220906 การอยู่อย่างพรหม-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ020.txt
เนื้อหาในไฟล์
ประทีปเราได้มาศึกษางานได้มาเป็นนักปฏิบัติธรรมหรือว่าได้มาเรียนแต่ไม่ใส่ใจเอาอะไรอันนึงให้กับชีวิตในทางนี้ซึ่งถ้าว่ากันโดยจริงใจแล้วล่ะก็ผมเองอาตมาเองนี่ก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้วสำหรับมนุษย์เพราะว่าไอ้เรื่องทางโลกรู้เรื่องอะไรต่ออะไรของโลกีย์นั้นผมเองหรือว่าอาตมาเองไม่สงสัย ใช้สิ่งอย่างนั้นในโลกนี้ก็รู้ว่าของในโลกหรือเรื่องของโลกมันมีค่าตามสมมติที่ในโลกของเขามีค่าเขายึดถือกันแล้วเขาก็ใช้สิ่งที่โลกมีนั้นเป็นความสุขและเขาเองเขาก็ปรารถนาอยากไพร่และพยายามที่จะเสาะแสวงหาเอาสิ่งที่โลกเป็นโลกมีอยู่ถ้าเขายังไม่ได้เขาก็เป็นทุกข์และก็ได้แล้วก็ยังไม่จบเขายังไม่หยุดเขาก็ยังเสพยังเสมอยังอยากครอบครองยังยึดถือกันอยู่เขาก็เป็นทุกข์ไม่ ร้ายจริงๆแล้วก็ไม่ไม่มีความประหลาดใจอะไรเพราะว่าแน่ใจว่าเรื่องโลกิยะหรือเรื่องโลกนั้นมันก็เท่านั้นเองเราจะเห็นอยู่ตลอดกาลเกิดมาเมื่อไหร่ก็เห็นสิ่งอย่างนั้นเห็นเกิดมาเมื่อไหร่ก็จะเห็นว่าเขาแย่งแย่งสิ่งที่โลกมีกี่ประเภทพร้อมส่งมันก็จะต้องแย่งกันอยู่ตลอดนิรัน ไม่มีจบสิ้นโลกก็จะมีอยู่อย่างนี้อย่างแท้จริงแต่ทีนี้ถ้าเผื่อว่าผู้ใดได้เรียนรู้เท่าทันรหัสปล่อยออกมาจริงๆลดจางคลายลงมาตั้งแต่เขาเสพสมสุขสมของหยาบของตามที่ได้แบ่งโลกเอาไว้ให้ฟังอย่างชัดแจ้งแล้วคิดว่าชัดแจ้งคิดว่าคงไม่คงไม่ยากอะไรแล้ว 18 โลกกับใบโรคระบาดก็จะเน้นจนกระทั่งอธิบายไปชัดๆว่าเอาบายอย่ามุขอยากอยากจนกระทั่งไม่อยากขึ้นมาก็ตามก็อยู่ในระยะที่คล้ายคลึงกันจนถึงกระทั่งโลกแห่งการโลกแห่งโลกกระทำผิดซ้ำซ้อนอยู่นี่อีก เจ้าแม้กระทั่งโลกแห่งอัตภาพโลกของวิญญาณที่ถือว่าวิญญาณมีตัวมีตนวิญญาณมีสภาพที่ต้องไปสร้างเป็นมีนิมิตจะมีรูปแต่มีภาพไม่มีอะไรต่ออะไรที่ไม่รู้ปะรูปปล่อยซึ่งเราก็เคยมีความนึกคิดและก็เคยมีสภาพอย่
อ่านต่อ
างนั้นมาแต่ไหนแต่ไหนถ้าเผื่อว่าเราเองเราปลดปล่อยได้อย่างแท้จริงเราก็จะไม่มีแต่ไม่มีจริงๆไอ้เรื่องออกวิญญาณจะต้องไปเกิดจิตจะต้องไปที่ฝันอะไรต่ออะไรเพ้อเพ้อพกมีไอ้โน่นไอ้นี่อยู่ เพื่อที่จะได้มาเสพสมสุขสมเราก็จะไม่มีเราจะไม่มีความสุขหรือจะไม่มีความทุกข์เพราะสภาพที่เป็นอยู่ในจิตเราจะรู้อารมณ์ของเราเราจะอ่านไปจนกระทั่งแม้กระทั่งอารมณ์ที่เวลาเราไม่ได้อยู่ในสภาพตื่นเต็มมีอาการครบถ้วนทางทวาร 5 ทางทวาร 6 แล้วก็มีสติสัมปชัญญะรู้เท่ารู้ทันเราไม่ทุกข์ไม่สุขเพราะว่ามีสภาพเต็มทวาร 6 เวลาที่เราไม่มีทวาร 6 แล้วเราเหลือแต่ทวารจิตเราก็ไม่ทุกข์ไม่สุขในทวารไม่ทุกข์ไม่สุข พระผู้ที่ยังมีอัตภาพยังมีวิญญาณยังมีอะไรเหลืออยู่ก็ทุกข์ก็สุขในทวารจิตมีการยินดีมีการยินร้ายอยู่ในทวารจิตตะทวาร 5 แล้วพอไปถึงอยู่ในทวารจิตเท่านั้นในขณะนั้นก็มีความติดใจหรือว่ามีความไม่พอใจมีความพอใจหรือไม่พอใจยินดีหรือไม่ยินดีอยู่ในสภาพพบนั้นภูมินั้นให้แก่ตนอยู่ถึงแม้แต่จะมีตัวมีตนมีรูปมีลาภมีอะไรต่ออะไรที่เราเคยเป็นเคยมีแต่เราก็รู้เท่าทันไม่มีสุขไม่มีทุกข์เราก็จะรู้ตัวที่ไม่มีสุขไม่มีทุกข์หรือตัวที่ไม่ติดใจไม่ ชิงชังอะไรจนเกิดการไม่ชังไม่รักพยายามฟังดูดีๆฟังตัวซ้อนถ้าเรารู้จักอารมณ์ผ่านอารมณ์ได้แล้วเราก็ไม่มีจริงๆเมื่อใดก็ไม่มีทวาร 5 สัมผัสอะไรต่อในทวาร 5 เราก็ไม่ไม่มีโกรธไม่มีโรคไม่มีจิตใจไม่มีชิงชังธรรมดาสบายอยากจะกระทบสัมผัสจะอยู่กับอะไรๆยังไงก็ได้หรือแม้ไม่อยู่หลับก็สบายตื่นก็สบายไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นวัตถุสิ่งของดินน้ำไฟลมจนกระทั่งถึงสัตว์มนุษย์ เราจะกระทบสัมผัสอยู่กับสัตว์มนุษย์หรือว่าอยู่กับบรรยากาศดินน้ำไฟลมจะเจอสลาตันใหญ่แรงก็ไม่โกรธสลาตันจะเดินจะเจอแดดที่ร้อนเปรี้ยงจะเจอฝนที่หนักจะเจออะไรต่ออะไรที่เป็นสภาพธรรมชาติที่โหดร้ายเราก็ไม่ทุกข์และเราก็ไม่สุขแต่เราจะรู้ความยากความง่ายถ้าเมื่อสภาพที่เราเองจะเรียกว่าเราจะเปลี่ยนแปลงหรือว่าจะไม่ให้มันเป็นไปด้วยความทุกข์ทรมานด้วยสังขารเกินไปเราจะต่อสู้ต่อบรรยากาศที่บางอย่างมันจะมันไม่รู้เรื่องเราจะสละ เราก็น่าจะหลบเลี่ยงได้แล้วก็ไม่น่าจะไปทำร้ายก่อนแม้เราจะต้องถูกทำลายแก้ไขไม่ได้ก็ปล่อยเขาวางก็ไปถึงตายถึงถูกทำลายต่างก็ตายไม่ทุกข์ไม่ได้โหยหาไม่ได้เดือดร้อนแต่ถ้าเผื่อว่าหลบเลี่ยงได้ก็เอาก็ทำตามปฏิภาณตามปัญญาเรื่องออกมาได้ก็เลี่ยงไปเลี่ยงไม่ได้ก็ไม่ได้ทุกข์ตายก็ตายถ้าเกิดสิ่งอย่างนั้นก็เกิดสิ่งอย่างนั้นหรือแม้เราเจอกับอย่าว่าแต่สลาตันที่โหดร้ายเลยเราเจอคนที่ชั่วหรือคนที่โหดร้ายคนนี้ ผลัดกันแล้วเขาก็เป็นอย่างนู้นเป็นอย่างนี้อะไรต่ออะไรที่เขาทำเราจะมีจิตใจและมีปฏิภาณอยู่กับเขาโดยการที่จะปลดปล่อยไอ้โน่นไอ้นี่เราจะไม่ถือโกรธเพราะคนนี้เป็นอย่างนี้คนนี้เขาโหดร้ายอย่างนี้คนนี้เขาอยากกระด้างอย่างนี้คนนี้เขาเลวอย่างนี้คนนี้เขามีความนึกคิดอย่างนี้เขายึดอย่างนี้ก็ถืออย่างนี้ก็เป็นอย่างนี้เราเห็นว่าอย่างนี้ไม่ดีเราก็รู้ว่าส่วนนี้ไม่ดีหรือเราไม่ร่วมด้วยเราไม่ไม่เห็นดีด้วยแต่เราจะเอาอนุโลมถ้าเกิดว่าเราไม่อนุโลมคนนั้นก็ยึดอีกก็ถือโกรธถือเคืองถ้าเราจะอยู่ร่วมด้วยจริงๆเราจะเป็นไปเราก็ต้องอนุโลมตามกันถ้าเราไม่อนุโลมตามกันเราก็รีบแยกได้โดยที่เรียกว่าแม่เขาโกรธเคืองถือสาเราก็ ไปแยกไปพอสมควรถ้าไม่ปลีกไม่แยกไปถ้าปลีกแยกไปแล้วถือสาทะเลาะกันอยู่ไม่ได้เลยเราเห็นว่าไม่ได้คนนี้ยึดแรงคนนี้ถือแรงเอาอันนี้แรงเราก็ต้องแยกกันไปอยู่กันคนละที่คนละแผ่นเราจะอยู่ได้ไม่โกรธแม้อย่างนั้นเราก็ไม่โกรธไม่ถือพยาบาลไปถือเคืองไม่รักไม่ติดใจไม่ติดใจไม่โกรธเคืองอะไรเราจะอยู่เป็นสุขไม่มีสภาพโกรธเคืองพยาบาทไม่มีสิ่งไม่ติดใจอะไรจริงๆและอยู่ในภพในชาติแม้อยู่ในทวารจิตจิตเราเคยเป็นวาสนามันสามารถสร้างนิมิตถ้าพูดได้หมดอัตราแล้วนี่ไม่นั่นก็เป็นนิมิต ไม่ติดใจว่านิมิตรนั้นเป็นของจริงไม่ติดใจว่านิมิตอันนั้นเราจะต้องเป็นสุขเป็นทุกข์ไม่แต่เราก็จะเกิดถ้าผู้ใดที่เคยมีวาสนามีวาสนาติดนิมิตมีนิมิตนั้นอันนี้แต่ผู้ที่ไม่ติดไม่มีแล้วแล้วก็ไม่หนักใจอะไรในนิมิตผู้นั้นก็ไม่มีนิมิตรมีนิมิตอะไรตามที่ใจมันเป็นภาพเป็นเรื่องเป็นตัวเป็นตนเป็นอะไรตามที่เราว่าหลับตาเขาก็มีสภาพเหมือนฝันเป็นฝันเป็นสภาพจิตที่จะต้องถ้าเรายกจิตขึ้นนึกทราบให้มันมีมันก็มีได้ตามที่เราสามารถใครทำได้ก็ทำได้หลับตาเขาจะปั่นลูกคนนั้นบ้าน มีปั้นรูปสิ่งนั้นปั้นรูปสิ่งนี้มันก็ย่อมปั้นได้สำหรับคนที่เคยทำแต่เราก็รู้ว่าสิ่งนั้นไม่ใช่ของจริงไม่ใช่โดยเฉพาะไปนึกว่าวิญญาณไปนึกว่าอะไรอันหนึ่งของมนุษย์ชาติหรือของอะไรต่ออะไรมีตัวมีตนที่แท้ตายไปแล้วก็จะมีอย่างนั้นอยู่เป็นอย่างนั้นอยู่มันไม่ใช่ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยมันก็จองกระจายไปตามเหตุปัจจัยมันก็เคลื่อนผสมส่วนอะไรต่ออะไรไปตามอย่างนั้นอย่างนั้นแหละดินถ้าเราเข้าใจว่าดินนี่มันเวลาเราสลายสมมุติว่าเนื้อตัวของเรานี่ตายก็เอาไปเผามันก็จะแปรเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย พร้อมที่จะแปรเปลี่ยนสวนน้ำระเหยไปเป็นอะไรธาตุน้ำส่วนดินส่วนดินก็จะตื่นแปรสภาพไปเป็นดินทำปฏิกิริยาตามส่วนที่มันเป็นไปแล้วก็ไปมันก็ไม่สูญหายทีเดียวแต่มันก็ไม่คงลูกคงที่มันก็เป็นไม่เป็นอยู่นี่แม้แต่ธาตุดินหรือว่าธาตุดินน้ำไฟลมที่เราเห็นชัดๆมันก็แปรเปลี่ยนอย่างนี้วิญญาณมันก็ไม่เที่ยงเหมือนกับดินน้ำไฟลมที่เป็นรูปร่างเรามันก็ไม่เที่ยงมันก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างนั้นวิญญาณมันก็ไม่เครียดมันก็จะแปรเปลี่ยนไปตามเรื่องตามราวของมันส่วนใดที่มันสลายได้ก็สลายส่วนใดที่สลายไม่ได้ก็ไม่สลายนะเนื้อดินน้ำไฟลมที่ไม่สบายจิตวิญญาณก็เหมือนกันถ้าเราสลายได้ไหมเดือนนี้เราก็ไม่ยึด เกาะกูไม่ต้องเหลือเชื้อเหลือเศษอะไรล่องลอยไปอีกมีอะไรไปอีกมันก็จบก็สิ้นอยู่แล้วทีนี้จิตก็เราไม่มีความหลงผิดอะไรถ้าเผื่อว่าเราอารมณ์ของเราอ่านชัดแล้วอะไรก็ได้ทิ้งหมดจิตของเราไม่มีตัวตนไม่เหลือไอ้สภาพที่เราจะติดใจเป็นสุขเป็นทุกข์ในจิตหลงสุขหลงทุกข์ติดใจอยู่อย่างอ่อนอย่างบางอย่างแก่อะไรไม่มีไม่มีคนตายเดี๋ยวนี้วิญญาณของคุณก็สลายเดี๋ยวนี้แม่เดี๋ยวนี้คุณสัมผัสด้วยตาในหูหรือจะบอกด้วยลิ้นด้วยกายคุณก็ไม่ติดใจคุณก็ไม่ชังคุณก็ไม่รักคุณก็ไม่สุขคุณก็ไม่ทุกข์ที่สุดลืมลืมตานี่คุณก็ไม่มีไม่มีแล้วตายมันก็มีแต่ถ้าว่า ไม่มีอยู่ตายแล้วก็มีแต่มันก็ต้องไปอัตตาในส่วนที่เป็นอัตตานั้นมีอยู่สำหรับคนที่ยังไม่อนัตตาส่วนคนที่อนัตตาแล้วอย่างสิ้นถ้วนมันก็ไม่มีอะไรก็เหลือแต่ร่างกายของเราและความเข้าใจปัญญาอันยิ่งปัญญายิ่งเราจะเกิดเป็นมนุษย์ที่ดีแล้วก็อยู่อย่างดีอยู่อย่างปลอดภัยอยู่อย่างสร้างสรรค์อยู่อย่างที่จะมีประโยชน์เราก็เป็นมนุษย์ที่ดีได้แต่คิดไม่ถือแล้วเราก็ไม่ทะเลาะเบาะแว้งแล้วเราก็ไม่ทุกข์ไม่สุขอะไรกับใครไม่เกลียดไม่รักไม่ติดใจอะไรที่มันร่วมกันได้ดี ประสานกันได้ดีเป็นไปด้วยกันได้ดีแล้วก็เป็นสหเป็นสหายสหายแปลว่าประโยชน์สหแปลว่าร่วมเป็นสหายเป็นสหายเป็นผู้ร่วมในประโยชน์สร้างสรรค์ประโยชน์ไปด้วยกันเป็นสหพรหมแปลว่าสิ่งสูงก็เป็นสิ่งที่ร่วมกันด้วยความเป็นสิ่งสูงสหพรหมอาจารย์ก็แปลว่าผู้ที่มีพฤติกรรมอันเป็นพรหมร่วมกันมีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาอยู่เป็นฐานสูงสุดของศาสนาเดิมศาสนาพราหมณ์ศาสนาพราหมณ์ที่เป็นต้นศาสนาก็มีอันเดียวกันก็อยู่ด้วยกันพูดได้ถึง ผู้นั้นมีพรหมจรรย์บรรลุสิ้นพรหมจรรย์บรรลุถ้วนพรหมจรรย์มีพฤติกรรมของผมผู้นั้นก็อยู่อย่างพระเจ้าอยู่อย่างพรหมเดี๋ยวนี้ก็เห็นได้ว่าเราเองเป็นพรหมเป็นผู้ที่มีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาก็ได้อธิบายความหมายแม้อุเบกขาอธิบายให้ฟังอย่างละเอียดมากมายหลายในเต็มทีแล้วว่าอุเบกขาไม่ใช่เฉยเด๋ออุเบกขาไม่ใช่คนไร้จิตวิญญาณไร้ความรู้ไร้ปัญญาไม่ใช่อุเบกขาเป็นตัวปัญญายิ่งเป็นตัวรู้กุศลอกุศลเป็นตัวที่ทำดีอย่างไม่ติดดีและเป็นตัวที่ไม่ทำชั่วอุเบกขาเป็นตัวที่รู้ในโลกรู้เท่าทันโลกด้วยโลกจะมาสัมผัสเราด้วยความแรงความร้าย เลวหรือมาสัมผัสเราด้วยความยั่วยวนชวนให้ติดไม่ติดชวนให้ข้าไม่ฆ่าชวนให้ทำร้ายไม่ทำร้ายชวนให้ทำดีทำแฮะแต่ไม่ติดดีเพราะว่ายังอยู่สภาพอยู่ก็ต้องอยู่ดีไม่อยู่ร้ายเมื่อเรายิ่งวางยิ่งปล่อยได้ส่วนใดเป็นไปได้อย่างสนิทแล้วเรารู้เท่าทันโลกเราได้ผู้ที่อยู่เหนือโลกได้ผู้นั้นก็ไม่ได้เกรงกลัวไม่ได้ย่อยันต์เป็นผู้ที่อาจหารแก้วปลาต่อโรค 99 อาจหาญต่อสลาตันแก้วกล้าอาจหาญต่อธรรมชาติโลกไม่ว่าแดดน้ำไฟลมสัดส่วนลิ้นคลาน กล้าต่อมนุษย์ทุกผู้แก้วกล้าตอบผู้ร้ายเขาจะร้ายใครจะร้ายอย่างไรเราก็กล้ากล้าหาญเพราะเราไม่มีอะไรกับเขาเราสบายเราไม่ผูกใจไม่ถือโกรธไม่มีอุปมาไม่ถูกโกรธไม่ผูกคือไม่ถือสาปลดปล่อยวางในใจเสมอเพราะกระทบสัมผัสสัมผัสก็ได้หมดเป็นแต่เพียงว่าเราจะมีความเห็นถูกต้องกันไหมถ้าความเห็นพวกนี้ก็สร้างสรรค์เราก็เห็นว่าดีแล้วก็ร่วมสร้างสรรค์ดีด้วยได้เลยนอกจากเราเห็นว่าเป็นความเห็นว่าอย่างนี้เราไม่เห็นด้วยมาขยันหมั่นเพียรสร้างสรรค์อะไรได้อยู่เราไปอยู่คนเดียวว่างๆเฉยๆดีกว่าหรือเราไปทำสิ่งที่เราทำดีกว่าคนนั้นก็ไปทำสิ่งที่ตัวเองเห็นดีเห็นชอบเราก็ยังมีสิ่งที่เห็นดีเห็นชอบบอกว่าเราเองเราจะทำ นั้นบ่ดีแล้วเราเข้าใจว่าดีกว่าเราก็ไปทำสิ่งนั้นทำไมเป็นดีกว่าที่จริงก็เอามันก็ไม่มีปัญหาอะไรปรากฏว่าเราเห็นว่าเราเห็นแล้วอันนี้เขาดีเขาทำไม่ดีกว่าเราจะมาร่วมด้วยก็มาพูดบางอย่างมันอาจจะดีไม่เท่าแต่ว่าก็จำเป็นที่จะต้องสร้างสรรค์ขึ้นไว้ในโลกเราก็รู้ฐานะรู้ความเป็นระดับแล้วเราก็สร้างสรรค์ไปตามขั้นตามตอนเราก็รู้วันรู้คืนดูพระครูเพียรรู้การจัดสรรที่เขาชีวิตรู้กันสารชีวิตเราเดินทางไปสู่ความสำเร็จเดินทางไปสู่ตายวันคืนวันคืนเลื่อนไปเลื่อนไปเลื่อนไปพระพุทธเจ้าถึงนี่สอนว่าวันคืนและเวลากำลังผ่านไปผ่านไปเรา ทำอะไรอยู่เรากำลังทำอะไรอยู่เหมือนกันว่าทำเราทำอะไรอยู่นี่เป็นฐานสูงให้ระลึกว่าเราเราวันคืนเราผ่านไปผ่านไปเรากำลังทำอะไรอยู่เนี่ยมันเป็นถึงพ่อ 8 นะใช่ไหมข้อ 8 ใช่ไหมกลางคืนผ่านไปผ่านไปเรากำลังทำอะไรอยู่ข้อ 8 ใช่ข้อ 8 แล้วก็กล่าวหาเรายินดีในความสงบมันเป็นฐานสูงเป็นภูมิชั้นสูงเรายินดีในความสงบไม่ได้หมายความว่าเราไม่ธรรมดาแล้วมันอยู่เฉยๆแล้ว สงบกายสงบวจีสงบมโนก็คือเรานั่งเฉยๆซึมๆอยู่เฉยๆแล้วไม่ใช่นะข้อ 8 นี่เป็นชั้นสูงแล้วเป็นขั้นเรียกว่าจะต้องมีภูมิซ้อนมีภูมิปัญญาชั้นไม่ใช่เรื่องอื่นๆเขินๆถ้าบอกว่ายินดีในความสงบก็เลยเข้าไปอยู่ป่าอยู่เขาอยู่ถ้ำติดป่าติดเขาติดถ้ำนะสงบแต่เวลามาพบกับมนุษย์มาพบกับสัตว์ร้ายสัตว์มนุษย์นี่แหละร้ายที่สุดมาพบกับอะไรที่ผัสสะแล้วเราก็สู้ไม่ได้ทนไม่ได้ทุกข์สุขหรือว่าโกรธหรือว่าจิตใจอย่างนี้มันไม่ได้หมายความว่าสงบจิตมันไม่สงบเรายินดีในความสงบหมายความว่าเราดีแล้วในความสงบทำบอกว่ายิน พี่ก็เป็นภาษาบอกแล้วว่าเป็นภาษาในทางโลกมันเป็นขี้เหล็กภาษาอังกฤษโดยภาษาไทยกิเลสที่จริงไม่ใช่ความว่ายินดีมันหมายความว่าเราดีแล้วในความสงบเมื่อไหร่เราก็สงบแล้วจะอยู่ในบรรยากาศอะไรสัมผัสอะไรเราก็สงบเรือนใจของเราสงบเพราะเราจะบอกว่ากินดีจิตใจเรายินดีในความสงบเราอยู่ด้วยความสงบเราบอกว่าอยู่ด้วยความสงบแล้วจะอยู่ที่ไหนก็สงบสุดท้ายเนี่ยว่าเราจะต้องเป็นผู้ที่มีจิตที่อยู่ได้ในความสงบถ้าจะแปลกันให้ลึกซึ้งในข้อที่ 9 ถึงข้อที่ 10 มีอะไรเป็นอาหารประจำประเทศข้อที่ 10 ก็เรามีอุตริมนุษยธรรมเรามีคุณวิเศษ ไปที่เครือสหพรพรหมจรรย์ถามเราจะได้ไม่เกิดผลในการภายหลังก็ขอทบทวนอภินิหารปัจจัยเวชแล้วเราจะรู้ว่าเราสุดท้ายแม้เราได้พรหมจรรย์เราได้แต่ไม่ใช่ผมจะเราได้คุณวิเศษแล้วมันก็เป็นคุณนายวิเศษที่จบที่สุดท้ายที่บริบูรณ์แล้วก็จบเอาเป็นอาหารประจำชาติตนได้เมื่อไหร่เราก็ไม่มีปัญหาแล้วเราก็หมดปัญหาเราก็หมดสิทธิ์หมดสิ้นคิดถ้าไม่สิ้นจิตอยู่เราก็จะต้องบำเพ็ญไปตั้งแต่เริ่มต้นตั้งแต่ข้อที่ 1 อาทิตย์บัดนี้เรามาบอกว่าแต่ต้นแล้วแต่ตอนแรกๆจะบอกว่านี่เรามาศึกษาทางนี้เรามาฝึกทำเรา เรียนรู้จากนี้เนี่ยวิชาการอันนี้เป็นการดีแล้วเพราะฉะนั้นแม้แต่คุณจะยังเป็นฆราวาสก็ตามคุณก็ต้องรู้ว่าคุณจะออกจากความเป็นฆราวาสเพศบัดนี้เราเป็นนักบวชเราจะเว้นจากเว้นออกมาโลกน่ะเราไม่เอาอ่ะตั้งแต่หยาบๆเราเป็นผู้เป็นฆราวาสระดับแรกเราจะออกมาก็ออกมาจากโลกอบายหรือโรคต่ำๆปิดสบายให้ได้ตามขั้นตามตอนตามฐานะเพราะฉะนั้นเราก็ยึดกรรมฐานตามระดับบัดนี้เราเป็นนักบวชเราเป็นบันทึกถ้าเป็นผู้ยกเว้นออกเว้นจากเราแต่ต่างจากฆราวาสแล้วนะเพราะเราจะมีศีลเราจะมีกรรมฐานเราจะมีหลักประพฤติเราจะมีกี่หลักก็ตามใจเราเป็นฆราวาสก็รู้สึกอายัดของเรารู้ขนาดของเรา ฐานะของเราเราพึงเพียรพึงทำให้บรรลุซึ่งทำให้ล่วงพ้นแล้วเราก็ไม่ให้ทำให้เหมือนเขาแต่เราก็อยู่กับเขาได้จนกระทั่งเราอยู่กับอบายมุขจากคุณบางคนคลุกคลีกับอบายมุขแต่คุณใจหมดใจไม่ติดแล้วก็ไม่เป็นไปบริสุทธิ์ได้กลายเป็นจีนมโนออกมาหมดไม่ควรทุกทีเลยก็ไม่ควรทุกทีโลกที่ยังอยู่ได้โดยง่ายโดยไม่เดือดไม่ร้อนคุณก็ออกมาเลื่อนฐานะของตนมาสู่สภาพวันอาทิตย์ที่สูงหรือพ้นความเป็นฆราวาสเหตุทั้งกายและจีโนมมาเป็นลำดับแต่ก่อนเราไปเป็นฆราวาสเพราะคลุกคลีอยู่ในกลุ่มของอบายมุขเลยเราพ้นความเป็นอบายมุขเราก็มาเป็นผู้ที่มีศีลอันนี้เราไม่เอาแล้ว มุกเราไม่ไม่ไม่ไม่ไม่เสพไม่สมไม่ไปยุ่งด้วยแล้วเรามาอยู่ในฐานะคนอีกระดับหนึ่งไม่ไปร่วมสร้างสรรค์ในอบายมุขแล้วก็เป็นผู้ที่เป็นบรรพชิตที่ไม่ใช่ฆราวาสเพศแต่เราก็เป็นฆราวาสเพศในฐานต่อมาเราเป็นฆราวาสเพศในฐานที่สูงขึ้นเมื่อเป็นฆราวาสเทพเราก็จะต้องมาเป็นบรรพชิตในฐานที่สูงขึ้นอีกแม้เราจะมาเป็นฆราวาสเพื่อในฐานะสูงขึ้นอบายมุขมันก็ยังมีอยู่นั้นเองเพราะฉะนั้นชีวิตเราก็ต้องเกี่ยวเนื่องด้วยผู้อื่นชีวิตเราก็ไม่ต้องเกี่ยวเนื่องอยู่แม้เราจะพ้นอบายมุขแล้วอบายมุขมันก็อาจจะเกี่ยวกับเราอยู่ในฐานะที่ฆราวาสชั้นสูงขึ้นมาเป็นชั้น 2 มันก็จะเกี่ยวกับบายมุกอยู่เหมือนกันจะออกมาซะทีเดียวยากเพราะฉะนั้นเราก็จะต้องมีรูปแบบมีขั้นตอนมีอะไรต่ออะไรออกมาให้สูงขึ้นสูงขึ้นมันจะมีการเนื่องกันอยู่เพราะว่าเราขาดแต่ความเนื่องมันมีความหมายของอภินิหารปัจจะเวกข้อที่ 2 คิดว่าชีวิตเราเนื่องด้วยผู้อื่นหรือชีวิตเราเนื่องในสิ่งอื่นหรือชีวิตเราเนื่องในสิ่งที่เราแม้แต่เราพรากมามันก็จะเนื่องอยู่นะเรื่องเราก็จะต้องพยายามทำตนเองให้เนื่องออกมาเนื่องออกมาก็ให้ให้ให้ให้ให้หลุดออกมาไม่ใช่เรื่องออกมาแต่เราเกี่ยวกับเราเราสำคัญเราสัมผัสอยู่สัมผัสสัมผัสแต่เราไม่ผิดไม่ยึดเหมือนกับน้ำกับใบบัวหรือน้ำกับใบบอนมันแตะมันต้องกันได้ ไม่มีอารมณ์ติดไม่มีสิ่งที่เกิดอย่างนั้นจริงๆแล้วมันจะห่างออกมาเองมันจะสูงมันจะไล่ขั้นตอนต้องกายของหัวฉีดของมันออกมาไล่ออกมาได้เรื่อยๆจัดภูมิจัดพบออกมาเองมันจะทำมันเป็นจริงเราจะเลื่อนอาชีพเราจะเลื่อนฐานะเราจะเลือกสภาพของมนุษย์ออกมาออกมาจริงๆมันก็จะเลื่อนมาถ้าเกิดว่าเรามาอยู่ในมนุษย์เป็นนักบวชมันจะเป็นนักบวชอย่างจริงๆมันจะเป็นนักบวชทั้งลูกทั้งนามและที่สุดลูกก็ลงตัวที่สุดมันจะเลื่อนออกมาแต่มันก็เนื่องและเป็นนักบวชก็ยังเนื่องอย่างเนืองกันยังเกี่ยวกับการสัมผัสกันอยู่แต่เราก็จะรู้ว่าเราสะอาดบริสุทธิ์เท่าไหร่ถ้าเราแน่ใจขนาดนี้เราก็สะอาดบริสุทธิ์ต่อไปมาไกลแล้วเราเป็นถึง นาคามีนี้เป็นต้นอบายมุขแค่ไหนเมื่อไหร่เราก็ไม่มีอะไรไม่มีทุกข์ไม่มีสุขจริงๆจิตของเราขาดร่อนไม่ทุกข์เพราะมันแล้วไม่สุขเพราะมันเลยแต่คุณพี่ตัวคุณให้ได้แม้มันจะเนืองกันเนื่องกันในความหมายของความเร็วกันเรื่องกันเข้ามาอธิบายแต่ว่าชีวิตของเราเรื่องการต้องเป็นผู้ที่อยู่ง่ายไม่ลำบากไม่หลบไม่เลี่ยงอยู่ง่ายเจอก็ได้ไม่เจอก็ได้ไม่แปลกอะไรแล้วเราก็จะรู้ความไม่ควรอโคจรหรือโคจรเราควรจะโคจรไปสัมผัสสัมพันธ์หรือไม่หรือว่าเราโคจรอันนี้ไม่ควรและไม่ควรโคจรไม่สำคัญเราเดินเลี่ยงได้เราเดินได้เรามีปัญญารู้นี่เราก็เรียนไปสิ่งนี้ไม่ควรสัมผัสเราก็ไม่สำคัญแล้ว ที่ 3 วาจากายวาจากายกรรมวจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีกๆไม่ใช่มีเพียงเท่านี้นะเพราะเราก็ต้องเพิ่มกลายเป็น g ที่มันดีกว่านี้เพิ่มขึ้นไปถามกลายเป็นจีนเป็นฐานที่มันยากมันจับได้มันมันจะแตกต้องได้เราก็ต้องพยายามปฏิบัติประพฤติสูงขึ้นไปตามลำดับ ยิ่งขึ้นไปยิ่งขึ้นไปให้ดีเป็นผู้ที่ปรารถนาดีเรามานี่ไม่ใช่ว่าเราจะมาปรารถนาเลวนะเราไม่ปรารถนาเลวนะเราปรารถนาดีเราจะกระทำสิ่งดีเพราะฉะนั้นเราก็เลื่อนผ่านเลื่อนฐานะเรื่องอะไรไปขึ้นไปให้ให้ยิ่งไปกว่านั้นอาการกายวาจาอย่างอื่นที่เราจะต้องทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้ยังมีอีกอยู่อีกเราก็ต้องทำให้ดีขึ้นเราปรับปรุงการบัญชีมโนเราเราอยู่แม้แต่เราอยู่ในหมู่ด้วยกันเนี่ยเราทำอันนี้เรารู้แล้วว่ามันไม่ดีอย่างนี้เราช่วยกันเสริมสารเป็นไปได้ดีมีความขยันหมั่นเพียรมีนู่นมีนี่ถูกต้องมันทำไม่ได้ก็ไม่ได้เราก็ต้องทำให้ดีขึ้นเราจะรู้ว่าความไม่ได้ความไม่ดีมันบกพร่องไม่มีอยู่แล้วเราทำให้ดีกว่านี้ก็ทำขึ้นไปมันก็ เจริญวันเจริญคืนแม้ที่สุดว่าเราวางคนที่อยู่กับหมู่เนี่ยเราอยู่ในฐานะที่เรียกว่าเรายังไม่ไหวเราเองเราทุกทียังไม่ได้อยู่อสังสักคะอยู่เป็นผู้ที่จ้องไม่ทุกข์ไม่เคลียร์ก่อนถ้ากูเกลียดเราทนไม่ได้มันแรงเราก็ผิดเราก็ต้องรู้ว่าเราเองยังอ่อนแอเราจะหลงตัวว่าเราสูงไม่ได้เราก็ต้องปรับปรุงเราก็ต้องพยายามทำจิตทำใจให้แข็งแรงพยายามที่จะรู้เท่าทันแล้วก็ค่อยๆขยับขึ้นมาให้อยู่ได้โดยไม่ยากอยู่ได้โดยไม่ลำบากถ้าเรายังอยู่ได้โดยยากอยู่ได้โดยลำบากเพราะเราเองเราไม่มีอินทรีย์ไม่มีภาระก็แน่นอนเราเองเราก็ต้องตกต่ำแน่นอนทีนี้วันที่ 4 นักบวชพิจารณาเนืองๆว่า ตัวของเราเองติเตียนเราได้ไปศีลได้หรือไม่ข้อ 4 กับข้อ 5 เรื่องของศีลเราติดเราเองได้ด้วยศีลหรือไม่ศีลไม่มีขั้นหยาบคั่นกลางขั้นละเอียดขั้นสูงเป็นอธิษฐานอยู่เรื่อยๆเพราะในฐานะของเรานี่เราเองบอกว่าเราจะพ้นอบายว่าเราจะมีศีล 5 แล้วก็มีความหมายของมันอธิษฐานอยู่พอในตัวเราติเตียนเราได้ด้วยศีลเหล่านี้หรือเปล่าตรวจสอบตัวเองถ้าเราติเตียนเราก็ไม่ได้เราบริสุทธิ์บริบูรณ์เป็นปลาที่สุดที่ศีลแม้มีชีวิตอยู่อย่างนี้ก็เป็นได้แล้วสีนี้ปกติสบายไม่เดือดไม่ร้อนเราบริสุทธิ์บริบูรณ์ได้คิดเมื่อไหร่ปัญจเวทเมื่อไหร่ทุกข์ขนาดเหตุปัจจัยต่างๆมันก็อยู่กับเหตุปัจจัยเหล่านั้นได้ปัจจะเวกขณะ เราเป็นเอกถ้าบอกว่าปัจจะเวกขณะเอาจริงๆแล้วหมายความว่าเราสว่างไสวประจักษ์เวทนาเวทก็คือพฤติกรรมอันเอกขณะเวทย์ขณะขณะจะเอาขนาดแยกออกไปเป็นภาษาเวลาโอกาสทุกโอกาสทุกขณะมันก็ได้เราจะเอาเอกเราจะเอารู้พฤติกรรมของเราพิจารณาเราจะบอกว่าต้องพิจารณาดูทุกอย่างให้มันบริบูรณ์นั่นเองแล้วก็บริบูรณ์อยู่ศีลเราก็ไปตามลำดับเมื่อศีลนี้จบเราก็เพิ่มศีลใหม่เป็นอาชีพศีลชั้นสูงขึ้นไปมันก็มีอันยิ่งเป็นอนันตังสูงขึ้นสูงขึ้นสูงขึ้นอยู่เรื่อยวุฒิที่วุฒิไม่มีปัญหาให้จบก็ต่ออันนั้นไม่จบแล้วก็ต่อทำให้มันบริบูรณ์ให้มันจบอันนั้นจบแล้ว รู้แล้วแล้วก็ต่อใหม่มีอื่นที่เจริญยิ่งขึ้นได้อีกไม่ใช่ไปซ้ำแซะอยู่เป็นประทับปรมะวนอยู่แค่นั้นแหละแค่นี้ก็เป็นธรรมอันเนื่องช้าเป็นผู้ที่ทรงไว้ซึ่งความเนิ่นช้าก็ไม่เอาไอ้นู้นชาติก็บอกว่าสำคัญในความนุ่มทานแล้วเราก็แค่นิ่งๆอิ่มๆมันไม่เจริญอันนี้เราไม่เอาเราก็จะต้องเจริญขึ้นนอกจากว่าตัวเองติดสติเตือนตัวเองได้ด้วยศีลหรือไม่แล้วข้อที่ 5 นักบวชควรพิจารณาเลยว่าผู้รู้ใครควรแล้วที่เปลี่ยนเราด้วยศีลได้หรือไม่นอกจากเราก็รู้ผู้อื่นเขาก็รู้นะผู้อื่นเขาก็เรียนสีเขารู้ขั้นตอนของมนุษย์ด้วยเขารู้ขอบเขตของมนุษย์เหมือนกันเขาขอบเขตเอาศีลของมนุษย์นี่มาตีเราผู้รู้โดยเฉพาะ ผมบรรยายอยู่จริงเตือนคุณอยู่ในศีลด้วยหลักอะไรต่ออะไรเสมอๆถ้าซื้อถือว่าผมเป็นผู้รู้ผมเตือนจริงๆผมติดเตียงคุณอยู่เสมอทุกวันที่ 2 นี่คือการติเตียนเสมอปู่ท้วงอันนี้เราเจอแล้วเราก็ควรจะรู้ว่ามีผู้รู้ทันจิตใจเราอยู่นะแล้วเราเองเราก็ไม่พยายามทำปรับปรุงตัวนี้ให้ดีขึ้นให้ดีขึ้นแล้วเราจะดีขึ้นด้วยอะไรถ้ามีผู้รู้ติดเตียงนั้นเป็นบุญมีปราบติดเตียงมีบัณฑิตติดเทียนคบหาบัณฑิตบัณฑิตช่วยเหลือเกื้อกูลช่วยเตือนเราช่วยบอกเราแจ้งเราช่วยคุยช่วยแชร์ให้แก่เรานั้นเป็นผู้รู้ที่ท่านไม่ได้ไปมีอคติอะไรถ้าไม่ได้ลำเอียงอะไรท่านปรารถนาดีอย่างนี้เป็นบุญเราก็ได้รู้ได้เข้าใจ เพราะเป็นความไม่ช้าไม่เนิ่นช้าแต่ถ้าเราไม่มีผู้รู้ติดเรียนยิ่งถือสาผู้รู้ไม่มีฉันมีมานะฉันไม่เชื่อไม่ถือใครฉันอยากให้คนเดียวก็คนนี้ก็ซวยไปไม่ได้เจริญหรอกช้าคือต้นซื้อตัวนี้ไม่มีทางที่เจริญพรคำว่าผู้รู้ใครควรแล้วผู้รู้ท่านจะติดเตือนใครท่านต้องใคร่ครวญท่านโชคดีตรงไตร่ตรองสมควรท่านถึงทำไม่สมควรถ้าไม่ทำหรอกนะถ้าท่านติดเตียงแล้วต้องพึงระวังถ้าไม่สมควรติดเตียงเห็นไปด้วยดีอยู่ท่านก็ไม่ติดเรียนแล้วก็ 6 ดาวจะต้องพลัดพรากก็ 6 กับข้อ 7 เนี่ยมันเป็นสภาพสัจจะเข้าหาสัจจะแล้วเราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งนั้นทุกอย่างจะต้อง แยกภาพจากฉันไม่มีอะไรจะไม่พรากจากกันเราจะพรากจากของที่รักที่ชอบใจทั้งสิ้นอะไรก็แล้วแต่แม้ที่สุดอารมณ์ที่รักที่สุดอารมณ์ที่รักที่สุดขนาดที่ว่าเป็นผู้ที่ได้รับความสงบและติดความสงบความสงบคุณก็จะไม่ได้สมใจคุณจะไม่ได้คุณจะได้ความหยุดความว่าคุณจะไม่ได้สนใจแม้กระทั่งความว่าต้องพรากจากความว่างนั้นด้วยความจิตใจนั้นด้วยมียกตัวอย่างตัวอย่างสุดเพราะแม้แต่เป็นวัตถุรูปที่คุณได้สัมผัสอย่างนี้คุณจะชื่นใจและจิตใจคุณจะได้อยู่อีกไม่พลาดไม่มีของอยากยิ่งเห็นชัดแม้แต่ของที่คุณได้ติดตัวสนิทเนียนไปไหนก็มีคือเราอารมณ์ว่าอารมณ์สงบ อยู่ที่ไหนไปที่ไหนที่ไหนคุณก็ติดแหมสิ่งอย่างนั้นก็ยังจะต้องถูกควรถูกพรากเราจะต้องกล้าถูกกวนถูกไม่ไม่เป็นไปได้เพราะฉะนั้นเราเป็นโดยจิตใจของเราเราบอกเลยสงบที่เราไม่ต้องเอาสงบก็ได้แต่เราก็สบายเราก็เป็นประโยชน์ไปเราก็ทำอะไรได้ตามหมอตามควรตามเหตุตามปัจจัยเราเข้าใจเหตุต้องเข้าใจปัจจัยการนี้เราควรทำอย่างนี้กาลนี้เราควรทำอย่างนี้ควรอยู่อย่างนี้เราควรอยู่อย่างนี้มันก็มีเวลาที่หมุนเวียนของมันอยู่รู้วันรู้คืนรู้พักรู้เพียรเมื่อเรารู้พระครูเขียนก็สบายเวลาจะพักเราก็พักหมดเวลาเลิกพักเราต้องไปเราไม่ทำให้จิตใจของเราไปที่ได้ตกตะกอนหรือเสพติดหรือเสพคุณในสิ่งนั้นสิ่งนี้กลายเป็นวาสนา พระวาสนาเราไปสืบค้นความสงบแล้วก็มารับจอแจไม่ได้เพราะวาสนารับจอแจจนกระทั่งจะสงบจะพักก็หยุดไม่ลงเราก็หยุดไม่ได้แต่เราทำจนเราสบายเราจะหยุดเราก็หยุดได้เราจะจอแจแล้วก็จอแจได้เราเพียรก็เพี้ยนได้เต็มที่เราพักเราก็พักให้เต็มที่ก็ได้ที่เป็นเพียงเราก็ไม่ทุกข์ขณะที่เราพักเราก็มีวุ่นวายซึ่งงบสบายพักก็ปล่อยเลยสนิทนิ่งวางสบายไม่เดือดไม่ร้อนเราเป็นได้ทั้ง 2 ส่วนเราเป็นได้อย่างดีเราก็เป็นผู้ที่จะเป็นผู้ที่เข้าใจว่าทุกอย่างต้องพรากกันทั้งนั้นเรามีการกระทำก็เจ็บเรามีการกระทำเป็นของของตัวทำดีเราก็ดีท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive