก็ได้ ก็เลยไปเนรมิตเป็นฤาษีไปเนรมิตคนเป็นร้อยเป็นพันนั่งอยู่ในห้องได้เหมือนกันหมดด้วยแยกไม่ออกเลย แต่ของพุทธก็ต้องแยกออก ให้เป็นแฝดก็แยกออก มีอาการ ลิงค ที่ต่างกัน ต้องแยกออกให้ได้เป็น 2 เช่นสุขกับทุกข์ นี่คือโลกุตระ แต่ดีกับชั่วเป็นโลกียะ ก็เอาดีไว้ก่อนอย่าเอาชั่วเลย แต่สูงกว่านั้นเป็นสุขกับทุกข์ไม่เอาทั้งสุขและทุกข์เลย อันนี้สุดยอด แต่พวกไม่เอาทุกข์ก็ขอเอาสุขอย่างเดียวเป็นสุขนิยม ตายไปแล้วไปอยู่กับพระเจ้านิรันดร เขาไม่รู้ว่าตัวเองต้องเกิดแล้วตาย เขาระลึกของตัวเองได้แค่นี้แล้วก็เอามายืนยันว่าตายแล้วเราก็ไปอยู่กับพระเจ้า แม้แต่ชาติที่ 2 ก็ไม่มีก็เลยตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้า จบ ถือว่าเป็นความสุข ทั้งๆที่ตัวเองมีความชั่วตั้งเยอะแยะต้องไปนรกเป็นซาตานอะไรอย่างนี้อธิบายไม่ออก เพราะเทวนิยมเป็นอย่างนี้จึงยาก พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร ระลึกอดีต 18 อนาคต 44 ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย อาตมาก็ได้หยิบเอามาอธิบายบ้างไว้สักวันจะเอามาอธิบาย แต่คนที่ไประลึกชาติ เป็นตัณหาแส่หา อยากจะเป็นชีวิตอย่างโน้นอย่างนี้ซึ่งมันไม่จริงเลย อยากเป็นอะไรอยากเก่งอะไรจะสร้างคู่ต่อสู้มาอย่างเก่งเลย เป็นขนาดที่เก่งที่สุดเอาชีวิตคนตายได้ก็ยังเก่งกว่ายมทูตพญายมอีกอย่างเช่นอาจารย์มั่นอย่างนี้เป็นต้น ก็ว่าไป ซึ่งจริงๆแล้ว 630308_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ทำจิตให้เป็นอุตุพีชะให้ได้ตามสามัญผลสูตร

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน